ขุรปุตตวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๐๕–๙๖๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒ ในฉักกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๒ ขุรปุตฺตวคฺโค ๒
๑ ขุรปุตฺตชาตกํ ๒
๒. ขุรปุตตวรรค
๑. ขุรปุตตชาดก
ว่าด้วยทำตนให้ไร้ประโยชน์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค ขุรปุตตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สจฺจํ กิเรวมาหํสุ กลกํ ๓ พาโลติ ปณฺฑิตา
ปสฺส พาโล รโหกมฺมํ อาวิกุพฺพํ น พุชฺฌติ ฯ
เป็นความจริงทีเดียว ที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า แพะเป็นสัตว์โง่เขลาดูเถิด แพะโง่เขลา มิได้รู้จักกรรมที่ควรทำในที่ลับและที่แจ้ง.
ตฺวํ นุ โข ๔ สมฺม พาโลสิ ขุรปุตฺต วิชานหิ
รชฺชุยาหิ ๕ ปริกฺขิตฺโต วงฺโกฏฺโฐ โอหิโตมุโข ฯ
แน่ะม้าผู้เป็นสหาย ท่านจงรู้เถิดว่า ท่านเป็นสัตว์โง่เขลา เพราะท่านนั่นแหละถูกเขาผูกด้วยเชือก มีปากคดถูกปิดหน้า.
อปรํปิ สมฺม เต พาลฺยํ โย มุตฺโต น ปลายสิ
โส จ พาลตโร สมฺม ยํ ตฺวํ วหสิ เสนกํ ฯ
แน่ะสหาย ความโง่ของเจ้ายังมีอยู่อีก เจ้าเขาแก้ออกแล้วไม่หนีไปเสียนั่นและชื่อว่า เจ้ายังมีโง่อยู่อีก แน่ะสหาย พระเจ้าเสนกะที่เจ้าพาไปนั้นยังโง่ไปกว่าเจ้าเสียอีก.
ยนฺนุ สมฺม อหํ พาโล อชราช วิชานหิ
อถ เกน เสนโก พาโล ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
๑ ม. สทรีมุข เนรุ ลตา จ ปุน ฯ ๒ ม. ขรปุตฺต ... ฯ ๓ ม. วสฺตํ ฯ สี. ยุ. ภสฺตํ ฯ
๔ ม. ตฺวํ โขปิ ฯ ยุ. ตฺวญฺจ โข ฯ ๕ ม. รชฺชุยา หิ ฯ
ดูกรพระยาแพะผู้สหาย ได้ยินว่า ท่านรู้ว่า เราเป็นสัตว์โง่เขลา แต่พระเจ้าเสนกะ โง่เขลากว่า เพราะเหตุไรเล่า ขอเจ้าจงบอกเหตุที่เราถามนั้นเถิด?
อุตฺตมตฺถํ ลภิตฺวาน ภริยาย ๑ โย ปทสฺสติ
เตน ชหิสฺสตตฺตานํ สา เจวสฺส น เหสฺสติ ฯ
พระเจ้าเสนกะได้มนต์วิเศษชื่อว่า สัพพรุทชานนมนต์ แล้วประทานมนต์นั้นแก่พระอัครมเหสี ทรงยอมสละพระองค์ ด้วยเหตุนั้น พระอัครมเหสีนั้น จักไม่เป็นพระเทวีของพระเจ้าเสนกะ เพราะฉะนั้นพระเจ้าเสนกะจึงทรงโง่เขลากว่าท่าน.
น ปิยมฺเมติ ๒ ชนินฺท ตาทิโส
อตฺตํ นิรงฺกตฺว ปิยานิ เสวติ
อตฺตาว เสยฺโย ปรมาว ๓ เสยฺโย
ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ๔ ปจฺฉาติ ฯ
ขุรปุตฺตชาตกํ ปฐมํ ฯ
ข้าแต่จอมประชาชน บุคคลผู้เช่นกับพระองค์ ทำตนให้ไร้ประโยชน์ด้วยคิดว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ชื่อว่า ไม่ซ่องเสพสิ่งที่เป็นที่รักทั้งหลาย ตนเท่านั้น ประเสริฐกว่าสิ่งที่ประเสริฐอย่างอื่น ภรรยาผู้เป็นที่รักอันบุรุษผู้มีตนอันเจริญแล้วอาจจะได้ในภายหลัง.
จบ ขุรปุตตชาดกที่ ๑.
๒ สูจิชาตกํ
๒. สูจิชาดก
ว่าด้วยเข็ม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค สูจิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อกกฺกสํ อผรุสํ ขรโธตํ สุปาสิยํ
สุขุมํ ติขิณคฺคญฺจ โก สูจึ เกตุมิจฺฉติ ฯ
ใครต้องการจะซื้อเข็มอันไม่ขรุขระ ไม่หยาบ ชุบแก่กล้า มีรูอันเรียบร้อยละเอียด มีปลายคมบ้าง?
สุมชฺชญฺจ สุปาสญฺจ อนุปุพฺพสุวตฺติตํ ๕
ฆนฆาติมํ ปฏิตฺถทฺธํ โก สูจึ เกตุมิจฺฉติ ฯ
ใครต้องการจะซื้อเข็มอันเกลี้ยงเกลา เจาะรูเรียบร้อย สนได้คล่องแข็งแกร่ง อาจแทงทั่งให้ทะลุได้บ้าง?
