arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๑๐. สสปัณฑิตจริยา เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๓๖ ในจริยาปิฎกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ทสมํ สสปณฺฑิตจริยํ

สสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐

ว่าด้วยจริยาวัตรของสสบัณฑิต

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สสปัณฑิตจริยา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

บาลี (สยามรัฐ)

ปุนาปรํ ยทา โหมิ สสโก ปวนจาริโก ๑

ติณปณฺณสากผลภกฺโข ปรเหฐนวิวชฺชิโต ฯ

มกฺกโฏ จ สิงฺคาโล จ สุตฺตโปโต ๒ จหํ ตทา

วสาม เอกสมคฺคา ๓ สายํ ปาโต จ ทิสฺสเร ๔ ฯ

อหนฺเต อนุสาสามิ กิริเย กลฺยาณปาปเก

ปาปานิ ปริวชฺเชถ กลฺยาเณ อภินิวิสฺสถ ฯ

อุโปสถมฺหิ ทิวเส จนฺทํ ทิสฺวาน ปูริตํ

เอเตสํ ตตฺถ อาจิกฺขึ ๕ ทิวโส อชฺชุโปสโถ ฯ

ทานานิ ปฏิยาเทถ ทกฺขิเณยฺยสฺส ทาตเว

ทตฺวา ทานํ ทกฺขิเณยฺเย ๖ อุปวสฺสถุโปสถํ ฯ

เต เม สาธูติ วตฺวาน ยถาสตฺติ ยถาพลํ

ทานานิ ปฏิยาเทตฺวา ทกฺขิเณยฺยํ คเวสิสุํ ฯ

อหํ นิปชฺช ๑ จินฺเตสึ ทานํ ทกฺขิณนุจฺฉวํ

ยทิหํ ลเภ ทกฺขิเณยฺยํ กึ เม ทานํ ภวิสฺสติ ฯ

น เม อตฺถิ ติลมุคฺคา น มาสา ตณฺฑุลา ฆตํ

อหํ ติเณน ยาเปมิ น สกฺกา ติณทาตเว ฯ

ยทิ โกจิ เอติ ทกฺขิเณยฺโย ภิกฺขาย มม สนฺติเก

ทชฺชาหํ สกมตฺตานํ น โส ตุจฺโฉ คมิสฺสติ ฯ

มม สงฺกปฺปมญฺญาย สกฺโก พฺราหฺมณวณฺณินา

อาสยํ เม อุปคจฺฉิ ทานํ วีมํสนาย เม ฯ

ตมหํ ทิสฺวาน สนฺตุฏฺโฐ อิทํ วจนมพฺรวึ

สาธุ โขสิ อนุปฺปตฺโต ฆาสเหตุ มมนฺติเก ฯ

อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ อชฺช ทสฺสามิ เต อหํ

ตุวํ สีลคุณูเปโต อยุตฺตนฺเต ปรเหธนํ ฯ

เอหิ อคฺคึ ปทีเปหิ นานากฏฺเฐ สมานย

อหํ ปจิสฺสมตฺตานํ ปกฺกํ ตฺวํ ภกฺขยิสฺสสิ ฯ

สาธูติ โส หฏฺฐมโน นานากฏฺเฐ สมานยิ

มหนฺตํ อกาสิ จิตฺตกํ กตฺวานงฺคารคพฺภกํ ฯ

อคฺคึ ตตฺถ ปทีเปสิ ๒ ยถา โส ขิปฺปํ มหาภเว

โผเฏตฺวา รชคเต คตฺเต เอกมนฺตํ อุปาวิสึ ๓ ฯ

ยทา มหากฏฺฐปุญฺโช อาทิตฺโต ธมธมายติ ๑

ตทุปฺปติตฺวา ปปติ ๒ มชฺเฌ ชาลสิขนฺตเร ฯ

ยถา สีโตทกํ นาม ปวิฏฺฐํ ยสฺส กสฺสจิ

สเมติ ทรถปริฬาหํ อสฺสาทํ เทติ ปีติ จ ฯ

ตเถว ชลิตํ อคฺคึ ปวิฏฺฐสฺส มมํ ตทา

สพฺพํ สเมติ ทรถํ ยถา สีโตทกํ วิย ฯ

ฉวิ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นฺหารุ อฏฺฐิ หทยพนฺธนํ

เกวลํ สกลํ กายํ พฺราหฺมณสฺส อทาสหนฺติ ฯ

สสปณฺฑิตจริยํ ทสมํ ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

อกิตฺติ พฺราหฺมโณ สงฺโข กุรุราชา ธนญฺชโย

มหาสุทสฺสโน ราชา มหาโควินฺทพฺราหฺมโณ ฯ

เนมิ ๓ จนฺทกุมาโร จ สิวิ เวสฺสนฺตโร สโส

อหเมว ตทา อาสึ โย เต ทานวเร อทา ฯ

เอเต ทานปริกฺขารา เอเต ทานสฺส ปารมี

ชีวิตํ ยาจเก ทตฺวา อิมํ ๔ ปารมิ ปูรยึ ฯ

ภิกฺขาย อุปคตํ ทิสฺวา สกตฺตานํ ปรจฺจชึ

ทาเนน เม สโม นตฺถิ เอสา เม ทานปารมีติ ฯ

ทานปารมิตา นิฏฺฐิตา ฯ

๑ ม. ปวนจารโก ฯ ๒ ม. อุทฺทโปโต ฯ ๓ ม. ยุ. เอกสมนฺตา ฯ ๔ ยุ.

ปทิสฺสเร ฯ ๕ ยุ. อาจิกฺขิ ฯ ๖ ยุ. ทกฺขิเณยฺยํ ฯ

๑ ม. ยุ. นิสชฺช ฯ ๒ ยุ. ปทีเปติ ฯ ๓ ยุ. อุปาวิสิ ฯ

๑ ยุ. ธูมมายติ ฯ ๒ ม. ปปตึ ฯ ๓ ม. ยุ. นิมิ ฯ ๔ ยุ. อิทํ ฯ

ฉบับหลวง

อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่ายเที่ยวอยู่ในป่า มีหญ้าใบไม้ ผักและผลไม้เป็นภักษา เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ในกาลนั้น ลิง สุนัขจิ้งจอก ลูกนาค และเราเป็นสหายอยู่ร่วมกันมาพบกันทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เราสั่งสอนสหายเหล่านั้นในกุศลธรรมและอกุศลธรรมว่าท่านทั้งหลาย จงเว้นบาปกรรมเสีย จงตั้งอยู่ในกรรมอันงาม เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงบอกแก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายจงตระเตรียมทานทั้งหลายเพื่อให้แก่ทักขิไณยยบุคคล ครั้นให้ทานแก่ทักขิไณยยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่าสาธุ แล้วได้ตระเตรียมทานต่างๆ ตามสติกำลัง

แล้วแสวงหาทักขิไณยยบุคคล เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณยยบุคคลว่า ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยยบุคคล เราจักให้อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียวถั่วเหลือง ข้าวสาร และเปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้าถ้าทักขิไณยยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง เพื่อขอให้สำนักของเรา เราพึงให้ตนของตน ทักขิไณยยบุคคลจักไม่ไปเปล่า ท้าวสักกะทรงทราบความดำริของเราแล้ว แปลงเพศเป็นพราหมณ์เสด็จเข้ามายังสำนักของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยินดี ได้กล่าวคำนี้ว่าท่านมาถึงในสำนักของเรา เพราะเหตุแห่งอาหารเป็นการดีแล วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐที่ใครๆ ไม่เคยให้แก่ท่าน ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ

การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ท่าน ท่านจงไปนำเอาไม้ต่างๆ มาก่อไฟขึ้น เราจักปิ้งตัวของเราท่านจักได้กินเนื้อที่สุกพราหมณ์รับคำแล้ว มีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่างๆมาได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิงก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันทีเหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่ฉะนั้น เราสลัดตัวอันมีธุลีแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ข้างหนึ่งในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่วแล้ว เป็นควันตระลบอยู่ ในกาลนั้น เราโดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ น้ำเย็นอันผู้ใดผู้หนึ่งดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวนกระวายและความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉันใดในกาลเมื่อเราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็ฉันนั้นเหมือนกันความกระวนกระวายทั้งปวงย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้นโดยไม่เหลือ คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และชิ้นเนื้อหทัยแก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.

จบสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐

----------------

รวมจริยาที่มีในวรรณนี้ คือ

อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหาสุทัสนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันทกุมารพระเจ้าสีวิราช เวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐในกาลนั้น เป็นเรานี้เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทานบารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็นยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ฉะนี้แล.

จบการบำเพ็ญทานบารมีที่ ๑

จบ ๑๐. สสปัณฑิตจริยา