arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๑. อกิตติจริยา เล่ม ๓๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๓๖ ในจริยาปิฎกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก อกิตติจริยา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๗๔ หน้า ๑–๕๖

หน้า ๑

จริยาปิฎก

๑. การบำเพ็ญทานบารมี

๑. อกิตติจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของอกิตติดาบส

[๑] ในสี่อสงไขยแสนกัป ความประพฤติอัน

ใดในระหว่างนี้ ความประพฤติทั้งหมดนั้น เป็น

เครื่องบ่มพระโพธิญาณ เราจักเว้นความประ-

พฤติในภพน้อยใหญ่ในกัปล่วงแล้วเสีย จัก

บอกความประพฤติในกัปนี้ จงฟังเรา ในกาลใด เราเป็นดาบส ชื่ออกิตติ เข้าไปอาศัยอยู่

ในป่าใหญ่อันว่างเปล่า สงัดเงียบ ปราศจาก

เสียงอื้ออึง ในกาลนั้น ด้วยเดชแห่งการประ-

พฤติตบะของเรา สมเด็จอัมรินทร์ผู้ครองไตร-

ทิพย์ทรงร้อนพระทัย ทรงแปลงเพศเป็น

พราหมณ์เข้ามาหาเราเพื่อภิกษา เราได้เห็นอินท-พราหมณ์มาขึ้นอยู่ใกล้ประตูบรรณศาลาของเรา

จึงเอาใบหมากเม่าที่เรานำมาแต่ป่า อันไม่มีน้ำ-

หน้า ๒

มัน ทั้งไม่เค็มให้หมด พร้อมกับภาชนะ.

ครั้นได้ให้หมากเม่าแก่อินทพราหมณ์นั้นแล้วเราจึงคว่ำภาชนะ ละการแสวงหารบทมากเม่าใหม่ เข้าไปยังบรรณศาลา แม้ในวันที่ ๒แม้ในวันที่ ๓ อินทพราหมณ์ก็เข้ามายังสำนักของเรา เราไม่หวั่นไหว ไม่อาลัยในชีวิต ได้ให้หมดสิ้นเช่นวันก่อนเหมือนกัน ในสรีระของเราไม่มีความหมองศรีเพราะการอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย เรายังวันนั้น ๆ ให้น้อมล่วงไปด้วย ปีติ สุข และความยินดี ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐ แม้เดือนหนึ่งสองเดือนเราก็ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ใจพึงทานอันอุดม เมื่อให้ทานแก่ อินทพราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศและลาภก็หามิได้เราปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น จึงได้ประพฤติกรรมเหล่านั้น ฉะนี้.

จบอกิตติจริยาที่ ๑

หน้า ๓

อรรถกถาจริยาปิฎก

ในขุททนิกายชื่อว่าปรมัตถทีปนี

ขอความนอบน้อมจงมีแด่

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

คันถารัมภกถา

(กถาเริ่มแต่งคัมภีร์)

พระจริยาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพ

โลกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่พระองค์ใด ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มี-พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีอานุภาพเป็นอจิน-ไตย ผู้เป็นนายกเลิศของโลก.

พระจริยาสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ

นำสัตว์ออกจากโลกด้วยพระธรรมใด ข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรมอันอุดมนั้น อันพระสัม-มาสัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว.

หน้า ๔

พระอริยสงฆ์ใด เป็นผู้ตั้งอยู่ในมรรค

และผลสมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์นั้น ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม.

บุญใด เกิดแต่การนอบน้อมนมัสการ

พระรัตนตรัย ขอข้าพเจ้า ปราศจากอันตรายในที่ทั้งปวงด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

บารมีใด มีทานบารมีเป็นต้น อันเป็น

บารมีชั้นอุกฤษฏ์ซึ่งบุคคลทำได้ยาก อันพระ-ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่ประทับ

อยู่ ณ นิโครธารามในแคว้นสักกะ ทรงประ-กาศอานุภาพแห่งสัมโพธิจริยา แห่งพระบารมีเหล่านั้น ทรงสะสมไว้ในภัตรกัปนี้.

ปิฎกใด ชื่อว่าจริยาปิฎกอันพระโลกนาถ

ทรงแสดงแล้วแก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้เป็นยอดแห่งพระสาวกทั้งปวง.

หน้า ๕

พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายผู้แสวง

หาคุณใหญ่ ได้ร้อยกรองปิฎกใดอันแสดงถึงเหตุสมบัติของพระศาสดา.

การพรรณนาอรรถที่ทำได้ยาก ข้าพเจ้า

สามารถจะทำได้เพราะอาศัยนัยอันจำแนกสัม-

โพธิสมภารแห่งปิฎกนั้น.

เพราะการพรรณนาอันเป็นคำสอนของ

พระศาสดา จะทรงอยู่ การวินิจฉัยของบุรพ-จารย์ผู้เป็นดังสีหะ จะดำรงอยู่ ฉะนั้น ข้าพเจ้า

จะรักษาและยึดปิฎกนั้นอันเป็นนัยแห่งอรรถ-

กถาเก่า อาศัยชาดกโดยประการทั้งปวงเป็นที่อาศัยได้ มิใช่เป็นทางแห่งคำพูด บริสุทธิ์ด้วยดี ไม่วุ่นวาย เป็นข้อวินิจฉัยอรรถอันละเอียดของพระเถระทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ ณ มหาวิหาร

แล้วจักทำการพรรณนาอรรถแห่งจริยาปิฎกนั้น

แสดงพระบารมีอันมีเนื้อความที่ได้แนะนำแล้วและควรแนะนำต่อไป.

หน้า ๖

ด้วยประการฉะนี้ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย

เมื่อหวังให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ตลอดกาลนาน

จงพิจารณาอรรถแห่งปิฎกนั้น ซึ่งจำแนกไว้

ฉะนี้แล.

ในบทเหล่านั้นบทว่า จริยาปิฎกํ ชื่อว่าจริยาปิฎกด้วยอรรถว่าอย่างไร ? ด้วยอรรถว่าเป็นตำราประกาศถึงพระจริยานุภาพของพระศาสดาในชาติที่เป็นอดีต. จริงอยู่ ปิฎก ศัพท์นี้ มีอรรถว่า ตำรา ดุจในบทมีอาทิว่า มาปิฏกสมฺปาทเนน อย่าเชื่อโดยอ้าง ตำรา. อีกอย่างหนึ่ง เพราะปริยัตินั้นเป็นดังภาชนะประกาศอานุภาพของพระจริยาทั้งหลาย ในชาติก่อนของพระ-ศาสดานั้นเอง ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า จริยาปิฎกจริงอยู่ แม้อรรถว่าภาชนะท่านก็แสดงถึง ปิฎก ศัพท์ ดุจในประโยคมีอาทิว่า อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺยกุทาลปิฏกํ อาทาย ครั้นบุรุษเดินมาก็ถือเอาจอบและ ตะกร้า มาด้วย.

อนึ่ง จริยาปิฎกที่นั้นนับเนื่องอยู่ในสุตตันตปิฎก ในปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎกสุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก. นับเนื่องอยู่ในขุททกนิกายในนิกาย ๕ คือทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย.

สงเคราะห์เข้าใน คาถา ในองค์แห่งคำสอน ๙ องค์ คือ สุตตะ เคยยะเวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตะ เวทัลละ. สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์เบ็ดเตล็ดในธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันท่านผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก ได้ประกาศไว้อย่างนี้ว่า :-

หน้า ๗

เราได้ถือธรรมที่ปรากฏแก่เราจากพระ-

พุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จากภิกษุ

๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.

โดยวรรคสงเคราะห์เข้าใน ๓ วรรค คือ อกิตติวรรค หัตถินาค-วรรค ยุธัญชนวรรค. โดยจริยาสังเคราะห์เข้าในจริยา ๓ คือใน อกิตต-วรรค ๑๐ ในหัตถินาควรรค ๑๐ ในยุธัญชนวรรค ๑๕ ใน ๓ วรรค อกิตติ-วรรค เป็นวรรคต้น. ในจริยา อกิตติจริยา เป็นจริยาต้น. คาถาต้นของอกิตติจริยานั้น มีอาทิว่า :-

ความประพฤติทั้งหมด ในระหว่างสี่

อสงไขยแสนกัป เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

ต่อจากนี้ไปจะเป็นการพรรณนาอรรถของจริยาปิฎกนั้นตามลำดับ.

จบ คันถวรัมภกถา

หน้า ๘

นิทานกถา

เพราะการพรรณนาอรรถนี้ ท่านกล่าวแสดงนิทาน ๓ เหล่านี้ คือทูเรนิทาน นิทานมีในที่ไกล อวิทูเรนิทาน นิทานมีในที่ไม่ไกล สันติเกนิทาน นิทานมีในที่ใกล้ เป็นอันผู้ฟังทั้งหลายย่อมรู้แจ้งด้วยดีตั้งแต่เริ่มเรื่องฉะนั้น พึงทราบการจำแนกนิทานเหล่านั้น ดังต่อไปนี้.

กถามรรคตั้งแต่พระมหาโพธิสัตว์ทรงสะสมบารมี ในศาสนาของพระทุศพลพระนามว่าทีปังกรจนกระทั่งทรงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต ชื่อว่าทูเรนิทาน. กถามรรคที่เป็นไปแล้วตั้งแต่สวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงบรรลุพระ-สัพพัญญุตญาณ ณ โพธิมณฑล ชื่อว่า อวิทูเรนิทาน. กถามรรคที่เป็นไปแล้วตั้งแต่มหาโพธิมณฑลจนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชื่อว่า สันติเกนิทาน.

ในนิทาน ๓ อย่างนี้ เพราะทูเรนิทานและอวิทูเรนิทาน เป็นสรรพสาธารณะฉะนั้น นิทานเหล่านั้น พึงทราบโดยพิสดารตามนัยกล่าวไว้พิสดารแล้วในอรรถกถาชาดก นั่นแล. แต่ในสันติเกนิทานมีความต่างออกไป ดังนั้นพึงทราบกถาโดยสังเขปแห่งนิทานแม้ ๓ อย่าง ตั้งแต่ต้น ดังต่อไปนี้.

ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกร พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลก เป็นพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ สมควรแก่อภินิหารของพระองค์ ทรงยังบารมีที่สะสมมาเพื่อพระสัพพัญญุตญาณให้ถึงที่สุด เสด็จอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต รอเวลาเพื่อให้เกิดความเป็นพระพุทธะทรงดำรงอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตนั้นตราบเท่าถึงอายุขัย จุติจากนั้นแล้วทรง

หน้า ๙

ถือปฏิสนธิในตระกูลศากยราช ทรงได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ทรงเจริญด้วยสิริโสภาคอันยิ่งใหญ่ ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับ เมื่อพระชนม์ ๒๙พรรษา เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงเริ่มทำความเพียรใหญ่อยู่ถึง ๖ ปีประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิในวันวิสาขบูรณมี เมื่อดวงอาทิตย์ตกทรงกำจัดมารและพลมาร ในปฐมยามทรงได้บุพเพนิวาสญาณ ( ระลึกชาติได้) ในมัชฌิมยาม ทรงได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม ทรงยังกิเลสพันห้าร้อยให้สิ้นไป ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ.

แต่นั้นทรงประทับอยู่ ณ แถว ๆ นั้นล่วงไป ๗ สัปดาห์ แล้วเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันกรุงพาราณสี ในวันอาสาฬหบูรณมี ( ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ ) ยังพรหม ๑๘ โกฏิ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุขให้ดื่มอมตธรรม ทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไป ยังเวไนยสัตว์มีพระยสะเป็นต้นให้ตั้งอยู่ในอรหัตผล แล้วทรงมอบให้พระอรหันต์ ๖๐ รูป ทั้งหมดเหล่านั้นไปเพื่ออนุเคราะห์สัตวโลก พระองค์เองเมื่อจะเสด็จไปยังอุรุเวลา ยังพระ-ภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเป็นต้น ณ ไร่ฝ้าย ครั้นเสด็จถึงอุรุเวลาแล้วได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ครั้ง ทรงแนะนำชฏิลสามพี่น้องมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้นกับชฏิลบริวารอีกหนึ่งพัน อันชฎิลเหล่านั้นแวดล้อมแล้วประทับนั่ง ณ สวนลัฏฐิวัน ใกล้กรุงราชคฤห์ ทรงยังพราหมณ์และคฤหบดีแสนสองหมื่น มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ให้หยั่งลงในพระศาสนาประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหารอันพระราชามคธทรงสร้างถวาย.