อิโตทานิ ปตายนฺติ สูจิโย พลิสานิ จ
โกยํ กมฺมารคามสฺมึ สูจึ วิกฺเกตุมิจฺฉติ ฯ
เวลานี้ เข็มและเบ็ดทั้งหลาย ย่อมแพร่หลายออกไปจากบ้านช่างทองนี้ทั้งนั้น ใครเล่าจะปรารถนามาขายเข็มในบ้านช่างทอง?
อิโต สตฺถานิ คจฺฉนฺติ กมฺมนฺตา วิวิธา ปุถู
โกยํ กมฺมารคามสฺมึ สูจึ วิกฺเกตุมรหติ ๖ ฯ
๑ ยุ. ภริยา ฯ ๒ ม. นเว ปิยมฺเมติ ฯ ๓ ม. ปรมา จ ฯ ๔ ม. โอจิตตฺเถน ฯ
๕ สี. อนุปุพฺพํ สุวฑฺฒิตํ ฯ ม. อนุปุพฺพํ สุวฏฺฏิตํ ฯ ๖ ม. วิกฺเกตุมิจฺฉติ ฯ
ศาตราทั้งหลายก็แพร่หลายออกมาจากบ้านช่างทองนี้ แม้การงานเป็นอันมาก ย่อมดำเนินไปด้วยเครื่องอุปกรณ์ที่ได้มาจากบ้านช่างทองนี้ทั้งนั้นใครเล่าจะปรารถนามาขายเข็มในบ้านช่างทอง?
สูจิ ๑ กมฺมารคามสฺมึ วิกฺเกตพฺพา ปชานตา
อาจริยา ปชานนฺติ ๒ กมฺมํ สุกตทุกฺกฏํ ฯ
คนฉลาดควรจะขายเข็มในบ้านช่างทอง อาจารย์ทั้งหลาย ย่อมรู้กรรมที่บุคคลทำดี และทำชั่วได้ดี.
อิมญฺจ ๓ เต ปิตา ภทฺเท สูจึ ชญฺญา มยา กตํ
ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺย ยญฺจตฺถญฺญํ ฆเร ธนนฺติ ฯ
สูจิชาตกํ ทุติยํ ฯ
ดูกรนางผู้เจริญ ถ้าบิดาของท่าน จะพึงรู้เข็มที่ข้าพเจ้าทำนี้ จะต้องยกท่านให้ข้าพเจ้า พร้อมด้วยทรัพย์อย่างอื่นที่มีอยู่ในเรือน.
จบ สูจิชาดกที่ ๒.
๓ ตุณฺฑิลชาตกํ
๓. ตุณฑิลชาดก
ธรรมเหมือนน้ำ บาปธรรมเหมือนเหงื่อไคล
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค ตุณฑิลชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
นวจฺฉทฺทเก ๔ ทานิ ทิยฺยติ
ปุณฺณายํ โทณิ สุวามินี ฐิตา
พหุโก ชโน ปาสปาณิโก ๕
โน จ โข เม ปฏิภาติ ภุญฺชิตุํ ฯ
วันนี้ มารดาให้ข้าวที่เทลงใหม่ๆ รางข้าวก็เต็ม มารดาก็ยืนอยู่ใกล้ๆรางข้าวนั้น ใช่แต่เท่านั้น ยังมีคนเป็นอันมากยืนถือบ่วงอยู่ ฉันไม่พอใจจะบริโภคข้าวนั้นเลย.
ตสสิ ภมสิ เลณมิจฺฉสิ
อตาโณสิ กุหึ คมิสฺสสิ
อปฺโปสฺสุโก ภุญฺช ตุณฺฑิล
มํสตฺถาย [๖] โปสิยามเส ๗ ฯ
เจ้าสะดุ้งกลัวภัย หมุนไปมา ปรารถนาที่ซ่อนเร้น เป็นผู้ไร้ที่พึ่ง จะไปไหนเล่า ดูกรน้องตุณฑิละ เจ้าจงมีความขวนขวายน้อยบริโภคอาหารเสียเถิด เราทั้งสองมารดาเลี้ยงไว้ ก็เพื่อจะต้องการเนื้อ.
โอคห รหทํ อกทฺทมํ
สพฺพํ เสทมลํ ปวาหย
คณฺหาหิ นวํ วิเลปนํ
ยสฺส คนฺโธ น กทาจิ ฉิชฺชติ ฯ
๑ ม. สูจี ฯ ๒ ม. อาจริยาว ชานนฺติ ฯ ๓ ม. อิมญฺเจ ฯ ๔ นวฉนฺนเก ฯ
๕ สี. ม. พหุเก ชเน ปาสปาณิเก ฯ ๖ ม. หิ ฯ ๗ ม. โปสิตามฺหเส ฯ
เจ้าจงหยั่งลงยังห้วงน้ำที่ไม่มีเปือกตม แล้วชำระเหงื่อและมลทินทั้งปวงเสีย จงถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่ๆ ที่มีกลิ่นหอม ไม่รู้จักหายในกาลไหนๆ เถิด.
