อาวาริยวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓๑–๙๐๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๒ ในฉักกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ฉกฺกนิปาตชาตกํ
๑ อาวาริยวคฺโค ๑
๑ อาวาริยชาตกํ ๑
ฉักกนิบาตชาดก
๑. อาวาริยวรรค
๑. อาวาริยชาดก
การกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค อาวาริยชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
มาสุ กุชฺฌ ๒ ภูมิปติ มาสุ กุชฺฌ ๒ รเถสภ
กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต ราชา รฏฺฐสฺส ปูชิโต
คาเม วา ยทิวารญฺเญ นินฺเน วา ยทิวา ถเล
สพฺพตฺถมนุสาสามิ ๓ มาสุ กุชฺฌ ๒ รเถสภ ฯ
ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นจอมภูมิดล จอมพลรถ ขอมหาบพิตรอย่าทรงพระพิโรธ ขอมหาบพิตรอย่าทรงพระพิโรธ พระราชาไม่ทรงพระพิโรธต่อบุคคลที่โกรธ อันชาวแว่นแคว้นบูชาแล้วในบ้านหรือในป่า ในที่ลุ่มหรือในที่ดอนก็ตาม อาตมภาพย่อมตามสอนอรรถทุกอย่าง อย่าทรงพระพิโรธเลย.
อาวาริยปิตา นาม อหุ คงฺคาย นาวิโก
ปุพฺเพ ชนํ ตารยิตฺวา ๔ ปจฺฉา ยาจติ เวตนํ
เตนสฺส ภณฺฑนํ โหติ น จ โภเคหิ วฑฺฒติ ฯ
ณ แม่น้ำแห่งหนึ่ง มีนายเรือจ้างชื่อว่าอาวาริยบิดา ข้ามส่งคนเสียก่อน แล้วจึงเรียกค่าจ้างเมื่อภายหลัง เพราะเหตุนั้น นายเรือจ้างนั้นจึงเกิดทะเลาะกัน และไม่เจริญด้วยโภคสมบัติทั้งหลาย.
อติณฺณญฺเญว ยาจสฺสุ อปารํ ตาต นาวิก
อญฺโญ หิ ติณฺณสฺส มโน อญฺโญ โหติ ติเรสิโน ๕ ฯ
ดูกรพ่อนายเรือจ้าง ท่านจงขอเรียกค่าจ้างคนที่ยังไม่ข้ามถึงฝั่งเสียให้เสร็จทีเดียว เพราะว่า คนที่ข้ามถึงฝั่งแล้วมีใจเป็นอย่างหนึ่ง คนที่ปรารถนาจะข้ามไปฝั่งโน้น ก็มีใจเป็นอย่างหนึ่ง.
คาเม วา ยทิวารญฺเญ นินฺเน วา ยทิวา ถเล
สพฺพตฺถมนุสาสามิ ๓ มาสุ กุชฺฌิตฺถ นาวิก ฯ
ดูกรนายเรือจ้าง จะเป็นที่บ้านหรือที่ป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอนก็ตาม ฉันพร่ำสอนทุกอย่าง ท่านอย่าโกรธเลย.
ยาเยว อนุสาสนิยา ราชา คามวรํ อทา
ตาเยว อนุสาสนิยา นาวิโก ปหรี มุขํ ฯ
พระราชาพระราชทานบ้านส่วย เพราะวาจาเครื่องพร่ำสอนใด นายเรือจ้างได้ตบปากดาบส เพราะวาจาเครื่องพร่ำสอนนั้นนั่นแหละ.
ภตฺตํ ภินฺนํ หตา ภริยา คพฺโภ จ ปติโต ฉมา
มิโคว ชาตรูเปน น เตนตฺถํ อวฑฺฒิตุนฺติ ๖ ฯ
อาวาริยชาตกํ ปฐมํ ฯ
๑ ม. สพฺพตฺถ อวาริย. - ฯ ๒ สี. ยุ. มาสฺสุ กุชฺฌิ ฯ ๓ ม. สพฺพตฺถ อนุสาสามิ ฯ
๔ ม. ตารยิตฺวาน ฯ ๕ ม. ปาเรสิโน ฯ สี. ยุ. ตเรสิโน ฯ ๖ ม. อพนฺธิสูติ ฯ
นายเรือจ้างทุบสำรับ ถีบภรรยา ลูกไหลตกลงยังแผ่นดิน เขาไม่อาจทำประโยชน์ให้เจริญขึ้นได้ เหมือนกับเนื้อไม่อาจทำประโยชน์ให้เจริญได้ถ้วยทองคำ ฉะนั้น.
จบ อาวาริยชาดกที่ ๑.
๒ เสตเกตุชาตกํ
๒. เสตเกตุชาดก
ว่าด้วยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค เสตเกตุชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ โกโธ
พหุมฺปิ เต อทิฏฺฐํ อสฺสุตญฺจ
มาตาปิตา ทิสา ๑ ตาต เสตเกตุ
อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสตฺถา ฯ
พ่อเอ๋ย อย่าโกรธเลย เพราะความโกรธไม่ดี ทิศที่เจ้าไม่ได้ยินได้ฟังมีเป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาชื่อว่า เป็นทิศ พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญอาจารย์ว่า เป็นทิศ.
อคาริโน อนฺนปานวตฺถทา ๒
อวฺหายิกา ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ
เอสา ทิสา ปรมา เสตเกตุ
ยํ ปตฺวา ทุกฺขี สุขิโน ภวนฺติ ฯ
คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ให้ข้าว น้ำ และผ้า ผู้ให้มารับ ท่านก็กล่าวว่า เป็นทิศเสตเกตุเอ๋ย บุคคลผู้มีความทุกข์ถึงทิศใดแล้วกลับเป็นผู้มีความสุข ทิศนั้นชื่อว่า เป็นทิศสูงสุด.