หน้า ๑๐

ครั้นต่อมาเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหารเมื่อทรงตั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวกเมื่อเกิดสาวกสันนิบาต พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงสดับว่า มีข่าวว่าพระ-โอรสของเราบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปี แล้วได้บรรลุพระปรมาภิเษกพสัมโพธิ-ญาณ ทรงยังธรรมจักรอันบวรให้เป็นไป ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ดังนี้ จึงทรงส่งอำมาตย์ ๑๐ คนมีบุรุษหนึ่งหมื่นเป็นบริวารรับสั่งว่า พวกเจ้าจงนำโอรสของเรามา ณ ที่นี้. เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นไปกรุงราชคฤห์แล้ว ได้ตั้งอยู่ในพระอรหัต เพราะพระธรรมเทศนาของพระศาสดา พระกาฬุทายี-เถระกราบทูลความประสงค์ของพระราชบิดาให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าแวดล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่นเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ถึงกรุงกบิลพัสดุประมาณ ๖๐ โยชน์ เวลาสองเดือน. บรรดาเจ้าศากยะทั้งหลายทรงประชุมกันด้วยหวังพระทัยว่า จักเห็นพระญาติผู้ประเสริฐของพวกเราจึงรับสั่งให้สร้างนิโครธารามเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ทรงกระทำการต้อนรับทูลอาราธนาพระศาสดาให้เสด็จเข้าไปยังนิโครธาราม.

ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่นประทับเหนือพุทธาสนะอันประเสริฐที่เจ้าศากยะปูถวาย. เจ้าศากยะทั้งหลายทรงมานะจัดมิได้ทรงทำความเคารพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยา-ศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น แล้วทรงเข้าจตุตถฌานมีภิญญาเป็นบาทเพื่อทำ-

หน้า ๑๑

ลายมานะ แล้วทำเจ้าศากยะเหล่านั้นให้เป็นภาชนะรองรับ พระธรรมเทศนาทรงออกจากสมาบัติเหาะไปสู่อากาศ ดุจเรี่ยรายฝุ่นพระบาทลงบนพระเศียรของเจ้าศากยะเหล่านั้น ได้ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์เช่นกับปาฏิหาริย์ที่พระองค์การทำ ณ โคนต้นคัณฑมัพพฤกษ์. พระราชาทอดพระเนตรเห็นความอัศจรรย์นั้น ทรงดำริว่าโอรสนี้เป็นบุคคลเลิศในโลก. เมื่อพระราชาถวาย

บังคมแล้ว เจ้าศากยะทั้งหลายเหล่านั้นไม่อาจเฉยอยู่ได้ ทั้งหมดก็พากันถวายบังคม.

นัยว่าในครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์เปิดโลก เมื่อปาฏิหาริย์เป็นไปอยู่พวกมนุษย์ยืนอยู่ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตามในมนุษยโลก ย่อมเห็นแต่เทวดาสนทนาธรรมซึ่งกันและกัน ตั้งแต่สวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกาถึงชั้นอกนิฏฐภพด้วยตาของตนด้วยพุทธานุภาพ ในผืนแผ่นดินเบื้องล่าง ย่อมเห็นสัตว์ทั้งหลายเสวยมหาทุกข์ในนรกนั้น ๆ คือ ในมหานรก ๘ ขุม ในอุสสทนรก ๑๖ ขุม และในโล-กันตริยนรก. พวกเทวดาในหมื่นโลกธาตุ เข้าไปเฝ้าพระตดถาคตด้วยเทวา-นุภาพอันยิ่งใหญ่ บังเกิดจิตอัศจรรย์อย่างไม่เคยมี ประคองอัญชลีนมัสการพากันเข้าไปเฝ้า ต่างเปล่งคาถาปฏิสังยุตด้วยพระพุทธคุณ สรรเสริญปรบมือรื่นเริง ประกาศถึงปีติและโสมนัส. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

ภุมมเทวดา จาตุมมหาราชิกาเทวดา พวก

เทพชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมิตเทพ

หน้า ๑๒

ปรนิมมิตเทพ และหมู่พรหมกายิกา ต่างยินดี

พากันบอกกล่าวป่าวร้องแพร่หลาย.

ก็ในครั้งนั้นพระทศพล ทรงดำริว่า เราจักแสดงกำลังของพระพุทธ-เจ้าของพระองค์มิให้มีใครเปรียบได้ จึงเพิ่มพระมหากรุณาให้สูงขึ้น ทรงเนรมิตจงกรมในที่ประชุมหมื่นจักรวาฬบนอากาศ เสด็จยืน ณ ที่จงกรมสำเร็จด้วยแก้วทุกอย่างในเนื้อที่กว้าง ๑๒ โยชน์ ทรงแสดงปาฏิหาริย์แสดงถึงอานุภาพแห่งสมาธิและญาณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่นน่าอัศจรรย์ ตกไปในที่แห่งเดียวกันของเทวดามนุษย์และผู้ไปในเวหาได้เห็นกันตามที่กล่าวแล้ว เสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมนั้น ทรงแสดงธรรม สมควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระพุทธลีลาอันไม่มีที่เปรียบ อันมีอานุภาพที่เป็นอจินไตย. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อม

ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้สูงสุดว่าคนเป็น

เช่นไร กำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเป็นเช่นไร

กำลังของพระพุทธเจ้าพึงเป็นประโยชน์แก่

สัตวโลก เป็นเช่นไร

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมไม่

รู้ว่า พระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้สูงสุดกว่าคนเป็น

หน้า ๑๓

เช่นนี้ กำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเป็นเช่นนี้

กำลังพระพุทธเจ้าพึงเป็นประโยชน์แก่โลก

เป็นเช่นนี้.

เอาเถิดเราจักแสดงกำลังของพระพุทธ-

เจ้าอันยอดเยี่ยม เราจักเนรมิตจงกรมประดับ

ด้วยแก้วบนท้องฟ้า.

เมื่อพระตถาคตทรงแสดงปาฏิหาริย์ แสดงถึงพุทธานุภาพของพระองค์อย่างนี้แล้วทรงแสดงธรรม ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ยืนอยู่บนภูเขาคิชฌกูฎในกรุงราชคฤห์ เห็นด้วยทิพยจักษุ เกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมีด้วยการเห็นพุทธานุภาพนั้น จึงเกิดความคิดขึ้นว่า เอาละเราจักทำพุทธานุภาพให้ปรากฏแก่โลกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงแจ้งความนั้นแก่ภิกษุ ๕๐๐ ซึ่งเป็นบริวารของตน ทันใดนั้นเองจึงมาทางอากาศด้วยฤทธิ์พร้อมกับบริวาร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีขึ้นเหนือศีรษะ กราบทูลถามถึงมหาภินิหารและการบำเพ็ญบารมีของพระ-ตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำท่านพระสารีบุตรนั้นให้เป็นกายสักขีคือ พยานทางกาย เมื่อจะทรงแสดงพุทธานุภาพของพระองค์ แก่พวกมนุษย์ที่ประชุมกัน และเทวดาพรหมในหมื่นจักรวาฬจึงทรงแสดงพุทธวงศ์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

หน้า ๑๔

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ฉลาดใน

สมาธิฌาน บรรลุบารมีด้วยปัญญา ย่อมทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกแห่งโลกว่าข้าแต่พระมหาวีระผู้สูงสุดกว่าคน อภินิหารของพระองค์เป็นเช่นไร ข้าแต่ท่านผู้ทรงปัญญาในกาลไร ที่พระองค์ทรงปรารถนาความตรัสรู้อันอุดม.

ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติสัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่นไร.

ข้าแต่ท่านผู้ทรงปัญญา ผู้เป็นนายกแห่ง

สัตวโลก บารมี ๑๐ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญแล้วเป็นเช่นไร.

อุปบารมีเป็นอย่างไร ปรมัตถบารมีเป็น

อย่างไร.

พระองค์ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ ดุจนก

การะเวก ข้าพระองค์เมื่อจะยังหทัยให้เยือกเย็น

หน้า ๑๕

ยังมนุษย์พร้อมด้วยเทวดาให้รื่นเริง จึงทูลถาม

ขอพระองค์ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพุทธวงศ์อย่างนี้แล้ว ท่านพระ-ธรรมเสนาบดีสารีบุตรส่งญาณมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่า โอ การถึงพร้อมด้วยเหตุ การถึงพร้อมด้วยผล การสำเร็จแห่งมหาภินิหาร ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีอย่างนี้ตลอดกาลเพียงนี้ ทรงกระทำสิ่งที่คนทำได้ยาก นี่เป็นผลอันสมควรแก่การสะสมโพธิสมภารอันเป็นวิธีอย่างนี้ คือ ความเป็นพระสัพพัญญู ความเป็นผู้ชำนาญในกำลังทั้งหลาย ความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ ความเป็นผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้.

ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนั้น ตามไปตามระลึกถึง โดยติดตามธรรม ถึงพระพุทธคุณอันมีอานุภาพเป็นอจินไตยมีอาทิอย่างนี้ คือ ศีลสมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัศนะ หิริโอตตัปปะ ศรัทธา วิริยะ สติ-สัมปชัญญะ ศีลวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ สมถะ วิปัสสนา กุสลมูล ๓ สุจริต ๓สัมมาวิตก ๓ สัญญาที่ไม่มีโทษ ๓ ธาตุ ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔อิทธิบาท ๔ อริยมรรค ๔ อริยสัจ ๔ ปฎิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔อริยวงศ์ ๔ เวสารัชชญาณ ๔ ปธานิยังคะ ( องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร) ๕สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสรณิยธาตุ (ธาตุนำออกไป ) ๕

วิมุตตายตนญาณ (ญาณมีอายตนะพ้นไปแล้ว)๕ วิมุตติปริปาจนียธรรม(ธรรม

หน้า ๑๖

อันเป็นความงอกงามแห่งวิมุติ ) ๕ สาราณิยธรรม ๖ อนุสสติ ๖ คารวะ ๖นิสสรณียธาตุ ๖ สัตตวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนื่องๆ) ๖ อนุตตริยะ ๖นิพเพธภาคิสัญญา (สัญญาอันเป็นส่วนแทงตลอด) ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณ-ญาณ ๖ อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗นิททสวัตถุ ( เรื่องชี้แจง ) ๗ สัญญา ๗ ทักขิไณยบุคคลเทศนา ( การแสดงถึงทักขิไณยบุคคล) ๗ ขีณสวพลเทศนา ( การแสดงถึงกำลังของพระขีณาสพ ) ๗ ปัญญาปฏิลาภเหตุเทศนา ( การชี้แจงถึงเหตุได้ปัญญา ) ๘สัมมัตตะ ๘ การก้าวล่วงโลกธรรม ๘ อารัมภวัตถุ (เรื่องปรารภ) ๘ อักขณ-เทศนา (การแสดงแบบสายฟ้าแลบ)

๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนเทศนา(การแสดงอายตนะของท่านผู้เป็นอภิภู) ๘ วิโมกข์ ๘ ธรรมเป็นมลแห่งโยนิ-โสมนสิการ ๙ องค์แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเพียรอันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาส๙ อาฆาตปฏิวินัย (การกำจัดความอาฆาต) ๙ ปัญญา ๙ นานัตตเทศนา(การแสดงความต่างกัน) ๙ อนุบุพพวิหารธรรม ๙ นาถกรณธรรม ๑๐กสิณายตนะ ๑๐ กุสลกรรมบถ ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ อริยวาสะ ๑๐ อเสกข-ธรรม ๑๐ รตนะ ๑๐ กำลังของพระตถาคต ๑๐ อานิสงส์เมตตา ๑๑ อาการของธรรมจักร ๑๒ ธุดงคคุณ ๑๓ พุทธญาณ ๑๔ วิมุตติปริปาจนียธรรม ๑๕อานาปานสติ ๑๖ อปรัมปริยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นปรัมปรา) ๑๖ พุทธธรรม๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ อุทยัพพยญาณ ๕๐ กุสลธรรมเกิน ๕๐ญาณวัตถุ ๗๗ มหาวชิรญาณอันเป็นจารีตร่วมกับสมาบัติ สองล้านสี่แสน

หน้า ๑๗

โกฏิ และเทศนาญาณเป็นเครื่องค้นคว้าและพิจารณา สมันตปัฏฐาน (การเริ่มตั้งโดยรอบคอบ) อันมีนัยไม่มีที่สุด และญาณประกาศอัธยาศัยเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุดในโลกธาตุอันหาที่สุดมิได้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันไม่สาธารณ์แก่ผู้อื่นไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณ. จริงอยู่พระเถระ. เมื่อนึกถึงที่สุดก็ดี ประมาณก็ดี แห่งคุณทั้งหลายแม้ของตนเองก็ไม่เห็น. พระ-เถระนั้นจักเห็นประมาณ หรือ ข้อกำหนดแห่งพระคุณทั้งหลายของพระผู้มี-พระภาคเจ้าได้อย่างไร. จริงอยู่ผู้ที่มีปัญญามาก มีญาณเฉียบแหลมย่อมเชื่อพระพุทธคุณทั้งหลายโดยความเป็นพระพุทธคุณใหญ่. ด้วยประการฉะนี้พระเถระเมื่อไม่เห็นประมาณ

หรือ ข้อกำหนดแห่งพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตัดสินใจลงไปว่า เมื่อคนเช่นเราผู้ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณยังไม่สามารถกำหนดพระพุทธคุณทั้งหลายโดยญาณได้ จะกล่าวไปไยถึงคนพวกนี้ น่าอัศจรรย์พระสัพพัญญูคุณเป็นอจินไตย ไม่มีข้อกำหนด มีอานุภาพมาก อนึ่ง พระสัพพัญญูคุณเหล่านี้เป็นโคจรแห่งพุทธ-ญาณอย่างเดียวเท่านั้นโดยประการทั้งปวง มิได้เป็นโคจรแก่ผู้อื่น. แม้พระ-สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่สามารถกล่าวโดยพิสดารได้เลย. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

แม้พระพุทธเจ้าก็กล่าวคุณของพระพุทธ-

เจ้า หากว่ากล่าวถึงคุณอื่นแม้ตลอดกัป กัป

หน้า ๑๘

ย่อมสิ้นไปในระหว่างเวลายาวนาน คุณของ

พระตถาคต หาได้สิ้นไปไม่.