กตโม นุ รหโท อกทฺทโม
กึสุ เสทมลนฺติ วุจฺจติ
กตมญฺจ นวํ วิเลปนํ
กสฺส ๑ คนฺโธ น กทาจิ ฉิชฺชติ ฯ
อะไรหนอ ที่ท่านกล่าวว่า ห้วงน้ำไม่มีเปือกตม อะไรเล่า ท่านกล่าวว่าเหงื่อไคลและมลทิน และอะไรเล่า ท่านกล่าวว่า เครื่องลูบไล้ใหม่ๆที่มีกลิ่นหอม ไม่รู้จักหายในกาลไหนๆ?
ธมฺโม รหโท อกทฺทโม
ปาปํ เสทมลนฺติ วุจฺจติ
สีลญฺจ นวํ วิเลปนํ
ตสฺส คนฺโธ น กทาจิ ฉิชฺชติ ฯ
ธรรมบัณฑิตกล่าวว่า เป็นห้วงน้ำไม่มีเปือกตม บาปธรรมบัณฑิตกล่าวว่าเหงื่อไคลและมลทิน และศีลบัณฑิตกล่าวว่า เป็นเครื่องลูบไล้ใหม่ที่มีกลิ่นหอม ไม่รู้จักหายในกาลไหนๆ.
นนฺทนฺติ สรีรฆาติโน
น จ นนฺทนฺติ สรีรธาริโน
ปุณฺณาย [๒] ปุณฺณมาสิยา
รมมานาว ชหนฺติ ชีวิตนฺติ ฯ
ตุณฺฑิลชาตกํ ตติยํ ฯ
มนุษย์ทั้งหลาย ผู้โง่เขลา ฆ่าตัวเอง ย่อมพอใจทำบาป ส่วนสัตว์ผู้รักษาตัวเองย่อมไม่พอใจทำบาป สัตว์ทั้งหลาย รื่นเริงในเดือนมีพระจันทร์เต็มดวงย่อมสละชีวิตได้.
จบ ตุณฑิลชาดกที่ ๓.
๔ สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ
๔. สุวรรณกักกฏกชาดก
ว่าด้วยปูตัวฉลาด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค สุวรรณกักกฏกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สิงฺคี มิโค อายตจกฺขุเนตฺโต
อฏฺฐิตฺตโจ วาริสโย อโลโม
เตนาภิภูโต กปณํ รุทามิ
หเร สขา กิสฺส นุ มํ ชหาสิ ฯ
๑ ม. ยสฺส ฯ ๒ ม. จ ฯ
ปูมีก้ามเหมือนเขาแห่งมฤค ตายาว มีกระดูกเป็นหนัง อาศัยอยู่ในน้ำไม่มีขน เราถูกมันหนีบร้องไห้อยู่เหมือนคนกำพร้า ดูกรสหายผู้เจริญเพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงละทิ้งเราไปเสีย?
โส อสฺสสนฺโต มหตา ผเณน
ภุชงฺคโม กกฺกฏกชฺฌปตฺโต
สขา สขารํ ปริตายมาโน
ภุชงฺคมํ กกฺกฏโก อคฺคเหสิ ๑ ฯ
งูเห่า เมื่อจะปลอบกาให้เบาใจ จึงแผ่แม่เบี้ยใหญ่เลื้อยไปใกล้ปูจะช่วยเหลือสหายของตนไว้ ปูจึงเอาก้ามอีกข้างหนีบคอไว้.
น วายสํ โน ปน สปฺปราชํ ๒
ฆาสตฺถิโก กกฺกฏโก อเทยฺย
ปุจฺฉามิ ตํ อายตจกฺขุเนตฺต
อถ กิสฺส เหตุมฺห อุโภ คหีตา ฯ
ก็ปูเป็นสัตว์ต้องการอาหารแต่ไม่กินกา ไม่กินงู ดูกรท่านผู้มีตายาวเราขอถามท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงหนีบเราทั้งสองไว้?
อยํ ปุริโส มม อตฺถกาโม
โย มํ คเหตฺวา อุทกาย ๓ เนติ
ตสฺมึ มเต ทุกฺขมนปฺปกํ เม
อหญฺจ เอโส จ อุโภ น โหม ฯ
บุรุษใดปรารถนาประโยชน์แก่เรา จับเราไปปล่อยในน้ำ บุรุษนั้นเมื่อเขาตาย ความทุกข์จักมีแก่เราไม่น้อย เรากับบุรุษนั้นเป็นคนๆเดียวกัน
มมญฺจ ทิสฺวาน ปวฑฺฒกายํ
สพฺโพ ชโน หึสิตุเมวมิจฺเฉ
สาทุญฺจ ถูลญฺจ มุทุญฺจ มํสํ
กากาปิ มํ ทิสฺวาน ๔ วิเหฐเยยฺยุํ ฯ
อนึ่ง คนทั้งปวงได้เห็นเราผู้มีกายอันเติบโตขึ้น ก็ปรารถนาจะเบียดเบียนเราผู้มีเนื้อดีและอ่อนนุ่ม แม้กาทั้งหลายเห็นเราแล้วก็พึงเบียดเบียนเรา.
