พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · อัฏฐกนิบาต
๕. คังคมาลชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๕๕–๑๑๖๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในอัฏฐกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก อัฏฐกนิบาต คังคมาลชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๓๑๑–๓๑๔
คอยห้ามปรามประชาชนอยู่อย่างนั้นลงโทษโดยอุบายอัน แยบคายด้วยความเอ็นดู
(นายสุมังคละผู้ดูแลอุทยานหลวงกล่าวสรรเสริญพระราชาว่า)
{๑๑๕๒} [๑๑๗๓] ขอเดชะพระบรมกษัตริย์ผู้เป็นจอมชนขอพระสิริสมบัติและ พระบุญบารมีอย่าได้ละพระองค์ไปทุกเมื่อ ขอพระองค์อย่าได้ทรงกริ้ว มีพระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิจ ขอพระองค์ทรงปราศจากทุกข์ รักษาพระชนม์อยู่ได้ตลอด ๑๐๐ ปีเถิด{๑๑๕๓} [๑๑๗๔] ขอเดชะพระขัตติยราช ขอพระองค์ทรงประกอบด้วยคุณธรรม เหล่านี้ คือ อริยวัตรมั่นคง ทูลเตือนได้ง่าย ไม่ทรงกริ้ว ทรงพระเกษมสำราญ ทรงปกครองแผ่นดินให้ร่มเย็น แม้จุติจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ขอให้เสด็จสู่สุคติเถิด{๑๑๕๔} [๑๑๗๕] พระเจ้าธรรมิกราชผู้ทรงฉลาดในอุบายเมื่อครองราชสมบัติ ด้วยอุบายอันเป็นธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่บัณฑิตแนะนํา กล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ พึงยังมหาชนผู้กำเริบร้อนกายและจิตให้ ดับหายไป เหมือนมหาเมฆยังแผ่นดินให้ชุ่มชื้นด้วยนํ้าฉะนั้น
๕. คังคมาลชาดก (๔๒๑)
ว่าด้วยพระเจ้าอุทัยกับพระคังคมาลปัจเจกพุทธเจ้า
(พระเจ้าอุทัยผู้เป็นพระโพธิสัตว์ตรัสถามชายรับจ้างคนหนึ่งว่า)
{๑๑๕๕} [๑๑๗๖] แผ่นดินร้อนเหมือนถ่านไฟ ดาดาษไปด้วยทรายที่ร้อนเหมือนเถ้ารึง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังร้องเพลงอยู่ได้ แดดไม่เผาเจ้าดอกหรือ
- ๑อริยวัตร ในที่นี้ได้แก่ โบราณราชวัตรกล่าวคือทศพิธราชธรรม (ขุ.ชา.อ. ๕/๒๕๒)
[๑๑๗๗] เบื้องบนก็ร้อนแดด เบื้องล่างก็ร้อนทราย เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้า ยังร้องเพลงอยู่ได้ แดดไม่เผาเจ้าดอกหรือ
(ชายคนนั้นกราบทูลว่า)
{๑๑๕๖} [๑๑๗๘] ขอเดชะมหาราชเจ้า แดดหาเผาข้าพระองค์ไม่ แต่ว่าความ ร้อนคือวัตถุกามและกิเลสกามเผาข้าพระองค์อยู่เพราะว่า ข้าพระองค์มีความประสงค์หลายอย่างอยู่ความประสงค์ เหล่านั้นต่างหากที่เผาข้าพระองค์ หาใช่แดดไม่(พระเจ้าอัฑฒมาสกทรงอุทานขึ้นว่า)
{๑๑๕๗} [๑๑๗๙] ดูก่อนกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีกละ เจ้าจักเกิดขึ้นไม่ได้ต่อไปด้วยอาการอย่างนี้
(พระเจ้าอัฑฒมาสกทรงแสดงธรรมแก่พสกนิกรว่า)