พระสารีบุตรเถระมีปีติโสมนัสเป็นกำลังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณใหญ่อย่างนี้จึงคิดต่อไปว่า น่าอัศจรรย์ ธรรมทำให้เป็นพระพุทธเจ้า คือบารมี มีอานุภาพมาก เป็นเหตุแห่งพุทธคุณทั้งหลายเห็นปานนี้ . ความเป็นบารมี เป็นความเจริญงอกงามในชาติไหนหนอหรือว่าถึงความแก่กล้าอย่างไร.

ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิ ๓ ชั้น ณ รตนะจงกรมนั้น ประทับนั่งรุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์อ่อนรุ่งเรืองอยู่ ณ ภูเขายุคนธรฉะนั้น ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรว่า ดูก่อนสารีบุตร พุทธการกธรรมของเราได้เจริญงอกงามจากภพสู่ภพ จากชาติสู่ชาติ ในกัปทั้งปวง เพราะทำด้วยความเคารพติดต่อกัน และด้วยการอุปถัมภ์ของวิริยะตั้งแต่สมาทาน แต่ในภัทรกัปนี้ พุทธการกธรรมเหล่านั้นเกิดแก่กล้าในชาติเท่านี้แล้วได้ตรัสธรรมปริยาย อันมีชื่อเป็นที่สองว่า จริยาปีฏกํ พุทฺธาปทานิยํ จริยา-ปิฎก เป็นที่ตั้งแห่งตำนานของพระพุทธเจ้า ด้วยบทมีอาทิว่า กปฺเป จสตสหสฺเส ตลอดแสนกัป. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระผู้มี-พระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทรงจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมแก้ว อันเทวดาและพรหมเป็นต้นบูชาทรงหยั่งลง ณ นิโครธารามแวดล้อมด้วยพระ-ขีณาสพสองล้านรูป ประทับนั่งเหนือวรพุทธาสนะที่เขาปูไว้ อันท่านพระ-

หน้า ๑๙

สารีบุตรทูลถามโดยนัยดังกล่าวแล้ว จึงทรงแสดงจริยาปิฎก. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านแสดงทูเรนิทานและอวิทูเรนิทานโดยสังเขปแล้วชี้แจง สันติเก-นิทานแห่งจริยาปิฎก โดยพิสดาร. ส่วนทูเรนิทานจักมีแจ้งในการอธิบายเรื่องอสงไขย.

บัดนี้จะพรรณนาเนื้อความแห่งบาลี จริยาปิฎกที่มีมาโดยนัยมีอาทิว่ากปฺเป จ สตสหสฺเส ดังนี้. กัปปศัพท์ในบทนั้นทั้งที่มีอุปสรรค และไม่มีอุปสรรค ย่อมปรากฏในความมีอาทิว่า วิตก วิธาน ปฏิภาค บัญญัติ กาลปรมายุ สมณโวหาร สมันตภาวะ อภิสัททหนะ เฉทนะ วินิโยคะ วินยะกิริยาเลสะ อันตรกัป ตัณหาทิฏฐิ อสงไขยกัป มหากัป.

กัปปศัพท์มาใน วิตก ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยา-ปาทสงฺกปฺโป ดำริในการออกจากกาม ดำริในความไม่พยาบาท. มาใน วิธานในบทมีอาทิว่า จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย ภิกษุพึงทำวิกัปในจีวร. อธิบายว่าควรปฏิบัติตามธรรมเนียมเป็นอย่างยิ่ง. มาใน ปฏิภาค ในบทมีอาทิว่า สตฺถุ-กปฺเปน วต ฯลฯ น ชานิมฺหา ท่านผู้เจริญทั้งหลายได้ยินว่า พวกเราปรึกษากับพระสาวกซึ่งคล้ายกับพระศาสดาก็ยังไม่รู้. ในบทนั้นมีอธิบายว่า คล้ายกับเช่นกับ พระศาสดา. มาใน บัญญัติ ในบทมีอาทิว่า อิธายสฺมา กปฺโปท่านผู้มีอายุเป็นบัญญัติในศาสนานี้. มาใน กาล ในบทมีอาทิว่า เยน สุทํนจฺจกปฺปํ วิหรามิ ได้ยินว่าข้าพเจ้าจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิจ. มาใน ปรมายุในบทมีอาทิว่า อากงฺขมาโน ฯลฯ กปฺปาวเสสํ วา ดูก่อนอานนท์

หน้า ๒๐

ตถาคต หวังจะดำรงอยู่ตลอดกัป. หรือตลอดส่วนที่เหลือของกัป. กัปในที่นี้ท่านประสงค์เอาอายุกัป. มาใน สมณโวหาร ในบทมีอาทิว่า อนุชานามิฯลฯ ปริภุญฺชิตุํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ฉันผลไม้ด้วยสมณกัป ๕อย่างมาใน สมันตภาวะ ในบทมีอาทิ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวายังพระเชตวันโดยรอบทั้งสิ้นให้สว่างไสว. มาในอภิสัททหนะในบทมีอาทิว่าสทฺธา สทฺทหนา โอกปฺปนา อภิปฺปสาโท ศรัทธาความเชื่อ ความเชื่ออย่างยิ่ง ความเลื่อมใสอย่างยิ่ง. มาเน เฉทนะ ในบทมีอาทิว่า อลงฺกโตกปฺปิตเกสมสฺสุ โกนผมแลหนวดตกแต่งแล้ว. มาใน วินิโยคะ ในบทมีอาทิว่า เอวเมว

อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ทานที่ให้แล้วจากโลกนี้ย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ฉันนั้น. มาใน วินยกิริยา ในประโยคมีอาทิว่า กปฺปกเตน อกปฺปกตํ สํสิพฺพิตํ โหติ จีวรอันภิกษุผู้ทำกัปปะมิได้ทำตามวินัยก็เป็นอันเย็บดีแล้ว. มาใน เลสะ ในประโยคมีอาทิว่า อตฺถิกปฺโป นิปชฺชิตุํ หนฺทาหํ นิปชฺชามิ มีเลสเพื่อจะนอน เอาเถิดเราจะนอนละ. มาใน อันตรกัป ในประโยคมีอาทิว่า อาปายิโก เนรยิโก ฯลฯ

นิรยมุหิ ปจฺจติ ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ต้องตกอบาย ตกนรก ตั้งอยู่กัปหนึ่งและไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป. มาในตัณหาและทิฏฐิในคาถามีอาทิว่า :-

แม่ธรรมทั้งหลายก็ไม่ดำริถึง ไม่ทำไว้

ข้างหน้า ไม่ยอมรับ เขามิใช่พราหมณ์ที่ผู้มีศีล

หน้า ๒๑

จะพึงแนะนำ เขาเป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้คงที่ ย่อม

ไม่หมกไหม้.

เป็นความจริงอย่างนั้นท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า จากบทว่า กปฺปนี้ กัปมีสองอย่าง คือ ตัณหากัป ๑ ทิฏฐิกัป ๑. มาในอสงไขยกัปในบทมีอาทิว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป ในสังวัฏฏกัปไม่น้อยในวิวัฏฏกัปไม่น้อย. มาในมหากัปในบทมีอาทิว่า จตฺตาริมานิภิกฺขเว กปฺปสฺส อสงฺเขยฺยานิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัปมีสี่อสงไขย.

กัปในที่นี้ได้แก่มหากัป.

บทสำเร็จในคำว่า กปฺป นั้นมีดังนี้ ชื่อว่า กปฺโป เพราะย่อมกำหนด. อธิบายว่า พึงกำหนดมีปริมาณที่ควรกำหนดด้วยการเปรียบกับกองเมล็ดผักกาดเป็นต้นอย่างเดียวเพราะไม่สามารถคำนวณด้วยปีได้ว่า เท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี เท่านั้นแสนปี. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปยาวเพียงไรหนอ. ดูก่อนภิกษุ กัปยาวมากกำหนดไม่ได้ว่า เท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี เท่านั้นแสนปี.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามารถจะเปรียบเทียบได้หรือไม่พระเจ้าข้า. พระผู้มี-พระภาคเจ้าตรัสว่า สามารถเปรียบเทียบได้ ภิกษุ. เหมือนอย่างว่ากองเมล็ดผักกาด โดยความยาวโยชน์หนึ่ง โดยความกว้างโยชน์หนึ่ง โดยความสูงโยชน์หนึ่ง เมื่อล่วงไปร้อยปี พันปี ผู้วิเศษเก็บเมล็ดผักกาดไปเมล็ดหนึ่ง ๆเมล็ดผักกาดหมด. ก็ยังไม่สิ้นกัป. ดูก่อนภิกษุกัปยาวอย่างนี้แล.

หน้า ๒๒

มหากัปนี้นั้นสงเคราะห์เข้าด้วยสี่อสงไขยกัป ด้วยสามารถแห่งสัง-วัฏฏกัปเป็นต้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สี่อสงไขยกัปเหล่า

นี้ สี่อสงไขยกัปเป็นไฉน. คือ สังวัฏฏกัป

สังวัฎฏัฏฐายีกัป วิวัฏฏกัป วิวัฎฏัฏฐายีกัป.

ในกัปเหล่านั้น สังวัฏฏกัปมี ๓ คือ เตโชสังวัฏฏกัป ๑ อาโป-สังวัฏฏกัป ๑ วาโยสังวัฏฏกัป ๑. แดนสังวัฏฏกัปมี ๓ คือ อาภัสสรา ๑สุภกิณหา ๑ เวหัปผลา ๑. ก็ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยไฟ ในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากอาภัสสราย่อมถูกไฟไหม้. ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยน้ำในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากสุภกิณหาย่อมถูกน้ำละลาย. ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยลม ในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากเวหัปผลาย่อมถูกลมกำจัด. แต่โดยกว้างออกไปจักรวาฬแสนโกฏิ ย่อมพินาศ. ท่านกล่าวว่าเป็นอาณาเขตของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ในสังวัฏฏกัป ๓ เหล่านั้น การทำลายเปลวไฟ น้ำหรือลม ตั้งแต่มหาเมฆยังกัปให้พินาศตามลำดับ นี้เป็นอสงไขยหนึ่ง .ชื่อว่าสังวัฏฏกัป. มหาเมฆตั้งขึ้นเต็มจักรวาฬแสนโกฏิตั้งแต่การทำลายเปลวไฟอันยังกัปให้พินาศ นี้เป็นอสงไขยที่สองชื่อว่า สังวัฏฏฐายีกัป.

ความปรากฏแห่งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ตั้งแต่มหาเมฆตั้งขึ้น นี้เป็นอสงไขยกัปที่สาม ชื่อว่าวิวัฏฏกัป. มหาเมฆยังกัปให้พินาศอีก ตั้งแต่ความ

หน้า ๒๓

ปรากฏแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ นี้เป็นอสงไขยกัปที่สี่ ชื่อว่าวิวัฏฏัฏ-ฐายีกัป. ในกัปเหล่านี้ การสงเคราะห์กัปในระหว่าง ๖๔ กัป ชื่อว่าวิวัฏฏัฏฐายีกัป. ด้วยบทนั้นพึงทราบว่าวิวัฏฏกัปเป็นต้นกำหนดด้วยกาลอันเสมอกัน. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การสงเคราะห์กัปในระหว่าง ๒๐ กัป.

