พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ติงสตินิบาต
๑. กิงฉันทชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๘๕–๒๒๙๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในติงสตินิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ตึสตินิปาตชาตกํ
๑ กึฉนฺทชาตกํ
ติงสตินิบาตชาดก
๑. กิงฉันทชาดก
ว่าด้วยโทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต กิงฉันทชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย เอโก สมฺมสิ ฆมฺมนิ
กึ ปตฺถยาโน กึ เอสํ เกน อตฺเถน พฺราหฺมณ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร มีความประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร ด้วยต้องการอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ผู้เดียวในเวลาร้อน?
ยถา มหา วาริธโร กุมฺโภ สุปริณาหวา
ตถูปมํ อมฺพปกฺกํ วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ฯ
ตํ วุยฺหมานํ โสเตน ทิสฺวานามลมชฺฌิเม
ปาณีภิ นํ คเหตฺวาน อคฺยายตนมาหรึ ฯ
ตโต กทลิปตฺเตสุ นิกฺขิปิตฺวา สยํ อหํ
สตฺเถน นํ วิกปฺเปตฺวา ขุปฺปิปาสํ อหาสิ เม ฯ
โสหํ อเปตทรโถ พฺยนฺตีภูโต ทุกฺขกฺขโม
อสฺสาทํ นาธิคจฺฉามิ ผเลสฺวญฺเญสุ เกสุจิ ฯ
โสสิตฺวา นูน มรณํ ตํ มมํ อาวหิสฺสติ
อมฺพํ ยสฺส ผลํ สาทุํ มธุรคฺคํ มโนรมํ ฯ
ยมุทฺธรึ วุยฺหมานํ อุทธิสฺมา มหณฺณเว
อกฺขาตํ เต มยา สพฺพํ ยสฺมา อุปวสามหํ ฯ
รมฺมํ ปติ นิสินฺโนสฺมิ ปุถุโลมายุตา ปุถุ
ตญฺจ โข เมว อกฺขาหิ อตฺตานมปลายินี ฯ
กา วา ตฺวมสิ กลฺยาณี กิสฺส วา ตฺวํ สุมชฺฌิเม
รูปปฏฺฏปฺลมฏฺฐีว ๑ พฺยคฺฆีว คิริสานุชา ฯ
ยา สนฺติ นาริโย เทเวสุ เทวานํ ปริจาริกา
ยา จ มนุสฺสโลกสฺมึ รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ฯ
รูเปน เต สทิสี นตฺถิ เทวคนฺธพฺพมานุเส ๒
ปุฏฺฐาสิ เม จารุปุพฺพงฺคี พฺรูหิ นามญฺจ พนฺธเว ฯ
หม้อน้ำใหญ่มีรูปทรงงดงาม ฉันใด ผลมะม่วงสุกอันมีสีกลิ่นและรสอย่างดีเยี่ยม ก็มีอุปมัย ฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำพัดลอยมาในท่ามกลางแม่น้ำ ได้เอามือทั้งสองหยิบมาวางไว้ในเรือนไฟ.
แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเองแล้วฉัน ความหิวและความกระหายของเราหายไป. เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมดเราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความพอใจในผลไม้ไรๆอื่น. ผลมะม่วงซึ่งมีรสอร่อยหวานจับใจ ลอยมาในห้วงน้ำใหญ่ เราก็เก็บขึ้นมาจากแม่น้ำ จักทำให้เราซูบผอม นำความตายมาให้เราเป็นแน่เราได้บอกเหตุที่เราหิวกระหายแก่ท่านหมดสิ้นแล้ว. เรานั่งอยู่ที่แม่น้ำน่ารื่นรมย์กว้างใหญ่ มีปลาโลมาขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุยืนอยู่เฉพาะหน้า มีร่างกายงดงามเอวกลมดี เกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองใบและเหมือนนางพยัคฆีที่สัญจรอยู่ตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือว่าท่านมา ณ ที่นี้เพื่ออะไร ขอท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด? นางเทพนารีในเทวโลก ที่เป็นบริจาริกาแห่งทวยเทพทั้งหลายก็ตาม สตรีที่มีรูปงดงามในมนุษยโลกก็ตาม ที่จะมีรูปงามเสมอด้วยท่านไม่มี ท่านผู้มีขางาม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์เถิด?
