คันธารวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๔๓–๑๑๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒ ในสัตตกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๒ คนฺธารวคฺโค
๑ คนฺธารชาตกํ
๒. คันธารวรรค
๑. คันธารชาดก
พูดคำมีประโยชน์เขาโกรธไม่ควรกล่าว
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค คันธารชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
หิตฺวา คามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ โสฬส
โกฏฺฐาคารานิ ผีตานิ สนฺนิธินฺทานิ กุพฺพสิ ฯ
ท่านสละหมู่บ้านอันบริบูรณ์ถึงหมื่นหกพันตำบล และคลังที่เต็มไปด้วยทรัพย์มาแล้ว บัดนี้ ทำไมยังมาทำการสะสมเพียงก้อนเกลืออีกเล่า?
หิตฺวา คนฺธารวิสยํ ปหูตธนปานิยํ ๑
ปสาสนิโต ๒ นิกฺขนฺโต อิธทานิ ปสาสสิ ฯ
ท่านสู้สละคันธารวิสัย อันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์มากมาย เลิกการสั่งสมมาแล้ว บัดนี้ ทำไมยังมาสอนข้าพเจ้าให้สั่งสมในที่นี้อีกเล่า?
ธมฺมํ ภณามิ เวเทห อธมฺโม เม น รุจฺจติ
ธมฺมํ เม ภณมานสฺส น ปาปมุปลิมฺปติ ฯ
ดูกรท่านวิเทหดาบส ข้าพเจ้าย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นธรรม ข้าพเจ้าไม่พอใจกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม เมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำที่เป็นธรรมอยู่ บาปย่อมไม่เข้ามาติดอยู่เลย.
เยนเกนจิ วณฺเณน ปโร ลภติ รุปฺปนํ
มหตฺถิยมฺปิ เจ วาจํ น ตํ ภาเสยฺย ปณฺฑิโต ฯ
บุคคลอื่นได้รับความโกรธเคือง เพราะถ้อยคำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงหากถ้อยคำนั้นจะมีประโยชน์มาก บัณฑิตก็ไม่ควรกล่าว.
กามํ รุปฺปตุ วา มา วา ภูสํ วา วิกิริยฺยตุ
ธมฺมํ เม ภณมานสฺส น ปาปมุปลิมฺปติ ฯ
บุคคลทำกรรมที่ไม่สมควร เมื่อถูกตักเตือนอยู่ จะโกรธเคืองก็ตาม ไม่โกรธเคืองก็ตาม หรือจะทิ้งเสียเหมือนโปรยข้าวลีบก็ตาม เมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำที่เป็นธรรมอยู่ บาปย่อมไม่เข้าติดอยู่เลย.
โน เจ อสฺส สกา พุทฺธิ วินโย วา สุสิกฺขิโต
วเน อนฺธมหึโสว ๓ จเรยฺย พหุโก ชโน ฯ
ถ้าสัตว์เหล่านี้ไม่พึงมีปัญญาของตนเอง หรือไม่พึงได้ศึกษาวินัยดีแล้วชนเป็นอันมากก็จะเที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอดเที่ยวไปในป่า ฉะนั้น.
ยสฺมา จ ปนิเธกจฺเจ อาเจรมฺหิ ๔ สุสิกฺขิตา
ตสฺมา วินีตวินยา ธีรา ๕ จรนฺติ สุสมาหิตาติ ฯ
คนฺธารชาตกํ ปฐมํ ฯ
___________
๑ สี. ยุ. ปหุตธนธานิยํ ฯ ม. ปหูตธนธาริยํ ฯ ๒ ม. ปสาสนโต ฯ
๓ สี. ยุ. อนฺธมหิโส ว ฯ ๔ สี. ยุ. อาจารมฺหิ ฯ ๕ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ก็แลบุคคลบางพวกในโลกนี้ ได้ศึกษาวินัยมาเป็นอย่างดีในสำนักอาจารย์เพราะฉะนั้น เขาทั้งหลาย จึงมีวินัยอันอาจารย์แนะนำแล้ว เป็นนักปราชญ์ มีจิตตั้งมั่นดี เที่ยวไป.
จบ คันธารชาดกที่ ๑.
๒ มหากปิชาตกํ
๒. มหากปิชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมของหัวหน้า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค มหากปิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา โย โสตฺถึ สมตารยิ
กึ ตฺวํ เตสํ กึเม ๑ ตุยฺหํ โหนฺติ เหเต ๒ มหากปิ ฯ
ดูกรพระยาลิง ท่านได้ทอดตัวเป็นสะพาน ให้ลิงเหล่านี้ข้ามไปได้ จนมีความสวัสดี ท่านเป็นอะไรกับลิงเหล่านั้น หรือว่าลิงเหล่านั้นเป็นอะไรกับท่าน?
ราชาหํ อิสฺสโร เตสํ ยูถสฺส ปริหารโก
เตสํ โสกปเรตานํ ภึตานนฺเต อรินฺทม ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบศัตรู ข้าพระองค์เป็นใหญ่ เป็นนายฝูง ปกครองหมู่ลิงเหล่านั้น เมื่อเขาเหล่านั้นถูกความโศกครอบงำ เกรงกลัวพระองค์.
อุลฺลงฺฆยิตฺวา อตฺตานํ วิสฺสฏฺฐธนุโน สตํ
ตโต อปรปาเทสุ ทฬฺหํ พนฺธํ ลตาคุลํ ๓ ฯ
ข้าพระองค์ได้กระโจนไปชั่วระยะร้อยลูกธนู เอาเถาวัลย์ผูกกับตอไม้ไผ่ข้างหนึ่ง ผูกที่สะเอวข้างหนึ่ง.
ฉินฺนพฺภมิว วาเตน นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมึ
โสหํ อปฺปภวํ ตตฺถ สาขํ หตฺเถหิ อคฺคหึ ฯ
กระโจนกลับมายังต้นมะม่วง เหมือนลมตัดอากาศ แต่ไม่ถึงต้นมะม่วงนั้น ข้าพระองค์เอามือมาทั้งสองเหนี่ยวกิ่งมะม่วงไว้.
