พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก
๒. โสมนัสสจริยา เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๒/๓๖ ในจริยาปิฎกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก โสมนัสสจริยา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๖๒๔–๖๒๖
๒. โสมนัสสจริยา
ว่าด้วยพระจริยาของโสมนัสสกุมาร
{๒๒} [๗] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชโอรสสุดที่รัก เป็นที่ปรารถนาของพระมารดาและพระบิดา ปรากฏนามว่าโสมนัส อยู่ในอินทปัตถนครอันสูงส่ง[๘] เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณอันเฉียบแหลม เคารพนบนอบต่อบุคคลผู้เจริญ มีหิริ และฉลาดในสังคหธรรม[๙] ครั้งนั้น มีดาบสโกงผู้หนึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระราชาพระองค์นั้น ดาบสนั้นปลูกต้นไม้ ผลไม้ ดอกไม้ และผักเก็บขายเลี้ยงชีวิต[๑๐] เราได้เห็นดาบสโกงนั้นเหมือนกองแกลบที่ไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพรงข้างใน เหมือนต้นกล้วยหาแก่นมิได้[๑๑] ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็นสมณะ ละหิริและธรรมขาว เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต[๑๒] ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้นเพราะโจรเที่ยวอยู่ในดง พระราชบิดาของเราเมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้นจึงตรัสสั่งเราว่า[๑๓] “พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความเพียรอันแรงกล้านะลูก พ่อจงคล้อยตามที่ปรารถนา ด้วยว่าชฏิลนั้นเป็นผู้ให้ความสำเร็จ ความปรารถนาทั้งปวง”[๑๔] เราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านสบายดีหรือ หรือว่าท่านจะให้นําอะไรมาให้”
[๑๕] เหตุนั้น ดาบสโกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่า “เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสียในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น”[๑๖] พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้วได้ตรัสถามชฎิลโกงว่า “พระผู้เป็นเจ้าสบายดีหรือ สักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระผู้เป็นเจ้าหรือ”[๑๗] ชฎิลโกงนั้นกราบทูลแด่พระราชาโดยประการที่พระกุมารนั้นจะพึงถูกทำให้พินาศเสีย พระเจ้าแผ่นดินทรงสดับคำของชฎิลโกง นั้นจึงทรงรับสั่งว่า[๑๘] “จงตัดศีรษะเสียในที่นั้นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน ทิ้งไว้กลางถนนให้คนเห็นว่านั้นเป็นผลที่เบียดเบียนชฎิล”[๑๙] พวกโจรฆาตผู้ดุร้ายไม่มีกรุณาเหล่านั้นรับพระราชกระแสแล้ว เมื่อเรานั่งอยู่บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป[๒๐]
เราได้กล่าวแก่พวกเขาเหล่านั้นซึ่งกำลังผูกมัดอย่างแน่นหนาอย่างนี้ว่า“ท่านทั้งหลายจงพาเราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่”[๒๑] เขาเหล่านั้นเป็นคนชั่วและคบหาคนชั่ว พาเราไปเฝ้าพระราชา เราไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลให้ทรงเข้าพระทัยและนำมาสู่อำนาจของเรา[๒๒] พระบิดาขอขมาเรา ณ ที่นั้นแล้วได้พระราชทานราชสมบัติอันยิ่งใหญ่แก่เรา เรานั้นทำลายความมืดแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต[๒๓] เราจะเกลียดราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ก็หามิได้ จะเกลียดกามโภคสมบัติก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล
จบ โสมนัสสจริยาที่ ๒
๓. อโยฆรจริยา
ว่าด้วยพระจริยาของอโยฆรกุมาร
{๒๓} [๒๔] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสี เจริญวัยในเรือนเหล็ก จึงมีนามว่าอโยฆระ
[๒๕] พระบิดาตรัสว่า “เจ้าได้ความทุกข์ตั้งแต่เกิดมา เขาเลี้ยงไว้ในที่แคบ ลูกเอ๋ย วันนี้จงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น
[๒๖] พร้อมทั้งแว่นแคว้น พร้อมทั้งชาวนิคมและบริวารชนนี้เถิด” เราถวายบังคมจอมกษัตริย์แล้วประคองอัญชลีทูลดังนี้ว่า[๒๗] “บรรดาสัตว์ในแผ่นดิน บางพวกต่ำช้า บางพวกอุกฤษฏ์ บางพวกปานกลาง สัตว์ทั้งหมดนั้นไม่มีอารักขา เจริญอยู่ในเรือนของตนพร้อมด้วยหมู่ญาติ[๒๘] การเลี้ยงดูข้าพระบาทในที่อันคับแคบนี้ไม่มีใครเหมือนในโลก ช้าพระบาทเติบโตอยู่ในเรือนเหล็ก เหมือนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ที่อับแสง[๒๙] ข้าพระบาทประสูติจากพระครรภ์พระมารดาอันเต็มไปด้วยซากศพเน่าแล้ว ถูกใส่ไว้ในเรือนเหล็กซึ่งมีทุกข์ร้ายกาจกว่านั้นอีก[๓๐] ข้าพระบาทได้รับความทุกข์ร้ายกาจอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว ถ้ายังยินดีในราชสมบัติก็จะเป็นผู้เลวทรามกว่าคนเลวทรามไป[๓๑] ข้าพระบาทเป็นผู้เหนื่อยหน่ายในกาย ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ ข้าพระบาทจะแสวงหาธรรมเครื่องดับทุกข์ ซึ่งเป็นที่ที่มัจจุราช จะย่ำยีข้าพระบาทไม่ได้”
จบ ๒. โสมนัสสจริยา