ขราชินา ชฏิลา ปงฺกทนฺตา
ทุมุกฺขรูปา ๓ เยเม ชปนฺติ มนฺเต
กจฺจิ นุ เต มานุสเก ปโยเค
อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา ฯ
ชฎิลเหล่าใด นุ่งหนังเสือเหลืองทั้งเล็บ มีฟันเขรอะ รูปร่างมอมแมมสาธยายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ตั้งอยู่ในความเพียรที่มนุษย์ควรทำ เจนจัดโลกนี้ จะพ้นจากอบายได้ละหรือ?
ปาปานิ กมฺมานิ กริตฺวา ๔ ราช
พหุสฺสุโต เนว ๕ จเรยฺย ธมฺมํ
สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ
ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา ฯ
ข้าแต่พระราชา บุคคลแม้จะมีเวทมนต์ตั้งพัน เป็นพหูสูต กระทำแต่กรรมอันลามกทั้งหลาย ไม่พึงประพฤติธรรม ผู้นั้น อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น ไม่ประพฤติจรณธรรม จะพึงพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้.
สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ
ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา
มญฺญามิ เวทา อผลา ภวนฺติ
สสํยมํ จรณญฺเญว ๑ สจฺจํ ฯ
๑ ม. ทิสตา ฯ ยุ. ทิสา ตา ฯ ๒ ม. อนฺนทปานวตฺถทา ฯ ๓ ม. ทุมฺมกฺขรูปา ฯ
ยุ. ทุมฺมุกฺขรูป ฯ ๔ ม. กริตฺวาน ฯ ๕ ม. น ฯ
บุคคลแม้มีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่ประพฤติจรณธรรม พึงพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมสำคัญว่าเวททั้งหลาย ย่อมไม่มีผล การประพฤติสำรวมด้วยดีนั่นแล เป็นความจริงแท้.
น เหว เวทา อผลา ภวนฺติ
สสํยมํ จรณญฺเญว ๑ สจฺจํ
กิตฺติญฺจ ๒ ปปฺโปติ อธิจฺจ เวเท
สนฺตึ ปุเณติ ๓ จรเณน ทนฺโตติ ฯ
เสตเกตุชาตกํ ทุติยํ ฯ
เวททั้งหลายจะไม่มีผลเลยนั้นหามิได้ การประพฤติสำรวมด้วยดีนั่นแลเป็นความจริงแท้ บุคคลเรียนเวททั้งหลายแล้ว ย่อมได้รับเกียรติ บุคคลฝึกฝนตนด้วยจรณธรรม ย่อมถึงสันติ.
จบ เสตเกตุชาดกที่ ๒.
๓ ทรีมุขชาตกํ
๓. ทรีมุขชาดก
ว่าด้วยโทษของกาม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค ทรีมุขชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ปงฺโก จ กามา ปลิโป จ กามา
ภยญฺจ เมตํ ติมูลํ ปวุตฺตํ
รโช จ ธูโม จ มยา ปกาสิตา
หิตฺวา ตุวํ ปพฺพช พฺรหฺมทตฺต ฯ
ดูกรมหาบพิตร กามทั้งหลายเหมือนสวะ กามทั้งหลายเหมือนหล่ม อนึ่งกามนี้ นักปราชญ์กล่าวว่า เป็นภัยใหญ่หลวง มั่นคง ไม่หวั่นไหวอาตมภาพขอถวายพระพรว่า กามเป็นธุลี และเป็นควัน ขอพระองค์จงทรงละกาม เสด็จออกทรงผนวชเสียเถิด.
คธิโต ๔ จ รตฺโต จ อธิมุจฺฉิโต จ
กาเมสฺวาหํ ๕ พฺราหฺมณ ภึสรูปํ
ตํ นุสฺสเห ชีวิกตฺโถ ปหาตุํ
กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ายังกำหนัดยินดีลุ่มหลงในกามทั้งหลายอยู่ ยังมีความต้องการความเป็นอยู่อย่างนี้ จึงไม่สามารถจะละกามอันน่ากลัวนั้นได้ แต่ข้าพเจ้าจะกระทำบุญเป็นอันมาก.
โย อตฺถกามสฺส หิตานุกมฺปิโน
โอวชฺชมาโน น กโรติ สาสนํ
อิทเมว เสยฺโย อิติ มญฺญมาโน
ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโท ฯ
๑ ม. จรณเมว ฯ ๒ ม. กิตฺตึ หิ ฯ ๓ สี. ยุ. สนฺตํ ปุเนติ ฯ
๔ สี. คถิโต ฯ ๕ ม. กาเมสฺวหํ ฯ
ผู้ใด อันบุคคลผู้หวังความเจริญรุ่งเรือง อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ กล่าวตักเตือนอยู่ ก็ไม่ทำตามคำสอน ยังสำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ ผู้นั้น เป็นคนเขลา จะต้องเกิดอยู่ร่ำไป.
โส โฆรรูปํ นิรยํ อุเปติ
สุภาสุภํ มุตฺตกรีสปูรํ
สตฺตา สกาเย น ชหนฺติ คิทฺธา
เย โหนฺติ กาเมสุ อวีตราคา ฯ
ผู้นั้นเมื่อเข้าถึงท้องมารดา ชื่อว่า เข้าถึงนรกอันร้ายกาจ เป็นของไม่งามของท่านผู้งดงาม เต็มไปด้วยมูตรและกรีส สัตว์เหล่าใด ยังกำหนัด ยังไม่ปราศจากความรักใคร่ในกามทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้น ก็ละกายของตนไปไม่ได้.
มิเฬฺหน ๑ ลิตฺตา รุหิเรน มกฺขิตา
เสเมฺหน ลิตฺตา อุปนิกฺขมนฺติ
ยํ ยํ หิ กาเยน ผุสนฺติ ตาวเท
สพฺพํ อสาตํ ทุกฺขเมว เกวลํ ฯ
สัตว์เหล่านี้ ย่อมแปดเปื้อนด้วยมูตร คูถ เลือด และเศลษคลอดออกมา ในเวลานั้น ย่อมจะถูกต้องส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยกาย ส่วนนั้นล้วนไม่น่ายินดี มีแต่ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น.
ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺญโต สวํ
ปุพฺเพนิวาสํ พหุกํ สรามิ
จิตฺราหิ คาถาหิ สุภาสิตาหิ
ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธนฺติ ฯ
ทรีมุขชาตกํ ตติยํ ฯ
อาตมภาพกล่าวมาประมาณเท่านี้ ไม่ใช่ว่าได้ยินได้ฟังมาจากสมณะหรือหรือพราหมณ์อื่น กล่าวเพราะได้เห็นมาเอง อาตมภาพระลึกชาติก่อนๆได้เป็นอันมาก พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อทรีมุข ยังพระเจ้าพรหมทัตต์ผู้มีพระปรีชาเฉลียวฉลาดให้ทรงเชื่อถือ ด้วยคาถาเป็นสุภาษิตมีเนื้อความอันวิจิตร.
จบ ทรีมุขชาดกที่ ๓.
๔ เนรุชาตกํ
๔. เนรุชาดก
อานุภาพของเนรุบรรพต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค เนรุชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กาโกลา กากสงฺฆา จ มยญฺจ ปตตํ วรา
สพฺเพว สทิสา โหม อิมํ อาคมฺม ปพฺพตํ ฯ
กาป่า กาบ้าน และพวกเราที่ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย มาจับที่ภูเขาลูกนี้แล้ว ย่อมเหมือนกันทั้งหมดทีเดียว.
อิธ สีหา จ พฺยคฺฆา จ สกุณา ๒ จ มิคาธมา
สพฺเพว สทิสา โหนฺติ อยํ โก นาม ปพฺพโต ฯ
๑ ม. มีเฬฺหน ฯ ๒ สี. ม. สิงฺคาลา ฯ
ราชสีห์ เสือโคร่ง นก และเนื้อทั้งหลายซึ่งอยู่ที่ภูเขานี้ ย่อมมีสีกายเหมือนกันทั้งหมด ภูเขาลูกนี้ชื่อว่าอะไร?
อิมํ เนรุนฺติ ๑ ชานนฺติ มนุสฺสา ปพฺพตุตฺตมํ
อิธ วณฺเณน สมฺปนฺนา วสนฺติ สพฺพปาณิโน ฯ
มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรู้จักภูเขาอันอุดมนี้ว่า เนรุบรรพต สัตว์ทุกชนิดอยู่ที่เนรุบรรพตนี้ ย่อมมีสีกายเหมือนทอง.
อมานนา ยตฺถ สิยา สนฺตานํ วา วิมานนา
หีนสมฺมานนา วาปิ น ตตฺถ วสตี ๒ วเส ฯ
การไม่นับถือก็ดี การดูหมิ่นก็ดี การเสมอกันกับคนเลวก็ดี จะพึงมีแก่บัณฑิตทั้งหลายในที่ใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่พอใจอยู่ในที่นั้น.
ยตฺถ อลโส จ ทกฺโข จ สูโร ภีรุ จ ปูชิยา
น ตตฺถ สนฺโต วสนฺติ อวิเสสกเร นเค ๓ ฯ
คนเกียจคร้านกับคนขยัน คนกล้าหาญกับคนขลาด มีผู้บูชาเสมอกันในที่ใด สัตบุรุษ ย่อมไม่อยู่ในที่นั้น ซึ่งเป็นภูเขาที่ไม่สามารถจะแบ่งคนให้แปลกกันได้.
นายํ เนรุ วิภชติ หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม
อวิเสสกโร เนรุ หนฺท เนรุํ ชหามเสติ ฯ
เนรุชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
เนรุบรรพตนี้ ย่อมไม่จำแนกคนชั้นเลว คนชั้นกลาง และคนชั้นสูงทำให้เหมือนกันไปเสียหมด มิฉะนั้น เราจะละเนรุบรรพตนี้ไปเสีย.
จบ เนรุชาดกที่ ๔.
๕ อาสงฺกชาตกํ
๕. อาสังกชาดก
ว่าด้วยความหวัง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค อาสังกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อาสาวตี นาม ลตา ชาตา จิตฺตลตาวเน
ตสฺสา วสฺสสหสฺเสน เอกํ นิพฺพตฺตเต ผลํ ฯ
เถาวัลย์ชื่อว่าอาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา เถาวัลย์อาสาวดีนั้น นับได้๑,๐๐๐ ปี จึงเกิดผลสักครั้งหนึ่ง.
ตํ เทวา ปยิรุปาสนฺติ ตาว ทูรผเล สติ ๔
อาสึเสว ๕ ตุวํ ราช อาสา ผลวตี สุขา ฯ
เมื่อผลมีอยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น พวกเทวดาก็ยังหมั่นเข้าไปดูเถาวัลย์นั้นเสมอ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงหวังไว้เถิด ความหวังย่อมมีผลเป็นความสุข.
อาสึสเถว ๖ โส ปกฺขี อาสึสเถว โส ทิโช
ตสฺเสวาสา สมิชฺฌตฺถ ๗ ตาว ทูรคตา สติ
อาสึเสว ตุวํ ราช อาสา ผลวตี สุขา ฯ
นกยังหวังสำเร็จได้เมื่อผลมีอยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น ความหวังของนกนี้ยังสำเร็จได้ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงหวังไว้เถิด ความหวังมีผลเป็นความสุข.
สมฺเปสิ โข มํ วาจาย น จ สมฺเปสิ กมฺมุนา
มาลา เสเรยฺยกสฺเสว วณฺณวนฺตา อคนฺธิกา ฯ
๑ ม. เนรูติ ฯ ๒ ม. วสตึ วเส ฯ ยุ. วส ทิวเส ฯ ๓ ม. นเร ฯ ๔ ม. ทูรผลํ สตึ ฯ
๕ ม. อาสีเสว ฯ ๖ ม. อาสีสเถว ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๗ ม. ตสฺส จาสา สมิชฺฌติ ฯ
เจ้ายังให้เราเอิบอิ่มด้วยถ้อยคำ แต่ไม่ยังเราให้เอิบอิ่มไปด้วยการกระทำเปรียบเหมือนดอกหงอนไก่ มีแต่สี ไม่มีกลิ่น ฉะนั้น.