ตํ มํ วีณายตํ สนฺตํ สาขาย จ ลตาย จ
สมนุกฺกมนฺตา ปาเทหิ โสตฺถึ สาขมิคา คตา ฯ
ร่างกายของข้าพระองค์ถูกกิ่งไม้ และเถาวัลย์คร่าไปมา ดุจสายพิณที่เขาขึงตึงเครียด ฉะนั้น พวกบริวารพากันไต่ข้าพระองค์ไปได้รับความสวัสดี.
ตํ มํ น ตปฺปตี ๔ พนฺโธ วโธ ๕ เม น ตเปสฺสติ่
สุขมาหริตํ เตสํ เยสํ รชฺชมการยึ ฯ
ข้าพระองค์จะถูกจองจำ หรือถูกฆ่า ก็ไม่ครั่นคร้ามเดือดร้อนอย่างไรเพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้แก่หมู่ลิงที่ยกย่องให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่.
เอสา เต อุปมา ราช ตํ สุณาหิ อรินฺทมํ ๖
รญฺญา รฏฺฐสฺส โยคฺคสฺส พลสฺส นิคมสฺส จ
สพฺเพสํ สุขเมตพฺพํ ขตฺติเยน ปชานตาติ ฯ
มหากปิชาตกํ ทุติยํ ฯ
___________
๑ ม. กิเม ฯ สี. ยุ. กิโม ฯ ๒ ม. เอเต ฯ ๓ ม. ลตาคุนํ ฯ ๔ ม. ตปเต ฯ
๕ ม. มโต ฯ ๖ สี. ยุ. อตฺถสนฺทสฺสนี กตา ฯ
ข้าแต่พระราชาผู้ปราบปรามศัตรู ข้าพระองค์จะแสดงข้ออุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จงสดับ ธรรมดาพระราชามหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ พึงแสวงหาความสุขให้แก่รัฐ สัตว์พาหนะ ทหาร และพลเมืองถ้วนหน้ากัน.
จบ มหากปิชาดกที่ ๒.
๓ กุมฺภการชาตกํ
๓. กุมภการชาดก
เหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค กุมภการชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อมฺพาหมทฺทํ วนมนฺตรสฺมึ
นีโลภาสํ ผลิตํ ๑ สํวิรูฬฺหํ
ตมทฺทสํ ผลเหตุ วิภคฺคํ
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
อาตมภาพได้เห็นมะม่วงอันงอกงามออกช่อและผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง เวลากลับ อาตมภาพได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อยยับเพราะผลเป็นเหตุ จึงได้เที่ยวประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
เสลํ สุมฏฺฐํ นรวีรนิฏฺฐิตํ
นารี ยุคํ ธารยิ อปฺปสทฺทํ
ทุติยญฺจ อาคมฺม อโหสิ สทฺโท
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
นางนารีคนหนึ่งสวมกำไรมือหินคู่หนึ่ง เกลี้ยงกลม อันนายช่างผู้ชำนาญทำแล้วไม่มีเสียงดัง เพราะอาศัยข้างที่สอง จึงเกิดมีเสียงดังขึ้นได้ อาตมภาพได้เห็นอย่างนี้ จึงได้เที่ยวประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
ทิชา ทิชํ กุณปมาหรนฺตํ
เอกํ สมานํ พหุกา สเมจฺจ
อาหารเหตุ ปริปาตยึสุ
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
นกจำนวนมากพากันล้อมลุมตามจิก ตีนกตัวหนึ่งซึ่งกำลังคาบก้อนเนื้ออยู่ได้ก้อนเนื้อแล้วบินไป เพราะอาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นอย่างนี้จึงได้เที่ยวประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
อุสภาหมทฺทํ ยูถสฺส มชฺเฌ
วลกฺกกก ๒ วณฺณพลูปปนฺนํ
ตมทฺทสํ กามเหตุ วิตุนฺนํ
ตํ ทิสฺวา ภิกฺขาจริยํ จรามิ ฯ
อาตมภาพได้เห็นวัวหนึ่งตัวอยู่ในท่ามกลางฝูง มีวลัยเป็นเครื่องประดับประกอบด้วยสีสรรและกำลังมาก ได้ขวิดเอาวัวตัวหนึ่งตาย เพราะกามเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นอย่างนี้ จึงได้เที่ยวประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
กรณฺฑโก ๓ กลิงฺคานํ คนฺธารานญฺจ นคฺคชิ
นิมิราชา วิเทหานํ ปญฺจาลานญฺจ ทุมฺมุโข
เอเต รฏฺฐานิ หิตฺวาน ปพฺพชึสุ อกิญฺจนา ฯ
๑ ม. ผลินํ ฯ ๒ ม. จลกฺกกก ฯ ๓ สี. ยุ. กรณฺฑุ นาม ฯ
พระเจ้ากรันฑกะของชาวกลิงครัฐ พระเจ้านัคคชิของชาวคันธารรัฐพระเจ้าเนมิราชของชาววิเทหรัฐ และพระเจ้าทุมมุขะของชาวปัญจาลรัฐทั้งสี่พระองค์นี้ต่างพากันทรงละรัฐออกผนวช หาความห่วงใยมิได้.
สพฺเพปิเม เทวสมา สมาคตา
อคฺคิ ยถา ปชฺชลิโต ตเถวิเม
อหํปิ เอโก จริสฺสามิ ภคฺควิ
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
แม้พระราชาเหล่านั้นทุกๆ พระองค์ เปรียบด้วยเทพเจ้า มาพร้อมหน้ากันย่อมสง่างามไปด้วยคุณ เหมือนไฟอันงามสว่างไสวฉะนั้น ดูกรนางภัควิแม้เราเองจะสละกามทั้งหลายตามส่วนของตนๆ แล้วจะออกบวชเที่ยวไปแต่ผู้เดียว.
