พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · สัฏฐินิบาต
๒. สังกิจจชาดก เล่ม ๒๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๐–๙๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒ ในสัฏฐินิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๒ สงฺกิจฺจชาตกํ
๒. สังกิจจชาดก
สังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัฏฐินิบาต สังกิจจชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)
ทิสฺวา นิสินฺนํ ราชานํ พฺรหฺมทตฺตํ รเถสภํ
อถสฺส ปฏิเวเทสิ ยสฺสาสิ อนุกมฺปโก ฯ
สงฺกิจฺจายํ อนุปฺปตฺโต อิสีนํ สาธุสมฺมโต
ตรมานรูโป นิยฺยาหิ ขิปฺปํ ปสฺส มเหสินํ ฯ
ตโต จ ราชา ตรมาโน ยุตฺตมารุยฺห สนฺทนํ
มิตฺตามจฺจปริพฺยูโฬฺห ๑ อคมาสิ รเถสโภ ฯ
นิกฺขิปฺป ปญฺจ กกุธานิ กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
วาลวีชนิมุณฺหีสํ ขคฺคํ ฉตฺตญฺจุปาหนํ ฯ
โอรุยฺห ราชา ยานมฺหา ฐปยิตฺวา ปฏิจฺฉทํ
อาสีนํ ทายปสฺสสฺมึ สงฺกิจฺจมุปสงฺกมิ ฯ
อุปสงฺกมิตฺวา โส ราชา สมฺโมทิ อิสินา สห
ตํ กถํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อุปาวิสิ ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺโนว อถ กาลํ อมญฺญถ
ตโต ปาปานิ กมฺมานิ ปุจฺฉิตุํ ปฏิปชฺชถ ฯ
อิสึ ปุจฺฉาม ๑ สงฺกิจฺจํ อิสีนํ สาธุสมฺมตํ
อาสีนํ ทายปสฺสสฺมึ อิสิสงฺฆปุรกฺขตํ ฯ
กํ คตึ เปจฺจ คจฺฉนฺติ นรา ธมฺมาติจาริโน
อติจิณฺโณ มยา ธมฺโม ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
๑ สี. ยุ. -ปริพฺพูโฬฺห ฯ
ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้าพรหมทัตต์ จอมทัพ ประทับนั่งอยู่ได้กราบทูลแด่ท้าวเธอว่า สังกิจจฤาษีที่พระองค์ทรงพระกรุณา ซึ่งยกย่องกันว่าได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลายมาถึงแล้ว เชิญพระองค์รีบเสด็จออกไปพบท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่โดยเร็วเถิด ก็ลำดับนั้น พระราชาผู้จอมทัพอันมิตรและอำมาตย์ล้อมแล้ว เสด็จขึ้นรถอันเทียมด้วยม้าอาชาไนยรีบเสด็จไป พระราชาผู้ทรงบำรุงแคว้นของชาวกาสีให้เจริญทรงเปลื้องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง คือ พัดวาลวิชนีอุณหิส พระขรรค์เศวตฉัตรและฉลองพระบาทวางไว้แล้ว เสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินเข้าไปหาสังกิจจฤาษี ผู้นั่งอยู่ในพระราชอุทยานอันมีนามว่านายปัสสะ ครั้นเสด็จเข้าไปหาแล้วก็ทรงบันเทิงอยู่กับฤาษี
ครั้นทรงสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นประทับนั่งแล้ว ลำดับนั้นได้ทรงสำคัญกาลอยู่ แต่นั้นทรงปฏิบัติ เพื่อจะตรัสถามกรรมอันเป็นบาป จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถามท่านสังกิจจฤาษีผู้ได้รับยกย่องว่า ได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลาย อันหมู่ฤาษีทั้งหลายห้อมล้อมนั่งอยู่ ในทายปัสสะอุทยานว่า นรชนผู้ประพฤติล่วงธรรม (เหมือน)ข้าพเจ้าประพฤติล่วงธรรมแล้วไปสู่คติอะไรในปรโลก ข้าพเจ้าถามแล้วได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า.
