พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปัญจกนิบาต · วรรณาโรหวรรค
๓. หิริชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๖๓–๗๖๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในวรรณาโรหวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปัญจกนิบาต วรรณาโรหวรรค หิริชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๒๒๙–๒๓๐
๒. สีลวีมังสชาดก [๓๖๒)
ว่าด้วยศีลประเสริฐกว่าสุตะ
(พราหมณ์โพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)
{๗๕๘} [๗๖๖] ข้าพระองค์มีความสงสัยว่าศีลประเสริฐหรือสุตะประเสริฐ ศีล เท่านั้นประเสริฐกว่าสุตะ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยแล้ว{๗๕๙} [๗๖๗] ทั้งชาติกำเนิดและวรรณะก็ปล่าประโยชน์นัยว่าศีลเท่านั้น ประเสริฐที่สุดสุตะของบุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยศีลก็ไม่มีประโยชน์{๗๖๐} [๗๖๘] กษัตริย์และแพศย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่อาศัยธรรม คนทั้ง ๒ ประเภทนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมเข้าถึงทุคติ
{๗๖๑} [๗๖๙] กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเก็บขยะ ประพฤติธรรมในธรรมวินัยนี้แล้วย่อมเป็นผู้เสมอกันในไตรทิพย์{๗๖๒} [๗๗๐] พระเวท ชาติกำเนิด แม้พวกพ้องก็ไม่สามารถจะให้อิสริยยศ หรือความสุขในภพหน้าได้ ส่วนศีลของตนเองที่บริสุทธิ์ดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ในภพหน้าได้
๓. หิริชาดก (๓๖๓)
ว่าด้วยลักษณะของผู้เป็นเพื่อนแท้และมิใช่เพื่อน
(เศรษฐีชาวพระนครพาราณสีโพธิสัตว์บอกแก่คนทั้งหลายว่า)
{๗๖๓} [๗๗๑] ผู้ใดปราศจากความละอายรังเกียจความเป็นเพื่อน พูดแต่ปากว่าเราเป็นเพื่อนของท่าน แต่ไม่เคยเอื้อเฟื้อทำการงานอะไรที่ดี กว่าให้ พึงรู้เถิดว่าผู้นั้นมิใช่เพื่อนแท้ของเรา
{๗๖๔} [๗๗๒] เพราะว่าบุคคลทำสิ่งใดได้ ก็พึงพูดถึงเฉพาะสิ่งนั้น ทำสิ่งใดไม่ได้ ก็ไม่พึงพูดถึงสิ่งนั้น ผู้ที่ไม่ทำ ดีแต่พูด บัณฑิตทั้ง หลายเขารู้กันทั่วไป
{๗๖๕} [๗๗๓] ผู้ใดไม่ยอมเผลอตัว มุ่งความแตกร้าว จ้องจับผิดเป็นประจำ ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร แต่บุคคลนอนใจได้ในผู้ใดเหมือนบุตร นอนแนบอกมารดา และผู้ใดอันผู้อื่นยุให้แตกแยกไม่ได้ ผู้นั้น ชื่อว่ามิตรแท้{๗๖๖} [๗๗๔] กุลบุตรผู้หวังผลอานิสงส์ เมื่อนำพาธุระ (คือทาน ศีล ภาวนา มิตรภาพ) ของลูกผู้ชายไป ย่อมทำฐานะที่ทำความปราโมทย์ นำความสรรเสริญมาให้ นำสุขมาให้ให้เจริญได้{๗๖๗} [๗๗๕] บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือ ธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป
๔. ขัชโชปนกชาดก (๓๖๔)
ว่าด้วยเห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ
(เทวดาคุกคามพระราชาแล้วได้กล่าวสอนว่า)
{๗๖๘} [๗๗๖] ใครหนอ เมื่อไฟมีอยู่ ยังเที่ยวแสวงหาไฟอีก เห็นหิ่งห้อย ในเวลากลางคืน ก็มาสำคัญว่าเป็นไฟ
{๗๖๙} [๗๗๗] บุคคลนั้นเอาก้อนโคมัยและหญ้ามาขยี้จนละเอียดแล้วโปรยลง บนหิ่งห้อยเพื่อจะให้เกิดไฟด้วยความสำคัญที่วิปริตก็ไม่ สามารถจะให้ไฟลุกได้ ฉันใด
จบ ๓. หิริชาดก