สเจ ตสฺส เหตุมฺห อุโภ คหีตา
อุฏฺฐาตุ โปโส วิสมาวมามิ ๕
มมญฺจ กากญฺจ ปมุญฺจ ขิปฺปํ
ปุเร วิสํ คาฬฺหมุเปติ มจฺจํ ฯ
๑ ม. คเหสฺสสิ ฯ ๒ ม. กณฺหสปฺปํ ฯ ๓ ม. คเหตฺวาน ทกาย ฯ ๔ สี. ยุ. ทิสฺวา ฯ
๕ สี. ยุ. วิสมาจมานิ ฯ
ถ้าท่านหนีบเราทั้งสองไว้ เพราะเหตุบุรุษนั้น ก็ขอให้บุรุษจงลุกขึ้นเถิดเราจะดูดพิษออกเสียให้หมด ขอท่านจงรีบปล่อยเรา และกาโดยเร็วเถิดก่อนที่พิษจะแล่นเข้าไปสู่บุรุษรุนแรง ทำให้ตายเสีย.
สปฺปํ ปโมกฺขามิ น ตาว กากํ
ปฏิพทฺธโก ๑ โหติ ๒ หิ ตาว กาโก
ปุริสญฺจ ทิสฺวาน สุขึ อโรคํ
กากํ ปโมกฺขามิ ยเถว สปฺปํ ฯ
เราจะปล่อยงูไป แต่กาเรายังไม่ปล่อยก่อน เพราะว่า เราจะเอากาไว้เป็นประกันก่อน เราเห็นบุรุษมีความสุข ปราศจากโรคแล้ว จึงจะปล่อยกาไป เหมือนกับงู.
กาโก * ตทา เทวทตฺโต อโหสิ
วารโณ ๓ ปน กณฺหสปฺโป อโหสิ
อานนฺทภโทฺร กกฺกฏโก อโหสิ
อหํ ตทา พฺราหฺมโณ โหมิ สตฺถาติ ๔ ฯ
สุวณฺณกกฺกฏกชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
พระเทวทัตต์ในครั้งนั้น ได้เกิดเป็นกา ส่วนช้างเกิดเป็นงูเห่า พระอานนท์ผู้เจริญเกิดเป็นปู เราผู้เป็นศาสดาในครั้งนั้น เกิดเป็นพราหมณ์.
จบ สุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔.
๕ มยฺหกสกุณชาตกํ ๕
๕. มัยหสกุณชาดก
ว่าด้วยการใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค มัยหสกุณชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สกุโณ มยฺหโก นาม คิริสานุทรีจโร
ปกฺกํ ปิปฺผลิมารุยฺห มยฺหํ มยฺหนฺติ กนฺทติ ฯ
นกชื่อว่ามัยหกะ เที่ยวไปตามไหล่เขาและซอกเขา บินไปสู่ต้นเลียบอันมีผลสุก แล้วร้องว่า ของเราๆ.
ตสฺเสวํ วิลปนฺตสฺส ทิชสงฺฆา สมาคตา
ภุตฺวาน ปิปฺผลึ ยนฺติ วิลปเตว ๖ โส ทิโช ฯ
เมื่อนกมัยหกะนั้น รำพันเพ้ออยู่อย่างนั้น ฝูงนกทั้งหลายก็พากันบินมาจิกกินผลเลียบแล้วพากันบินไปต้นอื่น ส่วนนกมัยหกะนั้น ก็ร้องเพ้ออยู่นั่นเอง.
เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺฆริตฺวา พหุํ ธนํ
เนวตฺตโน น ญาตีนํ ยโถธึ ปฏิปชฺชติ ฯ
บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน รวบรวมทรัพย์ไว้มากมายแล้วตนเองก็ไม่ได้ใช้สอย ทั้งไม่แบ่งปันให้ญาติทั้งหลายตามส่วน.
น โส อจฺฉาทนํ ภตฺตํ น มาลํ น วิเลปนํ
นานุโภติ ๑ สกึ กิญฺจิ น สงฺคณฺหาติ ญาตเก ฯ
๑ ม. ปฏิพนฺธโก ฯ ๒ ม. โหหิติ ฯ * สี. กาโก ฯเปฯ สตฺถาติ อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ
๓ ม. มาโร ฯ ๔ สี. ยุ. ตตฺถาติ ฯ ๕ ม. มยฺหกชาตกํ ฯ ๖ ม. วิลปเตฺวว ฯ
บุคคลนั้น ไม่ใช้เป็นค่าเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้อะไรๆ สักครั้งเดียวเลย ไม่สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย.
ตสฺเสวํ วิลปนฺตสฺส มยฺหํ มยฺหนฺติ รกฺขโต
ราชาโน อถวา โจรา ทายาทา เย จ ๒ อปฺปิยา
ธนมาทาย คจฺฉนฺติ วิลปเตว โส นโร ฯ
เมื่อบุคคลนั้นเฝ้ารำพันอยู่อย่างนี้ว่า ของเราๆ พระราชา โจร หรือทายาทที่ไม่ชอบพอกันย่อมมาถือเอาทรัพย์ไป บุคคลนั้น ก็รำพันเพ้ออยู่นั่นเอง.
ธีโร โภเค อธิคมฺม สงฺคณฺหาติ จ ญาตเก
เตน โส กิตฺตึ ปปฺโปติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ๓ ฯ
มยฺหกสกุณชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
นักปราชญ์อาศัยทรัพย์สมบัติแล้ว ย่อมสงเคราะห์ญาติ ย่อมได้เกียรติคุณเพราะทรัพย์นั้น ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์.
