พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก
๑๐. สังขปาลจริยา เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๐/๓๖ ในจริยาปิฎกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สังขปาลจริยา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๖๒๑–๖๒๓
[๘๓] “ท่านจงนำแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกองใหญ่ ข้าพเจ้าจะโดดเข้ากองไฟ ท่านผู้เป็นปู่ทราบเวลาว่าข้าพเจ้าสุกดีแล้วจงกินเถิด”[๘๔] เราไม่ได้รักษาชีวิตของเราเพราะเหตุแห่งพระบิดาผู้ทรงศีล เราได้ให้พญาโปริสาทผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้วฉะนี้แล
จบ ชยทิสจริยาที่ ๙
๑๐. สังขปาลจริยา
ว่าด้วยจริยาของสังขปาลนาคราช
{๒๐} [๘๕] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพญานาคชื่อสังขปาละผู้มีฤทธิ์มาก มีเขี้ยวเป็นอาวุธ มีพิษแรงกล้า มีลิ้นสองแฉก เป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย[๘๖] เราอธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ประการว่า “ผู้ใดมีกิจที่ต้องทำด้วย หนังก็ดี เนื้อก็ดี เอ็นก็ดี กระดูกก็ดีของเรา ผู้นั้นจงนำอวัยวะที่ เราให้แล้วนี้ไปเถิด”[๘๗] แล้วสำเร็จการอยู่ ณ สถานที่ใกล้ทางใหญ่สี่แยกซึ่งพลุกพล่านด้วยหมู่ชนต่าง ๆ
[๘๘] พวกบุตรของนายพรานซึ่งดุร้าย หยาบช้า ไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้วมีมือถือไม้พลองตะบองสั้นกรูกันเข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น[๘๙] พวกบุตรนายพรานใช้หอกแทงเราที่จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง แล้วใช้หวายร้อยหามเราไป
[๙๐] ถ้าเราปรารถนา จะทำมหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่าทั้งภูเขาให้ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้น ๆ ก็ได้[๙๑] แต่เราไม่โกรธเคืองพวกบุตรนายพรานแม้จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก นี้เป็นศีลบารมีของเรา ฉะนี้แล
จบ สังขปาลจริยาที่ ๑๐
จบ หัตถินาควรรค ที่ ๒
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีลวนาคจริยา ๒. ภูริทัตตจริยา
๓. จัมเปยยนาคจริยา ๔. จูฬโพธิจริยา
๕. มหิสราชจริยา ๖. รุรุราชจริยา
๗. มาตังคจริยา ๘. ธัมมเทวปุตตจริยา
๙. ชยทิสจริยา ๑๐. สังขปาลจริยา
ทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราสละชีวิตตามรักษาศีล เราผู้เป็นสังขปาลนาคราชได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาลทุกเมื่อ เหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล
จบ การบำเพ็ญศีลบารมีที่ ๒
๓. การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๓. ยุธัญชยวรรค
๑. ยุธัญชยจริยา
ว่าด้วยพระจริยาของยุธัญชยกุมาร
{๒๑} [๑] เมื่อเราเป็นพระราชโอรสนามว่ายุธัญชัย ผู้มีบริวารยศหาประมาณมิได้ ได้สลดใจเพราะได้เห็นหยาดน้ำค้างที่เหือดแห้งไปเพราะแสงอาทิตย์[๒] เราทำความเป็นอนิจจังนั้นแลให้เป็นแนวนำ(ปุเรจาริก) พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาแล้ว ทูลขอบรรพชา[๓] มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งชาวแว่นแคว้นประคองอัญชลีอ้อนวอนเรา พระบิดาตรัสว่า “วันนี้ เจ้าจงปกครองแผ่นดิน อันกว้างใหญ่ไพศาลเถิดลูก,,[๔] เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระราชบิดา นางสนม ชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นร้องไห้ครํ่าครวญอย่างน่าสงสาร เราไม่ห่วงใยสละได้แล้ว[๕] เราสละราชสมบัติในแผ่นดิน หมู่ญาติ บริวารชน และยศศักดิ์ทั้งสิ้นได้ ไม่คิดถึงเลยเพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณ[๖] เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หาไม่ เราจะเกลียดยศศักดิ์ อันยิ่งใหญ่ก็หาไม่ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล
จบ ยุธัญชยจริยาที่ ๑
จบ ๑๐. สังขปาลจริยา