ด้วยประการฉะนี้ สี่สงไขยกัปเหล่านี้เป็นหนึ่งมหากัป. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มหากัปนี้นั้น สงเคราะห์ด้วยสี่อสงไขยกัปด้วยอำนาจแห่งสังวัฏฏกัปเป็นต้น.

อนึ่ง บทว่า กปฺเป เป็นทุติยาวิภัตติ์พหุวจนะ ด้วยเป็นอัจจันตสังโยคะแปลว่า ตลอดกัป สิ้นกัป. บทว่า สตสหสฺเส แสดงถึงปุลลิงค์โดยเชื่อมกับศัพท์ว่า กปฺป. แม้ในที่นี้ก็เป็นพหุวจนะด้วยเป็นอัจจันตสังโยคะ ทั้งสองบทนี้เป็นอธิกรณะเสมอกัน. แม้ในบทว่า จตุโร จ อสงฺขิเย นี้ ก็มีนัยนี้แล.

อนึ่ง บทว่า อสงฺขิเย ย่อมให้รู้ความนี้ว่า กปฺปานํ โดยคัมภีร์ เพราะไม่กล่าวบทอื่นและเพราะกล่าวถึงกัปเท่านั้น. การเว้นบทที่กล่าวแล้วคือเอาบทอะไร ๆที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่สมควร. จ ศัพท์เป็นสัมบิณฑนัตถะ ( บวกความท่อนหลังเข้ากับความท่อนต้น ). มีเนื้อความว่า สี่อสงไขยแห่งมหากัปและแสนมหา-กัป พึงทราบความในบทว่า อสงฺขิเย นี้ ชื่อว่า อสงฺขิยา เพราะไม่สามารถจะนับได้. อธิบาย เกินการคำนวณ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่าบทว่า อสงฺเขยฺยํ เป็นการนับที่แปลกอย่างหนึ่ง. อาจารย์พวกนั้นกล่าวว่าคะแนนมหากำลังสิบเว้นฐานะ ๕๙ อันมีคะแนนมหากำลังเป็นที่สุดตั้งแต่

หน้า ๒๔

รวมเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าอสงไขย ในลำดับอัฏฐานะ ๖๐. ข้อนั้นไม่ถูกการคำนวณที่แปลกชื่อว่าในระหว่างฐานะที่นับได้. ในระหว่างฐานะหนึ่งชื่อว่าอสงไขย เพราะไม่มีความที่การคำนวณที่แปลกนั้นจะพึงนับไม่ได้เพราะเหตุนั้น ข้อนั้นจึงผิด. ข้อที่กัปนั้นมี ๔ อย่าง ในความเป็นอสงไขยกัป เพราะความที่เป็นกัปนับไม่ได้ไม่ถูกมิใช่หรือ. ไม่ถูกก็ไม่ใช่ เพราะความที่อสงไขยกัปท่านปรารถนาแล้วในฐานะ ๔. ในบทนั้นพึงทราบการชี้แจงตั้งแต่ต้นดังต่อไปนี้.

มีเรื่องเล่ามาว่า ในกัปนี้ครั้งอดีต พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์คือ พระตัณหังกร ๑ พระเมธังกร ๑ พระสรณังกร ๑ พระทีปังกร ๑ทรงอุบัติขึ้นในโลกตามลำดับ . ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ทีปังกรได้มีเมืองว่า อมรวดี. สุเมธ-พราหมณ์อาศัยอยู่ในเมืองนั้นเป็นอุภโตสุชาตสังสุทธเคราหณี (มีครรภ์เป็นที่ปฏิสนธิอันบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย) ทางฝ่ายมารดาและบิดาตลอด ๗ ชั่วตระกูลไม่ถูกรังเกียจโดยชาติ. มีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใสถึงพร้อมด้วยผิวพรรณงดงามอย่างยิ่ง สุเมธพราหมณ์มิได้ทำการงานอย่างอื่น เรียนศิลปะของพราหมณ์อย่างเดียว. มารดาบิดาได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่ม. ครั้งนั้นสิริวัฑฒกะ อำมาตย์ของเขา นำบัญชีทรัพย์สินมาให้แล้วเปิดห้องทรัพย์สินเต็มไปด้วย ทอง เงิน แก้วมณี แก้วมุกดาเป็นต้น แล้วแจ้งทรัพย์สินตั้งแต่ ๗ ชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมารทรัพย์ประมาณเท่านี้เป็นของมารดา

หน้า ๒๕

ของท่าน ประมาณเท่านี้เป็นของบิดาของท่าน ประมาณเท่านี้เป็นของปู่ ย่า ตา ยาย และทวดของท่าน แล้วกล่าวว่า ขอท่านจงปกครองทรัพย์สินนี้เถิด. สุเมธบัณฑิตคิดว่า ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้นของเรารวบรวมทรัพย์สินนี้ไว้เป็นอันมาก ถึงอย่างนี้ก็ยังไปสู่ปรโลก มิได้ถือเอาไปได้แม้แต่กหาปณะเดียว แต่เราควรจะทำเหตุแห่งการถือเอาไปได้ ดังนี้เขาจึงทูลแด่พระราชาแล้วให้ตีกลองประกาศทั่วไปในเมือง ได้ให้ทานแก่มหาชนแล้วไปยังหิมวันตประเทศบวชเป็นดาบสล่วงไปได้ ๗ วัน จึงยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้นอยู่ด้วยสมาบัติวิหารธรรม.

ก็ในกาลนั้น พระทศพลพระนามว่า ทีปังกรบรรลุพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ยังบวรธรรมจักรให้เป็นไปแวดล้อมด้วยพระขีณาสพ หนึ่งแสนรูป เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงรัมมวดีนครประทับอาศัยอยู่ที่สุทัศน-มหาวิหารไม่ไกลเมืองนั้น. ชาวเมืองรัมมวดีนครได้ฟังว่า ได้ยินว่า-พระศาสดาเสด็จถึงนครของพวกเราแล้วประทับอยู่ ณ สุทัศนมหาวิหาร จึงพากันถือของหอมมีดอกไม้เป็นต้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น นั่งอยู่ส่วนข้างหนึ่งฟังพระธรรมเทศนาแล้วนิมนต์เพื่อเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น พากันลุกจากที่นั่งกลับไป. วันรุ่งขึ้นชาวเมืองเหล่านั้นเตรียมมหาทานตกแต่งนคร ต่างรื่นเริงยินดีทำความสะอาดทางที่พระทศพลเสด็จมา.

อนึ่ง ในกาลนั้น สุเมธดาบสมาทางอากาศเห็นพวกมนุษย์เหล่านั้นรื่นเริงยินดีจึงถามว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านทำความสะอาดทางนี้

หน้า ๒๖

เพื่อใคร. เมื่อพวกมนุษย์บอกว่า พวกเราทำความสะอาดทางเพื่อพระสัมมา-สัมพุทธเจ้าเสด็จมา เพราะค่าที่ตนได้สะสมบารมีมาในพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตพอได้ยินคำว่า พุทฺโธ ก็เกิดปีติโสมนัส ลงจากอากาศในทันใดนั่นเอง แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้โอกาสแก่เราบ้าง แม้เราก็จักทำความสะอาดด้วย ครั้นพวกมนุษย์ให้โอกาสแล้ว จึงคิดว่า ความจริงเราพอจะทำทางนี้ให้วิจิตรด้วยรัตนะ ๗ ด้วยฤทธิ์แล้วตกแต่งได้ แต่วันนี้เราควรทำความขวนขวายทางกาย เราจักถือเอาบุญสมควรแก่กาย แล้วจึงนำหญ้าและหยากเยื่อเป็นต้นออกไปเอาฝุ่นมาเกลี่ยให้เสมอทำให้สะอาด. ก็เมื่อทำความสะอาดที่นั้นยังไม่สำเร็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระทีปังกรแวดล้อมด้วยพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้มีมหานุภาพสี่แสนรูปเสด็จมาถึงทางนั้น.

สุเมธบัณฑิตคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้าจงอย่าเหยียบโคลนจึงคลี่ผ้าป่าน แผ่นหนัง และห่อชฎาออกตนเองนอนคว่ำหันศีรษะไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า. และเขาคิดอย่างนี้ว่าหากเราจักปรารถนา เราจักเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ จักทำลายกิเลสในวันนี้ทีเดียว. ประโยชน์อะไรด้วยการนอนจากโอฆะใหญ่คือสงสารของเราเพียงผู้เดียวเท่านั้น ถ้ากระไรแม้เราก็พึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นปานนี้ ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร. สุเมธ-บัณฑิตตั้งใจด้วยอภินิหารประกอบด้วยองค์ ๘ ด้วยประการฉะนี้.

หน้า ๒๗

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาประทับยืน ณ เบื้องศีรษะของสุเมธบัณฑิตนั้น ทรงทราบความสำเร็จวารจิตของสุเมธบัณฑิตนั้นทรงพยากรณ์ความเป็นไปนี้ทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จากนี้ไปในที่สุดสี่แสนอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป สุเมธบัณฑิตนี้จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมดังนี้ แล้วหลีกไป.

จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้อื่นทรงอุบัติขึ้นตามลำดับ มีพระผู้มี-พระภาคเจ้า พระนามว่า โกณฑัญญะเป็นต้นจนถึงพระทศพล พระนามว่ากัสสปเป็นที่สุด ทรงพยากรณ์พระมหาสัตว์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า. เมื่อพระโพธิสัตว์ของพวกเราทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ๒๔ พระองค์. ในกัปที่พระทศพลพระนามว่าทีปังกรทรงอุบัติได้มีพระพุทธเจ้าอื่นอีก ๓ พระองค์. ในสำนักของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นมิได้มีการพยากรณ์พระโพธิสัตว์. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นจึงไม่ถือเอาในที่นี้. แต่ในอรรถกถาเก่า เพื่อแสดงถึงพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายตั้งแต่กัป ท่านจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร

พระทีปังกร ผู้เป็นพระสัมพุทธเจ้า และพระ

โกณฑัญญะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า พระ

มังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ

ผู้เป็นมุนี พระอโนมทัสสี พระปทุม พระ

หน้า ๒๘

นารทะ พระปทุมุตตระ พระสุเมธะ ผู้เกิดดี

แล้ว พระปิยทัสสี ผู้มียศใหญ่ พระอัตถทัสสี

พระธรรมทัสสี พระสิทธัตถะ ผู้เป็นนายก

ของโลก พระติสสะ พระผุสสะ ผู้เป็น

พระสัมพุทธเจ้า พระวิปัสสี พระสิขี พระ

เวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ

พระกัสสปะ ผู้เป็นนายก. ท่านเหล่านี้ได้

เป็นพระสัมพุทธเจ้า ปราศจากราคะ ตั้งมั่น

แล้ว มีรัศมี ๑๐๐ บรรเทาความมืดใหญ่

รุ่งเรืองดุจกองไฟ พระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น

พร้อมด้วยสาวกทั้งหลาย ได้นิพพานแล้ว.

ในระหว่างพระทศพลพระนามว่าทีปังกร และพระทศพลพระนามว่าโกณฑัญญะ โลกได้ว่างพระพุทธเจ้าไปตลอดอสงไขยหนึ่งแห่งมหากัป. ในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า มังคละ ก็เหมือนกัน ในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโสภิตะ พระนามว่า อโนมทัสสี พระนามว่า นารทะ พระนามว่า ปทุ-มุตตระ ก็เหมือนกัน. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ในพุทธวงศ์ว่า :-

หน้า ๒๙

กัปทั้งหลายในระหว่างแห่งพระพุทธเจ้า

เหล่านั้น คือแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกร และแห่งพระศาสดาพระนามว่า โภณ-ฑัญญะเป็นกัปที่นับไม่ได้โดยการคำนวณ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายกพระนามว่า มังคละ โดยพระนามอื่นจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ กัปทั้งหลายในระหว่างพระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น ก็เป็นกัปที่นับไม่ได้โดยการคำนวณ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนม-

ทัสสี ผู้มียศใหญ่อื่นจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โสภิตะ กัปทั้งหลายในระหว่างพระพุทธเจ้า แม้เหล่านั้นก็เป็นกัปที่นับไม่ได้โดยการคำนวณ.