จบ มัยหสกุณชาดกที่ ๕.
๖ ปพฺพชิตวิเหฐกชาตกํ ๔
๖. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก
ว่าด้วยกราบไหว้ผู้ควรกราบไหว้
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค ปัพพชิตวิเหฐกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ทุพฺพณฺณรูปํ ตฺวมริยวณฺณี
ปุรกฺขิตฺวา ๕ ปญฺชลิโก นมสฺสสิ
เสยฺโย นุ เต โส อุทาหุ ๖ สริกฺโข
นามํ ปรสฺสตฺตโน จาปิ พฺรูหิ ฯ
ท่านมีรูปงาม ประนมมือนอบน้อมสมณะผู้มีรูปร่างไม่น่าดู สมณะนั้นประเสริฐกว่าท่าน หรือว่าเสมอกับท่าน ท่านจงบอกชื่อสมณะนั้นและชื่อของตนแก่เรา.
น นามโคตฺตํ คณฺหนฺติ ราช
สมคฺคตานุชฺชุคตาน ๗ เทวา
อหญฺจ เต นามเธยฺยํ วทามิ
สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท ฯ
ข้าแต่พระราชา เทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่ถือเอานามและโคตรของพระขีณาสพผู้พร้อมเพรียงกัน ผู้ปฏิบัติตรงๆ ก็แต่ว่า หม่อมฉันจะบอกชื่อของหม่อมฉันแก่พระองค์ หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพชาวไตรทศทั้งหลาย.
โย ทิสฺวา ภิกฺขุํ จรณูปปนฺนํ
ปุรกฺขิตฺวา ๕ ปญฺชลิโก นมสฺสติ
ปุจฺฉามิ ตํ เทวราเชตมตฺถํ
อิโต จุโต กึ ลภเต สุขํ โส ฯ
๑ ม. อนุโภติ ฯ ๒ ม. เยว ฯ ๓ สี. ยุ. สคฺเค จ โมทตีติ ฯ
๔ ม. วิชฺชาธรชาตกํ ฯ สี. ยุ. ธชวิเหฐกชาตกํ ฯ ๕ ม. ปุรกฺขตฺวา ฯ
๖ ม. อุทา ฯ ๗ ม. สมฺมคฺคตา.. ฯ
ข้าแต่เทวราช หม่อมฉันขอถามเนื้อความนี้กะพระองค์ ผู้ใด เห็นภิกษุผู้ประกอบด้วยจรณะแล้วประนมมือนอบน้อม ผู้นั้น จุติจากมนุษยโลกนี้ไปแล้ว จะได้ความสุขอะไร?
โย ทิสฺวา ภิกฺขุํ จรณูปปนฺนํ
ปุรกฺขิตฺวา ปญฺชลิโก นมสฺสติ
ทิฏฺเฐว ธมฺเม ลภเต ปสํสํ
สคฺคญฺจ โส ยาติ สรีรเภทา ฯ
ผู้ใด เห็นภิกษุผู้ประกอบด้วยจรณะแล้ว ประนมมือนอบน้อมผู้นั้น ย่อมได้ความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปแล้ว ย่อม
ไปสวรรค์.
ลกฺขี วต เม อุทปาทิ อชฺช
ยํ วาสวํ ภูติปติทฺทสาม ๑
ภิกฺขุญฺจ ทิสฺวาน ตุวญฺจ สกฺก
กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
ปัญญารู้ผลแห่งกุศล และอกุศลเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันในวันนี้ หม่อมฉันได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่สัตว์ ข้าแต่ท้าวสักกะ หม่อมฉันได้เห็นภิกษุและพระองค์แล้ว จักกระทำบุญไม่น้อย.
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา
พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน
ภิกฺขุญฺจ ทิสฺวาน มมญฺจ ราช
กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
บุคคลเหล่าใด มีปัญญา เป็นพหูสูต สามารถคิดเหตุการณ์ได้มากบุคคลเหล่านั้น ควรคบหาโดยแท้เทียว ข้าแต่พระราชา พระองค์ได้ทรงเห็นภิกษุและหม่อมฉันแล้ว จงทรงกระทำบุญให้มากเถิด.
อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต
สพฺพาติถียาจโยโค ภวิตฺวา
นิหญฺญ ๒ มานํ อภิวาทยิสฺสํ
สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานีติ ฯ
ปพฺพชิตวิเหฐกชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
_______________
๑ ม. ภูตปติทฺทสาม ฯ ๒ ม. นิหจฺจ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ หม่อมฉันจักเป็นผู้ไม่โกรธ มีจิตเลื่อมใสเป็นนิตย์ จักเป็นผู้ควรแก่การขอของแขกผู้มาทุกประเภท จักกำจัดมานะเสีย แล้วกราบไหว้ท่านผู้ควรกราบไหว้ เพราะได้ฟังคำที่พระองค์ตรัสดีแล้ว.
จบ ปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖.
