พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ติงสตินิบาต
๖. มหากปิชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๗๐–๒๓๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในติงสตินิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๖ มหากปิชาตกํ
๖. มหากปีชาดก
ผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติงสตินิบาต มหากปิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
พาราณสฺยํ ๑ อหุ ราชา กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
มิตฺตามจฺจปริพฺยูโฬฺห อคมาสิ มิคาชินํ ๒ ฯ
ตตฺถ พฺราหฺมณมทฺทกฺขิ เสตํ จิตฺรํ กิลาสินํ
วิทฺธสฺตํ โกวิฬารํว กีสํ ธมนิสนฺถตํ ฯ
ปรมการุญฺญตํ ปตฺตํ ทิสฺวา กิจฺฉคตํ นรํ
อวจ พฺยมฺหิโต ราชา ยกฺขานํ กตโม นุสิ ฯ
หตฺถปาทา จ เต เสตา ตโต เสตตรํ สิโร
คตฺตํ กมฺมาสวณฺณนฺเต กิลาสพหุโล จสิ ฯ
วฏฺฏนาวลิสงฺกาสา ปิฏฺฐิ เต นินฺนตุนฺนตา
กาฬปพฺพา จ เต องฺคา นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ
อุคฺฆฏฺฐปาโท ตสิโต กีโส ธมนิสนฺถโต
ฉาโต อติตฺตรูโปสิ กุโตสิ กตฺถ คจฺฉสิ ฯ
ทุทฺทสี อปฺปกาโรสิ ทุพฺพณฺโณ ภีมทสฺสโน
ชเนตฺติ ยาปิ เต มาตา น ตํ อิจฺเฉยฺย ปสฺสิตุํ ฯ
กึ กมฺมมกรา ๑ ปุพฺเพ กึ ๒ อวชฺฌํ อฆาตยิ
กิพฺพิสํ ยํ กริตฺวาน อิทํ ทุกฺขํ อุปาคมิ ฯ
๑ สี. ยุ. พาราณสฺสํ ฯ ๒ สี. มิคาชิรํ ฯ ยุ. มิคาจิรํ ฯ
มีพระราชาแห่งชนชาวกาสีผู้ครองรัฐสีมา ในพระนครพาราณสี ทรงแวดล้อมด้วยมิตรและอำมาตย์ ได้เสด็จไปยังมิคาชินอุทยาน. ณ ที่นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ซึ่งเป็นโรคเรื้อนด่าง เป็นจุดตามตัวมากไปด้วยกลากเกลื้อนเรี่ยราดด้วยเนื้อที่หลุดออกมาจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บาน ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. ครั้นทอด-พระเนตรเห็นคนถึงความลำบากน่าสงสารยิ่งนักแล้ว ทรงหวาดพระทัยจึงตรัสถามว่า ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหนในจำพวกยักษ์ทั้งหลาย? อนึ่งมือและเท้าของท่านขาว ยิ่งกว่านั้นศีรษะก็ขาวโพลน ตัวของท่านก็ด่างพร้อย มากไปด้วยเกลื้อนกลาก. หลังของท่านก็เป็นปุ่มเป็นปมดุจเถาวัลย์อันยุ่ง อวัยวะของท่านดุจเถาวัลย์ข้อดำ ดูไม่เหมือนกับคนอื่น.
เท้าเปรอะเปื้อนน่าหวาดเสียว ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น หิวระหายร่างกายซูบซีด ท่านมาจากไหน และจะไปไหน? ดูน่าเกลียดรูปร่างไม่น่าดู ผิวพรรณทราม ดูน่ากลัว แม้มารดาบังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่ปรารถนาจะเหลียวแลเสียเลย. ในชาติก่อนท่านได้ทำกรรมอะไร ได้เบียดเบียนผู้ที่ไม่ควรเบียดเบียนไว้อย่างไร ได้เข้าถึงทุกข์อันนี้เพราะทำกรรมอันหยาบช้าอันใดไว้?
ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา
สจฺจวาทึ หิ โลกสฺมึ ปสํสนฺตีธ ปณฺฑิตา ฯ
เอโก จรํ โคคเวโส มูโฬฺห อจฺจสรึ วเน
อรญฺเญ อีริเณ วิวเน นานากุญฺชรเสวิเต ฯ
วาฬมิคานุจริเต วิปฺปนฏฺโฐสฺมิ กานเน
อจรึ ตตฺถ สตฺตาหํ ขุปฺปิปาสสมปฺปิโต ฯ
ตตฺถ ติณฺฑุกมทฺทกฺขึ วิสมฏฺฐํ พุภุกฺขิโต
ปปาตมภิลมฺพนฺตํ สมฺปนฺนผลธารินํ ฯ
วาตสฺสิตานิ ภกฺเขสึ ตานิ รุจฺจึสุ เม ภุสํ
อติตฺโต รุกฺขมารุยฺห ๑ ตตฺถ เหสฺสามิ อสฺสิโต ๒ ฯ
เอกํ เม ภกฺขิตํ อาสิ ทุติยํ อภิปตฺถิตํ
ตโต สา ภญฺชถ สาขา ฉินฺนา ผรสุนา วิย ฯ
โสหํ สหาว สาขาหิ อุทฺธํปาโท อวํสิโร
อปฺปติฏฺเฐ อนาลมฺเพ คิริทุคฺคสฺมิ ปาปตํ ฯ
ยสฺมา จ วาริ คมฺภีรํ ตสฺมา น สมปชฺชิสํ ๓
ตตฺถ เสสึ นิรานนฺโท อนูนา ๔ ทสรตฺติโย ฯ
อเถตฺถ กปิ มาคจฺฉิ โคนงฺคุโล ทรีจโร
สาขาหิ สาขํ วิจรนฺโต ขาทมาโน ทุมปฺผลํ
โส มํ ทิสฺวา กีสํ ปณฺฑฑ การุญฺญมกรํ มยิ ฯ
อมฺโภ โก นาม โส เอตฺถ เอวํ ทุกฺเขน อฏฺฏิโต
มนุสฺโส อมนุสฺโส วา อตฺตานมฺเม ปเวทย ฯ
ตสฺสญฺชลึ ปณาเมตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ
มนุสฺโสหํ พฺยสมฺปตฺโต สา เม นตฺถิ อิโต คติ
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ตฺวญฺจ เม สรณํ ภว ฯ
ครุํ สิลํ คเหตฺวาน วิจรี ปพฺพเต กปิ
สิลาย โยตฺตํ กตฺวาน นิสโภ เอตทพฺรวิ ฯ
เอหิ เม ปิฏฺฐิมารุยฺห คีวํ คณฺหาหิ พาหุหิ
อหนฺตํ อุทฺธริสฺสามิ คิริทุคฺคต เวคสา ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา วานรินฺทสฺส สิรีมโต
ปิฏฺฐิมารุยฺห ธีรสฺส คีวํ พาหาหิ อคฺคหึ ฯ
โส มํ ตโต สมุฏฺฐาสิ เตชสี พลวา กปิ
วิหญฺญมาโน กิจฺเฉน คิริทุคฺคต เวคสา ฯ
อุทฺธริตฺวาน มํ สนฺโต นิสโภ เอตทพฺรวิ
อิงฺฆ มํ สมฺม รกฺขสฺสุ ปสฺสุปิสฺสํ มุหุตฺตกํ ฯ
สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปิ จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย
เต มํ ปมตฺตํ หึเสยฺยุํ เต ตฺวํ ทิสฺวา นิวารย ฯ
เอวํ เม ปริตฺตาตูน ปสฺสุปิ โส มุหุตฺตกํ
ตทาหํ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ปฏิลจฺฉึ อโยนิโส ฯ
ภกฺโข อยํ มนุสฺสานํ ยถา จญฺเญ วเน มิคา
ยนฺนูนิมํ วธิตฺวาน ฉาโต ขาเทยฺย วานรํ ฯ