{๑๑๕๘} [๑๑๘๐] กามแม้น้อยก็ไม่พอแก่มหาชนแต่มหาชนก็ไม่อิ่มด้วยกาม แม้มาก น่าสลดใจที่พวกคนพาลพากันบ่นรำพันถึงกุลบุตร ผู้ประกอบความเพียรพึงเว้นให้ขาดเถิด
(พระเจ้าอุทัยทรงอุทานว่า)
{๑๑๕๙} [๑๑๘๑] การที่เราพระเจ้าอุทัยได้ถึงความเป็นใหญ่นี้เป็นผลแห่งกรรมมี ประมาณน้อยของเรามาณพใดละกามราคะออกบวชแล้ว มาณพนั้นชื่อว่าได้ลาภดีแล้ว
- ๑พระเจ้าอัฑฒมาสก ในที่นี้ก็คือชายรับจ้างผู้นั้นซึ่งพระเจ้าอุทัยทรงประทานราชสมบัติให้ครอบครอง ครึ่งหนึ่ง ภายหลังเกิดความคิดชั่วจะปลงพระชนม์เพื่อครอบครองราชสมบัติทั้งหมด แต่มีสติ หักห้ามจิต ทูลขอขมาโทษ และคืนราชสมบัติออกบวชเป็นฤๅษี (ขุ.ชา.อ. ๕/๒๕๘-๒๖๐)
(พระราชชนนีของพระเจ้าอุทัยทรงสดับถ้อยคำที่พระคังคมาลปัจเจก พุทธเจ้า กล่าวทักทายพระเจ้าอุทัยโดยออกชื่อสกุลว่าพรหมทัต จึงทรงกริ้ว ตรัสตอบว่า)
{๑๑๖๐} [๑๑๘๒] สัตว์ทั้งหลายย่อมละกรรมชั่วได้ด้วยตบะแต่จะละความเป็น คนที่ใช้หม้อตักนํ้าให้เขาอาบด้วยตบะได้หรือแน่ะคังคมาละ การที่ท่านใช้ตบะข่มขี่แล้วเรียกโอรสของเราโดยชื่อว่าพรหมทัต วันนี้นั้นไม่เป็นการสมควรเลย(พระเจ้าอุทัยตรัสห้ามพระราชชนนีว่า)
{๑๑๖๑} [๑๑๘๓] เสด็จแม่เชิญเสด็จแม่ทอดพระเนตรดูผลแห่งขันติและโสรัจ จะในปัจจุบันเถิดพวกเราพร้อมทั้งพระราชาและอำมาตย์ พากันไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่ชนทั้งปวงไหว้กันแล้ว(พระเจ้าพรหมทัตทรงชี้แจงแก่พสกนิกรว่า)
{๑๑๖๒} [๑๑๘๔] ท่านทั้งหลายอย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะท่านคังคมาละผู้เป็นปัจเจกมุนี ผู้ศึกษาอยู่ในคลองมุนีเลย ความจริง พระปัจเจกมุนี คังคมาละนี้ข้ามห้วงน้ำที่พระปัจเจกมุนีทั้งหลายข้ามได้แล้ว ย่อมหมดความเศร้าโศกเที่ยวไป
- ๑พระคังคมาลปัจเจกพุทธเจ้า อดีตเป็นช่างกัลบกหลวงประจำพระองค์ของพระเจ้าอุทัยโพธิสัตว์ได้ ฟังพระประวัติของพระเจ้าอุทัยในอดีตชาติที่เกิดเป็นชายยากจนเข้าไปรับจ้างเป็นกรรมกรของ มหาเศรษฐีมีโอกาสรักษาอุโบสถศีลครึ่งวันแล้วเสียชีวิตเพราะอดอาหารมาตลอดวัน เพราะกรรม คือการรักษาอุโบสถศีลครึ่งวันอำนวยผล ได้เกิดในราชตระกูลเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี เมื่อฟังแล้วเกิดความอัศจรรย์ใจในกุศลกรรมแม้เพียงเล็กน้อยยังอำนวยผลให้ได้ราชสมบัติ คิดทำกุศลหาที่พึ่งแก่ตน จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตออกบวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสนา พิจารณาไตรลักษณ์จนตรัสรู้ปัจเจกโพธิญาณ อาศัยอยู่ที่เชิงเขาคันธมาทน์เป็นเวลา ๕-๖ ปี คิด จะเยี่ยมพระเจ้าอุทัยโพธิสัตว์ จึงเหาะมานั่งอยู่ที่มงคลศิลาแห่งหนึ่งในพระราชอุทยาน พระเจ้า อุทัยพร้อมทั้งพระราชมารดาเสด็จมาพบแล้วได้สนทนากัน (ขุ.ชา.อ. ๕I๒๕๓-๒๖๒)
