พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปกิณณกนิบาต
๗. ปัญจุโปสถิกชาดก เล่ม ๒๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๕๑–๑๙๖๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๓ ในปกิณณกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๗ ปญฺจุโปสถิกชาตกํ
๗. ปัญจุโปสถิกชาดก
ว่าด้วยนกพิราบ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ปกิณณกนิบาต ปัญจุโปสถิกชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อปฺโปสฺสุกฺโกทานิ ตุวํ กโปต
วิหงฺคม น ตว โภชนตฺโถ
ขุทฺทํ ปิปาสํ อธิวาสยนฺโต
กสฺมา ภวํโปสถิโก กโปต ๑ ฯ
๑ ม. วาสิ ฯ ๒ ม. โหติ ฯ
ดูกรนกพิราบ เพราะเหตุไร บัดนี้ เจ้าจึงมีความขวนขวายน้อย ไม่ต้องการอาหาร อดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถ.
อหํ ปุเร คิทฺธิคโต กโปติยา
ตสฺมึ ปเทสมฺหิ อุโภ ๒ รมาม
อถคฺคหี สากุณิโก กโปตึ
อกามโก ตาย วินา อโหสึ ฯ
นานาภาวา ๓ วิปฺปโยเคน ตสฺสา
มโนมยํ เวทน เวทยามิ ๔
ตสฺมา อหํโปสถ ๕ ปาลยามิ
ราโค มมํ มา ปุนราคมาสิ ฯ
แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าบินไปกับนางนกพิราบ เราทั้ง ๒ ชื่นชมยินดีกันอยู่ในป่าประเทศนั้น ทันใดนั้น เหยี่ยวได้โฉบเอานางนกพิราบไปเสียข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะพลัดพรากจากนางไป แต่จำต้องพลัดพรากจากนางเพราะพลัดพลากจากนาง ข้าพเจ้าได้เสวยเวทนาทางใจ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความรักอย่าได้กลับมาหาเราอีกเลย.
อนุชฺชุคามิ อุรค ทุชิวฺห
ทาฐาวุโธ โฆรวิโสสิ สปฺป
ขุทฺทํ ปิปาสํ อธิวาสยนฺโต
กสฺมา ภวํโปสถิโก นุ ทีฆ ๖ ฯ
ดูกรงูผู้ไปไม่ตรง เลื้อยไปด้วยอก มีลิ้น ๒ ลิ้น เจ้ามีเขี้ยวเป็นอาวุธมีพิษร้ายแรง เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถ.
อุสโภ อหุ พลวา คามิกสฺส
จลกฺกกู วณฺณพลูปปนฺโน
โส มํ อกฺกมิ ตํ กุปิโต อฑํสึ
ทุกฺขาภิตุนฺโน มรณํ อุปาคา ๗ ฯ
ตโต ชนา นิกฺขมิตฺวาน คามา
กนฺทิตฺวา โรทิตฺวา อปกฺกมึสุ
ตสฺมา อหํโปสถ ปาลยามิ
โกโธ มมํ มา ปุนราคมาสิ ฯ
๑ สี. ยุ. กโปโต ฯ ๒ ม. อสฺมึ ปเทสสฺมิมุโภ ฯ ๓ ม. นานาภวา ฯ
๔ สี. ยุ. เวทนํ เวทิยามิ ฯ ๕ ม. อหํ โปสถํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๖ สี. ยุ. ทีโฆ ฯ
๗ สี. ยุ. อุปาคมิ ฯ
โคของนายอำเภอ กำลังเปลี่ยว มีหนอกกระเพื่อม มีลักษณะงาม มีกำลังมันได้เหยียบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าโกรธจึงได้กัดมัน มันก็ถูกทุกขเวทนาครอบงำ ถึงความตาย ณ ที่นั้นเอง ลำดับนั้น ชนทั้งหลายก็พากันออกมาจากบ้าน ร้องไห้คร่ำครวญ หาได้พากันหลบหลีกไปไม่ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโกรธอย่าได้มาถึงเราอีกเลย.
มตาน มํสานิ พหู สุสาเน
มนุญฺญรูปํ ตว โภชเนตํ
ขุทฺทํ ปิปาสํ อธิวาสยนฺโต
กสฺมา ภวํโปสถิโก สิคาล ๑ ฯ
ดูกรสุนัขจิ้งจอก เนื้อของคนที่ตายแล้ว มีอยู่ในป่าช้าเป็นอันมากอาหารชนิดนี้เป็นที่พอใจของเจ้า เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถ.