อผลํ มธุรํ วาจํ โย มิตฺเตสุ ปกุพฺพติ
อททํ อวิสฺสชํ โภคํ สนฺธิ เตนสฺส ชีรติ ฯ
บุคคลใด ไม่ให้ ไม่แบ่งปันโภคสมบัติลงได้ ย่อมพูดวาจาที่อ่อนหวานแต่ไร้ผลในมิตรทั้งหลาย ความสนิทสนมกับบุคคลนั้น ย่อมไม่ยืดยาว.
ยํ หิ กยิรา ตํ หิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท
อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
บุคคลทำสิ่งใด พึงพูดถึงสิ่งนั้น ไม่พึงทำสิ่งใด ไม่พึงกล่าวถึงสิ่งนั้นบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมติเตียนคนดีแต่พูดแต่ไม่ทำ
พลญฺจ วต เม ขีณํ ปาเถยฺยญฺจ น วิชฺชติ
สงฺเก ปาณูปโรธาย หนฺททานิ วชามหํ ฯ
เมื่อเราจะอยู่ในที่นี้อีกต่อไป พลนิกายของเราก็ร่อยหรอลงไป ทั้งสะเบียงอาหารก็จะไม่มี เรารังเกียจถึงชีวิตของตนเองจะไม่ยั่งยืน ผิฉะนั้น เราขอลาไปเดี๋ยวนี้.
เอตเทว หิ เม นามํ ยํ นามสฺมึ รเถสภ
อาคเมหิ มหาราช ปิตรํ อามนฺตยามหนฺติ ฯ
อาสงฺกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชผู้ประเสริฐ พระดำรัสที่พระองค์ตรัสนี้แล เป็นชื่อชื่อของหม่อมฉัน ขอพระองค์เสด็จไปตรัสบอกชื่อของหม่อมฉันกับบิดาเถิด.
จบ อาสังกชาดกที่ ๕.
๖ มิคาโลปชาตกํ
๖. มิคาโลปชาดก
ว่าด้วยโทษของคนหัวดื้อ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค มิคาโลปชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
น เม รุจิ ๑ มิคาโลป ยสฺส เต ตาทิสี คติ
อตุจฺจํ ตาต คจฺฉสิ ๒ อภูมึ ตาต เสวสิ ฯ
ลูกมิคาโลปะเอ๋ย ฉันไม่ชอบใจการที่เจ้าบินไปไกลเช่นนั้นเลย เจ้าบินไกลเกินไป ไปซ่องเสพภูมิสถานอันไม่สมควร.
จตุกฺกณฺณํว เกทารํ ยถา เต ปฐวี สิยา
ตโต ตาต นิวตฺตสฺสุ มาสุ เอตฺโต ปรํ คมิ ฯ
ลูกเอ๋ย แผ่นดินพึงปรากฏแก่เจ้าเหมือนคันนา ๔ มุม เจ้าจงกลับจากที่นั้นเสีย อย่าบินเลยจากที่นั้นไปเป็นอันขาด.
สนฺติ อญฺเญปิ สกุณา ปตฺตยานา วิหงฺคมา
อุกฺขิตฺตา ๓ วาตเวเคน นฏฺฐา เต สสฺสตีสมา ฯ
แม้แร้งตัวอื่นๆ ที่มีปีกบินไปในอากาศมีอยู่มาก แร้งเหล่านั้นมาสำคัญเสมอด้วยแผ่นดินและภูเขา ถูกกำลังลมพัดคร่าไป พากันพินาศหมดแล้ว.
อกตฺวา อปรณฺณสฺส ๔ ปิตุ วุฑฺฒสฺส ๕ สาสนํ
กาลวาเต อติกฺกมฺม เวรมฺภานํ วสํ อคา ฯ
๑ ม. รุจฺจิ ฯ ๒ สี. ม. ปตสิ ฯ ๓ สี. ม. อกฺขิตฺตา ฯ ๔ ม. อปนนฺทสฺส ฯ
๕ ม. วุทฺธสฺส ฯ เอวมุปริปิ ฯ
แร้งชื่อมิคาโลปะ ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของแร้งชื่ออปรัณณะผู้บิดา ซึ่งเป็นผู้เจริญด้วยคุณสมบัติ บินผ่านลมกาลวาตขึ้นไปตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต.
ตสฺส ปุตฺตา จ ทารา จ เย จญฺเญ อนุชีวิโน
สพฺเพ พฺยสนมาปาทุํ อโนวาทกเร ทิเช ฯ
บุตรและภรรยาของแร้งมิคาโลปะนั้น และแร้งอื่นที่อาศัยแร้งนั้นอยู่ พากันถึงความพินาศสิ้น เพราะแร้งมิคาโลปะ ไม่กระทำตามโอวาทของบิดา.
เอวมฺปิ อิธ วุฑฺฒานํ โย วากฺยํ นาวพุชฺฌติ
อติสีมํ จโร ๑ ทิตฺโต คิชฺโฌ วาตีตสาสโน
สพฺเพ พฺยสนํ ปปฺโปนฺติ อกตฺวา พุทฺธสาสนนฺติ ๒ ฯ
มิคาโลปชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ผู้ใด ในโลกนี้ ไม่เชื่อฟังคำของผู้เจริญ ผู้นั้น ย่อมถึงความพินาศ เพราะไม่ทำตามคำสอนของท่านผู้รู้ ดุจแร้งละเมิดคำสั่งสอน บินเลยเขตแดนถึงความพินาศหมด ฉะนั้น.
