พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก
๖. มูคผักขจริยา เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๖/๓๖ ในจริยาปิฎกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มูคผักขจริยา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๖๒๙–๖๓๑
[๔๕]แม้ในกาลนั้น พวกญาติก็เชื้อเชิญเราด้วยกามโภคะ เราได้บอกความพอใจแม้แก่เขาเหล่านั้นว่า “อย่าเชื้อเชิญเราด้วยสิ่งเหล่านั้นเลย”[๔๖] แม้น้องชายของเราผู้เป็นบัณฑิตชื่อว่านันทะ ก็สำเหนียกตามเรา ชอบใจบรรพชา
[๔๗] แม้ในกาลนั้น เราโสณบัณฑิต นันทบัณฑิต และมารดาบิดาทั้งสองของเรา ก็ละทิ้งโภคสมบัติทั้งหลายแล้วเข้าป่าใหญ่ ฉะนี้แล
จบ โสณนันทบัณฑิตจริยาที่ ๕
๖. มูคผักขจริยา
ว่าด้วยพระจริยาของมูคผักขกุมาร
{๒๖} [๔๘] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสี คนทั้งหลายเรียกเราโดยชื่อว่ามูคผักขกุมารบ้าง เตมียกุมารบ้าง[๔๙] ในกาลนั้น พระสนมนารี ๑๖,๐๐๐ นาง ไม่มีพระโอรส โดยวันคืนล่วงไป ๆ เราบังเกิดผู้เดียว
[๕๐] พระบิดารับสั่งให้ตั้งเศวตฉัตร ให้เลี้ยงดูเราผู้เป็นบุตรสุดที่รักที่ได้ด้วยยาก เป็นอภิชาตบุตร ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองบนที่นอน[๕๑] ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอนอันอ่อนนุ่ม ตื่นนอนแล้วได้เห็นเศวตฉัตรอันเป็นเหตุให้เราไปสู่นรก[๕๒] ความสะดุ้งหวาดกลัวเกิดขึ้นแก่เรา พร้อมกับได้เห็นเศวตฉัตร เราจึงถึงการตัดสินใจว่า “เมื่อไรหนอเราจึงจะเปลื้องธุลีนี้ได้”
[๕๓] เทพธิดาผู้เป็นสาโลหิตของเรามาก่อน ผู้ใคร่ประโยชน์ต่อเรานางเห็นเราผู้ประกอบไปด้วยทุกข์ จึงแนะนำให้เราประกอบในเหตุ ๓ ประการว่า[๕๔] “ท่านจงอย่าแสดงความเป็นบัณฑิต จงแสดงความเป็นคนโง่แก่คนทั้งปวง คนทั้งหมดนั้นก็จะดูหมิ่นท่าน ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้”[๕๕] เมื่อเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวดังนี้ว่า “ดูก่อนแม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่านกล่าวกะเรา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าแม่เทพธิดา”[๕๖] ครั้นเราได้ฟังคำของเทพธิดานั้น เป็นเหมือนดังได้พบฝั่งในสาคร ร่าเริงดีใจ ได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ
[๕๗] คือ เราเป็นคนใบ้ เป็นคนหูหนวก เป็นคนง่อยเปลี้ย เว้นจากการดำเนิน เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี
[๕๘] ครั้งนั้น เสนาบดีเป็นต้นตรวจดูมือ เท้า ลิ้น และช่องหูของเราแล้วเห็นความไม่บกพร่องของเรา จึงติเตียนว่าเป็นคนกาฬกัณณี
[๕๙] ทีนั้น ชาวชนบท เสนาบดี และปุโรหิตทั้งปวงร่วมใจกันทั้งหมดยินดีการนำเราไปทิ้ง
[๖๐] เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดีเป็นต้นนั้นแล้ว ก็ร่าเริงดีใจว่า “เราประพฤติตบะมาเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เราแล้ว”
[๖๑] ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทาด้วยของหอม สวมราชมงกุฎราชาภิเษกแล้ว มีฉัตรที่บุคคลถือไว้ให้ ทำประทักษิณพระนคร[๖๒] ดำรงเศวตฉัตรอยู่ ๗ วัน พอพระอาทิตย์ขึ้น นายสารถีอุ้มเราขึ้นรถพาเข้าไปยังป่า
[๖๓] นายสารถีหยุดรถไว้ ณ โอกาสหนึ่ง ปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือก็ขุดหลุมเพื่อจะฝังเราเสียในแผ่นดิน
[๖๔] พระมหากษัตริย์ทรงคุกคามการอธิษฐานที่เราอธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่าง ๆ แต่เราก็ไม่ทำลายการอธิษฐานนั้น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั่นเอง[๖๕] เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ เราจึงอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้[๖๖] เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ผู้เสมอกับเราทางอธิษฐานไม่มี นี้เป็นอธิษฐานบารมีของเรา ฉะนี้แล
จบ มูคผักขจริยาที่ ๖
๗. กปิลราชจริยา
ว่าด้วยจริยาของพญาวานร
{๒๗} [๖๗] เมื่อเราเป็นพญาวานรอยู่ที่ซอกเขาใกล้ฝั่งแม่นํ้า ในกาลนั้น เราถูกจระเข้เบียดเบียนไปไม่ได้
จบ ๖. มูคผักขจริยา