๗ อุปสิงฺฆปุปฺผชาตกํ ๑
๗. อุปสิงฆปุปผกชาดก
ว่าด้วยคนดีไม่ควรทำชั่วแม้นิดหน่อย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค อุปสิงฆปุปผกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ยเมตํ ๒ วาริชํ ปุปฺผํ อทินฺนํ อุปสิงฺฆสิ
เอกงฺคเมตํ เถยฺยานํ คนฺธเถโนสิ มาริส ฯ
การที่ท่านเข้าไปสูดดมกลิ่นดอกบัวที่เขายังมิได้ให้ นี้เป็นส่วนแห่งการขโมยอย่างหนึ่ง ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ ท่านชื่อว่า เป็นผู้ขโมยกลิ่น.
น หรามิ น ภญฺชามิ อารา สิงฺฆามิ วาริชํ
อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธเถโนติ วุจฺจติ ฯ
เราไม่ได้นำเอาไป ไม่ได้บริโภค เรายืนดมดอกบัวอยู่ในที่ไกล เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน ท่านจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้ขโมยกลิ่นดอกบัวเล่า?
โยยํ ภิสานิ ขณติ ปุณฺฑรีกานิ ภญฺชติ
เอวํ อากิณฺณกมฺมนฺโต กสฺมา เอโส น วุจฺจติ
บุรุษใด มาขุดเหง้าบัวทั้งหลาย เด็ดเอาดอกบัวไป เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ว่ากล่าวบุรุษนั้น ผู้ทำกรรมหยาบช้าอย่างนี้เล่า?
อากิณฺณลุทฺโธ ปุริโส ธาติโจลํว ๓ มกฺขิโต
ตสฺมึ เม วจนํ นตฺถิ ตญฺจารหามิ วตฺตเว ๔ ฯ
บุรุษผู้หยาบช้า โหดร้าย แปดเปื้อนไปด้วยบาป เหมือนผ้านุ่งของแม่นม ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ว่ากล่าวบุรุษนั้น แต่ข้าพเจ้าปรารถนาจะว่ากล่าวท่าน ผู้ทำกรรมไม่สมควร.
อนงฺคณสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สุจิคเวสิโน
วาลคฺคมตฺตปาปสฺส ๕ อพฺภามตฺตํว ขายติ ฯ
บาปเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏแก่บุรุษผู้ไม่มีโทษเหมือนท่านแสวงหาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์ เหมือนเท่ามหาเมฆ ฉะนั้น.
อทฺธา มํ ยกฺข ชานาสิ อโถ มํ อนุกมฺปสิ
ปุนปิ ยกฺข วชฺชาสิ ยทา ปสฺสสิ เอทิสํ ฯ
ดูกรเทวดา ท่านรู้จักเรา และอนุเคราะห์เราโดยแท้ ท่านเห็นโทษเช่นนี้ของเรา เมื่อใด ขอท่านจงตักเตือนเราแม้อีก เมื่อนั้น.
เนว ตํ อุปชีวามิ นปิ เต ภติกมฺหเส ๖
ตฺวเมว ภิกฺขุ ชาเนยฺย เยน คจฺเฉยฺย สุคฺคตินฺติ ฯ
อุปสิงฺฆปุปฺผชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยท่านเลี้ยงชีพ และไม่เป็นลูกจ้างของท่าน ดูกรภิกษุท่านนั้นแล พึงรู้การกระทำอันเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ
จบ อุปสิงฆปุปผกชาดกที่ ๗.
๘ วิฆาสาทชาตกํ
๘. วิฆาสาทชาดก
ว่าด้วยการกินของที่เป็นเดน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค วิฆาสาทชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
สุสุขํ วต ชีวนฺติ เย ชนา วิฆาสาทิโน
ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปาสํสา สมฺปราเย จ สุคฺคติ ๑ ฯ
๑ ม. สิงฺฆปุปฺผชาตกํ ฯ สี. ยุ. ภิสปุปฺผชาตกํ ฯ ๒ ยุ. ยเมกํ ฯ ๓ ม.
ธาติเจลํว ฯ ๔ สี. วณฺณเว ฯ ๕ ม. วาลคฺคมตฺตํ ปาปสฺส ฯ
๖ ม. ภตกามฺหเส ฯ สี. ยุ. ภตกมฺหเส ฯ
ชนเหล่าใด บริโภคอาหารที่เป็นเดน ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นอยู่สบายดีหนอ เป็นผู้ได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และมีสุคติในโลกหน้า.
สุกสฺส ๒ ภาสมานสฺส น นิสาเมถ ปณฺฑิตา
อิทํ สุณาถ โสทริยา อเมฺหวายํ ปสํสติ ฯ
เมื่อนกแขกเต้าพูดอยู่ ท่านทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต ไม่ได้ฟังท่านทั้งหลายผู้ร่วมอุทรกันมา จงฟังคำของนกนั้น นกแขกเต้าตัวนี้กำลังสรรเสริญพวกเราอยู่เป็นแน่.
นาหํ ตุเมฺห ปสํสามิ กุณปาทา สุณาถ เม
อุจฺฉิฏฺฐโภชิโน ตุเมฺห น ตุเมฺห วิฆาสาทิโน
ข้าพเจ้าไม่ได้สรรเสริญท่านทั้งหลาย ดูกรท่านทั้งหลาย ผู้กินซากศพท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายกินของเดนทิ้ง ไม่ใช่ผู้กินเดนเหลือ.
