arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาต · อสทิสวรรค

๙. สีหจัมมชาดก เล่ม ๒๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๗–๒๒๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในอสทิสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทุกนิบาต อสทิสวรรค สีหจัมมชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๕๗ หน้า ๒๑๖–๒๑๙

หน้า ๒๑๖

๙. สีหจัมมชาดก

ลาปลอมเป็นราชสีห์

[๒๒๗] นี่ไม่ใช่เสียงบรรลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียงบรรลือของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงบรรลือ

ของเสือเหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนัง

ราชสีห์บรรลือเสียง.

[๒๒๘] ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวกินข้าวเหนียวนานมาแล้ว ร้องให้เขารู้ว่าเป็นตัวลา ได้ประทุษร้ายตนเองแล้ว.

จบ สีหจัมมชาดกที่ ๙

อรรถกถาสีหจัมมชาดกที่ ๙

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระโกกาลิกะนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เนตํ สีหสฺส นทิตํ ดังนี้.

ในเวลานั้นพระโกกาลิกะประสงค์จะกล่าว สรภัญญะ.

พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลชาวนา ครั้นเจริญ

หน้า ๒๑๗

วัย หาเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรมนั่นเอง. ในกาลนั้นมีพ่อค้าคนหนึ่งเที่ยวทำการค้าด้วยการบรรทุกสินค้าบนหลังลา. พ่อค้านั้นขนสินค้าลงจากหลังลาในที่ที่ไปถึง แล้วเอาหนังราชสีห์คลุมลาปล่อยไปหากิน ที่นาข้าวสาลีและข้าวเหนียว. คนรักษานาเห็นแล้ว ไม่อาจเข้าใกล้ด้วยเข้าใจว่าเป็นราชสีห์. อยู่มาวันหนึ่งพ่อค้านั้น พักอยู่ที่ประตูบ้านแห่งหนึ่ง หุงอาหารเช้า แต่นั้นจึงเอาหนังราชสีห์คลุมหลังลา ปล่อยไปหากินในนาข้าวเหนียว.

พวกเฝ้านาเห็นมันเข้าก็ไม่อาจเข้าใกล้มันได้ ด้วยสำคัญว่าเป็นราชสีห์ จึงพากันกลับไปเรือน. พวกชาวบ้านทั้งหมด ต่างถืออาวุธ เป่าสังข์ รัวกลอง โห่ร้องไปยังที่ใกล้นา. ลากลัวตายจึงเปล่งเสียงเป็นเสียงลา. ครั้นพระโพธิสัตว์รู้ว่ามันเป็นลา จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

นี่มิใช่เสียงบรรลือของราชสีห์ ไม่ใช่เสียง

บรรลือของเสือโคร่ง ไม่ใช่เสียงบรรลือของเสือเหลือง ลาผู้ลามกคลุมตัวด้วยหนังราชสีห์บรรลือ

เสียง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ชมฺโม แปลว่า ลามก. แม้พวกชาวบ้านก็รู้ว่ามันเป็นลา จึงพากันโบยให้ล้มลง กระดูกหักแล้วเอาหนังราชสีห์ไป. ครั้นพ่อค้านั้นมาเห็นลาถึงความบอบช้ำจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

หน้า ๒๑๘

ลาเอาหนังราชสีห์คลุมตัว เที่ยวหากิน

ข้าวเหนียวนานมาแล้ว ร้องให้เขารู้ว่าเป็นลา

ได้ประทุษร้ายตนเองแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่าลานี้ไม่ให้เขารู้ว่าตัวเป็นลา จึงเอาหนังราชสีห์มาคลุม กินข้าวเหนียวอ่อนมาเป็นเวลานาน. บทว่า รวมาโน ว ทูสยิ ความว่า เมื่อร้องเสียงเป็นลาก็ประทุษร้ายตนเอง. มิใช่ความผิดของหนังราชสีห์.

เมื่อพ่อค้านั้นกล่าวอย่างนี้เสร็จแล้ว ลาก็นอนตายในที่นั้นเอง. แม้พ่อค้าก็ทิ้งลากลับบ้าน.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ลาในครั้งนั้นได้เป็นพระโกกาลิกะในครั้งนี้. ส่วนชาวนาบัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาสีหจัมมชาดกที่ ๙

หน้า ๒๑๙

๑๐. สีลานิสังสชาดก

ว่าด้วยอานิสงส์ศีล

[๒๒๙] จงดูผลของศรัทธา ศีล และจาคะ นี้เถิดพระยานาคนิรมิตเพศเป็นเรือ พาอุบาสกผู้มี

ศรัทธาไป.

[๒๓๐] บุคคลพึงสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด

พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลายเถิด

ด้วยว่าช่างกัลบกถึงความสวัสดีได้ ก็เพราะการอยู่ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลาย.

จบ สีลานิสังสชาดกที่ ๑๐

อรรถกถาสีลานิสังสชาดกที่ ๑๐

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกผู้มีศรัทธาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นสฺส สทฺธาย สีลสฺส ดังนี้.

ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นอริยสาวกผู้มีศรัทธา เลื่อมใสวันหนึ่งเดินไปยังพระวิหารเชตวัน ถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดีในตอนเย็นเมื่อคนเรือจอดเรือไว้ที่ฝั่งไปฟังธรรม ไม่พายเรือที่ท่าน้ำ จึงยึดปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้มั่นลงสู่แม่น้ำ. เท้าของเขา

จบ ๙. สีหจัมมชาดก