๖. เจติยราชชาดก (๔๒๒)
ว่าด้วยพระเจ้าเจติยะผู้ตรัสมุสาวาท
(กปิลดาบสโพธิสัตว์ถวายโอวาทแด่พระเจ้าเจติยะว่า)
{๑๑๖๓} [๑๑๘๕] ธรรม อันบุคคลใดทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ ธรรมอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้วย่อมไม่ทำลายบุคคลนั้น สักน้อยหนึ่ง เพราะเหตุนั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลายธรรมเลย ธรรมที่พระองค์ทำลายแล้วอย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย{๑๑๖๔} [๑๑๘๖] เมื่อพระองค์ยังตรัสกลับกลอกอยู่เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหนีไป ผู้ที่รู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้วแกล้งแก้ปัญหานั้นเสียอย่างอื่น ปากก็จะเน่าเหม็นฟุ้งไป ย่อมต้องพลัดตกจากฐานะของตน[๑๑๘๗] ขอถวายพระพรเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัสวาจาสัตย์ พระองค์ ก็จะประทับอยู่ได้เหมือนเดิม ถ้าพระองค์ยังตรัสเท็จอยู่ ก็จะ ประทับอยู่ได้ที่พื้นดินเท่านั้น
- ๑ธรรม ในชาดกนี้หมายถึง เชฎฐาปจายนธรรม คือ ธรรมเนียมประพฤติอ่อนน้อมให้ความเคารพ ต่อผู้ใหญ่ซึ่งในชาดกนี้กปิลดาบสโพธิสัตว์ก่อนบวชเคยเป็นพราหมณ์ปุโรหิตประจำแคว้นเจติยะมีน้อง ชายชื่อว่าโกรกลัมพะผู้เป็นพาลสหายร่วมศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระเจ้าเจติยะ เมื่อครั้งยังเป็นพระราชกุมาร โดยพระเจ้าเจติยะเคยให้คำมั่นแก่โกรกลัมพพราหมณ์ว่า ถ้าครอง ราชย์แล้วจะประทานตำแหน่งปุโรหิตให้ กาลต่อมาพระองค์ได้ทรงครองราชย์ แต่ไม่ทรงกล้าปลด กปิลพราหมณ์จากตำแหน่งปุโรหิตเพราะเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ต้องให้ความเคารพยำเกรงและ เป็นตำแหน่งที่สืบทอดตามโบราณประเพณี กปิลพราหมณ์สังเกตพระอาการออกจึงตัดปัญหาทูล ขอบวชเป็นดาบสโดยตั้งบุตรของตนให้ทำหน้าที่ปุโรหิตแทน ฝ่ายโกรกลัมพพราหมณ์กลับผูก อาฆาตในกปิลพราหมณ์ผู้พี่ชายที่แม้จะบวชก็ยังไม่ให้ตำแหน่งปุโรหิตแก่ตน จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเจติยะทวงถามตำแหน่ง ซึ่งพระเจ้าเจติยะทรงเข้าใจว่าโกรกลัมพพราหมณ์ทำหน้าที่ปุโรหิตแทน กปิลพราหมณ์เมื่อทรงทราบว่าไม่ได้ทำจึงคิดหาวิธีทำมุสาวาทเพี่อสถาปนาโกรกลัมพพราหมณ์ไว้ใน ตำแหน่งปุโรหิตให้ได้ภายใน ๗ วัน กปิลดาบสโพธิสัตว์ทราบความทั้งหมดจากบุตร จึงเข้ามาเฝ้า ถวายโอวาทมิให้ตรัสมุสาวาททำลายเชฏฐาปจายนธรรม (ขุ.ชา.อ. ๕/๒๖๔-๒๖๖)
จบ ๕. คังคมาลชาดก