อยเมว กาโล น หิ อญฺโญ อตฺถิ
อนุสาสิโต เม น ภเวยฺย ปจฺฉา ๑
อหมฺปิ เอกา จริสฺสามิ ภคฺคว
สกุณีว มุตฺตา ปุริสสฺส หตฺถา ฯ
เวลานี้เท่านั้น เวลาอื่นจากนี้เป็นไม่มี ภายหลังบุคคลผู้สอนดิฉันจะไม่มีข้าแต่ท่านผู้มีส่วนความดี แม้ดิฉันก็จะขอพ้นจากมือของบุรุษเที่ยวไปผู้เดียว ดังนางนกที่พ้นจากมือของบุรุษ ฉะนั้น.
อามํ ปกฺกญฺจ ชานนฺติ อโถ โลณํ อโลณกํ
ตมหํ ทิสฺวาน ปพฺพชึ จเรว ตฺวํ จรามหนฺติ ฯ
กุมฺภการชาตกํ ตติยํ ฯ
เด็กสองคนนั้นย่อมรู้จักว่านี่ข้าวดิบ นี่ข้าวสุก และรู้จักว่านี่เค็ม นี่ไม่เค็ม ดิฉันเห็นอย่างนี้แล้วจึงออกบวช ท่านจงประพฤติภิกขาจาริยวัตรเถิด ถึงดิฉันก็จะประพฤติภิกขาจาริยวัตรเช่นเดียวกัน.
จบ กุมภการชาดกที่ ๓.
๔ ทฬฺหธมฺมชาตกํ
๔. ทัฬหธรรมชาดก
ว่าด้วยความกตัญญู
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค ทัฬหธรรมชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อหญฺจ ๒ ทฬฺหธมฺมสฺส ๓ วหนฺตี นาภิราธยึ
นุทนฺตี ๔ อุรสิ สลฺลํ ยุทฺเธ วิกฺกนฺตจารินี ฯ
เมื่อข้าพเจ้าเป็นสาว ได้ทำลายช้างศัตรูนำกิจนั้นไป ได้ช่วยถอนลูกศรที่เสียบอยู่ที่พระอุระ วิ่งตลุยไล่เหยียบย่ำข้าศึกไปในเวลารบ ยังทำให้พระเจ้าทัฬหธรรมราชาพอพระทัยไม่ได้.
นูน ๕ ราชา น ชานาติ มม วิกฺกมโปริสํ
สงฺคาเม สุกตนฺตานิ ทูตวิปฺปหิตานิ จ ฯ
พระราชาคงไม่ทราบความเพียรพยายามของข้าพเจ้า ความดีความชอบในสงคราม และการเป็นทูตเดินส่งข่าวสาส์นเป็นแน่.
สา นูนาหํ มริสฺสามิ อพนฺธุ อปรายินี
ตทา หิ ๑ กุมฺภการสฺส ทินฺนา ฉกณหาริกา ฯ
๑ สี. อนุสาสิตา เย น ภเวยฺย ปจฺฉา ฯ ๒ ม. อหํ เจ ฯ ๓ ยุ. ทฬฺหธมฺมาย ฯ
๔ ม. ธรนฺตี ฯ ๕ สี. ยุ. น ห นูน ฯ
ข้าพเจ้าไม่มีพวกพ้อง ไร้ที่พึ่งอาศัย จักต้องตายแน่ๆ ยังมิหนำซ้ำพระราชทานข้าพเจ้าให้แก่ช่างหม้อ ไว้สำหรับขนโคมัย.
ยาวตาสึสตี โปโส ตาวเทว ปวีณติ
อตฺถาปาเย ชหนฺติ นํ โอฏฺฐิพฺยาธึว ขตฺติโย ฯ
คนบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังอยู่เพียงใด ก็ยังคบหากันอยู่เพียงนั้น เมื่อประโยชน์ที่หวังสิ้นไป คนพาลทั้งหลายย่อละทิ้งเขา เหมือนพระมหากษัตริย์ทอดทิ้งช้างพังโอฏฐิพยาธิ ฉะนั้น.
โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ
อตฺถา ตสฺส ปลุชฺชนฺติ เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา ฯ
ผู้ใดอันคนอื่นทำความยินดีให้แก่ตนก่อน ช่วยเหลือกิจให้สำเร็จทุกอย่างแล้ว ไม่รู้สึก ประโยชน์ทั้งหลายของบุคคลผู้ช่วยเหลือนั้น ย่อมพินาศไปหมด.
โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ มนุพุชฺฌติ
อตฺถา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา ฯ
ผู้ใดอันคนอื่นทำความดีให้แก่ตนก่อน ช่วยเหลือกิจให้สำเร็จทุกอย่างแล้ว ย่อมรู้สึก ประโยชน์ทั้งหลายของบุคคลผู้ช่วยเหลือนั้น ย่อมเจริญทวีขึ้น.
ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ๒ ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา
สพฺเพ กตญฺญุโน โหถ จิรํ สคฺคมฺหิ ฐสฺสถาติ ฯ
ทฬฺหธมฺมชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงขอพูดกะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้มีประมาณเท่าใด ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายประมาณเท่านั้น ขอท่านทุกคนจงเป็นผู้มีกตัญญู ท่านทั้งหลายจักประ
ดิษฐานอยู่ในสวรรค์ตลอดกาลนาน.
จบ ทัฬหธรรมชาดกที่ ๔.
๕ โสมทตฺตชาตกํ
๕. โสมทัตตชาดก
ว่าด้วยความเศร้าโศกถึงผู้เป็นที่รัก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค โสมทัตตชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
โย มํ ปุเร ปจฺจุเทติ ๓ อรญฺเญ ทูรมายโต ๔
โส น ทิสฺสติ มาตงฺโค โสมทตฺโต กุหึ คโต ฯ
พ่อโสมทัตช้างมาตังคะ แต่ก่อนเคยออกมาต้อนรับเราผู้กลับจากป่าแต่ที่ไกล บัดนี้ ไปไหนเสียเล่า เราจึงไม่เห็น?
อยํ วา โส มโต เสติ อลฺลปิตํว วิจฺฉิโต ๕
ภูมฺยา นิปติโต เสติ อมรา วต กุญฺชโร ฯ
โธ่เอ๋ย นี่พ่อโสมทัตนั้นแน่แล้ว มานอนตายอยู่ที่พื้นแผ่นดิน ดังหน่อเถาย่างทรายที่บุคคลเด็ดทิ้งฉะนั้น พ่อโสมทัตกุญชรชาติตายเสียแล้วหนอ.