กัปทั้งหลายในระหว่างพระพุทธเจ้า แม้

เหล่านั้น คือ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า นารทะ แห่งพระศาสดาพระนามว่า ปทุ-มุตตระ ก็เป็นกัปที่นับไม่ได้โดยคำนวณ.

หน้า ๓๐

ด้วยประการฉะนี้ท่านจึงกล่าวว่า จตุโร จ อสงฺขิเย สื่อสงไขยโดยการล่วงการคำนวณมหากัปในฐานะ ๔ แม้ในความเป็นอสงไขยกัป เพราะความเป็นกัปที่ล่วงเลยการคำนวณ. พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวด้วยสังขยา-วิเสสนะ ( การนับที่แปลกออกไป ). อนึ่ง เพราะ ๓ หมื่นกัปในระหว่างพระทศพลพระนามว่า ปทุมุตตระ และพระทศพลพระนามว่า สุเมธะ๖๙,๘๘๒ กัป แห่งพระทศพลพระนามว่า สุชาตะ และ พระทศพลพระนามว่า ปิยทัสสี. ๒๐ กัป ในระหว่างพระทศพลพระนามว่าธรรมทัสสี และพระทศพลพระนามว่า สิทธัตถะ ๑ กัป ในระหว่างพระทศ-พลพระนามว่า สิทธัตถะ และพระทศพลพระนามว่า

ติสสะ ๖ กัป ในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี. ๓๐ กัป ในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เวสสภูและพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ. และ ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป พร้อมด้วยกัปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ทรงอุบัติภายหลังตั้งแต่กัปที่พระทศพลพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติและด้วยภัตรกัปนี้ ด้วยประการฉะนี้ท่านจึงกล่าวว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส ตลอดแสนกัปหมายถึงมหากัปเหล่านั้น. เมื่อเนื้อความนี้กล่าวพิสดารควรจะนำบาลีพุทธวงศ์ทั้งหมดมาพรรณนา ฉะนั้นเราจะรักษาใจของมหาชนผู้กลัวความพิสดารเกินจึงจะไม่กล่าวให้พิสดาร. ผู้มีความต้องการความพิสดารพึงเรียนจากพุทธวงศ์. อนึ่งในที่นี้กถามรรคใดที่ควรกล่าว กถามรรคแม้นั้นก็พึงทราบโดยนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาธรรมสังคหะชื่อว่า อัฏฐสะลินี และอรรถกถาชาดกนั่นและ

หน้า ๓๑

อนฺตร ศัพท์ในบทว่า เอตฺถนฺตเร นี้ มาแล้วใน เหตุ ในบทมีอาทิว่า :-

ชนทั้งหลาย ประชุมกันที่ฝั่งแม่น้ำ ที่

เรือน ที่สภา และที่ถนนปรึกษาเหตุอะไร

กะเราและกะท่าน.

มาแล้วใน ขณะ ในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญหญิงคนหนึ่งล้างภาชนะในขณะฟ้าแลบ ได้เห็นข้าพระองค์. มาแล้วใน จิต ในประโยคมีอาทิว่า ความโกรธไม่มีแต่จิตของผู้ใด. มาแล้วใน ระหว่าง ในบทมีอาทิว่า เมืองคยาในระหว่าง และต้นโพธิ์ในระหว่าง. มาแล้วใน ท่ามกลางในบทมีอาทิว่า เมื่อพระอุปัชฌาย์ยังพูดอยู่ไม่ควรสอดคำพูดในท่ามกลางแม้ในที่นี้พึงเห็นว่า ในท่ามกลางนั่นแล เพราะฉะนั้น ในระหว่างนี้ความว่าในท่ามกลาง. บทนี้เป็นอันท่านกล่าวไว้ว่า ในมหากัปพระผู้มีพระ-ภาคของเรา เป็นสุเมธบัณฑิตในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกรได้ทรงกระทำมหาภินิหารประกอบด้วยองค์

๘ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑ การเห็นพระ-ศาสดา ๑ บรรพชา ๑ คุณสมบัติ ๑ อธิการ ๑ ความพอใจ ๑. ทรงสะสม สมาทานบารมี ๓๐ ทัศ ทรงปรารภเพื่อยังพุทธการกธรรมแม้ทั้งหมดให้สมบูรณ์ อนึ่ง มีพระบารมีเต็มเปี่ยมด้วยประการทั้งปวง ในภัตรกัปนี้ได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. กาลวิเศษมีกำหนดตามที่กล่าวแล้ว

หน้า ๓๒

ในระหว่างมหากัปสองเหล่านี้. ก็ข้อนั้นรู้ได้อย่างไร. จริงอยู่บทนี้ว่า กปฺเปจ สตสหสสฺเส จตุโร จ อสงฺขิเย สี่อสงไขยแสนกัป เป็นบทแสดงถึงการนับมหากัปโดยกำหนดและมิได้กำหนด. ก็การนับนี้นั้นเป็นการถือเอาเบื้องต้นและที่สุดของการคำนวณ เว้นจากนั้นไม่มี เพราะเหตุนั้นการเริ่มโพธิสมภารและการแสวงหาย่อมรู้ได้ว่า แม้ทั้งสองอย่างนั้นท่านแสดงโดยเนื้อความในบทนี้ว่า เอตฺถนฺตเร ในระหว่างนี้ด้วยความมีเขตจำกัด อนึ่งเขตจำกัดนี้พึงทราบด้วยวิธีอันยิ่ง. ไม่พึงทราบด้วยอำนาจขอบเขต เพราะกัปเริ่มและกัปสุดท้ายหยั่งลงภายในโดยเอกเทศ อนึ่ง วิธีอันยิ่งย่อมไม่มีในที่นี้ เพราะมิได้กำหนดกัปเหล่านั้นไว้ โดยไม่มีขอบเขตมิใช่หรือ ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะนั่นเป็นแม้ในเอกเทศของกัปนั้น. จริงอยู่ กัปที่เป็นเอกเทศของกัปนั้น กำหนดไว้โดยไม่มีขอบเขต.

บทว่า จริตํ ในบทนี้ว่า ยํ จริตํ, สพฺพํ ตํ โพธิปาจนํ ความประพฤติทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ ได้แก่ จริยา อันเป็นข้อปฏิบัติมีทานและศีลเป็นต้น สงเคราะห์เข้าในบารมี ๓๐ ทัศ เพราะญาตัตถจริยาโลกัตถจริยา และพุทธัตถจริยา หยั่งลงภายในจริยานั้น. อนึ่ง จริยา นี้มี ๑ คือ อิริยาปถจริยา จริยาในอิริยาบถ ๔ ของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยความตั้งใจ ๑ อายตนจริยา จริยาในอายตนะภายในของท่านผู้มีทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ สติจริยา จริยาในสติปัฏฐาน ๔ ของท่านผู้มีความไม่ประมาทเป็นธรรมเครื่องอยู่ ๑ สมาธิจริยา จริยาในฌานทั้งหลาย

หน้า ๓๓

๔ ของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต ๑ าณจริยา จริยาในอริยสัจ ๔ ของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑ มคฺคจริยา จริยาในอริยมรรค ๔ ของท่านผู้ปฏิบัติชอบ ๑ ปตฺติจริยา จริยาในสามัญผล ๔ ของท่านผู้บรรลุผล ๑โลกตฺถจริยา จริยาในสรรพสัตว์ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๓ พระองค์.

ในจริยาเหล่านั้น โลกัตถจริยา ของพระโพธิสัตว์สององค์ และพระปัจ-เจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า โดยมีขอบเขต แต่ของพระโพธิสัตว์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายโดยไม่มีขอบเขต. มีดังที่ท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า บทว่า จริยา ได้แก่จริยา ๘ คือ อิริยาปถจริยา และอายตน-จริยา เป็นต้น ความพิสดารมีอยู่ว่า พระโยคาวจรประพฤติน้อมไปด้วยศรัทธา ประพฤติประคองไว้ด้วยความเพียร ประพฤติรู้ทั่วด้วยปัญญาประพฤติรู้แจ้งด้วยวิญญาณ เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ กุศลธรรมทั้งหลายย่อมแผ่ไป ด้วยเหตุนั้นชื่อว่าประพฤติด้วยอายตนจริยา. แม้ปฏิบัติอย่างนี้ ก็ย่อมบรรลุคุณวิเศษด้วยเหตุนั้นชื่อว่าประพฤติด้วยวิเสสจริยา ดังนั้นท่านจึงกล่าวถึงจริยา ๘ แม้อื่น. พึงทราบการปิดบังในบารมีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นไว้.

ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า บทว่า จริตํ คือ จริยา อันเป็นข้อปฏิบัติมีทานและศีลเป็นต้น สงเคราะห์เข้าในบารมี ๓๐ ทัศ. แต่ในที่นี้พึงทราบความไม่ปิดกั้นมรรคจริยาและปัตติจริยา เพราะประสงค์เอาเหตุจริยานั้นแลในที่นี้. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพํ ตํ โพธิปาจนํ ความประพฤติทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ ดังนี้.

หน้า ๓๔

สพฺพ ศัพท์ในบทนั้นย่อมปรากฏในอรรถ ๔ อย่าง คือ สพฺพสพฺพํ๑ อายตนสพฺพํ ๑ สกฺกายสพฺพํ ๑ ปเทสสพฺพํ ๑. ในอรรถว่าสพฺพสพฺพํ ในบทมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมาสู่ครองในหัวข้อว่า ญาณ ของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค ด้วยอาการทั้งปวง. ในอรรถว่าอายตนสพฺพํ ในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงอายตนะทั้งปวงพวกเธอจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ รูป ฯลฯ มนะและธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไร. ในอรรถว่า สกฺกายสพฺพํ ในบทมีอาทิว่า ภิกษุย่อมรู้สิ่งทั้งปวงโดยประการทั้งปวง. ในอรรถว่า ปเทสสพฺพํ ในบทมีอาทิว่า ดูก่อนสารีบุตรถ้อยคำอันพวกเธอทั้งหมดกล่าวดีแล้วโดยปริยาย. แม้ในที่นี้พึงทราบว่า สพฺพ ศัพท์ในอรรถว่า ปเทสสพฺพํ เพราะท่านประ-สงค์เอาความประพฤติอันเป็นการสะสมโพธิญาณ.

บทว่า โพธิ ได้แก่ต้นไม้บ้าง อริยมรรคบ้าง นิพพานบ้าง สัพพัญ-ญุตญาณบ้าง. ต้นไม้ชื่อว่า โพธิ เพราะต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ ในอาคตสถานว่าตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งแรก ณ ควงต้นโพธิและว่า คยาประเทศในระหว่าง และต้นโพธิในระหว่าง. อริยมรรคชื่อว่า โพธิ เพราะอริย-มรรคเป็นเหตุตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในอาคตสถานว่า ญาณในมรรค ๔ ท่านเรียกว่า โพธิ. นิพพานชื่อว่า โพธิ เพราะนิพพานเป็นนิมิต ในอาคต-สถานว่า ทรงบรรลุโพธิญาณอันเป็นอมตะและอสังขตะ. พระสัพพัญญุตฌาณชื่อว่า โพธิ เพราะพระสัพพัญญุตญาณเป็นเหตุตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยอาการ

หน้า ๓๕

ทั้งปวง ในอาคตสถานว่าท่านผู้มีปัญญาว่าประเสริฐดุจแผ่นดิน ย่อมบรรลุโพธิญาณ. ในที่นี้ประสงค์เอาพระสัพพัญญุตญาณ. หรือว่า สัพพัญญุตญาณอันเป็นอรหัตมรรคพึงทราบว่า โพธิ ในที่นี้. พระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า โพธิ เพราะประสงค์เอา มหาโพธิ. จริงอยู่พระสัพพัญญุตญาณ อันมีอาสวักขยญาณเป็นปทัฏฐาน และอาสวักขยญาณอันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นปทัฏฐาน ท่านกล่าวว่า มหาโพธิ. ความย่อในบทนี้ มีดังนี้ ความประพฤติกล่าวคือการปฏิบัติมีทานและศีลเป็นต้น ของเราอันใด ในการกำหนดกาลตามที่กล่าวแล้ว ความประพฤตินั้นทั้งหมดเป็นเครื่องบ่ม เป็นความสำเร็จ ทำให้เกิดมหาโพธิญาณ อันไม่มีส่วนเหลืออกิตติดาบสแสดงการบำเพ็ญโพธิสมภารติดต่อกันไปด้วยบทนี้. อีกออย่างหนึ่งบทว่า สพฺพํ ได้แก่ความประพฤติอันใดในระหว่างนี้ คือ ในการกำหนดกาลตามที่กล่าวแล้ว ความประพฤตินั้นทั้งหมด เป็นโพธิสมภารทั้งสิ้น ไม่มีส่วนเหลือ. อกิตติดาบสแสดงการบำเพ็ญบุญบารมีทั้งหมดด้วยบทนี้.