สตฺตวสฺสา ปพฺพชิตา มชฺฌรญฺเญ สิขณฺฑิโน
วิฆาเสเนว ยาเปนฺตา มยํ เจ โภโต คารยฺหา
เก นุ โภโต ปสํสิยา ฯ
เราออกบวช กระหมวดมวยผม เลี้ยงชีพด้วยของเป็นเดนเหลืออยู่กลางป่า ตลอด ๗ ปี ผิว่า ท่านผู้เจริญ พึงติเตียนเราทั้งหลาย ก็ใครเล่าที่ท่านผู้เจริญจะพึงสรรเสริญ?
ตุเมฺห สีหานํ พฺยคฺฆานํ วาฬานญฺจาวสิฏฺฐกํ
อุจฺฉิฏฺเฐเนว ยาเปนฺตา มญฺญิโวฺห วิฆาสาทิโน ฯ
ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยของเป็นเดนทิ้ง ของราชสีห์ เสือและเนื้อทั้งหลาย ยังสำคัญว่า เป็นผู้กินเดนเหลือ.
เย พฺราหฺมณสฺส สมณสฺส อญฺญสฺส จ วณิพฺพิโน ๓
ทตฺวาวเสสํ ๔ ภุญฺชนฺติ เต ชนา วิฆาสาทิโนติ ฯ
วิฆาสาทชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ชนเหล่าใด บริโภคอาหารซึ่งเหลือจากที่เขาให้แก่สมณะ พราหมณ์ และวณิพกอื่น ชนเหล่านั้นชื่อว่า เป็นคนกินเดนเหลือ.
จบ วิฆาสาทชาดกที่ ๘.
๙ วฏฺฏกชาตกํ
๙. วัฏฏกชาดก
ว่าด้วยการทำให้เกิดความสุข
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค วัฏฏกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ปณีตํ ภุญฺชเส ภตฺตํ สปฺปิเตลญฺจ มาตุล
อถ เกน นุ วณฺเณน กีโส ๕ ตฺวมสิ วายส ฯ
พ่อลุงกา ท่านบริโภคอาหารของมนุษย์อย่างประณีต คือ เนยใส และน้ำมัน เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงซูบผอม.
อมิตฺตมชฺเฌ วสโต เตสุ อามิสเมสโต
นิจฺจํ อุพฺพิคฺคหทยสฺส กุโต กากสฺส ทฬฺหิยํ ฯ
เมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู แสวงหาเหยื่ออยู่ในที่นั้นๆ มีใจหวาดสะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ที่ไหนจะอ้วนเล่า.
นิจฺจํ อุพฺพิคฺคิโน ๖ กากา ธงฺกา ปาเปน กมฺมุนา
ลทฺโธ ปิณฺโฑ น ปีเณติ กีโส เตนสฺมิ วฏฺฏก ฯ
๑ ม. สุคฺคตี ฯ ๒ สี. ยุ. สุวสฺส ฯ ๓ ม. อุญฺญสฺส วา วนิพฺพโน ฯ
๔ ม. ทตฺวาว เสสํ ฯ ๕ ม. กิโส ฯ ๖ สี. อุพฺเพธิโน ฯ ม. อุพฺเพคิโน ฯ
พวกกามีใจหวาดสะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ได้อาหารมาด้วยกรรมเป็นบาปจึงไม่อิ่ม ดูกรนกกระจาบ เราซูบผอม เพราะเหตุนั้น.
ลูขานิ ติณวีชานิ อปฺปเสฺนหานิ ภุญฺชสิ
อถ เกน นุ วณฺเณน ถูโล ตฺวมสิ วฏฺฏก ฯ
ดูกรนกกระจาบ ท่านกินพืชหญ้าหยาบๆ มีโอชาน้อย เมื่อเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุไร ท่านจึงอ้วนพีหนอ.
อปฺปิจฺฉา อปฺปจินฺตาย อวิทูรคเมน ๑ จ
ลทฺธาลทฺเธน ยาเปนฺโต ถูโล เตนสฺมิ วายส ฯ
ดูกรกา เราเลี้ยงชีพด้วยความปรารถนาน้อยในอาหาร ๑ ด้วยความคิดแต่น้อย ๑ ด้วยไม่แสวงหาในที่ไกล ๑ ด้วยอาหารตามมีตามได้ ๑เราเป็นผู้อ้วนพี เพราะเหตุ ๔ อย่างนั้น.
อปฺปิจฺฉสฺส หิ โปสสฺส อปฺปจินฺติสุขสฺส ๒ จ
สุสงฺคหิตปฺปมาณสฺส ๓ วุตฺตี สุสมุทานิยาติ ฯ
วฏฺฏกชาตกํ นวมํ ฯ
เป็นความจริง ความเป็นไปของบุรุษผู้มีความปรารถนาน้อย คิดถึงความสุขแต่น้อย และถือเอาประมาณในอาหารพอดี สามารถจะให้เกิดความสุขได้.
จบ วัฏฏกชาดกที่ ๙.