อสิโต จ คมิสฺสามิ มํสมาทาย สมฺพลํ
กนฺตารํ นิตฺถริสฺสามิ ปาเถยฺยํ เม ภวิสฺสติ ฯ
ตโต สิลํ คเหตฺวาน มตฺถกํ สนฺนิตาฬยึ
มม ภตฺตกิลนฺตสฺส ๑ ปหาโร ทุพฺพโล อหุ ฯ
โส จ เวเคนุทปฺปตฺโต กปิ รุหิรมกฺขิโต
อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺโต มํ อุทิกฺขติ ฯ
มายฺโย มํ กริ ภทฺทนฺเต ตฺวญฺจ นาเมทิสํ กริ
ตฺวญฺจ โข นาม ทีฆาวุ ๒ อญฺเญ ๓ วาเรตุมรหสิ ฯ
อโห วต เร ปุริส ตาว ทุกฺกรการก
เอทิสา วิสมา ทุคฺคา ปปาตา อุทฺธโต มยา ฯ
อานีโต ปรโลกาว ทุพฺเภยฺยํ มํ อมญฺญถ
ตนฺเตน ปาปธมฺเมน ปาปํ ปาเปน จินฺติตํ ฯ
มา เหว ตฺวํ อธมฺมฏฺฐ เวทนํ กฏกํ ผุสิ
มา เหว ปาปกมฺมนฺตํ ผลํ เวฬฬว ตํ วธิ ฯ
ตยิ เม นตฺถิ วิสฺสาโส ปาปธมฺม อสญฺญต
เอหิ เม ปิฏฺฐิโต คจฺฉ ทิสฺสมาโนว สนฺติเก ฯ
มุตฺโตสิ หตฺถา วาฬานํ ปตฺโตสิ มานุสึ ปทํ
เอส มคฺโค อธมฺมฏฺฐ เตน คจฺฉ ยถาสุขํ ฯ
อิทํ วตฺวา คิริจโร รุหิรํ ๑ ปกฺขลฺย มตฺถกํ
อสฺสูนิ สมฺปมชฺชิตฺวา ตโต ปพฺพตมารุหิ ฯ
โสหํ เตนาภิสตฺโตสฺมิ ปริฬาเหน อฏฺฏิโต
ฑยฺหมาเนน คตฺเตน วารึ ปาตุํ อุปาคมึ ฯ
อคฺคินา วิย สนฺตตฺโต รหโท รุหิรมกฺขิโต
ปุพฺพโลหิตสงฺกาโส สพฺโพ เม สมปชฺชถ ฯ
ยาวนฺโต อุทพินฺทูนิ กายสฺมึ นิปตึสุ เม
ตาวนฺโต คณฺฑุ ๒ ชาเยถ อฑฺฒเวลุวสาทิสา ฯ
ปภินฺนา ปคฺฆรึสุ เม กุณปา ปุพฺพโลหิตา
เยน เยเนว คจฺฉามิ คาเมสุ นิคเมสุ จ ฯ
ทณฺฑหตฺถา นิวาเรนฺติ อิตฺถิโย ปุริสา จ มํ
โอกฺกิตา ปูติคนฺเธน มาสฺสุ โอเรน อาคมา ฯ
เอตาทิสํ อิทํ ทุกฺขํ สตฺตวสฺสานิทานิ เม
อนุโภมิ สกํ กมฺมํ ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ
ตํ โว วทามิ ภทฺทนฺเต ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
มาสฺสุ มิตฺตาน ทุพฺภิตฺโถ มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ
กุฏฺฐี กิลาสี ภวติ โย มิตฺตานีธ ทุพฺภติ
กายสฺส เภทา มิตฺตทุพฺภี นิรยํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ
มหากปิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. กมฺมมกรํ ฯ ๒ ม. กํ ฯ
๑ ม. รุกฺขมารูหึ ฯ ๒ ม. ยุ. อาสิโต ฯ ๓ สี. สมปชฺชสึ ฯ ยุ. สมภชฺชิสํ ฯ
๔ ยุ. อนาโถ ฯ