ภาวนาในโพธิสมภารมี ๔ อย่าง คือ สพฺพสมฺภารภาวนา ๑นิรนฺตรถาวนา ๑ จิรกาลภาวนา ๑ สกฺกจฺจภาวนา ๑. ในภาวนาอย่างนั้น ท่านกล่าว จิรกาลภาวนา ( การบำเพ็ญตลอดกาลนาน ) ด้วยบทนี้ว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส, จตุโร จ อสงฺขิเย ในสี่อสงไขยแสนกัป.

ท่านกล่าว นิรนฺตรถาวนา (การบำเพ็ญติดต่อกันไป) ด้วยการถือเอาทั้งหมดในอรรถวิกัปที่หนึ่ง ด้วยการประกอบล่วงส่วนในระหว่างนี้. ท่านกล่าว

หน้า ๓๖

สพฺพสมฺภารกาวนา (การบำเพ็ญบุญกุศลทั้งหมด) ด้วยบทนี้ว่า สพฺพํจริตํ ความประพฤติทั้งหมด ในอรรถวิกัปที่สอง. ท่านกล่าว สกฺกจฺจ-ภาวนา ( การบำเพ็ญโดยความเคารพ ) ด้วยบทนี้ว่า โพธิปาจนํ เป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ. ความประพฤตินั้นย่อมบ่มสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะแสดงความเป็นอย่างนั้น ฉันใด ความประพฤตินั้นย่อมควรที่จะกล่าวว่าโพธิปาจนํ เป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ ฉันนั้นไม่ควรที่จะกล่าวโดยอาการอื่น. ก็ในบทนี้พึงทราบความที่โพธิจริยาติดต่อกันไปอย่างไร. ผิว่า จิตนั้นไม่ควร เพราะจิตติดต่อกันไป เป็นความจริงที่ไม่อาจจะกล่าวได้ว่า จิตอื่นจากจิตสะสมโพธิสมภาร จะเกิดขึ้นสูงกว่ามหาภินิหารของพระมหาสัตว์ทั้งหลาย.

เมื่อเป็นเช่นนั้น พึงกล่าวหมายถึงความเป็นไปแห่งจิตสำเร็จด้วยกิริยา. แม้อย่างนี้ก็ไม่ควร. ความจริงไม่ควรเห็นว่า จิตสำเร็จด้วยกิริยาทั้งหมดของพระมหาโพธิสัตว์เหล่านั้น ย่อมเป็นไปได้ด้วยอำนาจแห่งการสะสมโพธิสมภารเท่านั้น แม้การทำความเพียรติดต่อกันไป ท่านก็ห้ามด้วยบทนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง พึงทราบนิรันดรภาวนา เพราะความติดต่อกันแห่งชาติ. พระมหา-โพธิสัตว์ยังมหาปณิธานให้เกิดในชาติใด ชาตินั้นย่อมไม่เข้าไปได้ตั้งแต่นั้นจนถึงอัตภาพหลัง. ชาติใดที่พระมหาโพธิสัตว์สะสมโพธิสมภารไว้หมดสิ้นทุกประการ โดยที่สุดหมายเอาเพียงทานบารมีก็พึงมีไม่ได้. เพราะชาตินี้เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนากิจของพระศาสนา. พระ-โพธิสัตว์เหล่านั้น ยังไม่ถึงความเป็นผู้ชำนาญในกรรมเป็นต้น เพียงใดพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมถึงความขวนขวายอันมีขอบเขตในการสะสมบุญ

หน้า ๓๗

เพียงนั้น. อนึ่ง เมื่อใดพระโพธิสัตว์ทั้งหลายถึงความเป็นผู้ชำนาญในกรรมเป็นต้นโดยประการทั้งปวง เมื่อนั้นความเคลื่อนไหวและกระทำติดต่อในโพธิสมภารทั้งหลาย ย่อมสมบูรณ์โดยไม่มีขอบเขตตั้งแต่นั้น. ก็การทำโดยความเคารพย่อมเป็นกาลทั้งหมด. ความสำเร็จตามความประสงค์ ย่อมสมบูรณ์ในทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. พึงทราบว่าท่านประกาศภาวนา๔ อย่าง คือ สพฺพสมฺภารภาวนา ๑ จิรกาลภาวนา ๑ นิรนฺตรภาวนา ๑สกฺกจฺจภาวนา ๑ ในโพธิสมภารทั้งหลาย ด้วยคาถานี้.

ในบทนั้นเพราะความประพฤติของพระโพธิสัตว์ โพธิสมภาร โพธิ-จริยา อัครยาน บารมี เป็นอันเดียวกันโดยอรรถ พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

อนึ่ง เพราะบทว่า จริตํ นี้ เป็นคำไม่วิเศษไปจากบารมี มีทานบารมี เป็นต้นซึ่งจะกล่าวโดยวิภาคข้างหน้า ฉะนั้นในที่นี้ควรพรรณนาบารมีทั้งหลายเพื่อให้เกิดความเป็นผู้ฉลาดในโพธิสมภารทั้งหมด. เราจักพรรณนาในปกิณณก-กถา ข้างหน้าจนครบ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระจริยาในภูมิของพระโพธิสัตว์ของพระองค์. โดยไม่วิเศษว่า เป็นเครื่องบ่มมหาโพธิญาณตั้งแต่เริ่มจนสุดท้าย บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงความที่พระจริยานั้นเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณโดยสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เมื่อจะทรงประกาศบุรพจริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในภัตรกัปนี้โดยวิภาค จึงตรัสคำมีอาทิว่า อตีต-กปฺเป ในกัปล่วงแล้วดังนั้น.

หน้า ๓๘

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตีตกปฺเป คือในมหากับมีกำหนดตามที่กล่าวแล้วล่วงไปแล้วทั้งหมดก่อนหรือกว่าจากกัปนี้ อริบายว่า ในสี่อสงไขยแสนกัป. บทว่า จริตํ คือการปฏิบัติบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ที่สะสมไว้แล้ว. บทว่า ฐปยิตฺวา คือเว้นไม่ถือเอา อธิบายว่า ไม่กล่าวถึง. บทว่าภวาภเว คือในภพน้อยใหญ่. พึงทราบความในบทว่า อิติภวาภวกถํ ดังต่อไปนี้ ท่านกล่าวถึงความเจริญและความเสื่อมว่า ภวาภว. ในบทที่ว่าล่วงความเป็นผู้เจริญและเป็นผู้เสื่อม ท่านประสงค์เอา สมบัติวิบัติ ความเจริญความเสื่อม สสัสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ บุญและบาป ว่า ภวาภว.

อนึ่งในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุของประณีต ท่านประสงค์เอาเภสัชมีเนยใสและเนยขึ้นเป็นต้นอันประ-ณีต ประณีตยิ่ง ว่า ภวาภว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ในสมบัติภพ ภพน้อยภพใหญ่ประณีตยิ่ง ประณีตที่สุด ดังนี้บ้าง. เพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้ก็พึงทราบความนั้นนั่นแล ท่านอธิบายว่า ในภพน้อยและภพใหญ่. บทว่าอิมมฺหิ กปฺเป คือในภัทรกัปนี้. บทว่า ปวกฺขิสฺสํ คือเราจักบอก. บทว่าสุโณหิ ท่านจงฟัง คือทรงชักชวนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ในการฟัง.

บทว่า เมห คือในสำนักของเรา. อธิบายว่า จากคำพูดของเรา.

จบ นิทานกถา

หน้า ๓๙

อรรถกถาอกิตติวรรคที่ ๑

๑. การบำเพ็ญทานบารมี

อรรถกถาอกิตติจริยาที่ ๑

ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยังอุตสาหะในการฟัง บุรพ-จริยาของพระองค์ให้เกิดแก่ท่านพระสารีบุตรเถระ และแก่บริษัทกับทั้งเทวดาและมนุษย์แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงกระทำบุรพจริยานั้นซึ่งปกปิดไว้ในระหว่างภพให้ประจักษ์ ดุจมะขามป้อมในฝ่ามือ ฉะนั้นจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า :-

ในกาลใดเราเป็นดาบสชื่ออกิตติเข้าไป

อาศัยอยู่ในป่าใหญ่อันว่างเปล่า สงัดเงียบ

ปราศจากเสียงอื้ออึง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยทา คือ ในกาลใด. บทว่า พฺรหารญฺเญคือ ในป่าใหญ่ อธิบายว่า ในป่าใหญ่ชื่อว่า อรัญญานี. บทว่า สุญฺเญว่างเปล่า คือ สงัดจากชน. บทว่า วิปินภานเน คือ ป่าเล็ก ๆ อันสงัดเงียบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเงียบของป่านั้นด้วยสองบท บททั้งหมดนั้นท่านกล่าวหมายถึงการทวีป. บทว่า อชฺโฌคาเหตฺวา คือเข้าไปอาศัย. บทว่า วิหรามิ คือเรากำจัดทุกข์ของร่างกายอยู่ยังอัตภาพให้เป็นด้วย

หน้า ๔๐

อิริยาบถวิหารอันวิเศษกว่าสุขที่เกิดจากอาเนญชวิหาร คือการอยู่ไม่หวั่นไหว ที่เป็นของทิพย์ เป็นของพรหม เป็นของอริยะ. บทว่า อกิตฺติ นามตาปโส คือในกาลใดเราเป็นดาบสมีชื่ออย่างนี้อยู่ในป่านั้น. ในกาลนั้นพระศาสดาตรัสถึงความที่พระองค์เป็นดาบสชื่ออกิตติ แก่พระธรรมเสนาบดี.

มีกถาเป็นลำดับดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ภัทรกัปนี้แล ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์มหาสาล มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ มีชื่อว่า อกิตติ. เมื่ออกิตติเดินได้น้องสาวก็เกิดมีชื่อว่า ยสวดี. เมื่ออกิตติมีอายุได้ ๑๕ ปีก็ไปเรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกสิลา เรียนสำเร็จแล้วก็กลับ. ครั้งนั้นมารดาบิดาของอกิตติได้ถึงแก่กรรม. อกิตติทำฌาปนกิจมารดาบิดาแล้วล่วงไปสองสามวัน ให้ผู้จัดการมรดกตรวจตราทรัพย์สิน ครั้นสดับว่า ทรัพย์สินส่วนของมารดา ประมาณเท่านี้ ส่วนของบิดาประมาณเท่านี้ ส่วนของปู่ตาประมาณนี้ จึงเกิดสังเวชว่า ทรัพย์นี้เท่านั้นยังปรากฏอยู่ แต่ผู้จัดหาทรัพย์มาไม่ปรากฏ ทั้งหมดละทรัพย์นี้ไป แต่เราจักเอาทรัพย์นี้ไป จึงกราบทูลพระราชาให้ตีกลองป่าวประกาศว่า ผู้มีความต้องการทรัพย์จงมายังเรือนของอกิตติบัณฑิต.

อกิตติบัณฑิตบริจาคมหาทานตลอด ๗ วัน เมื่อทรัพย์ยังไม่หมดจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยธนกรีฑานี้แก่เรา ผู้มีความต้องการจักรับตามชอบใจ จึงเปิดประตูเรือนแล้วให้เปิดห้องเก็บสมบัติอันเต็มไปด้วยเงินและ

หน้า ๔๑

ทองเป็นต้น ประกาศว่า ชนทั้งหลายจงนำเอาทรัพย์ที่เราให้แล้วไปเถิดแล้วละเรือนไปเมื่อวงศ์ญาติร่ำไห้อยู่ ได้พาน้องสาวออกจากกรุงพาราณสีข้ามแม่น้ำไป ๒-๓ โยชน์ ออกบวชสร้างบรรณศาลาอยู่ ณ ภูมิภาคน่ารื่นรมย์ท่าที่อกิตติดาบสข้ามแม่น้ำไปชื่อ ท่าอกิตติ. พวกมนุษย์ชาวบ้านชาวนิคมและชาวเมืองหลวงได้ฟังว่า อกิตติบัณฑิตบวชแล้ว ต่างมีใจจดจ่อด้วยคุณ-ธรรมของอกิตติดาบสจึงพากันบวชตาม. อกิตติดาบสได้มีบริวารมาก. ลาภและสักการะเป็นอันมากเกิดขึ้นดุจพุทธุปาทกาล.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ลาภและสักการะอันมากนี้แม้บริวารก็มาก แม้เพียงกายวิเวกก็ไม่ได้ในที่นี้ เราควรอยู่แต่ผู้เดียว เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยอย่างยิ่ง และเพราะเป็นผู้น้อมไปในวิเวกจึงไม่ให้ใคร ๆ รู้ออกไปผู้เดียว ถึงแคว้นทมิฬตามลำดับอยู่ในสวนใกล้ท่ากาวีระยังฌานและอภิญญาให้เกิด. แม้ ณ ที่นั้นลาภและสักการะใหญ่ก็เกิดขึ้นแก่อกิตติดาบสนั้น. อกิตติดาบสรังเกียจลาภและสักการะใหญ่นั้นจึงทิ้งเหาะไปทางอากาศหยั่งลง ณ การทวีป, ในครั้งนั้นการทวีปมีชื่อว่า อหิทวีป. อกิตติดาบสอาศัยต้นหมากเม่าใหญ่ ณ ที่นั้นสร้างบรรณศาลาพักอาศัยอยู่. แต่เพราะความเป็นผู้มักน้อยจึงไม่ไปในที่ไหน ๆ บริโภคผลไม้ในกาลที่ต้นไม้นั้นมีผล เมื่อยังไม่มีผลก็บริโภคใบไม้ชงน้ำ ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยฌานและสมาบัติ.

