พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · นวกนิบาต
๙. หลิททราคชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๘๓–๑๒๙๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๒ ในนวกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก นวกนิบาต หลิททราคชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๓๓๙–๓๔๑
(นกจากพรากโพธิสัตว์ตอบว่า)
{๑๒๘๐} [๑๓๑๐] ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ ชอบโฉบลงทำการ ขณะที่คนเผลอ จะได้กินข้าวนํ้าก็โดยยาก ผลไม้ทั้งหลายท่าน ก็ไม่ชอบกิน หรือ เนื้อในกลางป่าช้าท่านก็ไม่ชอบกิน{๑๒๘๑} [๑๓๑๑] ดูก่อนกา ผู้ใดชอบลงไปทำการขณะที่เขาเผลอ ได้โภคสมบัติ ด้วยกรรมอันชั่วช้ามาบริโภค ภายหลังสภาวะคือตัวเองนั่นแล ย่อมตำหนิผู้นั้น เขาถูกสภาวะตำหนิแล้วย่อมละสีสันและ กำลังไป{๑๒๘๒} [๑๓๑๒] ถ้าบุคคลไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกรรมอันหยาบช้าบริโภค อาหารที่เย็นคือได้มาโดยธรรมแม้จะเล็กน้อย เมื่อนั้น กำลัง และวรรณะย่อมเกิดมีแก่เขา เพราะวรรณะทั้งปวงจะเกิดมีได้ ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวก็หาไม่
๙. หลิททราคชาดก (๔๓๕)
ว่าด้วยคนที่ควรคบและไม่ควรคบ
(กุมาริกานางหนึ่งกล่าวกะดาบสหนุ่มว่า)
{๑๒๘๓} [๑๓๑๓] ความอดทนด้วยดีอยู่ในป่าซึ่งมีที่นอนและที่นั่งสงัดเงียบจะมีผล ดีอะไร ก็เหล่าชนผู้อดทนอยู่ในบ้านได้เป็นผู้ประเสริฐกว่าท่าน
(ดาบสหนุ่มถามดาบสโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดาว่า)
{๑๒๘๔} [๑๓๑๔] คุณพ่อ ผมออกจากป่าไปถึงหมู่บ้านแล้วจะพึงคบหาคนที่มีศีลมีวัตรอย่างไร ผมถามคุณพ่อ ขอคุณพ่อช่วยบอกข้อนั้นแก่ผมด้วย
(ดาบสโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดาจึงกล่าวตอบว่า)
{๑๒๘๕} [๑๓๑๕] ลูกเอ๋ย ผู้ใดยอมคุ้นเคยกะเจ้าก็ดี อดทนความคุ้นเคยของเจ้าได้ก็ดี ยอมฟังคำพูดของเจ้าก็ดี ยกโทษให้เจ้าได้ก็ดี เจ้าไปจากที่นั้นแล้วจงคบหาผู้นั้นเถิด{๑๒๘๖} [๑๓๑๖] ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา และใจ เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงคบหาผู้นั้น ทำตนให้เหมือนลูกในไส้ของผู้นั้นเถิด
{๑๒๘๗} [๑๓๑๗] อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติตามธรรม แม้เมื่อประพฤติธรรมอยู่ ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงคบหาผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ทํากรรม อันบริสุทธิ์ มีปัญญาเถิด{๑๒๘๘} [๑๓๑๘] ลูกเอ๋ย คนที่มีจิตเหมือนน้ำย้อมขมิ้น มีจิตกลับกลอก รักง่าย หน่ายเร็ว เจ้าอย่าคบหาคนเช่นนั้นเลย ถึงหากว่าพื้นชมพู ทวีปทั้งหมดจะไม่มีมนุษย์ก็ตาม{๑๒๘๙} [๑๓๑๙] เจ้าจงหลีกเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกลเหมือนคนกลัวตาย หลีกเว้นอสรพิษร้าย เหมือนคนรักสวยรักงามหลีกเว้นหนทาง ที่เปื้อนคูถ และเหมือนคนขับขี่ยานละเว้นหนทางขรุขระฉะนั้น{๑๒๙๐} [๑๓๒๐] ลูกเอ๋ย ความฉิบหายย่อมเจริญแก่บุคคลผู้คบหาคนพาล เจ้า อย่าสมาคมกับคนพาลเลยการอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์รํ่าไป เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูฉะนั้น{๑๒๙๑} [๑๓๒๑] ลูกเอ๋ย เพราะเหตุนั้นพ่อจึงขอร้องเจ้าขอเจ้าจงทำตาม ถ้อยคำของพ่อ เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลยเพราะการ สมาคมกับคนพาลมีแต่ทุกข์
๑๐. สมุคคชาดก (๔๓๖)
ว่าด้วยอสูรเก็บภรรยาไว้ในผอบ
(พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวกับยักษ์อสูรว่า)
{๑๒๙๒} [๑๓๒๒] ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านทั้งสามคนพากันมาจากที่ไหนหนอ ท่าน ทั้งหลายมาก็ดีแล้วเชิญมานั่งที่อาสนะนี้เถิด ท่านผู้เจริญ ทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีดวามเจ็บไข้กระมังนาน ทีเดียวที่พวกท่านจะมาที่นี่(ยักษ์อสูรนั้นถามว่า)
{๑๒๙๓} [๑๓๒๓] วันนี้ ข้าพเจ้ามาที่นี่เพียงคนเดียวเท่านั้น ใครที่จะเป็นคนที่ ๒ ของเราก็ไม่มี ข้าแต่ฤๅษี คำที่ท่านกล่าวว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านทั้งสามคนพากันมาจากที่ไหนหนอ’ ดังนี้ หมายความว่า อย่างไร(พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)
{๑๒๙๔} [๑๓๒๔] ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่านที่ท่านใส่ไว้ในผอบที่ท่าน รักษาไว้ในท้องของท่านทุกเมื่อ กำลังอภิรมย์อยู่กับวิชาธร ชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้นอีกคนหนึ่ง(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
{๑๒๙๕} [๑๓๒๕] อสูรนั้นอันฤๅษีชี้แจงให้ฟ้งแล้วก็เกิดความสลดใจ จึงคายผอบ ออกมา ณ ที่นั้นก็ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด กำลังอภิรมย์อยู่กับวิชาธรชื่อว่าวายุบุตรในผอบที่อยู่ในท้องของ ตนนั้น
จบ ๙. หลิททราคชาดก