อิสิ อวจ สงฺกิจฺโจ กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒนํ
อาสีนํ ทายปสฺสสฺมึ มหาราช สุโณหิ เม ฯ
อุปฺปเถน วชนฺตสฺส โย มคฺคมนุสาสติ
ตสฺส เจ วจนํ กยิรา นาสฺส มคฺเคยฺย กณฺฏโก ฯ
อธมฺมํ ปฏิปนฺนสฺส โย ธมฺมมนุสาสติ
ตสฺส เจ วจนํ กยิรา น โส คจฺเฉยฺย ทุคฺคตึ ฯ
สังกิจจฤาษี ได้กล่าวตอบพระราชาผู้บำรุงแคว้นของชาวกาสีให้เจริญประทับนั่งอยู่ในทายปัสสะอุทยานว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรทรงฟังอาตมภาพ ถ้าเมื่อบุคคลเว้นทางผิด ทำตามคำของบุคคลผู้บอกทางถูก โจรผู้เป็นเสี้ยนหนามก็ไม่พึงพบหน้าของบุคคลนั้น เมื่อบุคคลปฏิบัติอธรรม แต่ถ้ากระทำตามคำของบุคคลผู้พร่ำสอนธรรม บุคคลนั้นไม่พึงไปสู่ทุคติ.
ธมฺโม ปโถ มหาราช อธมฺโม ปน อุปฺปโถ
อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตึ ฯ
อธมฺมจาริโน ราช นรา วิสมชีวิโน
ยํ คตึ เปจฺจ คจฺฉนฺติ นิรเย เต สุโณหิ เม ฯ
สญฺชีโว กาฬสุตฺโต จ สงฺฆาโฏ ๒ เทฺว จ โรรุวา
อถาปโร มหาวีจิ ตาปโน จ ปตาปโน ฯ
อิจฺเจเต อฏฺฐ นิรยา อกฺขาตา ทูรติกฺกมา
อากิณฺณา ลุทฺทกมฺเมหิ ปจฺเจกา โสฬสุสฺสทา ฯ
กทริยา ตาปนา ๑ โฆรา อจฺจิมนฺโต ๒ มหพฺภยา
โลมหํสนรูปา จ เภสฺมา ปฏิภยา ทุขา ฯ
จตุกฺกณฺณา ๓ จตุทฺวารา วิภตฺตา ภาคโส มิตา
อโยปาการปริยนฺตา อยสา ปฏิกุชฺชิตา ฯ
เตสํ อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา
สมนฺตา โยชนสตํ ผุฏา ติฏฺฐนฺติ สพฺพทา ฯ
เอเต ปตนฺติ นิรเย อุทฺธํปาทา อวํสิรา
อิสีนํ อติวตฺตาโร สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ
เต ภูนหุโน ปจฺจนฺติ มจฺฉา พิลกตา ยถา
สํวจฺฉเร อสงฺเขยฺเย นรา กิพฺพิสการิโน ฯ
ฑยฺหมาเนน คตฺเตน นิจฺจํ สนฺตรพาหิรํ
นิรยา นาธิคจฺฉนฺติ ทฺวารํ นิกฺขมเนสิโน ฯ
ปุรตฺถิเมน ธาวนฺติ ตโต ธาวนฺติ ปจฺฉโต
อุตฺตเรนปิ ธาวนฺติ ตโต ธาวนฺติ ทกฺขิณํ
ยํ ยญฺหิ ทฺวารํ คจฺฉนฺติ ตนฺตเทว ปิถิยฺยเร ๔ ฯ
พหูนิ สตสหสฺสานิ ชนา นิรยคามิโน
พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺติ ปตฺวา ทุกฺขํ อนปฺปกํ ฯ
อาสีวิสํว กุปฺปิตํ เตชสึ ทูรติกฺกมํ
น สาธุรูเป อาสีเท สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ
อติกาโย มหิสฺสาโส อชฺชุโน เกกกาธิโป
สหสฺสพาหุ อุจฺฉินฺโน อิสิมาสชฺช โคตมํ ฯ
อรชํ รชสา วจฺฉํ กีสํ อวกฺรีย ๑ ทณฺฑกี