๑๐ มณิชาตกํ ๔
๑๐. มณิชาดก
ว่าด้วยแก้วมณี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ฉักกนิบาต ขุรปุตตวรรค มณิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
จิรสฺสํ วต ปสฺสามิ สหายํ มณิธารินํ
สุกตา ๕ มสฺสุกุตฺติยา โสภเต วต เม สขา ฯ
นานมาแล้วหนอ เราเพิ่งเห็นสหายประดับแก้วมณี เพื่อนของเราแต่งหนวดเสียเรียบร้อยงดงามจริงหนอ.
ปรูฬฺหกจฺฉนขโลโม อหํ กมฺเม สุพฺยาวโฏ
จิรสฺสํ นหาปิตํ ลทฺธา โลมนฺตมชฺชหารยิ ๖ ฯ
เรามัวยุ่งอยู่ในราชการ หาโอกาสไม่ได้ จึงมีเล็บและขนปีกยาวรุงรังเป็นเวลานานแล้ว เราเพิ่งได้ช่างกัลบกในวันนี้ จึงให้ถอนขนออกจนหมด.
ยํ นุ โลมํ อหาเรสิ ทุลฺลภํ ลทฺธกปฺปกํ
อถ กิญฺจิ หิ เต สมฺม กณฺเฐ กึนิกิลายติ ๗ ฯ
ท่านได้ช่างกัลบกที่หาได้ยาก แล้วให้ถอนขนออกเช่นนี้ ท่านชอบใจเราจะให้เขาทำให้บ้าง ดูกรสหาย เออก็อะไรเล่า แขวนอยู่ที่คอของท่าน.
มนุสฺสสุขุมาลานํ มณิ กณฺเฐสุ ลมฺพติ
เตสาหํ อนุสิกฺขามิ มา ตฺวํ มญฺญิ ทวา กตํ ฯ
๑ ม. อทูรคมเนน จ ฯ ๒ ม. อปฺปจินฺตสุขสฺส จ ฯ ๓ ม. สุสงฺคหิตมานสฺส ฯ
๔ สี. ยุ. กากชาตกํ ฯ ม. ปาราวตชาตกํ ฯ ๕ สี. ยุ. สุกตาย ฯ
๖ ม. โลมํ ตํ อชฺช หารยึ ฯ ๗ สี. ม. อถ กิญฺจรหิ เต สมฺม กณฺเฐ กิณิกิณายติ ฯ
แก้วมณีของมนุษย์ผู้สุขุมาลชาติห้อยอยู่ที่คอเรา เราสำเหนียกตามอย่างของมนุษย์ผู้สุขุมาลชาติเหล่านั้น ท่านอย่าสำคัญว่า เราทำเล่น.
สเจปิมํ ปิหยสิ มสฺสุกุตฺตึ สุการิตํ
การยิสฺสามิ เต สมฺม มณึ จาปิ ททามิ เต ฯ
ดูกรสหาย ถ้าแม้ท่านปรารถนาจะให้แต่งหนวดให้เรียบร้อยเหมือนอย่างเรา เราก็จะให้เขาทำให้แก่ท่าน แก้วมณีเราก็จะให้แก่ท่านด้วย.
ตฺวญฺเญว มณินา ฉนฺโน สุกตาย จ มสฺสุยา
อามนฺต โข ตํ คจฺฉามิ ปิยํ เม ตว ทสฺสนนฺติ ฯ
มณิชาตกํ ทสมํ ฯ
ขุรปุตฺตวคฺโค ๑ ทุติโย ฯ
___________
ตสฺสุทฺทานํ
อถ ปสฺส สสูจิ จ ตุณฺฑิลโก
มิค มยฺหกปญฺจมปกฺขิวโร
อถ ปญฺชลิ วาริช มชฺฌ ปุน
อถ วฏฺฏก กโปฏวเรน ทส ฯ
___________
ตตฺร วคฺคุทฺทานํ ภวติ ฯ
อถ วคฺคํ ปกิตฺติสฺสํ ฉนิปาตํ วรุตฺตเม
อาวาริยา จ สูจิ ๒ จ เทฺว จ วุตฺตา สุพฺยญฺชนา ฯ
ฉกฺกนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
___________
๑ สี. เสนกวคฺโค ฯ ม. ขรปุตฺตวคฺโค ฯ ๒ ม. อวาริยา จ ขโร จ ฯ สี. เสนกา ฯ
ท่านผู้เดียวเท่านั้น สมควรแก่แก้วมณีและหนวดที่เขาแต่งดีแล้วด้วยการที่ได้พบเห็นท่านเป็นที่พอใจของเรา เพราะฉะนั้น เราขอลาท่านไปก่อน.
จบ มณิชาดกที่ ๑๐.
จบ ขุรปุตตวรรคที่ ๒.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ขุรปุตตชาดก ๒. สูจิชาดก
๓. ตุณฑิลชาดก ๔. สุวรรณกักกฏชาดก
๕. มัยหกสกุณชาดก ๖. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก
๗. อุปสิงฆปุปผกชาดก ๘. วิฆาสาทชาดก
๙. วัฏฏกชาดก ๑๐. มณิชาดก.
รวมวรรคในฉักกนิบาตนี้มี ๒ วรรค คือ
๑. อาวาริยวรรค ๒. ขุรปุตตวรรค.
จบ ฉักกนิบาตชาดก.
จบ ขุรปุตตวรรค