จบ มิคาโลปชาดกที่ ๖.
๗ สิริกาฬกณฺณิชาตกํ
๗. สิริกาฬกัณณิชาดก
ว่าด้วยสิริกับกาฬกรรณี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค สิริกาฬกัณณิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กา นุ กาเฬน วณฺเณน น จาปิ ๓ ปิยทสฺสนา
กา วา ตฺวํ กสฺส วา ธีตา กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
ท่านเป็นใครหนอ มีผิวพรรณดำ ไม่น่ารักน่าดูเลย ท่านเป็นใคร หรือเป็นธิดาของใคร จะรู้จักท่านได้อย่างไร?
มหาราชสฺสหํ ธีตา วิรูปกฺขสฺส จณฺฑิยา
อหํ กาฬี อลกฺขิกา กาฬกณฺณีติ มํ วิทู
โอกาสํ ยาจิโต เทหิ วเสมุ ตว สนฺติเก ฯ
ฉันเป็นธิดาของท้าวมหาราชนามว่าวิรูปักษ์ เป็นหญิงดุร้าย เป็นหญิงกาฬีไม่มีบุญ ทวยเทพรู้จักเราว่า เป็นหญิงกาฬกรรณี ฉันขอพักอาศัยอยู่ในสำนักของท่านสักราตรีหนึ่ง ขอท่านจงให้โอกาสเถิด.
กึสีเล กึสมาจาเร ปุริเส นิวิเส ๔ ตุวํ
ปุฏฺฐา เม กาฬิ อกฺขาหิ กถํ ๕ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
ท่านตั้งใจมั่นอยู่ในบุรุษผู้มีศีล มีสมาจารเช่นไร แน่ะนางกาฬี เราถามท่าน ท่านจงบอกเรา เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร?
มกฺขี ปลาสี สารมฺภี อิสฺสุกี มจฺฉรี สโถ
โส มยฺหํ ปุริโส กนฺโต ลทฺธํ ยสฺส วินสฺสติ ฯ
บุรุษใด ลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอท่าน แข่งดี ริษยา ตระหนี่ โอ้อวดและได้ทรัพย์มาแล้ว ย่อมพินาศหมดไป บุรุษนั้น เป็นที่รักใคร่ของเรา.
โกธโน อุปนาหี จ ปิสุโณ จ วิเภทโก
กณฺฏกวาโจ ๖ ผรุโส โส เม กนฺตตโร ตโต ฯ
๑ ม. อติสีมจโร ฯ ๒ วุทฺธสาสนนฺติ ฯ ๓ สี. น จาสิ ฯ ๔ ม. นิวิสเส ฯ
๕ สี. ยุ. ยถา ฯ ๖ ม. กณฺฑกวาโจ ฯ สี. ยุ. อณฺฑกวาโจ ฯ
บุรุษใด เป็นคนมักโกรธ ผูกโกรธไว้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน มีวาจากระด้าง หยาบคาย บุรุษนั้น เป็นที่รักใคร่ของฉันยิ่งกว่าบุรุษคนก่อนนั้นอีก.
อชฺช สุเวติ ปุริโส สทตฺถํ นาวพุชฺฌติ
โอวชฺชมาโน กุปฺปติ เสยฺยโส ๑ อติมญฺญติ ฯ
บุรุษไม่รู้จักประโยชน์ของตนว่า กรรมนี้ควรทำวันนี้ กรรมนี้ควรทำพรุ่งนี้ เป็นคนสำคัญตนว่า ดีกว่าเขา เมื่อถูกตักเตือนก็โกรธเคือง.
ทวปฺปลุทฺโธ ๒ ปุริโส สพฺพมิตฺเตหิ ธํสติ
โส มยฺหํ ปุริโส กนฺโต ตสฺมึ โหมิ อนามยา ฯ
บุรุษผู้อันความคะนองในกามคุณครอบงำเป็นนิตย์ ย่อมเสื่อมจากมิตรทุกคน บุรุษนั้น เป็นที่รักใคร่ของฉัน ถ้าฉันได้บุรุษเช่นนั้นแล้ว จะไม่เกี่ยวข้องในบุรุษอื่นเลย.
อเปหิ เอตฺโต ตฺวํ กาฬิ เนตํ อเมฺหสุ วิชฺชติ
อญฺญํ ชนปทํ คจฺฉ นิคเม ราชธานิโย ฯ
แน่ะนางกาฬี เจ้าจงหลีกไปเสียจากที่นี้ อุปกิเลสมีความลบหลู่เป็นต้นที่กระทำความรักใคร่ของเจ้านั้น ไม่มีในเรา เจ้าจงไปยังชนบท นิคมและราชธานีอื่นเสียเถิด.
อหมฺปิ โข ตํ ๓ ชานามิ เนตํ ตุเมฺหสุ วิชฺชติ
สนฺติ โลเก อลกฺขิกา สงฺฆรนฺติ พหุํ ธนํ
อหํ เทโว จ เม ภาตา อุโภ นํ วิธมามเส ฯ
แม้ฉันก็รู้จักสิ่งที่ทำความพอใจให้แก่ฉัน มีความลบหลู่คุณท่านเป็นตนนี้ว่า ไม่มีอยู่ในท่าน คนไร้ปัญญามีอยู่ในโลก ย่อมรวบรวมเอาทรัพย์ไว้มากมาย ฉัน และพี่ของฉัน ผู้เป็นเทพบุตร ทั้งสองคนจะช่วยกันกำจัดทรัพย์ที่คนไม่มีปัญญารวบรวมไว้เสียก็ได้.
กา นุ ทิพฺเพน วณฺเณน ปฐพฺยา สุปติฏฺฐิตา
กา วา ตฺวํ กสฺส วา ธีตา กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
ท่านเป็นใครหนอ มีรัศมีเป็นทิพย์ ยืนอยู่ที่แผ่นดินอย่างเรียบร้อย ท่านเป็นใคร หรือเป็นธิดาของใคร เราจะรู้จักท่านอย่างไร.