ตาโลว มูลโต ฉินฺโน ส ราชา วิภวงฺคโต ฯ
อุปหจฺจ มนํ เมชฺโฌ ๒ มาตงฺคสฺมึ ยสสฺสิเน
สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌารญฺญํ ๓ ตทา อหุ ฯ
กณฺหทีปายนาสชฺช อิสึ อนฺธกเวนฺทโย ๔
อญฺญมญฺญํ มุสเล ๕ หนฺตฺวา สมฺปตฺตา ยมสาธนํ ฯ
อถายํ อิสินา สตฺโต อนฺตลิกฺขจโร ปุเร
ปาเวกฺขิ ปฐวึ เจจฺโจ หีนตฺโต กาลปริยายํ ฯ
ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ นปฺปสํสนฺติ ปณฺฑิตา
อทุฏฺฐจิตฺโต ภาเสยฺย คิรํ สจฺจูปสญฺหิตํ ฯ
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน โย นโร เปกฺขเต มุนึ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺนํ คนฺตฺวา โส นิรยํ อโธ ฯ
เย วุฑฺเฒ ปริภาสนฺติ ผรุสูปกฺกมา ชนา
อนปจฺจา อทายาทา ตาลวตฺถู ๖ ภวนฺติ เต ฯ
โย จ ปพฺพชิตํ หนฺติ กตกิจฺจํ มเหสินํ
ส กาฬสุตฺเต นิรเย จิรํ รตฺตาย ปจฺจติ ฯ
โย จ ราชา อธมฺมฏฺโฐ รฏฺฐวิทฺธํสโน มโต ๑
ตาปยิตฺวา ชนปทํ ตาปเน เปจฺจ ปจฺจติ ฯ
โส จ วสฺสสหสฺสานํ ๒ สตํ ทิพฺยานิ ปจฺจติ
อจฺจิสงฺฆปเรโต โส ทุกฺขํ เวเทติ เวทนํ ฯ
ตสฺส อคฺคิสิขา กายา นิจฺฉรนฺติ ปภสฺสรา
เตโชภกฺขสฺส คตฺตานิ โลมคฺเคหิ ๓ นเขหิ จ ฯ
ฑยฺหมาเนน คตฺเตน นิจฺจํ สนฺตรพาหิรํ
ทุกฺขาภิตุนฺโน นทติ นาโค ตุณฺฑฏฺฏิโต ๔ ยถา ฯ
โย โลภา ปิตรํ หนฺติ โทสา วา ปุริสาธโม
ส กาฬสุตฺเต นิรเย จิรํ รตฺตาย ปจฺจติ ฯ
ส ตาทิโส ปจฺจติ โลหกุมฺภิยํ
ปกฺกญฺจ สตฺตีหิ หนนฺติ นิตฺตจํ
อนฺธํ กริตฺวา มุตฺตกรีสภกฺขํ
ขาเร นิมุชฺชนฺติ ตถาวิธํ นรํ ฯ
ตตฺตํ ปกฺกุฏฺฐิตมโยคุฬญฺจ
ทีเฆ จ ผาเล จิรรตฺตตาปิเต
วิกฺขมฺภมาทาย วิภชฺช ๕ รชฺชุภิ
วิวเฏ มุเข สํสวยนฺติ ๖ รกฺขสา ฯ
สามา จ โสณา สพลา จ คิชฺฌา
กาโกลสงฺฆา จ ทิชา อโยมุขา
สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ
ชิวฺหํ วิภชฺช วิฆาสํ สโลหิตํ ฯ
ตํ ทฑฺฒตาลํ ปริภินฺนคตฺตํ
นิปฺโปถยนฺตา อนุวิจรนฺติ รกฺขสา
รตี หิ เตสํ ทุขิโน ปนีตเร
เอตาทิสสฺมึ นิรเย วสนฺติ
เยเกจิ โลเก อิธ เปตฺติฆาติโน ฯ
ปุตฺโต จ มาตรํ หนฺตฺวา อิโต คนฺตฺวา ยมกฺขยํ
ภุสมาปชฺชเต ทุกฺขํ อตฺตกมฺมผลูปโค ฯ
อมนุสฺสา อติพาลา หนฺตารํ ชนยนฺติยา
อโยมเยหิ วาเลหิ ปีฬยนฺติ ปุนปฺปุนํ ฯ
ตํ ปสฺสวํ ๑ สกา คตฺตา รุธิรํ ๒ อตฺตสมฺภวํ
ตมฺพโลหวิลีนํว ตตฺตํ ปาเยนฺติ มตฺติฆํ ฯ
ชิคุจฺฉํ กุณปํ ปูตึ ทุคฺคนฺธํ คูถกทฺทมํ