ปวิสฺส ๒ กุจฺฉึ มหโต คชสฺส
กุณเป รโต หตฺถิมํเสสุ คิทฺโธ ๓
อุโณฺห จ วาโต ติขิณา จ รสฺมิโย
เต โสสยุํ ตสฺส กรีสมคฺคํ ฯ
กีโส จ ปณฺฑู จ อหํ ภทนฺเต
น เม อหุ นิกฺขมนาย มคฺโค
มหา จ เมโฆ สหสา ปวสฺสิ
โส เตมยิ ตสฺส กรีสมคฺคํ ฯ
ตโต อหํ นิกฺขมิสํ ภทนฺเต
จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต
ตสฺมา อหํโปสถ ปาลยามิ
โลโภ มมํ มา ปุนราคมาสิ ฯ
ข้าพเจ้าได้เข้าไปสู่ท้องช้างตัวใหญ่ ยินดีในซากศพ ติดใจในเนื้อช้างลมร้อนและแสงแดดอันกล้า ได้แผดเผาทวารหนักของช้างนั้นให้แห้งข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งผอม ทั้งเหลือง ไม่มีทางจะออกได้ ต่อมามีฝนห่าใหญ่ตกลงมาโดยพลัน ชะทวารหนักของช้างตัวนั้นให้เปียกชุ่มดูกรท่านผู้เจริญ ทีนั้น ข้าพเจ้าจึงออกมาได้ ดังดวงจันทร์ พ้นจากปากแห่งราหูฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่าความโลภอย่ามาถึงเราอีกเลย.
วมฺมิกถูปสฺมึ กิปิลฺลิกานิ
นิปฺโปถยนฺโต ตุวํ ปุเร จราสิ
ขุทฺทํ ปิปาสํ อธิวาสยนฺโต
กสฺมา ภวํโปสถิโก นุ อจฺฉ ๑ ฯ
๑ สี. ยุ. สิคาโล ฯ ๒ ม. ปวิสิ ฯ ๓ สี. ยุ. หตฺถิมํเส ปคิทฺโธ ฯ
ดูกรหมี แต่ก่อนนี้ เจ้าขย้ำกินตัวปลวกในจอมปลวก เพราะเหตุไรเจ้าจึงอดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถเล่า.
สกํ นิเกตํ อติเหฬยาโน ๒
อตฺริจฺฉตาย มลตํ ๓ อคจฺฉึ
ตโต ชนา นิกฺขมิตฺวาน คามา
โกทณฺฑเกน ปริโปถยึสุ มํ ฯ
โส ภินฺนสีโส รุหิรมกฺขิตงฺโค
ปจฺจาคมาสึ สสกํ ๔ นิเกตํ
ตสฺมา อหํโปสถ ปาลยามิ
อตฺริจฺฉตา มา ปุนราคมาสิ ฯ
ข้าพเจ้าดูหมิ่นถิ่นที่เคยอยู่ของตน ได้ไปยังปัจจันตคามแคว้นมลรัฐเพราะความเป็นผู้อยากมากเกินไป ครั้งนั้น ชนทั้งหลายก็พากันออกจากบ้าน รุมตีข้าพเจ้าด้วยคันธนู ข้าพเจ้าศีรษะแตกเลือดอาบ ได้กลับมาสู่ถิ่นที่เคยอยู่อาศัยของตน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถด้วยคิดว่า ความอยากมากเกินไปอย่าได้มาถึงเราอีกเลย.
ยํ โน อปุจฺฉิตฺถ ตุวํ ภทนฺเต
สพฺเพว พฺยากริมฺหา ยถาปชานํ
มยมฺปิ ปุจฺฉาม ตุวํ ภทนฺเต
กสฺมา ภวํโปสถิโก นุ พฺรเหฺม ฯ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อความอันใด ท่านก็ได้ถามพวกข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหมดก็ได้พยากรณ์ข้อความอันนั้นตามที่ได้รู้เห็นมา ข้าแต่ท่านผู้เป็นวงศ์พรหมผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าจะขอถามท่านบ้างละ เพราะเหตุไร ท่านจึงรักษาอุโบสถเล่า.
อนูปลิตฺโต มม อสฺสมมฺหิ
ปจฺเจกพุทฺโธ มุหุตฺตํ นิสีทิ
โส มํ อเวที คติมาคติญฺจ
นามญฺจ โคตฺตํ จรณญฺจ สพฺพํ ฯ
เอวมฺปิหํ ๕ วนฺทิ น ตสฺส ปาเท
น จาปิหํ ๖ มานคเตน ปุจฺฉึ
ตสฺมา อหํโปสถ ปาลยามิ
มาโน มมํ มา ปุนราคมาสีติ ฯ
ปญฺจุโปสถิกชาตกํ สตฺตมํ ฯ
๑ สี. ยุ. อจฺโฉ ฯ ๒ ม. อติหีฬยาโน ฯ ๓ ม. อตฺริจฺฉตา มลฺลคามํ ฯ
๔ ม. สกํ ฯ ๕ ม. เอวมฺปหํ ฯ สี. ยุ. เอวมฺปหํ นคฺคเห ฯ ๖ ม. น จาปิ นํ ฯ
พระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่ง ผู้ไม่แปดเปื้อนด้วยกิเลส นั่งอยู่ในอาศรมของฉันครู่หนึ่ง ท่านได้บอกให้ฉันทราบถึงที่ไปที่มา นามโคตรและจรณะทุกอย่าง ถึงอย่างนั้น ฉันก็มิได้กราบไหว้เท้าทั้ง ๒ ของท่าน อนึ่ง ฉันก็มิได้ถามถึงนามและโคตรของท่านเลย เพราะเหตุนั้น ฉันจึงรักษาอุโบสถด้วยคิดว่า มานะอย่าได้มาถึงฉันอีกเลย.
จบ ปัญจุโปสถิกชาดกที่ ๗.
จบ ๗. ปัญจุโปสถิกชาดก