อนคาริยุเปตสฺส วิปฺปมุตฺตสฺส เต สโต
สมณสฺส น ตํ สาธุ ยํ เปตมนุโสจติ ฯ
การที่ท่านมาเศร้าโศกถึงผู้ที่ตายไปแล้วนั้น เป็นการไม่ดีงามแก่ท่านผู้ออกบวช เป็นสมณะพ้นวิเศษแล้ว.
สํวาเสน หเว สกฺก มนุสฺสสฺส มิคสฺส วา
หทเย ชายตี เปมํ น ตํ สกฺกา อโสจิตุํ ฯ
๑ ยุ. ตถาหิ ฯ ๒ ม. ภทฺทนฺเต ฯ ๓ ม. ปจฺจุฑฺเฑติ ฯ ๔ สี. ทูรมาคโต ฯ
๕ ม. อลฺลสิงฺคํว วจฺฉิโต ฯ สี. ยุ. อลฺลปึกํว ฉิชฺชิโต ฯ
ดูกรท้าวสักกะ มนุษย์หรือสัตว์เดียรัจฉานก็ตาม ย่อมเกิดความรักใคร่กันฝังอยู่ในใจ เพราะการอยู่ร่วมกันโดยแท้ อาตมภาพจึงไม่อาจอดกลั้น ความเศร้าโศกถึงผู้ที่เป็นที่รักใคร่นั้นได้.
มตํ มริสฺสํ โรทนฺติ เย รุทนฺติ ลปนฺติ จ
ตสฺมา ตฺวํ อิสิ มา โรทิ โรทิตํ โมฆมาหุ สนฺโต ฯ
สัตว์เหล่าใดร้องไห้รำพันเพ้อถึงผู้ที่ตาย สัตว์เหล่านั้นก็ต้องตายเหมือนกัน ดูกรฤาษี เพราะเหตุนั้น ท่านอย่าร้องไห้เลย สัตบุรุษกล่าวการร้องไห้ ของบุคคลผู้ร้องไห้ถึงผู้ที่ตายไปแล้วว่าไร้ผล.
กนฺทิเตน หเว พฺรหฺเม มโต เปโต สมุฏฺฐเห
สพฺเพ สงฺคมฺม โรทาม อญฺญมญฺญสฺส ญาตเก ฯ
ดูกรท่านผู้ประเสริฐ บุคคลผู้ตายไปแล้ว จะพึงกลับเป็นขึ้นอีกเพราะการร้องไห้แน่แล้ว เราทั้งหมดก็มาประชุมร้องไห้ถึงญาติของกันและกันเถิด.
อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ
วารินา วิย โอสิญฺจิ ๑ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ
อพฺพูฬฺหํ ๒ วต เม สลฺลํ ยมาสิ หทยสฺสิตํ
โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ ฯ
โสหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ วีตโสโก อนาวิโล
น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน วาสวาติ ฯ
โสมทตฺตชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
อาตมภาพถูกไฟคือความโศกแผดเผา มหาบพิตรมาช่วยดับความกระวนกระวายทั้งหมดให้หายได้ เหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟไหม้เปรียงฉะนั้น.
มหาบพิตร ได้ถอนลูกศรอันปักแน่น อยู่ในหัวใจของอาตมภาพออกแล้วเมื่ออาตมภาพถูกความโศกครอบงำ มหาบพิตรก็ได้บรรเทาความโศกถึงบุตรนั้นเสียได้. ดูกรท้าวสักกะ อาตมภาพนั้นเป็นผู้มีลูกศรคือความโศกเศร้าอันมหาบพิตรถอนออกแล้ว หายโศก ใจไม่ขุ่นมัว จะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ต่อไป เพราะได้ฟังคำของมหาบพิตร.
จบ โสมทัตตชาดกที่ ๕.
๖ สุสีมชาตกํ
๖. สุสีมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะออกผนวช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค สุสีมชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุํ
ชาตานิ สีสมฺหิ ยถาปเทเส
ตานิชฺช ๓ เสตานิ สุสีม ทิสฺวา
ธมฺมํ จร พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ฯ
เมื่อก่อนผมดำเกิดบนศีรษะอันเป็นประเทศที่สมควร ดูกรสุสิมะ วันนี้ท่านเห็นผมเหล่านั้นกลายเป็นสีขาวแล้ว จงประพฤติธรรมเถิด เวลานี้เป็นการสมควรจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว.
มเมว เทว ปลิตํ น ตุยฺหํ
มเมว สีสํ มม อุตฺตมงฺคํ
อตฺถํ กริสฺสนฺติ มุสา อภาณึ
เอกาปราธํ ขมถ ๑ ราชเสฏฺฐ ฯ
๑ ม. โอสิญฺจํ ฯ ๒ ม. อพฺพหี ฯ ๓ ม. ตานชฺช ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของหม่อมฉันเอง ไม่ใช่ของพระองค์หม่อมฉันถอนออกจากศีรษะของหม่อมฉันเอง หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จด้วยคิดจะทำประโยชน์แก่ตน ขอพระองค์จงทรงพระราชทานความผิดให้สักครั้งหนึ่งเถิด เพคะ.
ทหโร ตฺวํ ทสฺสนีโยสิ ราช
ปฐมุคฺคโต โหสิ ยถา กลีโร
รชฺชญฺจ กาเรหิ มมญฺจ ปสฺส
มา กาลิกํ อนุธาวิ ชนินฺท ฯ
ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ยังหนุ่ม มีพระโฉมชวนพิศยังทรงตั้งอยู่ในปฐมวัย มีพระฉวีวรรณงาม ดังใบกล้วยมีนวลอ่อนๆเมื่อแรกขึ้นฉะนั้น ขอเชิญพระองค์ดำรงราชสมบัติอยู่ก่อนเถิด เชิญทอดพระเนตรหม่อมฉันก่อน อย่าทรงทำให้หม่อมฉันเป็นหม้ายไร้ที่พึ่งเสียเลย เพคะ.
ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ
สามฏฺฐปสฺสํ สุตนน สุมชฺฌํ
กาลปฺปลฺลวาว ๒ ปเวลฺลมานา
ปโลภยนฺตีว ๓ นเรสุ คจฺฉติ ฯ
เราได้เห็นนางกุมารีรุ่นสาวมีฉวีวรรณอันเกลี้ยงเกลา ร่างกายงาม ทรวดทรงเฉิดฉายอ่อนละมุนละไม เหมือนเถากาลวัลลี เมื่อต้องลมอ่อนรำเพยพัด ก็โอนเอนไปมา เข้าไปใกล้ชายดั่งยั่วยวนใจชายอยู่.
ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารึ
อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจา
ทณฺฑํ คเหตฺวาน ปเวธมานํ
โคปาณสีภคฺคสมํ จรนฺตํ ๔ ฯ
สมัยต่อมา เราได้เห็นนารีคนนั้นถึงความชรามีอายุล่วงไป ๘๐-๙๐ ปีถือไม้เท้าสั่นงันงก มีกายคดน้อมลงดุจกลอนเรือน เดินก้มหน้าอยู่.
โสหํ ตเมวานุวิจินฺตยนฺโต
เอโก สยามิ สยนสฺส มชฺเฌ
อหมฺปิ เอวํ อิติ เปกฺขมาโน
เคเห น รเม ๕ พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ฯ
เรากำลังตริตรองถึงความพอใจและโทษของรูปทั้งหลายนั้นแลอยู่ จึงหลีกออกไปนอนอยู่ท่ามกลางที่นอนแต่ผู้เดียว เราพิจารณาเห็นว่า แม้เราเองก็จักต้องเป็นอย่างนั้นบ้าง จึงมิได้ยินดีในการอยู่ในเรือนเลย ถึงเวลาที่เราจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว.
รชฺชุ วาลมฺพนี เจสา ยา เคเห วสโต รติ
เอตํปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา
อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหายาติ ฯ
สุสีมชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. ขม ฯ ๒ สี. กาลาปวาลาว ฯ ม. กาลปฺปวาฬาว ฯ ๓ ยุ. สา โลภยนฺตีว ฯ
๔ ม. โคปานสีโภคฺคสมํ จรนฺตึ ฯ ๕ ม. น คเห รเม ฯ
ความยินดีของบุคคลผู้อยู่ครอบครองเรือนนี้แหละ เป็นเชือกเครื่องเหนี่ยวรั้งไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้แล้ว หาความอาลัยใยดีมิได้ ละทิ้งกามสุขแล้วออกบวช.
จบ สุสีมชาดกที่ ๖.
๗ โกฏสิมฺพลิชาตกํ
๗. โกฏสิมพลิชาดก
ว่าด้วยการระวังภัยที่ยังไม่มาถึง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค โกฏสิมพลิชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อหํ ทสสตพฺยามํ อุรคมาทาย อาคโต
ตญฺจ มญฺจ มหากายํ ธารยํ นปฺปเวธสิ ฯ
เราได้จับนาคราชยาวถึงพันวามาแล้ว ท่านยังทรงนาคราชนั้นและเราซึ่งมีกายใหญ่ไว้ได้ ไม่หวั่นไหว.
อถิมํ ขุทฺทกํ ปกฺขึ อปฺปมํสตรํ มยา
ธารยํ พฺยถสิ ภีโต ๑ กิมตฺถํ ๒ โกฏสิมฺพลิ ๓ ฯ
ดูกรโกฏสิมพลีเทพบุตร ก็ท่านทรงนางนกตัวเล็กนี้ ซึ่งมีเนื้อน้อยกว่าเรา กลัวหวั่นไหวอยู่ เพราะเหตุอะไร?
มํสภกฺโข ตุวํ ราช ผลภกฺโข อยํ ทิโช
อยํ นิโคฺรธวีชานิ มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ
อสฺสตฺถานิ จ ภกฺเขตฺวา ๔ ขนฺเธ เม โอทหิสฺสติ ฯ
ดูกรพระยาครุฑ ท่านมีเนื้อเป็นภักษาหาร นกนี้มีผลไม้เป็นภักษาหารนางนกนี้จักไปจิกกินพืชเมล็ดต้นไทร เมล็ดต้นกร่าง เมล็ดต้นมะเดื่อและเมล็ดต้นโพธิ แล้วมาถ่ายวัจจะลงบนค่าคบไม้ของเรา.
เต รุกฺขา สํวิรูหนฺติ มม ปสฺเส นิวาตชา
เต มํ ปริโยนทฺธิสฺสนฺติ อรุกฺขํ มํ กริสฺสเร ฯ
ต้นไม้เหล่านั้นจักเจริญงอกงามขึ้น ไม่มีลมมากระทบข้างของเราได้ ต้นไม้เหล่านั้นจักปกคลุมเรา ทำเราไม่ให้เป็นต้นไม้ไปเสีย.
สนฺติ อญฺเญปิ รุกฺขาเส มูลิโน ขนฺธิโน ทุมา
อิมินา สกุณชาเตน วีชมาหริตฺวา หตา ฯ
ต้นไม้ทั้งหลายแม้ชนิดอื่น เป็นหมู่ไม้มีรากประกอบด้วยลำต้นมีอยู่ นกตัวนี้นำเอาพืชมาถ่ายไว้ ทำให้พินาศ.
อชฺฌารูหา หิ ๕ วฑฺฒนฺติ พฺรหนฺตํปิ วนปฺปตึ
ตสฺมา ราช ปเวธามิ สมฺปสฺสํ นาคตํ ภยํ ฯ
เพราะว่าต้นไม้ทั้งหลายมีต้นไทรเป็นต้น งอกงามขึ้นปกคลุมไม้ซึ่งเป็นเจ้าป่า แม้ที่มีลำต้นใหญ่ได้ ดูกรพระยาครุฑ เหตุนี้แหละ เราได้มองเห็นภัยในอนาคต จึงได้หวั่นไหว.