ยํ ตฺวํ ปติ นิสินฺโนสิ รมฺมํ พฺราหฺมณ โกสิกึ
สาหํ ภูสาลยา วุตฺถา วรวาริวโหฆสา ฯ
นานาทุมคณากิณฺณา พหุกา คิริกนฺทรา
มเมว ปมุขา โหนฺติ อภิสนฺทนฺติ ปาวุเส ฯ
อโถ พหู วนโตทา นีลวาริวหินฺธรา
พหุกา นาคจิตฺโตทา อภิสนฺทนฺติ วารินา ฯ
ตา อมฺพชมฺพุลพุชา นิปาตาลมุทุมฺพรา ๓
พหูนิ ผลชาตานิ อาวหนฺติ อภิณฺหโส ฯ
ยงฺกิญฺจิ อุภโต ตีเร ผลํ ปตติ อมฺพุนิ
อสํสยนฺตํ โสตสฺส ผลํ โหติ วสานุคํ ฯ
เอตทญฺญาย เมธาวี ปุถุปญฺญ สุโณหิ เม
มา โรจย อภิสงฺคํ ปฏิเสธ ชนาธิป ฯ
น วาหํ วฑฺฒวํ มญฺเญ ยํ ตฺวํ รฏฺฐาภิวฑฺฒน
อาเจยฺยมาโน ราชิสิ มรณํ อภิกงฺขสิ ฯ
ตสฺส ชานนฺติ ปิตโร คนฺธพฺพาว ๔ สเทวกา
เย จาปิ อิสโย โลเก สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน
อสํสยนฺเตปิ ชานนฺติ ปฏฺฐภูตา ๑ ยสสฺสิโน ฯ
๑ ม. รุปฺปปฏฺฏปลิมฏฺฐีว ฯ ๒ ม. เทเวสุ คนฺธพฺพมนุสฺสโลเก ฯ
๓ ม. นิปา ตาลา จุทุมฺพรา ฯ ๔ ม. คนฺธพฺพา จ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านนั่งอยู่ที่แม่น้ำใด ชื่อว่าโกสิกี น่ารื่นรมย์ ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่แม่น้ำนั้น อันมีกระแสไหลเชี่ยว. มีลำห้วยและลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่ง เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรงมารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น. ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแสเชี่ยวสีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาคกระทำให้มีสีวิจิตรต่างๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ. แม่น้ำเหล่านั้น ย่อมพัดเอาผลมะม่วง ผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อเป็นอันมากมาเนืองๆ ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ฝั่งทั้งสองตกลงในน้ำแล้วย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งกระแสน้ำของข้าพเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกรท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ท่านรู้อย่างนี้แล้วจงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่าชอบใจความข้องด้วยตัณหาเลย จงห้ามเสียเถิด.
ดูกรพระราชฤาษี ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ท่านจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร เมื่อท่านซูบผอม รอความตายอยู่. พรหม คนธรรพ์เทวดา และฤาษีทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะเริ่มตั้งความเพียร ผู้เรืองยศ ย่อมรู้ความที่บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหา โดยไม่ต้องสงสัยเลย.
เอวํ วิทิตฺวา วิทู สพฺพธมฺมํ
นิทฺธํสนํ จวนํ ชีวิตสฺส
น จียตี ตสฺส นรสฺส ปาปํ
สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ฯ
อิสิปูคสมญฺญาเต เอวํ โลกฺยา วิทิตา ปติ ๒
อนริยํ ปริสมฺภาเส ปาปกมฺมํ ชิคึสสิ ฯ
สเจ อหํ มริสฺสามิ ตีเร เต ปุถุสุสฺโสณิ
อสํสยนฺตํ อสิโลโก มยิ เปเต อาคมิสฺสติ ฯ
ตสฺมาหิ ปาปกํ กมฺมํ รกฺขสฺสุ จ ๓ สุมชฺฌิเม
มา ตฺวํ ๔ สพฺโพ ชโน ปจฺฉา ปกฺวกฺขาสิ มยี ๕ มเต ฯ
บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้รู้ความสลาย และความเคลื่อนแห่งชีวิตอย่างนี้ ชื่อว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง. ถ้านรชนนั้นไม่คิดฆ่าคนอื่น. ดูกรท่านผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันดีแล้ว ผู้กล่าวคำอันงดงาม ท่านปรากฏว่าทำประโยชน์ให้แก่โลกอย่างนี้ ไฉนจึงแสวงหาบาปกรรมให้แก่ตน? ดูกรท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำของท่าน เมื่อเราตายแล้วความติเตียนก็จะมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย. ดูกรท่านผู้มีสะเอวกลมกลึง เพราะฉะนั้นแล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวงติเตียนท่านได้ภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.