๑ ม. คตฺตคิลนฺตสฺส ฯ ยุ. หตฺถ ... ฯ ๒ ยุ. ฑีฆายุ ฯ ๓ ยุ. อญฺญํ ฯ
๑ ม. รหเท ฯ ๒ สี. ยุ. คณฺฑู ฯ
ขอเชิญพระองค์ทรงสดับ ข้าพระองค์จักกราบทูลอย่างคนที่ฉลาดทูลเพราะว่าบัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญคนที่พูดจริง. ข้าพระองค์ผู้เดียวเที่ยวตามหาโคได้หลงทางเข้าไปในป่าหิมพานต์แสนจะกันดารเงียบสงัด อันหมู่กุญชรต่างๆ อาศัยอยู่. ข้าพระองค์ได้หลงทางเข้าไปในป่าทึบ อันหมู่มฤคร้ายกาจท่องเที่ยวไปมา ต้องทนหิวกระหายเที่ยวไปในป่านั้นตลอด ๗ วัน ณ ป่านั้นข้าพระองค์กำลังหิวจัด ได้เห็นต้นมะพลับต้นหนึ่งตั้งอยู่หมิ่นเหม่ เอนไปทางปากเหวมีผลดกดื่น. จึงเก็บเอาผลที่ลมพัดหล่นมากินผลเหล่านั้นพอใจข้าพระองค์ยิ่งนัก เมื่อยังไม่อิ่มจึงปีนขึ้นไปบนต้น ด้วยหวังใจว่ากินให้สบายบนต้นนั้น ข้าพระองค์กินผลที่หนึ่งแล้ว
ก็ปรารถนาจะกินผลที่สองต่อไป ทันใดนั้น กิ่งนั้นก็หักลงดุจถูกขวานฟันฉะนั้น. ข้าพระองค์ศีรษะปักลง เท้าชี้ฟ้า ตกลงไปในเหวซึ่งไม่มีที่ยึดที่เกาะเลย พร้อมด้วยกิ่งไม้นั่นเอง. ข้าพระองค์หยั่งไม่ถึงเพราะน้ำลึก ต้องไปนอนไร้ความเพลิดเพลินอยู่ในเหวนั้น ๑๐ราตรีเต็มๆ. ภายหลังมีลิงตัวหนึ่งมีหางดังหางโค เที่ยวไปตามซอกเขาเที่ยวไต่ไปตามกิ่งไม้หาผลไม้กิน ได้มาถึงที่นั้น มันเห็นข้าพระองค์ผอมเหลือง ก็เกิดความสงสารในข้าพระองค์ขึ้น. จึงถามว่า พ่อชื่อไรทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่อย่างนี้ เป็นมนุษย์หรือมนุษย์ ขอได้โปรดแนะนำตนให้ข้าพเจ้าทราบด้วย? ข้าพระองค์จึงได้ประนมอัญชลีไหว้ลิงตัวนั้นแล้วกล่าวว่า เราเป็นมนุษย์ผู้ถึงซึ่งความหายนะ เราไม่มีหนทางที่จะไปจากที่นี้ได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงขอบอกให้ท่านทราบไว้ ขอท่านจงมีความเจริญ อนึ่ง ขอท่านจงเป็นที่พึ่งพาของเราด้วย. ลิงผู้ตัวองอาจเที่ยวไปหาก้อนหินก้อนใหญ่ในภูเขามา แล้วผูกเชือกไว้ที่ก้อนหินร้องบอกว่า. มาเถิดท่านขึ้นมาเกาะหลังข้าพเจ้า เอามือทั้ง ๒ กอดคอไว้ข้าพเจ้าจักพาท่านกระโดดขึ้นจากเหวทันที. ข้าพระองค์ได้ฟังคำของพญาพานรินทร์ผู้ตัวมีศิรินั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลังเอามือทั้ง ๒ โอบคอไว้.