ด้วยเดชแห่งศีลของอกิตติดาบสนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะนั้นแสดงอาการเร่าร้อน. ท้าวสักกะรำพึงอยู่ว่า ใครหนอประสงค์ให้

หน้า ๔๒

เราเคลื่อนจากที่นี้ ทอดพระเนตรเห็นอกิตติบัณฑิตทรงดำริว่า ดาบสนี้ประพฤติตบะที่ทำได้ยากอย่างนี้เพื่ออะไรหนอ หรือจะปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ หรือว่าอย่างอื่น เราจักทดลองดาบสนั้นดู. จริงอยู่ดาบสนี้มีความประพฤติทางกายวาจาและใจบริสุทธิ์สะอาด ไม่อาลัยในชีวิต บริโภคใบหมากเม่าชงน้ำ หากปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ จักให้ใบหมากเม่าชงน้ำของตนแก่เรา หากไม่ปรารถนาก็จักไม่ให้ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ไปหาอกิตติดาบสนั้น. แม้พระโพธิสัตว์ก็รินใบหมากเม่าออกคิดว่าจักบริโภคน้ำใบหมากเม่าเย็น นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา. ลำดับนั้นท้าวสักกะมีรูปเป็นพราหมณ์มีความต้องการภิกษา ได้ยืนข้างหน้าพระดาบส. พระมหาสัตว์เห็นพราหมณ์นั้นก็ดีใจด้วยคิดว่า เป็นลาภของเราแล้วหนอ เราได้ดีแล้วหนอ เราไม่ได้เห็นยาจกมานานะแล้วหนอ คิดต่อไปว่าวันนี้เราจักยังความปรารถนาของเราให้ถึงที่สุดแล้วจักให้ทาน จึงถือเอาด้วยภาชนะที่มีอาหารสุกไป แล้วนึกถึงทานบารมี ใส่ลงในภิกษาภาชนะของพราหมณ์นั้นจนหมด.

ท้าวสักกะรับภิกษานั้นไปได้หน่อยหนึ่งก็อันตรธานไป. แม้พระมหาสัตว์ครั้นให้ภิกษาแก่พราหมณ์นั้นแล้วก็ไม่นึกที่จะแสวงหาอีก ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยปีติสุขนั้นนั่นเอง.

ในวันที่สองท่านอกิตติดาบสนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ก็ต้มใบหมากเม่าอีกคิดว่า เมื่อวานนี้เราไม่ได้ทักขิไณยบุคคลวันนี้เราจะได้อย่างไรหนอท้าวสักกะก็เสด็จมาเหมือนเดิม. พระมหาสัตว์ได้ให้ภิกษายังกาลเวลาให้

หน้า ๔๓

น้อมล่วงไปเหมือนอย่างนั้นอัก. ในวันที่สามก็ให้อย่างนั้นอีกแล้วคิดว่าน่าปลื้มใจหนอ เป็นลาภของเรา เราประสบบุญมากหนอ หากเราได้ทักขิไณยบุคคลเราจะให้ทานอย่างนี้ ตลอดเดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง. แม้ในสามวันพระดาบสก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยทานนั้นเรามิได้ปรารถนา ลาภสักการะและความสรรเสริญ ไม่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ ไม่ปรารถนาสักกสมบัติไม่ปรารถนาพรหมสมบัติ ไม่ปรารถนาสาวกโพธิญาณ ไม่ปรารถนาปัจเจก-โพธิญาณ ที่แท้ขอทานของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณเถิด.

ด้วยเหตุนั้นท่านอกิตติดาบสจึงกล่าวว่า :-

ในกาลนั้นด้วยเดชแห่งการประพฤติตบะ

ของเรา ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ในไตรทิพย์ทรง

ร้อนพระทัย ทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เข้า

มาหาเราเพื่อภิกษา.

เราได้เห็นพราหมณ์มายืนอยู่ใกล้ประตู

บรรณศาลาของเรา จึงเอาใบหมากเม่าที่เรานำ

มาแต่ป่า อันไม่มีน้ำมันทั้งไม่เค็มให้หมด

พร้อมกับภาชนะ.

ครั้นได้ให้ใบหมากเม่าแก่พราหมณ์นั้น

แล้ว เราจึงคว่ำภาชนะ ละการแสวงหาใบ

หน้า ๔๔

หมากเม่าใหม่ เข้าไปยังบรรณศาลา.

แม้ในวันที่สอง แม้ในวันที่สาม พราหมณ์

ก็เข้ามายังสำนักเรา เราไม่หวั่นไหว ไม่อาลัย

ในชีวิต ได้ให้หมดสิ้นเช่นก่อนเหมือนกัน.

ในสรีระของเราไม่มีความหม่นหมอง เพราะ

การอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย เรายังวันนั้น ๆ ให้

น้อมไปด้วยความยินดีด้วยปีติสุข.

ผิว่าเราพึงได้ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐ

แม้เดือนหนึ่งสองเดือน เราก็ไม่หวั่นไหว ไม่

ท้อแท้ ฟังให้ทานอันอุดม เมื่อให้ทานแก่

พราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศและลาภ

ก็หามิได้ เราปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ จึง

ได้ประพฤติธรรมเหล่านั้น ฉะนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทา คือในกาลที่เราเป็นดาบสชื่อว่าอกิตติอยู่ในป่าใบหมากเม่านั้น (การทวีป). บทว่า มํ คือของเรา. บทว่า ตปเตเชนด้วยเดชแห่งการบำเพ็ญตบะ คือด้วยอานุภาพแห่งศีลบารมี. จริงอยู่ศีลท่านเรียกว่า ตบะ เพราะเผาความเศร้าหมองอันเกิดแต่ทุจริต. หรือเพราะอานุ-ภาพแห่งเนกขัมมบารมีและวีริยบารมี. เพราะแม้บารมีเหล่านั้นท่านก็เรียกว่า

หน้า ๔๕

ตบะ เพราะเผาความเศร้าหมองคือตัณหา และความเกียจคร้าน. อนึ่งบารมีเหล่านั้นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญอย่างยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้. อันที่จริงควรจะกล่าวว่า ขนฺติปารมิตานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งขันติบารมี เพราะขันติสังวรเข้าถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง. บทว่า สนฺตตฺโต ท้าวสักกะทรงร้อนพระทัย ความว่า ท้าวสักกะทรงร้อนพระทัยด้วยอาการแสดงความเร่าร้อนของปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ ตามธรรมดาที่เกิดด้วยอานุ-ภาพของคุณธรรมที่กล่าวแล้ว. บทว่า ติทิวาภิภู ผู้เป็นใหญ่ในไตรทิพย์คือผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกได้แก่ท้าวสักกะ. ใบหมากเม่าแม้ถือเอาในที่ใกล้บรรณศาลา ท่านกล่าวว่า ปวนา อาภตํ นำมาจากป่า เพราะบรรณศาลาอยู่ท่ามกลางป่า.

บทว่า อเตลญฺจ อโลณิกํ ไม่มีน้ำมัน ทั้งไม่มีความเค็ม ท่านกล่าวเพื่อแสดงความรุ่งเรืองอย่างใหญ่หลวงแห่งทานบารมี ด้วยความสมบูรณ์แห่งอัธยาศัย แม้ไทยธรรมจะไม่ใหญ่โตนัก. บทว่า มม ทฺวาเร คือใกล้ประตูบรรณศาลาของเรา. ด้วยบทนี้ว่า สกฏาเหน อากิรึ ให้หมดพร้อมทั้งภาชนะ ท่านอกิตติดาบสแสดงถึงความที่ตนให้ไม่มีอะไร ๆ เหลือ.

บทว่า ปุเนสกํ ชหิตฺวาน ละการแสวงหาใบหมากเม่าใหม่คือท่านอกิตติดาบสคิดว่า การแสวงหาของบริโภควันหนึ่งสองครั้ง ไม่เป็นการขัดเกลากิเลส จึงไม่แสวงหาอาหารใหม่ในวันนั้น เป็นดุจว่าอิ่มด้วยความอิ่มในทาน.

หน้า ๔๖

บทว่า อกมฺปิโต ไม่หวั่นไหว คือ ไม่หวั่นไหวด้วยความตระหนี่เพราะข่มเสียได้นานมาแล้ว ไม่กระทำแม้เพียงความหวั่นไหวโดยอัธยาศัยในการให้. บทว่า อโนลคฺโค ไม่อาลัยในชีวิต คือ ไม่อาลัยแม้แต่น้อยด้วยความโลภ. บทว่า ตติยมฺปิ ย่อมประมวลบทนี้ว่า ทุติยมฺปิ ด้วย ปิ ศัพท์.

บทว่า เอวเมวมทาสหํ เราได้ให้หมดสิ้นเช่นวันก่อน คือ แม้ในวันที่สองแม้ในวันที่สาม เราก็ได้ให้อย่างนั้นเหมือนในวันแรก.

บทว่า น เม ตปฺปจฺจยตา เพราะการอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย คือท่านอกิตติดาบสกระทำความที่กล่าวไว้ในคาถาให้ปรากฏ. ในบทเหล่านั้นบทว่า ตปฺปจฺจยตา ความว่า เพราะการอดอาหารใน ๓ วัน เพราะการให้เป็นปัจจัย จะพึงมีความหม่นหมองอันใดในสรีระ ความหม่นหมองอันนั้นในสรีระของเราย่อมไม่มีเพราะการให้เป็นปัจจัยเลย. เพราะเหตุไร เพราะเรายังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยปีติสุขตลอด ๓ วัน. มิใช่เพียง ๓ วันเท่านั้นอันที่จริงเพื่อแสดงว่า เราพอใจที่จะให้อย่างนั้นได้ตลอดเวลาแม้เดือนหนึ่งและสองเดือน ท่านอกิตติดาบสจึงกล่าวว่า ยทิ มาสมฺปิ. บทว่า อโน-ลีโน คือไม่ท้อแท้ใจ อธิบายว่า มีใจไม่ท้อถอยในการให้.

บทว่า ตสฺส คือ ท้าวสักกะผู้มาในรูปของพราหมณ์. บทว่า ยสํคือ เกียรติ หรือ บริวารสมบัติ. บทว่า ลาภญฺจ คือ เราไม่ปรารถนาลาภที่ควรได้ด้วยความเป็นจักรพรรดิเป็นต้นในเทวโลกและมนุษยโลก ที่แท้เราปรารถนา คือหวังพระสัพพัญญุตญาณ จึงได้ประพฤติคือได้กระทำบุญกรรม

หน้า ๔๗

อันสำเร็จด้วยทานอันเกิดขึ้นหลายครั้งใน ๓ วันเท่านั้น หรือบุญกรรมมีกายสุจริตเป็นต้น อันเป็นบริวารของทาน.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศเพียงบุญจริยา ที่ทำได้ยากของพระองค์ในอัตภาพนี้แก่พระมหาเถระในวรรคนี้ ด้วยประการฉะนี้. แต่ในเทศนาชาดก ท่านประกาศถึงท้าวสักกะเข้าไปหาในวันที่สี่ แล้วทรงทราบอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ การประทานพร การแสดงธรรมของพระโพธิ-สัตว์ด้วยหัวข้อการรับพร และความหวังไทยธรรมและทักขิไณยบุคคล และการไม่มาของท้าวสักกะ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

ท้าวสักกะผู้เป็นภูตบดี ทอดพระเนตร

เห็นท่านอกิตติดาบส พักสำราญอยู่ จึงถามว่า

ข้าแต่มหาพรหม พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรจึง

อยู่ผู้เดียวในฤดูร้อน.