ปุพฺพโลหิตสงฺกาสํ รหโทคฺคยฺห ๓ ติฏฺฐติ ฯ
ตเมนํ กิมิโย ๔ ตตฺถ อติกายา อโยมุขา
ฉวึ เภตฺวาน ๕ ขาทนฺติ ปคิทฺธา ๖ มํสโลหิเต ฯ
โส จ ตํ นิรยํ ปตฺโต นิมุคฺโค สตโปริสํ
ปูติกํ กุณปํ วาติ สมนฺตา สตโยชนํ ฯ
จกฺขุมาปิ หิ จกฺขูนิ ๗ เตน คนฺเธน ชิยฺยติ
เอตาทิสํ พฺรหฺมทตฺต มาตุโฆ ลภเต ทุขํ ฯ
ขุรธารมนุกฺกมฺม ติกฺขํ ทูรภิสมฺภวํ
ปตนฺติ คพฺภปาตินิโย ๑ ทุคฺคํ เวตฺตรณึ นทึ ฯ
อโยมยา สิมฺพลิโย โสฬสงฺคุลิกณฺฏกา
อุภโต มภิลมฺพนฺติ ทุคฺคํ เวตฺตรณึ นทึ ฯ
เต อจฺจิมนฺโต ติฏฺฐนฺติ อคฺคิกฺขนฺธาว อารกา
อาทิตฺตา ชาตเวเทน อุทฺธํ โยชนมุคฺคตา ฯ
เอเต ปชฺชนฺติ ๒ นิรเย ตตฺเต ติขิณกณฺฏเก
นาริโย จ อติจารินิโย ๓ นรา จ ปรทารคู ฯ
เต ปตนฺติ อโธกฺขนฺธา วิวตฺตา วิหตา ปุถู
สยนฺติ วินิวิทฺธงฺคา ทีฆํ ชคฺคนฺติ สพฺพทา ๔ ฯ
ตโต รตฺยา วิวสเน ๕ มหตึ ปพฺพตูปมํ
โลหกุมฺภึ ปวชฺชนฺติ ตตฺตํ อคฺคิสมูทกํ ฯ
เอวํ ทิวา จ รตฺโต จ ทุสฺสีลา โมหปารุตา๑
อนุโภนฺติ สกํ กมฺมํ ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ
ยา จ ภริยา ธนกฺกีตา สามิกํ อติมญฺญติ
สสฺสุํ วา สสฺสุรํ วาปิ เชฏฺฐํ วาปิ นนนฺทนํ ๖
ตสฺสา วงฺเกน ชิวฺหคฺคํ นิพฺพหนฺติ สพนฺธนํ ฯ
ส พฺยามมตฺตํ กิมินํ ชิวฺหํ ปสฺสติ อตฺตโน ๗
วิญฺญาเปตุํ น สกฺโกติ ตาปเน เปจฺจ ปจฺจติ ฯ
โอรพฺภิกา สูกริกา มจฺฉิกา มิคพนฺธกา
โจรา โคฆาตกา ลุทฺทา อวณฺเณ วณฺณการกา ฯ
สตฺตีหิ โลหกูเฏหิ เนตฺตึเสหิ อุสูหิ จ
หญฺญมานา ขารนทึ ปปตนฺติ อวํสิรา ฯ
สายํ ปาโต กูฏการี อโยกูเฏหิ หญฺญติ
ตโต วนฺตํ ทุรตฺตานํ ปเรสํ ภุญฺชเต ๑ สทา ฯ
ธงฺกา เภรณฺฑกา คิชฺฌา กาโกลา จ อโยมุขา
วิปฺผนฺทมานํ ขาทนฺติ นรํ กิพฺพิสการกํ ฯ
เย มิเคน มิคํ หนฺติ ปกฺขึ วา ปน ปกฺขินา
อสนฺโต รชสา ฉนฺนา คนฺตฺวา ๒ เต นิรยุสฺสทํ ๓ ฯ
๑ สี. ยุ. ปุจฺฉามิ ฯ ๒ ม. สงฺฆาโต ฯ
๑ สี. ยุ. กทรียตปนา ฯ ม. กทริยตาปนา ฯ ๒ ยุ. อจฺจิมนฺตา ฯ ๓ จตุกฺโกณาติปิ ฯ
๔ ม. ปิธียเร ฯ สี. ปิถิยฺยติ ฯ
๑ ม. อวกิริย ฯ ๒ ม. มชฺโฌ ฯ ๓ ม. มชฺฌารญฺญํ ฯ ๔ สี. ยุ. อนฺธกเวณฺหุโย ฯ
ม. -เวณฺฑโย ฯ ๕ ม. อญฺโญญฺญํ มุสลา ฯ ๖ ม. ตาลวตฺถุ ฯ ยุ. ตาลาวตฺถุ ฯ
๑ สี. จฺโต ฯ ม. มโค ฯ ๒ ม. -สหสฺสานิ ฯ ๓ ม. โลเมหิ จ ฯ
๔ สี. ตุตฺตทฺทิโต ฯ ม. ตุตฺตฏฺฏิโต ฯ ๕ สี. วิพทฺธ ฯ ม. วิพนฺธ ฯ ๖ สี. ยุ.
สํจวยนฺติ ฯ ม. สมฺปวิสนฺติ ฯ