สงฺเกยฺย สงฺกิตพฺพานิ รกฺเขยฺยานาคตํ ภยํ
อนาคตภยา ธีโร อุโภ โลเก อเวกฺขตีติ ฯ
โกฏสิมฺพลิชาตกํ สตฺตมํ ฯ
๑ ม. ภีตา ฯ ๒ ม. กมตฺถํ ฯ ๓ สี. ยุ. โกฏิสิมฺพลิ ฯ ๔ ม. ภกฺขิตฺวา ฯ
๕ ม. อชฺฌารูหาภิวฑฺฒนฺติ ฯ สี. ยุ. อชฺฌารูฬฺหาภิวฑุฒนฺติ ฯ
นักปราชญ์พึงรังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ พึงระวังภัยที่ยังไม่มาถึง นักปราชญ์ย่อมพิจารณาดูโลกทั้งสอง เพราะภัยในอนาคต.
จบ โกฏสิมพลิชาดกที่ ๗.
๘ ธูมการิชาตกํ
๘. ธูมการีชาดก
เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค ธูมการีชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
ราชา อปุจฺฉิ วิธูรํ ธมฺมกาโม ยุธิฏฺฐิโล
อปิ พฺราหฺมณ ชานาสิ โก เอโก พหุ โสจติ ฯ
พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงพอพระทัยในธรรม ได้ตรัสถามวิธูรบัณฑิตว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหมว่า ใครผู้เดียวเศร้าโศกเป็นอันมาก?
พฺราหฺมโณ อชยูเถน พหุเตนฺโท ๑ วเน วสํ
ธูมํ อกาสิ วาเสฏฺโฐ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ
พราหมณ์วาเสฏฐโคตรผู้เป็นใหญ่ในฝูงแพะมากด้วยกัน ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน เมื่ออยู่ในป่า ได้ก่อไฟให้เกิดควัน.
ตสฺส ตํธูมคนฺเธน สรภา มกสทฺทิตา ๒
วสฺสาวาสํ อุปคจฺฉฉ ธูมการิสฺส สนฺติเก ฯ
ชะมดทั้งหลายถูกเหลือบยุงรบกวน ก็พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของพราหมณ์ธูมการีตลอดฤดูฝน เพราะกลิ่นควันของพราหมณ์นั้น.
สรเภสุ มนํ กตฺวา อชา โส นาวพุชฺฌถ
อาคจฺฉนฺติ วชนฺติ วา ตสฺส ตา วินสุํ ๓ อชา ฯ
พราหมณ์นั้นเอาใจใส่อยู่กับพวกชะมด ไม่เอาใจใส่ถึงพวกแพะ ว่าจะมาเข้าคอกหรือไม่มา แพะของเขาเหล่านั้นได้หายไป.
สรภา สรเท กาเล ปหีนมกเส วเน
ปาวึสุ คิริทุคฺคานิ นทีนํ ปภวานิ จ ฯ
พอถึงสารทสมัย และในป่ามียุงซาลงแล้ว พวกชะมดก็พากันเข้าไปสู่ภูเขาทางที่กันดาร และต้นแม่น้ำทั้งหลาย ฯ
สรเภ จ คเต ทิสฺวา อชา จ วิภวํ คตา
กีโส จ วิวณฺโณ อาสิ ปณฺฑุโรคี จ พฺราหฺมโณ ฯ
พราหมณ์เห็นพวกชะมดหนีไปหมด และแพะทั้งหลายหายไป ก็ซูบผอมมีผิวพรรณซูบซีด เป็นโรคผอมเหลือง.
เอวํ โย สนฺนิรงฺกตฺวา อาคนฺตุํ กุรุเต ปิยํ
โส เอโก พหุ โสจติ ธูมการีว พฺราหฺมโณติ ฯ
ธูมการิชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ สี. พหุเตโช ฯ ม. พหูเตโช ฯ ๒ ยุ. มกสฏฺฏิตา ฯ ๓ สี. วินสฺสุํ ฯ
เป็นอย่างนี้แหละ ผู้ใดละเลยคนเก่าเสียมากระทำความรักกับคนใหม่ผู้นั้นเป็นคนเดียว เศร้าโศกอยู่มาก เหมือนพราหมณ์ธูมการี ฉะนั้น.
จบ ธูมการีชาดกที่ ๘.
๙ ชาครชาตกํ
๙. ชาครชาดก
ว่าด้วยผู้หลับและตื่น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค ชาครชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
โกธ ชาครตํ สุตฺโต โกธ สุตฺเตสุ ชาคโร
โก เมตํ นุ ๑ วิชานาติ โก ตํ ปฏิภณาติ เม ฯ
ในโลกนี้ ใครเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ใครเป็นผู้ตื่นในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ ใครหนอรู้แจ้งปัญหาข้อนี้ ใครหนอจะแก้ปัญหาข้อนั้นของเราได้?
อหํ ชาครตํ สุตฺโต อหํ สุตฺเตสุ ชาคโร
อหเมตํ วิชานามิ อหํ ปฏิภณามิ เต ฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่นในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ ข้าพเจ้ารู้แจ้งปัญหาข้อนั้นของท่าน จะแก้ปัญหาข้อนั้นของท่านได้.
กถํ ชาครตํ สุตฺโต กถํ สุตฺเตสุ ชาคโร
กถํ เอตํ วิชานาสิ กถํ ปฏิภณาสิ เม ฯ
ท่านเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร ท่านเป็นผู้ตื่นในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่อย่างไร ท่านรู้แจ้งปัญหาข้อนี้อย่างไรท่านจะแก้ปัญหาข้อนี้ของข้าพเจ้าอย่างไร?
เย ธมฺมํ นปฺปชานนฺติ สญฺญโมติ ทโมติ จ
เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ ๒ อหํ ชคฺคามิ เทวเต ฯ
ดูกรเทวดา ข้าพเจ้าตื่นอยู่ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ด้วยความประมาท ไม่รู้ทั่วถึงธรรม ๒ ประการ คือ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑.
เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา
เตสุ ชาครมาเนสุ อหํ สุตฺโตสฺมิ เทวเต ฯ
ดูกรเทวดา ข้าพเจ้าหลับอยู่ในระหว่างพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้สละราคะโทสะ และอวิชชา ตื่นอยู่.
