พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จตุกกนิบาต · กุฏิทูสกวรรค
๑๐. สีลวีมังสชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๑๘–๖๒๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในกุฏิทูสกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จตุกกนิบาต กุฏิทูสกวรรค สีลวีมังสชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๗ หน้า ๑๙๖–๑๙๘
(นกแขกเต้าราธะผู้เป็นโพธิสัตว์กล่าวว่า)
{๖๑๕} [๖๑๕] ดูก่อนน้องโปฏฐปาทะ โลกธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เจ้าอย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย จะเศร้าโศกเสียใจไปทำไม(นกแขกเต้าโปฏฐปาทะกล่าวว่า)
{๖๑๖} [๖๑๖] ดูก่อนพี่ราธะ พี่เป็นบัณฑิตแท้ ย่อมรู้ถึงประโยชน์ทั้งหลาย ที่ยังไม่มาถึง ทำอย่างไรหนอ เราจะได้เห็นลิงชั่วกาฬพาหุ ถูกขับออกจากราชตระกูล
(นกแขกเต้าราธะกล่าวว่า)
{๖๑๗} [๖๑๗] ลิงกาฬพาหุชอบกระดิกหูและกลอกหน้ากลอกตาทำให้ พระราชกุมารกลัวอยู่เสมอ ๆ มันจะทำตัวของมันเอง ให้จำต้องห่างไกลจากข้าวและนํ้า
๑๐. สีลวีมังสชาดก (๓๓๐)
ว่าด้วยธรรมที่นำความสุขมาให้
(ปุโรหิตโพธิสัตว์ยืนพรรณนาศีลใกล้ ๆ พระราชาว่า)
{๖๑๘} [๖๑๘] ได้ยินว่า ศีลแลเป็นความงามศีลเป็นเยี่ยมในโลก ขอ พระองค์ทอดพระเนตรดูเถิด ขนาดงูใหญ่มีพิษร้ายแรงยังไม่ เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยมารู้สึกว่าตัวเป็นผู้มีศีล
(พระโพธิสัตว์ เห็นโทษของกามแล้ว จึงกล่าวว่า)
{๖๑๙} [๖๑๙] นกตะกรุมทั้งหลายในโลกพากันล้อมจิกชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบอยู่ในปากก็ชั่วเวลาที่มันคาบชิ้นเนื้อนิดหน่อยอยู่เท่านั้น หาได้เบียดเบียนนกที่ไม่มีความกังวลไม่{๖๒๐} [๖๒๐] ผู้ไม่มีความหวังย่อมหลับสบายความหวังที่มีผลสำเร็จจึงจะ นำความสุขมาให้ นางปิงคลาทาสีได้สร้างความหวังจนหมด หวังแล้วจึงหลับเป็นสุขได้{๖๒๑} [๖๒๑] ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ธรรมอันจะนำความสุขมาให้ยิ่งไปกว่าสมาธิย่อมไม่มี ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่นและตนเอง
จบ กุฏิทูสกวรรคที่ ๓
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุฏิทูสกชาดก ๒. ทุททุภายชาดก
๓. พรหมทัตตชาดก ๔. จัมมสาฏกชาดก
๕. โคธชาดก ๖. กักการุชาดก
๗. กากาติชาดก ๘. อนนุโสจิยชาดก
๙. กาฬพาหุชาดก ๑๐. สีลวีมังสชาดก
- ๑พระโพธิสัตว์ ในที่นี้ก็คือปุโรหิตโพธิสัตว์ซึ่งหลังจากพรรณนาศีลแล้วทูลขอพระบรมราชานุญาต เพื่อไปบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่าในระหว่างทางเห็นพวกนกตะกรุมรุมจิกเหยี่ยวที่คาบชิ้นเนื้อ จนเหยี่ยวนั้นทิ้งชิ้นเนื้อ ปล่อยให้นกเหยี่ยวอีกตัวคาบ ก็ถูกรุมจิกตี จึงอุปมากามทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อกล่าวคาถาที่ ๒ แล้วเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พบนางทาสีชื่อว่าปิงคลาทำการ นัดหมายกับชายคนหนึ่งรอเวลาที่ชายคนนั้นจะมาจนหมดหวังม่อยหลับไป จึงกล่าวคาถาที่ ๓ แล้ว เดินทางออกจากหมู่บ้านเข้าป่า พบดาบสท่านหนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ (ขุ.ชา.อ. ๔ / ๓๐๗-๓๐๙)
๔. โกกิลวรรค
๑. โกกาลิกชาดก (๓๓๑)
ว่าด้วยผลดีของการพูดในเวลาที่ควรพูด
(อำมาตย์ผู้เป็นโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)
{๖๒๒} [๖๒๒] เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด ผู้ใดพูดเกินขอบเขตไป ผู้นั้นย่อมถูกทำร้ายดุจลูกนกดุเหว่าฉะนั้น
{๖๒๓} [๖๒๓] มีดที่ลับคมดีแล้ว ถึงเป็นประดุจยาพิษอันร้ายแรง ก็ไม่ทําให้ ตายในทันทีทันใดได้เหมือนวาจาทุพภาษิต{๖๒๔} [๖๒๔] เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้ทั้งในเวลาที่ควรพูดและ ไม่ควรพูด ไม่ควรพูดให้เกินขอบเขตแม้ในบุคคลผู้เสมอกับตน{๖๒๕} [๖๒๕] ผู้ใดมีความคิดเห็นเป็นเบื้องหน้า มีปัญญาเห็นประจักษ์ พูด พอประมาณในเวลาที่เหมาะผู้นั้นย่อมจับศัฅรูได้ทั้งหมดดุจครุฑ จับนาคได้ฉะนั้น
๒. รถลัฏฐิชาดก (๓๓๒)
ว่าด้วยพึงใคร่ครวญก่อนแล้วทำ
(อำมาตย์ผู้พิพากษาผู้เป็นโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)
{๖๒๖} [๖๒๖] ขอเดชะพระมหาราชา บุคคลทำร้ายตนเองกลับกล่าวหาว่าคนอื่นทำร้าย ดังนี้ก็มี โกงเขาแล้วกลับกล่าวหาว่าเขาโกง ดังนี้ก็มี ไม่ควรเชื่อคําของโจทก์ฝ่ายเดียว
จบ ๑๐. สีลวีมังสชาดก