มหาราชสฺสหํ ธีตา ธตรฏฺฐสิรีมโต ๔
อหํ สิรี จ ลกฺขี จ ภูริปญฺญาติ มํ วิทู
โอกาสํ ยาจิโต เทหิ วเสมุ ตว สนฺติเก ฯ
ดิฉันเป็นธิดาของท้าวมหาราชนามว่าธตรฐ ผู้มีสิริ ข้าพเจ้ามีสิริด้วย มีบุญด้วย ทวยเทพรู้จักข้าพเจ้าว่า มีปัญญาดุจแผ่นดิน ดิฉันขอพักอาศัยอยู่ในสำนักของท่านสักราตรีหนึ่ง ขอท่านจงให้โอกาสเถิด.
กึสีเล กึสมาจาเร ปุริเส นิวิเส ๕ ตุวํ
ปุฏฺฐา เม ลกฺขิ อกฺขาหิ ยถา ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
ท่านตั้งใจมั่นอยู่ในบุรุษผู้มีศีล มีสมาจารเช่นไร แน่ะนางลักขี ข้าพเจ้าถามท่าน ท่านจงบอกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรู้จักท่านได้อย่างไร?
โย จาปิ สีเต อถวาปิ อุเณฺห
วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ
ขุทฺท ๖ ปิปาสํ อภิภุยฺย สพฺพํ
รตฺตินฺทิวํ โย สตตํ นิยุตฺโต
กาลาคตญฺจ น หาเปติ อตฺถํ
โส เม มนาโป นิวิเส วตมฺหิ ๑ ฯ
๑ ม. เสยฺยํ โส ฯ ๒ ยุ. ทวปฺปลทฺโธ ฯ ๓ สี. เจตํ ฯ ๔ ม. ธตรฏฺฐสฺส สิรีมโต ฯ
๕ ม. นิวิสเส ฯ ๖ ม. ขุธํ ฯ ยุ. ขุทํ ฯ
บุรุษใด เมื่อหนาว ร้อน ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีอยู่ ก็ครอบงำความหิวความกระหายทั้งหมด ประกอบการงานทั้งหลายมิได้ขาด ทั้งกลางคืนกลางวัน ไม่ทำประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสื่อมเสียไป บุรุษนั้น เป็นที่พอใจของดิฉัน ดิฉันตั้งใจมั่นอยู่ในบุรุษนั้น.
อกฺโกธโน มิตฺตวา จาควา จ
สีลูปปนฺโน อสโถชุภูโต ๒
สงฺคาหโก สขิโล สณฺหวาโจ
มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ
ตสฺมึห ๓ โปเส วิปุลา ภวามิ
อุมฺมี ๔ สมุทฺทสฺส ยถาปิ วณฺณํ ฯ
อนึ่ง บุรุษใด เป็นคนไม่โกรธ มีมิตรดี ชอบบริจาคทาน มีศีล ไม่โอ้อวด เป็นคนตรง สงเคราะห์มิตร มีวาจาอ่อนหวานไพเราะ แม้ได้รับแต่งตั้งเป็นใหญ่โต ก็ยังประพฤติถ่อมตนอยู่ ดิฉันพอใจในบุรุษนั้นเป็นอย่างมาก ดุจคลื่นทะเลปรากฏแก่คนที่มองดูสีน้ำทะเลเหมือนมีมากฉะนั้น.
โย จาปิ มิตฺเต อถวา อมิตฺเต
เสฏฺเฐ สริกฺเข อถวาปิ หีเน
อตฺถํ จรนฺตํ อถวา อนตฺถํ
อาวี รโห สงฺคหเมว วตฺโต ๕
วาจํ น วชฺชา ผรุสํ กทาจิ
มตสฺส ชีวสฺส จ ตสฺส โหมิ ฯ
อนึ่ง บุรุษใด ประพฤติสังคหธรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ในมิตรหรือผู้ที่มิใช่มิตร ในคนที่ประเสริฐกว่า คนที่เสมอกัน หรือคนที่เลวกว่า คนที่ประพฤติประโยชน์ หรือคนที่ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่กล่าววาจาหยาบคายในกาลไหนๆ ดิฉันจะขอคบบุรุษนั้น ทั้งเมื่อเขาตายแล้วและเป็นอยู่.
เอเตส โย อญฺญตรํ ลภิตฺวา
กนฺตํ สิรึ ๖ มชฺชติ อปฺปปญฺโญ
ตํ ทิตฺตรูปํ วิสมํ จรนฺตํ
กรีสชาตํว ๗ วิวชฺชยามิ ฯ
บุรุษใด เป็นคนไม่มีปัญญา ปรารถนาสิริที่คนพอใจ ได้อย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาคุณตามที่กล่าวมาแล้วนี้ แล้วลืมเสีย ดิฉันขอเว้นบุรุษนั้นผู้ประพฤติลุ่มๆ ดอนๆ เป็นเหตุเดือดร้อน เหมือนบุคคลเว้นหลุ่มคูถห่างไกล ฉะนั้น.
อตฺตนา กุรุเต ลกฺขึ อลกฺขึ กุรุตตฺตนา
น หิ ลกฺขึ อลกฺขึ วา อญฺโญ อญฺญสฺส การโกติ ฯ
สิริกาฬกณฺณิชาตกํ สตฺตมํ ฯ
๑ ม. จ ตมฺหิ ฯ ๒ ยุ. อสโฐ อุชฺชุภูโต ฯ ๓ ม. ตสฺมึหํ ฯ สี. ยุ. ตสฺมาหํ ฯ
๔ ม. อูมิ ฯ ๕ ม. วตฺเต ฯ ๖ ม. กนฺตา สิรี ฯ ๗ ม. กรีสฐานํว ฯ
บุคคลย่อมทำความดี และความชั่วด้วยตนเอง คนอื่นจะทำความดี หรือความชั่วให้แก่คนอื่นไม่ได้เลย.