เอวํ ชาครตํ สุตฺโต เอวํ สุตฺเตสุ ชาคโร
เอวเมตํ วิชานามิ เอวํ ปฏิภณามิ เต ฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่นในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งปัญหาข้อนี้อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้.
สาธุ ชาครตํ สุตฺโต สาธุ สุตฺเตสุ ชาคโร
สาธุ เมตํ วิชานาสิ สาธุ ปฏิภณาสิ เมติ ฯ
ชาครชาตกํ นวมํ ฯ
ถูกแล้ว ท่านเป็นผู้หลับในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ เป็นผู้ตื่นอยู่ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้หลับอยู่ ท่านรู้แจ้งปัญหาข้อนั้นของข้าพเจ้าถูกแล้ว ท่านแก้ปัญหาข้อนั้นของข้าพเจ้าดีแล้ว.
จบ ชาครชาดกที่ ๙.
๑๐ กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ ๓
๑๐. กุมมาสปิณฑชาดก
ว่าด้วยอานิสงส์ถวายขนมกุมมาส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค กุมมาสปิณฑชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
น กิรตฺถิ อโนมทสฺสีสุ
ปาริจริยา พุทฺเธสุ อปฺปกา ๔
สุกฺขาย อโลณิกาย จ
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา ฯ
หตฺถี ควาสฺสา จิเม พหู
ธนธญฺญา ปฐวี จ เกวลา
นาริโย จิมา อจฺฉรูปมา
ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา ฯ
๑ ม. โก มเมตํ ... ฯ ๒ ม. สุปฺปมาเณสุ ฯ ๓ ม. กุมฺมาสปิณฺฑิ ... ฯ
๔ ม. อปฺปิกา ฯ
ได้ยินว่า การทำสามีจิกรรมในพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าอโนมทัสสี มีคุณไม่น้อยเลย เชิญดูผลแห่งก้อนขนมกุมมาสแห้ง ไม่มีรสเค็ม. ส่งผลให้เราได้ช้าง ม้า วัว ทรัพย์ ข้าวเปลือกเป็นอันมากนี้ ตลอดทั้งแผ่นดินทั้งสิ้น และนางนารีเหล่านี้เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลแห่งก้อนขนมกุมมาส.
อภิกฺขณํ ราชกุญฺชร
คาถา ภาสสิ โกสลาธิป
ปุจฺฉามิ ตํ รฏฺฐวฑฺฒน
พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสิ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้มีอัธยาศัยเป็นกุศล ผู้บำรุงรัฐให้เจริญพระองค์ตรัสคาถาเพลงขับเสมอๆ ขอพระองค์ผู้มีพระทัยเปี่ยมด้วยปีติอันแรงกล้า ได้โปรดตรัสบอกใจความแห่งคาถาเพลงขับที่หม่อมฉันทูลถามนั้นเถิด.
อิมสฺมึเยว นคเร กุเล อญฺญตเร อหุํ
ปรกมฺมกโร อาสึ ภตโก สีลสํวุโต ฯ
กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ ๑ จตุโร สมณทฺทสํ
อาจารสีลสมฺปนฺเน สีติภูเต อนาสเว ฯ
เตสุ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา นิสีเทตฺวา ปณฺณสนฺถเต
อทํ พุทฺธาน กุมฺมาสํ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ
ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส อิทํ เม เอทิสํ ผลํ
อนุโภมิ อิทํ รชฺชํ ผีตํ ธรณิมุตฺตมํ ฯ
เราเกิดในตระกูลหนึ่งในนครนี้แหละ เป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น ถึงจะเป็นลูกจ้างทำการงานเลี้ยงชีวิต แต่เราก็มีศีลสังวร. วันนั้นเราออกไปทำงาน ได้เห็นสมณะ ๔ รูป ผู้ประกอบไปด้วยอาจาระและศีล เป็นผู้เยือกเย็น ไม่มีอาสวะ.
เรามีจิตเลื่อมใสในสมณะเหล่านั้น จึงนิมนต์ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยใบไม้แล้ว ได้ถวายขนมกุมมาสแก่ท่านด้วยมือของตน. ผลแห่งกุศลกรรมนั้นของเราเป็นเช่นนี้ เราจึงได้เสวยราชสมบัตินี้ อันมีแผ่นดินแผ่ไพศาลไปด้วยสมบัติทุกชนิด.
ททํ ภุญฺช จ มา จ ปมาโท
จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิป
มา ราช อธมฺมิโก อหุ
ธมฺมํ ปาลย โกสลาธิป ฯ
๑ ม. นิกฺขมนฺโตหํ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้มีอัธยาศัยเป็นกุศล พระองค์ทรงประทานเสียก่อน จึงค่อยเสวยเอง พระองค์อย่าทรงประมาทในบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น พระองค์จงทรงยังจักร ๔ มีการอยู่ในประเทศอันสมควรเป็นต้นให้เป็นไป อย่าได้ทรงตั้งอยู่ในอธรรมเลย จงทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมเถิด.
โสหํ ตเทว ปุนปฺปุนํ
วฏุมํ อาจริสฺสามิ โสภเน
อริยาจริตํ สุโกสเล
อรหนฺโต เม มนาปาว ปสฺสิตุํ ฯ
ดูกรพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลผู้เลอโฉม เรานั้นจักประพฤติตามทางที่พระอริยเจ้าประพฤติมาแล้วนั้นแลเสมอๆ พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นที่พอใจของเราแท้ เราปรารถนาจะได้เห็นท่าน.
เทวี วิย อจฺฉรูปมา
มชฺเฌ นาริคณสฺส โสภสิ
กึ กมฺมมกาสิ ภทฺทกํ
เกนาสิ วณฺณวตี สุโกสเล ฯ
ดูกรนางเทวีผู้เป็นพระราชธิดาที่รักของพระเจ้าโกศล เจ้างดงามอยู่ในท่ามกลางหมู่นารี เปรียบเหมือนนางเทพอัปสรฉะนั้น เจ้าได้ทำกรรมดีงามอะไรไว้ เจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณผุดผ่องอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร?
