พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ติกนิบาต · ปทุมวรรค
๖. วาตัคคสินธวชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๗–๓๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในปทุมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ติกนิบาต ปทุมวรรค วาตัคคสินธวชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๑๔๔–๑๔๕
{๓๙๖} [๓๙๖] เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัส ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้แล้ว เพราะว่าเราได้สละชีวิตของเรามาแต่ต้นแล้ว แท้จริง ในบางครั้งคนเราไม่พึงทำความอาลัยในชีวิตพึงกล้าหาญทำ กิจที่ผู้กล้าหาญจะพึงทำ
๖. วาตัคคสินธวชาดก (๒๖๖)
ว่าด้วยเศร้าเพราะห่วงศักดิ์ศรี
(ลูกลาถามแม่ลาว่า)
{๓๙๗} [๓๙๗] แม่จ๋าพ่อม้าที่เป็นเหตุให้แม่ผอมเหลืองและไม่ถูกใจอาหารก็มาแล้ว ไฉนแม่จึงไล่เขาไปเสียเล่า
(แม่ลาตอบลูกว่า)
{๓๙๘} [๓๙๘] ลูกเอ๋ย ก็ถ้ามิตตสันถวะ จะเกิดขึ้นแต่แรกพบทีเดียว เกียรติยศของสตรีทั้งหลายก็จะเสื่อมสูญ เพราะฉะนั้น แม่จึงแสร้ง ไล่พ่อม้านั้นไป
(พระบรมศาสดาตรัสว่า)
{๓๙๙} [๓๙๙] สตรีใดไม่ปรารถนาบุรุษผู้มียศศักดิ์ เกิดในตระกูลดีที่เขา นำมาให้ สตรีนั้นจะต้องเศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน เหมือนแม่ลา เศร้าโศกถึงพญาม้าวาตัคคสินธพฉะนั้น
- ๑มิตตสันถวะ ความสนิทสนมกันเหมือนมิตร ในที่นี้หมายถึงการคลอเคลียกันด้วยอำนาจเมถุน การสมสู่ หรือการสมจรกัน (ขุ.ชา.อ. ๔/๗๓)
๗. สุวัณณกักกฏกชาดก (๒๖๗)
ว่าด้วยปูทอง
(ช้างโพธิสัตว์กล่าวกะช้างพังเพื่อมิให้นางหนีไปว่า)
{๔๐๐} [๔๐๐] ปูทองที่มีตาโปน มีกระดูกเป็นหนัง ไม่มีขน อาศัยอยู่ในน้ำ ฉันถูกปูทองนั้นหนีบไว้จึงร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าอย่าทิ้งฉัน ผู้เป็นคู่ชีวิตไปเลย(ช้างพังหันกลับไปปลอบโยนช้างโพธิสัตว์ว่า)
{๔๐๑} [๔๐๑] นายจ๋า ฉันจักไม่ทิ้งท่านผู้ทรงกำลังมาถึง ๖๐ ปี ท่านเป็นที่รัก ยิ่งของฉันบนแผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต(ช้างพังอ้อนวอนปูทองว่า)
{๔๐๒} [๔๐๒] บรรดาปูที่อยู่ในมหาสมุทรก็ดี ในแม่น้ำคงคาก็ดีในแม่น้ำ ยมุนาก็ดี ท่านเกิดอยู่ในน้ำประเสริฐกว่าปูเหล่านั้น ขอท่าน จงปล่อยสามีของดิฉันที่ร้องไห้อยู่เถิด
๘. อารามทูสกชาดก (๒๖๘)
ว่าด้วยลิงทำลายสวน
(พระโพธิสัตว์เห็นกิริยาของลิง จึงกล่าวว่า)
{๔๐๓} [๔๐๓] ขนาดลิงตัวที่ถูกยกให้เป็นใหญ่ในฝูงลิงนี้ยังมีปัญญาเท่านี้ ลิงบริวารที่เหลือจะไปมีปัญญาอะไรเล่า
จบ ๖. วาตัคคสินธวชาดก