จบ สิริกาฬกัณณิชาดกที่ ๗.
๘ กุกฺกุฏชาตกํ
๘. กุกกุฏชาดก
ผลของการไม่เชื่อง่าย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค กุกกุฏชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สุจิตฺตปตฺตฉาทน ๑ ตมฺพจูฬ วิหงฺคม
โอโรห ทุมสาขาย มุธา ภริยา ภวามิ เต ฯ
ข้าแต่ท่านผู้มีขนปีกอันวิจิตรตระการตา มีหงอนงามสง่า อาจจะไปในอากาศได้โดยฉับพลัน เชิญท่านลงมากจากกิ่งไม้เสียเถิด ฉันจะยอมเป็นภรรยาของท่านโดยไม่รับมูลค่าอันใดเลย.
จตุปฺปที ตฺวํ กลฺยาณิ ทฺวิปทาหํ มโนรเม
มิคี ปกฺขี อสํยุตฺตา ๒ อญฺญํ ปริเยส สามิกํ ฯ
ดูกรนางแมวรูปงามน่ารื่นรมย์ใจ เจ้ามีสี่เท้า เรามีสองเท้า เจ้าเป็นแมวเราเป็นไก่ ไม่สมควรกันเลย เชิญเจ้าไปแสวงหาสามีอื่นเถิด.
โกมาริกา เต เหสฺสามิ มญฺชุกา ปิยภาณินี
วินฺท มํ อริเยน เวเทน กลฺยาณึ พฺรหฺมจารินึ ๓ ฯ
ฉันจะเป็นนางกุมาริกาของท่าน มีวาจาอ่อนหวาน พูดน่ารัก ของท่านจงรับฉันผู้มีความงาม ประพฤติธรรมอันประเสริฐ ไว้ด้วยการได้อันดีงามเถิด.
กุณปาทิ ๔ โลหิตเป โจริ กุกฺกุฏโปถินิ
น ตฺวํ อริเยน เวเทน มมํ ภตฺตารมิจฺฉสิ ฯ
แน่ะนางขโมย เลอะเทอะไปด้วยเลือดเหมือนซากศพ ชอบกัดกินไข่เจ้าไม่ได้ปรารถนาเราเป็นสามีโดยการได้อย่างดีดอก.
เอวมฺปิจาตุรา ๕ นารี ทิสฺวาน ปวรํ ๖ นรํ
เนนฺติ สณฺหาหิ วาจาหิ วิฬารี วิย กุกฺกุฏํ ฯ
หญิงทั้งหลายประกอบด้วยวาจามีองค์ ๔ เห็นชายดีเข้าแล้ว ย่อมชักนำไปด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือนนางแมวชักชวนพระยาไก่ ฉะนั้น.
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ น ขิปฺปมนุพุชฺฌติ
อมิตฺตวสมเนฺวติ ปจฺฉา จ อนุตปฺปติ ฯ
ก็ผู้ใด ไม่รู้ประโยชน์อันเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้น ย่อมตกไปสู่อำนาจศัตรู และจะต้องเดือดร้อนในภายหลัง.
โย จ อุปฺปติตํ อตฺถํ ขิปฺปเมว นิโพธติ
มุจฺจเต สตฺตุสมฺพาธา กุกฺกุโฏว วิฬาริยาติ ฯ
กุกฺกุฏชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. สุจิตฺตปตฺตฉทน ฯ ๒ ม. อสญฺญุตฺตา ฯ ๓ สี. ม. สาวย มํ ยทิจฺฉสิ ฯ
๔ สี. สกุณขาทินิ ฯ ม. กุณปาทินิ ฯ ๕ ม. เอวมฺปิ จตุรา ฯ ๖ สี. ม. สธนํ ฯ
ส่วนผู้ใด รู้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้น ย่อมพ้นจากความเบียดเบียนของศัตรู เหมือนพระยาไก่หลุดพ้นจากนางแมว ฉะนั้น.
จบ กุกกุฏชาดกที่ ๘.
๙ ธมฺมทฺธชชาตกํ
๙. ธัมมัทธชชาดก
พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค ธัมมัทธชชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ธมฺมํ จรถ ญาตโย ธมฺมํ จรถ ภทฺท โว ๑
ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ
ดูกรญาติทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงประพฤติธรรม ท่านทั้งหลายจงประพฤติธรรมอยู่เสมอๆ เถิด ความเจริญจะมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.
ภทฺทโก วตายํ ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก
เอกปาเทน ติฏฺฐนฺโต ธมฺมเมวานุสาสติ ฯ
กาตัวนี้เจริญดีจริงหนอ ประพฤติธรรมอย่างสูง ยืนอยู่ด้วยเท้าข้างเดียวย่อมพร่ำสอนแต่ธรรมเท่านั้นแก่พวกเรา.
นาสฺส สีลํ วิชานาถ อนญฺญาย ปสํสถ
ภุตฺวา อณฺฑญฺจ ฉาเป จ ๒ ธมฺโม ธมฺโมติ ภาสติ ฯ
ท่านทั้งหลายไม่รู้จักปกติของมัน จึงพากันสรรเสริญเพราะความไม่รู้เท่าทัน มันกินไข่และลูกนกแล้วก็ร้องว่า ธัมโม ธัมโม.
อญฺญํ ภณติ วาจาย อญฺญํ กาเยน กุพฺพติ
วาจาย โน จ กาเยน น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺฐิโต ฯ
กาตัวนี้พูดด้วยวาจาเป็นอย่างหนึ่ง กระทำด้วยกายเป็นอย่างหนึ่ง ประพฤติธรรมเพียงวาจา แต่ไม่กระทำด้วยกาย เพราะฉะนั้น มันไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรมเลย.
* วาจาย สขิโล โหติ มโนปวิทุคฺโค สิยา
ปฏิจฺฉนฺโน กูปสฺสโย กณฺหสปฺโปว ธมฺมทฺธโช
คามนิคมาสุ สาธุ สมฺมโต ทุชฺชาโน อยํ
ปุริเสน พาลิเสน * ฯ
๑ ม. ภทฺทํ โว ฯ ๒ ม. ยุ. โปตญฺจ ฯ * สี. ม. เอวํ ทิสฺสติ
วาจาย สขิโล มโนวิทุคฺโค
ฉนฺโน กุปสฺสโยว กณฺหสปฺโป
ธมฺมทฺธโช คามนิคมาสุ สาธุ
ทุชฺชาโน ปุริเสน พาลิเสน ฯ
กานี้เป็นสัตว์มีถ้อยคำอ่อนหวาน มีใจรู้ได้ยาก เปรียบเหมือนงูเห่าปกปิดร่างกายด้วยปล่อง หรือเปรียบเหมือนคนผู้เอาธรรมบังหน้า คนโง่ไม่รู้จริงพากันยกย่องว่า เป็นคนดีในหมู่บ้านและในนิคม ฉะนั้น.
อิมํ ตุณฺเฑหิ ปกฺเขหิ ปาทา จิมํ วิเหฐถ ๑
ฉวํ หิมํ วินาเสถ นายํ สํวาสนารโหติ ฯ
ธมฺมทฺธชชาตกํ นวมํ ฯ
ท่านทั้งหลายจงช่วยกันประหารกาลามกตัวนี้ ด้วยจะงอยปาก ด้วยปีกและด้วยเท้าให้มันพินาศไป กาตัวนี้ไม่ควรจะอยู่ร่วมกับพวกเรา.
จบ ธัมมัทธชชาดกที่ ๙.
๑๐ นนฺทิยมิคราชชาตกํ
๑๐. นันทิยมิคราชชาดก
ว่าด้วยพระยาเนื้อนันทิยะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต อาวาริยวรรค นันทิยมิคราชชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สเจ พฺราหฺมณ คจฺฉสิ ๒ สาเกตํ อญฺชนํ ๓ วนํ
วชฺชาสิ นนฺทิยํ นาม ปุตฺตํ อสฺมากโมรสํ
มาตาปิตา จ เต วุฑฺฒา เต ตํ อิจฺฉนฺติ ปสฺสิตุํ ฯ
ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าท่านจะไปยังเมืองสาเกตุ โปรดช่วยส่งข่าวบุตรของข้าพเจ้าชื่อนันทิยะ ผู้อยู่ในพระราชอุทยานชื่ออัญญชนวันว่า มารดาบิดาของท่านแก่แล้ว ปรารถนาจะได้เห็นท่าน.
ภุตฺตา มยา นิวาปานิ ราชิโน ปานโภชนํ
ตํ ราชปิณฺฑํ อวโภตฺตุํ นาหํ พฺราหฺมณมุสฺสเห ฯ
ดูกรพราหมณ์ เหยื่อ คือ น้ำและหญ้าของพระราชา ข้าพเจ้าบริโภคแล้ว เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ทำกิจของพระราชาให้เป็นผลสำเร็จ ก็ไม่สามารถบริโภคราชทรัพย์ให้เป็นการบริโภคชั่วได้.
โอทหิสฺสามหํ ปสฺสํ ขุรปฺปานิสฺส ๔ ราชิโน
ตทาหํ สุขิโต มุตฺโต อปิ ปสฺเสยฺย มาตรํ ฯ
ข้าพเจ้าจะยืนหันข้างให้พระราชาผู้ทรงพระแสงธนู เมื่อใด เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็จะพ้นจากมรณภัย มีความสุข ได้พบเห็นมารดา.
มิคราชา ปุเร อาสึ โกสลสฺส นิเกตเว ๕
นนฺทิโย นาม นาเมน อภิรูโป จตุปฺปโท ฯ
เมื่อก่อน เราเป็นพระยาเนื้อชื่อว่านันทิยะ มีรูปงาม อาศัยพระราชอุทยานของพระเจ้าโกศล.
ตํ มํ วธิตุมาคจฺฉิ ทายสฺมึ อญฺชนาวเน ๖
ธนน อารชฺชํ กตฺวาน อุสุํ สนฺธาย ๗ โกสโล ฯ
พระเจ้าโกศลเสด็จมาที่พระราชอุทยานชื่ออัญชนวันนั้น ทรงโก่งธนูสอดลูกศร หมายจะทรงยิงเรา.
ตสฺสาหํ โอทหึ ปสฺสํ ขุรปฺปานิสฺส ราชิโน
ตทาหํ สุขิโต มุตฺโต มาตรํ ทฏฺฐุมาคโตติ ฯ
นนฺทิยมิคราชชาตกํ ทสมํ ฯ
อาวาริยวคฺโค ปฐโม ฯ
____________
ตสฺสุทฺทานํ
อถ กุชฺฌรเถสภ เกตุวโร
ทรีมุข สเนรุตา จ ปุน ๑
อปนนฺท สิรี จ สุจิตฺตวโร
อถ ธมฺมิก นนฺทิมิเคน ทส ฯ
๑ ม. วิโปถุํ ฯ ๒ ม. คจฺเฉสิ ฯ ๓ ม. สาเกเต อชฺชุนํ ฯ ๔ สี. ขุรปฺปาณิสฺส ฯ
ยุ. ขุรปาณิสฺส ฯ ๕ ม. นิเกตเน ฯ ๖ ม. อชฺชุเน วเน ฯ ๗ ม. สนฺนยฺห ฯ
เรายืนหันข้างให้พระเจ้าโกศลผู้ทรงพระแสงธนู เมื่อใด เมื่อนั้น เราพ้นจากมรณภัย มีความสุข กลับมาหามารดา.
จบ นันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐.
จบ อาวาริยวรรคที่ ๑.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก
๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุชาดก
๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก
๗. สิริกาฬกัณณิชาดก ๘. กุกกุฏชาดก
๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก.
จบ อาวาริยวรรค