๑ ม. ตมสฺสวํ ฯ ยุ. ตํ ปสฺสุตํ ฯ ๒ ม. รุหิรํ ฯ ๓ ม. รหทโมคยฺห ฯ
๔ ม. กิมโย ฯ ๕ สี. ยุ. เฉตฺวาน ฯ ๖ ม. สํคิทฺธา ฯ ๗ ม. จกฺขูหิ ฯ
๑ ม. คพฺภปาติโย ฯ ๒ ม. วชนฺติ ฯ สี. ยุ. สชนฺติ ฯ ๓ ม. อติจารา ฯ
๔ สี. ยุ. สํวรึ ฯ ๕ ม. วิวสาเน ฯ ๖ ม. นนนฺทรํ ฯ ๗ ม. อตฺตนิ ฯ
ขอถวายพระพร ธรรมเป็นทางถูก ส่วนอธรรมเป็นทางผิด อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ นรชนผู้ประพฤติอธรรม มีความเป็นอยู่ไม่สม่ำเสมอ ละโลกนี้แล้วย่อมไปสู่คติใด อาตมภาพจะกล่าวคติ คือ นรกเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงสดับอาตมภาพเถิด นรก ๘ขุมนี้ คือ สัญชีวนรก ๑ กาฬสุตตนรก ๑ สังฆาตนรก ๑ โรรุวนรก ๑ มหาโรรุวนรก ๑ ต่อมาถึงมหาอเวจีนรก ๑ ตาปนนรก ๑ปตาปนนรก ๑ อันบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้แล้ว ก้าวล่วงได้ยากเกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ ผู้มีกรรมหยาบช้าเฉพาะขุมหนึ่งๆ มีอุสสทนรก ๑๖ ขุมเป็นที่ทำบุคคลผู้กระด้างให้เร่าร้อน น่ากลัว มีเปลวเพลิงรุ่งโรจน์ มีภัยใหญ่ขนลุกขนพอง น่าสพึงกลัว
มีภัยรอบข้าง เป็นทุกข์ มี ๔ มุม ๔ ประตู จัดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กกั้นโดยรอบมีฝาเหล็กครอบ ภาคพื้นของนรกเหล่านั้นล้วนแต่เหล็กแดงลุกโพลง ประกอบด้วยเปลวไฟ แผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ สัตว์ทั้งหลายมีเท้าในเบื้องบน มีศีรษะในเบื้องต่ำ ตกลงไปในนรกนั้น สัตว์เหล่าใดกล่าวล่วงเกินฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะสัตว์เหล่านั้นผู้มีความเจริญอันขจัดแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกเหมือนปลาที่ถูกเฉือนให้เป็นส่วนๆ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำกรรมอันหยาบช้า มีตัวถูกไฟไหม้ทั้งข้างในข้างนอกเป็นนิจแสวงหาประตูออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออกตลอดปีนับไม่ถ้วนสัตว์เหล่านั้นวิ่งไปทางประตูด้านหน้า