อมฺพฏฺฐกุลสฺส ขตฺติย
ทาสฺยาหํ ปรเปสิยา อหุํ
สญฺญตา จ ธมฺมชีวินี
สีลวตี จ อปาปทสฺสนา ฯ
อุทฺธฏภตฺตํ อหํ ตทาๆ
จรมานสฺส อทาสิ ภิกฺขุโน
จิตฺตา สุมนา สยํ อหํ
ตสฺส กมฺมสฺส ผลํ มเมทิสนฺติ ฯ
กุมฺมาสปิณฺฑชาตกํ ทสมํ ฯ
ข้าแต่พระมหากษัตริย์ หม่อมฉันเป็นทาสีทำการรับใช้ของตระกูลกฏุมพีเป็นผู้สำรวมระวัง เป็นอยู่โดยธรรม มีศีล มีความเห็นชอบธรรม.
คราวนั้น หม่อมฉันมีจิตโสมนัส ได้ถวายอาหารที่เป็นส่วนของหม่อมฉัน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ด้วยมือตนเองผลแห่งกรรมนั้นของหม่อมฉัน เป็นเช่นนี้.
จบ กุมมาสปิณฑชาดกที่ ๑๐.
๑๑ ปรนฺตปชาตกํ
๑๑. ปรันตปชาดก
ลางบอกความชั่วและภัยที่จะมาถึง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตกนิบาต คันธารวรรค ปรันตปชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)
อาคมิสฺสติ เม ปาปํ อาคมิสฺสติ เม ภยํ
ตทา หิ จลิตา สาขา มนุสฺเสน มิเคน วา ฯ
ความชั่วและภัยจักมาถึงเรา เพราะกิ่งไม้ไหวคราวนั้น จะเป็นด้วยมนุษย์หรือเนื้อทำให้ไหว ก็ไม่ปรากฏ.
ภีรุยา นูน เม กาโม อวิทูเร วสนฺติยา
กริสฺสติ กิสํ ปณฺฑฑ สาว สาขา ปรนฺตปํ ฯ
ความกระสันถึงนางพราหมณีผู้หวาดกลัวซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ผอมเหลือง ฉะนั้น.
โสจยิสฺสติ มํ กนฺตา คาเม วสํ อนินฺทิตา
กริสฺสติ กิสํ ปณฺฑฑ สาว สาขา ปรนฺตปํ ฯ
ภรรยาที่รักของเราอยู่ในบ้านเมืองพาราณสี มีรูปงาม จักเศร้าโศกถึงเราความเศร้าโศกจักทำให้นางผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ผอมเหลือง ฉะนั้น.
ตยา มํ หสิตาปงฺคี ๑ มิหิตานิ ๒ ภณิตานิ จ
กิสํ ปณฺฑฑ กริสฺสติ สาว สาขา ปรนฺตปํ ฯ
หางตาที่เจ้าชำเลืองมาก็ดี การที่เจ้ายิ้มแย้มก็ดี เสียงที่เจ้าพูดก็ดี จักทำเราให้ผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ผอมเหลือง ฉะนั้น.
อคมา นูน โส สทฺโท อสํสิ นูน โส ตว
อกฺขาตํ นูน ตํ เตน โย ตํ สาขมกมฺปยิ ฯ
เสียงกิ่งไม้นั้นได้มาปรากฏแก่ท่านแล้ว เสียงนั้นชะรอยจะมาบอกท่านได้แน่แล้ว ผู้ใดสั่นกิ่งไม้นั้น ผู้นั้นได้มาบอกเหตุนั้นแน่แล้ว.
อิทํ โข ตํ สมาคมฺม มม พาลสฺส จินฺติตํ
ตทา หิ จลิตา สาขา มนุสฺเสน มิเคน วา ฯ
การที่เราผู้โง่เขลาคิดไว้ว่า กิ่งไม้ที่มนุษย์ หรือเนื้อทำให้ไหวในคราวนั้นได้มาถึงเราเข้าแล้ว ฯ
ตเถว ตฺวํ อเวทสิ อวญฺจิ ปิตรํ มม
หนฺตฺวา สาขาหิ ฉาเทนฺโต อาคมิสฺสติ เต ๓ ภยนฺติ ฯ
ปรนฺตปชาตกํ เอกาทสมํ ฯ
คนฺธารวคฺโค ทุติโย ฯ
_______________
ตสฺสุทฺทานํ
วรคาม มหากปิ ภคฺคว จ
ทฬฺหธมฺม สกุญฺชร เกสวโร
อุรโค วิธูโร ปุน ชาครตํ
อถ โกสลาธิป ปรนฺตป จ ฯ
___________
ตตฺร วคฺคุทฺทานํ ภวติ ฯ
อถ สตฺตนิปาตมฺหิ วคฺคํ เม ภณโต สุณ
กุกฺกุ จ ปุน คนฺธาโร เทฺว จ วุตฺตา มเหสินา ฯ
สตฺตกนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑ ม. อสิตาปงฺคิ ฯ ๒ ม. สิตานิ ฯ ๓ ม. เม ฯ
ท่านได้รู้ด้วยประการนั้นแล้ว ยังลวงฆ่าพระชนกของเราแล้ว เอากิ่งไม้ปกปิดไว้ บัดนี้ ภัยจักตกมาถึงท่านบ้างละ.
จบ ปรันตปชาดกที่ ๑๑.
จบ คันธารวรรคที่ ๒.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. คันธารชาดก ๒. มหากปิชาดก
๓. กุมภการชาดก ๔. ทัฬหธรรมชาดก
๕. โสมทัตตชาดก ๖. สุสีมชาดก
๗. โกฏสิมพลิชาดก ๘. ธูมการีชาดก
๙. ชาครชาดก ๑๐. กุมมาสบิณฑชาดก
๑๑. ปรันตปชาดก.
รวมวรรคในสัตตกนิบาตนี้มี ๒ วรรค คือ
๑. กุกกุวรรค ๒. คันธารวรรค.
จบ สัตตกนิบาต.
จบ คันธารวรรค