arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๔. ภิงสจริยา เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๔/๓๖ ในจริยาปิฎกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ภิงสจริยา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๖๒๗–๖๒๘

หน้า ๖๒๗

[๓๒] เราคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ตัดเครื่องผูกเสียแล้ว เข้าไปยังป่าใหญ่เหมือนช้างทำลายเชือกได้แล้วฉะนั้น[๓๓] เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ จะเกลียดยศศักดิ์อันใหญ่ก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล

จบ อโยฆรจริยาที่ ๓

๔. ภิงสจริยา

ว่าด้วยจริยาของภิงสพราหมณ์

{๒๔} [๓๔] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราอยู่ในพระนครกาสีอันประเสริฐสุด มีน้องหญิงชาย ๗ คนเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล[๓๕] เราเป็นพี่ใหญ่ของน้องหญิงชายเหล่านั้น ประกอบด้วยหิริอันเป็นธรรมขาว เราเห็นภพโดยความเป็นภัยจึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ[๓๖] พวกสหายร่วมใจของเราที่มารดาและบิดาส่งมาแล้วเชื้อเชิญเราด้วยกามคุณทั้งหลายว่า “เชิญท่านดำรงตระกูลเถิด”[๓๗] คำใดที่สหายเหล่านั้นกล่าวแล้ว เป็นคำนําสุขมาให้ในธรรมดาของคฤหัสถ์ คำเหล่านั้นเป็นเหมือนคำหยาบ เหมือนเสมอด้วยผาลที่ร้อนสำหรับเรา

หน้า ๖๒๘

[๓๘] ในกาลนั้น สหายเหล่านั้นได้ถามเราผู้ห้ามอยู่ถึงความปรารถนาของเราว่า “ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม”[๓๙] เราผู้ใคร่ประโยชน์แก่ตนได้กล่าวแก่สหายผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านั้นว่า “เราไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ”[๔๐] สหายเหล่านั้นฟังคำเราแล้วจึงได้บอกแก่มารดาและบิดา มารดา และบิดาได้กล่าวอย่างนี้ว่า “แม้เราทั้งสองคนก็จะบวช”[๔๑] มารดาและบิดาของเราทั้งสอง และน้องหญิงชายทั้ง ๗ คนของเรา สละทิ้งทรัพย์นับไม่ถ้วนเข้าไปยังป่าใหญ่ ฉะนี้แล

จบ ภิงสจริยาที่ ๔

๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา

ว่าด้วยจริยาของโสณนันทบัณฑิต

{๒๕} [๔๒] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเกิดในตระกูลมหาศาลอันประเสริฐสุด อยู่ในพระนครพรหมวัทธนะ

[๔๓] ในกาลนั้น เราเห็นสัตว์โลกเป็นผู้ถูกความมืดครอบงำ จิตของเราหวนกลับจากภพ เหมือนช้างถูกสับด้วยขอสลดใจฉะนั้น[๔๔] เราเห็นบาปต่าง ๆ อย่างนี้ จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า “เมื่อไรเราจึงจะออกไปจากเรือนแล้วเข้าป่าได้”

จบ ๔. ภิงสจริยา