อญฺญาตเมตํ อวิสยฺหสาหิ
อตฺตานมมฺพญฺจ ททามิ เต ตํ
โย ๖ ทุจฺจเช กามคุเณ ปหาย
สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจ อธิฏฺฐิโตสิ ฯ
โย หิตฺวา ปุพฺพสญฺโญคํ ปจฺฉาสญฺโญชเน ฐิโต
อธมฺมญฺเจว จรติ ปาปญฺจสฺส ปวฑฺฒติ ฯ
เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ กามํ อปฺโปสฺสุโก ภว
อุปานยามิ สีตสฺมึ วิหราหิ อนุสฺสุโก ฯ
ตํ ปุปฺผรสมตฺเตหิ วงฺกงฺเคหิ อรินฺทม
โกญฺจา มยูรา ทิวิยา โกยฏฺฐิมธุสาลิยา ๑
กูชิตา หํสปูเคภิ โกกิเลตฺถ ปโพธเร ฯ
อมฺเพตฺถ วิปฺปสูนคฺคา ๒ ปลาลขลสนฺนิภา
โกสุมฺพสลฬานีปา ๓ ปกฺกตาลวิลมฺพิโน ฯ
๑ สี. ยุ. วทฺธภูตา ฯ ๒ ม. สติ ฯ ๓ ม. รกฺขสฺเสว ฯ ๔ ม. ตํ ฯ
๕ ม. ปกุฏฺฐาสิ มยิ ฯ ๖ ม. โส ฯ
เหตุนั้น ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตนและให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่งความสงบ และสุจริตธรรม. บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อน แล้วตั้งอยู่ในสังโยชน์ในภายหลัง ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อมพอกพูนแก่บุคคลนั้น. มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง แต่ท่านจะต้องมีความขวนขวายน้อย ข้าพเจ้าจะนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายอยู่เถิด. ดูกรท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นกที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนกกระเรียน นกยูงนกเขาซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่าที่ร้องปลุกสัตว์ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น. ผลมะม่วงในสวนนั้นดกเป็นพวงๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสนต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย.
มาลี ติรีฏี กายุรี องฺคที จนฺทนุสฺสโท ๔
รตฺตึ ตฺวํ ปริจาเรสิ ทิวา เวเทสิ เวทนํ ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ยา เตมา ปริจาริกา
เอวํ มหานุภาโวสิ อพฺภูโต โลมหํสโน ฯ
กึ กมฺมมกริ ปุพฺเพ ปาปํ อตฺตทุขาวหํ
ยํ กริตฺวา มนุสฺเสสุ ปิฏฺฐิมํสานิ ขาทสิ ฯ
ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ กลางคืน หญิง ๑๖,๐๐๐ คน เป็นบริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวัน ท่านเสวยทุกขเวทนา ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยปรากฏมี ท่านขนลุกขนพอง. เมื่อก่อนท่านได้ทำบาปกรรมอะไรอันนำทุกข์มาให้แก่ตน ในมนุษยโลก ท่านจึงต้องกินเนื้อของตนอยู่ ในบัดนี้?
อชฺเฌนานิ ปฏิคฺคยฺห กาเมสุ คิทฺธิโต ๕ อหํ
อจรึ ทีฆมทฺธานํ ปเรสํ อหิตายหํ ฯ
โย ปิฏฺฐิมํสิโก โหติ เอวํ อุกฺกจฺจ ขาทติ
ยถาหมชฺช ขาทามิ ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโนติ ฯ
กึฉนฺทชาตกํ ปฐมํ ฯ
ข้าพเจ้าเรียนไตรเพทจบแล้ว หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดกาลนาน. ผู้ที่กินเนื้อหลังของคนอื่นย่อมควักเนื้อข้างหลังตนเองกิน เหมือนข้าพเจ้ากินเนื้อหลังของตนอยู่ทุกวันนี้ ฉะนั้นแล.
จบ กิงฉันทชาดกที่ ๑.
จบ ๑. กิงฉันทชาดก