ท่านท้าวสักกรินทรเทพ ความเกิดใหม่

เป็นทุกข์ การแตกทำลายแห่งสรีระ เป็นทุกข์

การตายด้วยความหลง เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น

อาตมาจึงอยู่ผู้เดียว.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เมื่อพระคุณเจ้ากล่าว

คำสุภาษิตอันสมควรนี้แล้ว พระคุณเจ้า

ปรารถนาอะไร ข้าพเจ้าจะให้พรนั้นแก่ท่าน.

หน้า ๔๘

ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพทั้งหลาย

หากท่านจะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้

คนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติ และของเป็นที่รักด้วยความโลภใดแล้วไม่เดือดร้อนขอความโลภนั้นไม่พึงอยู่ในอาตมาเลย.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เมื่อพระคุณเจ้ากล่าว

ดีแล้ว ฯลฯ พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรอีก.

ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพทั้งหลาย

หากท่านจะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้

นา ไร่ ทอง โค ม้า ทาสและบุรุษ ย่อม

เสื่อมไปด้วยโทษใด โทษนั้น ไม่ฟังอยู่ใน

อาตมาเลย.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ ฯลฯ พระคุณเจ้า

ปรารถนาอะไรอีก.

ท่านท้าวสักกะหากท่านจะให้พรแก่อาตมา

ขอจงให้พรดังนี้ บุคคลไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ยิน

คนพาล ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยคนพาล ไม่พึง

หน้า ๔๙

กระทำ และไม่พึงชอบใจการสนทนาปราศรัย

ด้วยคนพาล.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะอะไรท่านจึง

ไม่ชอบคนพาล ขอจงบอกเหตุ เพราะเหตุไร

พระคุณเจ้าจึงไม่ปรารถนาที่จะเห็นคนพาล.

คนพาลย่อมแนะนำสิ่งไม่ควรแนะนำ

ย่อมขวนขวายในกิจอันไม่ใช่ธุระ คนพาล

แนะนำให้ดีได้ยาก พูดดีหวังจะให้เขาเป็นคน

ประเสริฐกลับโกรธ คนพาลนั้นไม่รู้วินัย การ

ไม่เห็นคนพาลได้เป็นความดี.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ พระคุณเจ้าปรารถนา

อะไรอีก.

ท่านท้าวสักกะจอมเทพ หากท่านจะให้

พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้ บุคคลพึงเห็น

นักปราชญ์ พึงฟังนักปราชญ์ พึงอยู่ร่วมกับ

นักปราชญ์ พึงกระทำและพึงชอบใจการ

สนทนาปราศรัยกับนักปราชญ์.

หน้า ๕๐

ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะเหตุไร พระ-

คุณเจ้าจึงชอบใจนักปราชญ์ ขอจงบอกเหตุนั้นเพราะเหตุไร พระคุณเจ้าจึงปรารถนาจะเห็นนักปราชญ์.

นักปราชญ์แนะนำสิ่งที่ควรแนะนำไม่

ขวนขวายในกิจที่มิใช่ธุระ นักปราชญ์แนะนำได้ง่าย พูดหวังจะให้ดีก็ไม่โกรธ นักปราชญ์ย่อมรู้จักวินัย การสมโคมกับนักปราชญ์เป็นความดี.

พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรอีก.

ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ หากท่าน

จะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้ เมื่อราตรีหมดไป ดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นเจ้าโลก ของบริโภคอันเป็นทิพย์ฟังปรากฏ ผู้ขอฟังเป็นผู้มีศีล.

เมื่ออาตมาให้ของบริโภคไม่หมดสิ้นไป

ครั้นให้แล้วอาตมาไม่พึงเดือดร้อน เมื่อให้จิตพึงผ่องใส ท่านท้าวสักกะขอจงให้พรนี้เถิด.

หน้า ๕๑

พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรอีก.

ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ หากท่าน

จะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้ ท่านไม่

พึงกลับมาหาอาตมาอีก ท่านท้าวสักกะ ขอจง

ให้พรนี้เถิด.

เทพบุตร หรือ เทพธิดา ปรารถนาจะเห็น

ด้วยการประพฤติพรตเป็นอันมาก อะไรจะเป็น

ภัยในการเห็นของอาตมา.

ตบะพึงแตกไป เพราะเห็นสีสรรของ

พวกเทพเช่นนั้น ผู้ล้วนแล้วไปด้วยความสุข

สมบูรณ์ในกามนี้เป็นภัยในการเห็นของพระ-

คุณเจ้า.

ลำดับนั้นท้าวสักกะตรัสว่า ดีแล้วพระคุณเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ไปข้าพเจ้าจักไม่มาหาพระคุณเจ้าอีกแล้ว ทรงกราบพระดาบสนั้นเสด็จกลับไป. พระ-มหาสัตว์อยู่ ณ การทวีปนั้นตลอดชีวิต เมื่อสิ้นอายุก็ไปบังเกิดในพรหมโลก.

ในครั้งนั้นพระอนุรุทธเถระเป็นท้าวสักกะ. พระโลกนาถเจ้าเป็นอกิตติบัณฑิต.

หน้า ๕๒

ย่อมได้รับบารมี ๑๐ เหล่านี้ คือ ชื่อว่า เนกขัมมบารมี เพราะการออกไปของท่านอกิตติบัณฑิตนั้นเช่นกับมหาภิเนษกรมณ์. ชื่อว่า ศีลบารมีเพราะมีศีลาจารอันบริสุทธิ์ด้วยดี. ชื่อว่า วีริยบารมี เพราะข่มกามวิตกเป็นต้นด้วยดี. ชื่อว่า ขันติบารมี เพราะขันติสังวรถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง. ชื่อว่า สัจจบารมี เพราะปฏิบัติตามสมควรแก่ปฏิญญา ชื่อว่า อธิฏ-ฐานบารมี เพราะตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง. ชื่อว่า เมตตาบารมีด้วยอัธยาศัยเกื้อกูลในสรรพสัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่า อุเบกขาบารมี เพราะถึงความเป็นกลางในความผิดปกติที่สัตว์และสังขารกระทำแล้ว ชื่อว่าปัญญาบารมี ได้แก่ปัญญาอันเป็นอุบายโกศลซึ่งเป็นสหชาตปัญญา และปัญญาให้สำเร็จความประพฤติในการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง. เพราะรู้ธรรมเป็นอุปการะ และธรรมไม่เป็นอุปการะแก่บารมีเหล่านั้น ละธรรมอันไม่เป็นอุปการะเสีย มุ่งประพฤติอยู่ในธรรมอันเป็นอุปการะ.

เทศนาอันเป็นไปแล้วด้วยทานเป็นประธานอันเป็นความกว้างขวางยิ่งนักแห่งผู้มีอัธยาศัยในการให้. เพราะฉะนั้นธรรมเหล่าใดมีประเภทไม่น้อยเป็นร้อยเป็นพัน เป็นโพธิสมภาร เป็นคุณของพระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้คือ ธรรมเป็นปฏิญญา ๗ มีอาทิ คือ มหากรุณาอันให้สำเร็จในที่ทั้งปวงบุญสมภาร และญาณสมภาร แม้ทั้งสอง สุจริตของพระโพธิสัตว์ ๓ มีกายสุจริตเป็นต้น อธิฏฐาน ๔ มีสัจจาธิษฐานเป็นต้น พุทธภูมิ ๔ มีอุตสาหะเป็นต้น ธรรมเป็นเครื่องบ่มมหาโพธิญาณ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น อัธยาศัย

หน้า ๕๓

ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ๖ มีอัธยาศัยไม่โลภเป็นต้น เราข้ามได้แล้วจักข้ามต่อไป มหาปุริสวิตก ๘ มีอาทิว่า ธรรมนี้ของผู้มีความมักน้อย ธรรมนี้มิใช่ของผู้มีความมักใหญ่ ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ อัธยาศัยของมหาบุรุษ ๑๐ มีอัธยาศัยในการให้เป็นต้น บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีทานและศีลเป็นต้น. ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมดควรกล่าวเจ้าจงไปในที่นี้ตามสมควร.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้คือ การละกองสมบัติใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ แล้วออกจากเรือนเช่นกับมหาภิเนษกรมณ์ ครั้นออกไปแล้ว เมื่อบวชซึ่งชนเป็นอันมากรับรู้แล้ว ก็ไม่เกี่ยวข้องในตระกูล ในคณะเพราะเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง รังเกียจลาภสักการะและความสรรเสริญสิ้นเชิง ยินดีในความสงัด วางเฉยในร่างกายและชีวิตเสียสละ อดอาหาร ยินดีด้วยความอิ่มในทาน แม้ ๓ วัน ร่างกายยังเป็นไปได้ไม่ผิดปกติ เมื่อมีผู้ขอก็ให้อาหารอยู่อย่างนั้น เดือนหนึ่งสองเดือน ประพฤติไม่ท้อถอยในการบริจาคมีอัธยาศัยในการให้อย่างกว้างขวางด้วยคิดว่า เราจักยิ่งร่างกายให้เป็นไปอยู่ได้ด้วยปีติสุขอันเกิดจากการให้เท่านั้น ครั้นให้ทานแล้วก็ประพฤติขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้นไม่เป็นเหตุให้ทำการแสวงหาอาหารใหม่. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :-

น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้วพระมหาสัตว์

ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาคุณธรรมใหญ่หลวง มี

มหากรุณาเป็นนักปราชญ์ เป็นเผ่าพันธุ์เอก

ของสรรพโลก.

หน้า ๕๔

พระมหาสัตว์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ มีอานุ-

ภาพเป็นอจินไตย มีพระสัทธรรมเป็นโคจรใน

กาลทุกเมื่อ มีความประพฤติขัดเกลากิเลส

อย่างหมดจด.

พายุใหญ่ มหาสมุทรมีคลื่นซัดเป็นวง-

กลม พระโพธิสัตว์กระโดดข้ามแดนนั้นไปได้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา.

พระมหาสัตว์เหล่านั้น แม้เป็นผู้เจริญ

โดยสัญชาตในโลก เป็นผู้อบรมดีแล้วก็ไม่ติด

ด้วยโลภธรรมทั้งหลาย เหมือนประทุมไม่ติด

ด้วยน้ำฉันนั้น.

ความเสน่หาเพราะกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย

ย่อมเจริญโดยประการที่ละความเสน่หาในตนออกไปของพระมหาสัตว์ทั้งหลาย.

กรรมย่อมอยู่ในอำนาจ ทั้งไม่เป็นตาม

อำนาจของธรรม เหมือนจิตย่อมอยู่ในอำนาจ

ทั้งไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต ฉะนั้น.

หน้า ๕๕

พระมหาสัตว์เหล่านั้น เที่ยวแสวงหา

โพธิญาณอันโทสะไม่ครอบงำ หรือไม่เกิดขึ้น

ดังบุรุษทั้งหลายรู้ถึงความเสื่อม.

แม้จิตเลื่อมใสในท่านเหล่านั้น ก็พึงพ้น

จากทุกข์ได้ จะพูดไปทำไมถึงการทำตามท่าน

เหล่านั้นโดยธรรมสมควรแก่ธรรมเล่า.

จบ อรรถกถาอกิตติจริยาที่ ๑

หน้า ๕๖

๒. สังขพราหมณจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของสังพราหมณ์

[๒] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่า

สังขะ ต้องการจะข้ามมหาสมุทรไปอาศัยปัฏ-

ฏนคามอยู่ ในกาลนั้น เราได้เห็นพระปัจเจก-

พุทธเจ้าผู้รู้เอง ใคร ๆ ชนะไม่ได้ ซึ่งเดินสวน

ทางมาตามทางกันดาร บนภาคพื้นอันแข็ง ร้อน

จัด ครั้นเราเห็นท่านเดินสวนทางมา จึงคิด

เนื้อความนี้ว่า บุญเขตนี้มาถึงแก่เราผู้เป็นสัตว์ที่ต้องการบุญ เปรียบเหมือนบุรุษชาวนา เห็น

นาอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ( เป็นที่น่ายินดีมาก)

ไม่ปลูกพืชลงในนานั้น เขาชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้อง

การด้วยข้าวเปลือกฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือน

กัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นเขตบุญอันประ-

เสริฐสุดแล้ว ถ้าไม่ทำบุญ คือสักการะ เราก็ชื่อ

ว่าเป็นผู้ไม่ต้องการบุญ เปรียบเหมือนอำมาตย์ต้องการจะให้ชนชาวเมืองของพระราชายินดี

แต่ไม่ให้ทรัพย์และข้าวเปลือกแก่เขา ก็ย่อม

จบ ๑. อกิตติจริยา