ลำดับนั้น พญาวานรผู้ตัวมีเดชกำลัง ก็พาข้าพระองค์กระโดดขึ้นจากเหวโดยความยากลำบากทันที. ครั้นขึ้นมาได้แล้วพญาวานรผู้ตัวองอาจได้ขอร้องข้าพระองค์ว่า แน่ะสหาย ขอท่านจงช่วยคุ้มครองข้าพเจ้าข้าพเจ้าจักงีบสักหน่อย. ราชสีห์ เสือโคร่ง หมีและเสือดาว พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าผู้ตัวหลับไป. ท่านเห็นพวกมันแล้วจงป้องกันไว้. เพราะข้าพระองค์ช่วยป้องกันให้อย่างนั้น พญาวานรจึงหลับไปสักครู่หนึ่งในกาลครั้งนั้น ข้าพระองค์ก็ไม่มีความคิด กลับได้ความเห็นอันเลวทรามว่า ลิงนี้ก็เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลาย เหมือนเนื้อในป่าเหล่าอื่นเช่นกัน ถ้ากระไร เราพึงฆ่าลิงนี้กินแก้หิวเถิด.
อนึ่ง อิ่มแล้วจักจักถือเอาเนื้อไปเป็นสะเบียงเดินทาง เราจักต้องผ่านทางกันดาร เนื้อก็จักได้เป็นสะเบียงของเรา. ทันใดนั้น ข้าพระองค์จึงหยิบเอาหินมาทุ่มศีรษะลิง การประหารของข้าพระองค์ผู้ลำบากเพราะอดอาหาร มีกำลังน้อย. ด้วยกำลังก้อนหินที่ข้าพระองค์ทุ่มลง ลิงนั้นผลุดลุกขึ้นทั้งๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ร้องไห้น้ำตาไหลพรู มองดูข้าพระองค์. พลางก็กล่าวขึ้นว่า นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ ก็แลท่านมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น. แน่ะท่านผู้ทำกรรมอันยากที่บุคคลจะทำลงได้ น่าอดสูใจจริงๆข้าพเจ้าช่วยให้ท่านขึ้นมาจากเหวลึกซึ่งยากที่จะขึ้นมาได้. ท่านดุจว่าเรานำมาจากปรโลก ยังสำคัญข้าพเจ้าว่า ควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว. เวทนาอันเผ็ดร้อนอย่าได้ต้องท่านผู้ตั้งอยู่ในอธรรมเลย อนึ่ง บาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่านอย่างขุยไผ่เลย.
แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ ความคุ้นเคยของข้าพเจ้าจะไม่มีอยู่ในท่านเลย มาเถิด ท่านจงเดินไปห่างๆ เรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น. ท่านพ้นจากเงื้อมมือแห่งสัตว์ร้าย ถึงทางเดินของมนุษย์แล้ว แน่ะท่านผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม นี่ทาง ท่านจงไปตามสบายโดยทางนั้นเถิด. วานรครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ล้างเลือดที่ศีรษะเช็ดน้ำตาเสร็จแล้ว กระโดดขึ้นไปยังภูเขา. ข้าพระองค์เป็นผู้อันวานรนั้นอนุเคราะห์แล้ว ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน มีตัวอันร้อน ได้ลงไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะดื่มกินน้ำ. ห้วงน้ำก็เดือดพล่านดุจต้มด้วยไฟนองไปด้วยเลือด คล้ายกับน้ำเลือด น้ำหนอง ฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏแก่ข้าพระองค์นั้น.
หยาดน้ำซึ่งตกถูกที่กายของข้าพระองค์มีเท่าใดฝีก็ผุดขึ้นเท่านั้น มีสัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก. น้ำเลือดน้ำหนองก็ไหลออกจากแผลฝีของข้าพระองค์ซึ่งแตกแล้ว ข้าพระองค์จะเดินไปทางไหนในคามนิคมทั้งหลาย. พวกหญิง และชายพากันถือท่อนไม้ห้ามกันข้าพระองค์ ผู้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นว่า อย่าเข้ามาข้างนี้นะ บัดนี้ ข้าพระองค์ได้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ ๗ ปี ซึ่งเป็นผลกรรมชั่วของตนในปางก่อน. เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายเท่าที่มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอพระองค์อย่าได้ประทุษร้ายต่อมิตร เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลว.
ในโลกนี้ ผู้ที่ประทุษร้ายต่อมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อน เกลื้อนกลากเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก.
จบ มหากปิชาดกที่ ๖.
จบ ๖. มหากปิชาดก