จากประตูด้านหน้า วิ่งกลับมาข้างหลัง วิ่งไปทางประตูด้านซ้าย จากประตูด้านซ้ายวิ่งกลับมาทางประตูด้านขวา วิ่งไปถึงประตูใดๆ ประตูนั้นๆ ก็ปิดเสียสัตว์ทั้งหลายผู้ไปสู่นรก ย่อมประคองแขนคร่ำครวญเสวยทุกข์มิใช่น้อย นับได้แสนปีเป็นอันมาก เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่ควรรุกรานท่านที่เป็นคนดี ผู้สำรวม มีตบะธรรม ซึ่งเป็นดังอสรพิษมีเดชกำเริบร้ายล่วงได้ยาก ฉะนั้นพระเจ้าอัชชุนะ ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นเกตกะมีพระกายกำยำ เป็นนายขมังธนู มีพระหัตถ์ตั้งพัน มีมูลอันขาดแล้วเพราะประทุษร้ายพระฤาษีโคตมโคตร พระเจ้าทัณฑกีได้เอาธุลีโปรยรดกีสวัจฉะฤาษี ผู้หาธุลีมิได้ พระราชานั้นถึงแล้วซึ่งความพินาศ ดุจต้นตาลขาดแล้วจากรากฉะนั้น
พระเจ้าเมชฌะคิดประทุษร้ายในมาตังคะฤาษีผู้เรืองยศรัฐมณฑลของพระเจ้าเมชฌะ พร้อมด้วยบริษัทก็สูญสิ้นไปในครั้งนั้น ชาวเมืองอันธกวินทัย ประทุษร้ายกัณหทีปายนฤาษีช่วยกันเอาไม้พลองรุมตีจนตาย ก็ไปเกิดในยมสาธนนรก ส่วนพระเจ้าเจติยราชนี้ได้ประทุษร้ายกปิลดาบส แต่ก่อนเคยเหาะเหินเดินอากาศได้ ภายหลังเสื่อมฤทธิ์ ถูกแผ่นดินสูบถึงมรณกาล เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญการลุอำนาจแห่งฉันทาคติเป็นต้น บุคคลไม่ควรเป็นผู้มีจิตประทุษร้าย พึงกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะ ถ้าว่านรชนผู้ใดมีใจประทุษร้าย เพ่งเล็งท่านผู้รู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ นรชนผู้นั้นก็ไปสู่นรกเบื้องต่ำ
ชนเหล่าใดพยายามกล่าววาจาหยาบคาย บริภาษบุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ชนเหล่านั้นไม่ใช่เหล่ากอไม่ใช่ทายาท เป็นเหมือนต้นตาลมีรากอันขาดแล้ว อนึ่ง ผู้ใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกตลอดกาลนานอนึ่ง พระราชาพระองค์ใดตั้งอยู่ในอธรรม กำจัดชาวแว่นแคว้น ทำชาวชนบทให้เดือดร้อน สิ้นพระชนม์ไปแล้ว จะต้องหมกไหม้อยู่ในตาปนนรกในโลกหน้า และพระราชาพระองค์นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปีทิพย์ อันกองเพลิงห้อมล้อมเสวยทุกขเวทนา เปลวไฟมีรัศมีซ่านออกจากกายของสัตว์นั้น สรรพางค์กายพร้อมทั้งปลายขนและเล็บ ของสัตว์ผู้มีไฟเป็นภักษา มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน
สัตว์นรกมีตัวถูกไฟไหม้ทั้งข้างในข้างนอกอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้อันทุกข์เบียดเบียนร้องไห้คร่ำครวญอยู่เหมือนช้างถูกนายหัตถาจารย์แทงด้วยขอ ฉะนั้น ผู้ใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่าบิดาเพราะความโลภหรือเพราะความโกรธ ผู้นั้นต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกสิ้นกาลนาน บุคคลผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้น ต้องหมกไหม้อยู่ในโลหกุมภีนรก นายนิริยบาลทั้งหลายเอาหอกแทงสัตว์นรกนั้น ผู้ถูกไฟไหม้อยู่จนจนไม่มีหนัง ทำให้ตาบอดให้กินมูตรกินคูถ กดสัตว์นรกเช่นนั้นให้จมลงในน้ำแสบ นายนิริยบาลทั้งหลาย ให้สัตว์นรกกินก้อนคูถที่ร้อนจัดและก้อนเหล็กแดงอันลุกโพลงให้ถือผานทั้งยาวทั้งร้อนสิ้นกาลนาน งัดปากให้อ้าแล้วเอาเชือกผูกไว้
ยัดก้อนเหล็กแดงเข้าไปในปาก ฝูงสุนัขแดง ฝูงสุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา และฝูงนกตระกรุม ล้วนมีปากเป็นเหล็ก มากลุ้มรุมจิกกัดลิ้นให้ขาดแล้วกินลิ้นอันมีเลือดไหล เหมือนกินของอันเป็นเดนเต็มไปด้วยเลือดฉะนั้น นายนิริยบาลเที่ยวเดินทุบตีสัตว์นรกผู้ฆ่าบิดานั้น ซึ่งมีร่างกายอันแตกไปทั่ว เหมือนผลตาลที่ถูกไฟไหม้จริงอยู่ ความยินดีของนายนิริยบาลเหล่านั้น เป็นการเล่นสนุก แต่สัตว์นรกต้องได้รับทุกข์ คนผู้ฆ่าบิดาเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ต้องอยู่ในนรกเช่นนั้น ก็บุตรฆ่ามารดา จากโลกนี้แล้วต้องไปสู่ที่อยู่แห่งพระยายมย่อมเข้าถึงความทุกข์อย่างยิ่งด้วยผลแห่งกรรมของตน พวกนายนิริยบาลที่ร้ายกาจย่อมบีบคั้นสัตว์ผู้ฆ่ามารดา
ด้วยผาลเหล็กแดงบ่อยๆ ให้สัตว์นรกดื่มกินโลหิตที่เกิดแต่ตน อันไหลออกจากกายของตน ร้อนดังหนึ่งทองแดงที่ละลายคว้างบนแผ่นดิน สัตว์นรกนั้นลงไปสู่ห้วงน้ำเช่นกับหนองและเลือด น่าเกลียดดังซากศพเน่ามีกลิ่นเหม็นดุจก้อนคูถ หมู่หนอนในห้วงน้ำนั้น มีกายใหญ่มีปากเป็นเหล็กแหลม ทำลายผิวหนังชอนไชไปในเนื้อและเลือด กัดกินสัตว์นรกนั้น ก็สัตว์นั้นถึงนรกนั้นแล้วจมลงไปประมาณชั่วร้อยบุรุษ ศพเน่าเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ จริงอยู่ แม้จักษุของตนผู้มีจักษุย่อมคร่ำคร่าเพราะกลิ่นนั้นดูกรพระเจ้าพรหมทัตต์ บุคคลผู้ฆ่ามารดาย่อมได้รับทุกข์เห็นปานนี้พวกหญิงรีดลูกย่อมก้าวล่วงลำธารนรกอันขรุขระ
ที่ก้าวล่วงได้แสนยากดุจคมมีดโกน แล้วตกไปสู่แม่น้ำเวตรณีที่ไปได้ยาก ต้นงิ้วทั้งหลายล้วนแต่เป็นเหล็กมีหนาม ๑๖ คุลี มีกิ่งห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตรณีที่ไปได้ยากทั้งสองฟาก สัตว์นรกเหล่านั้นมีตัวสูงโยชน์หนึ่งถูกไฟที่เกิดเองแผดเผา มีเปลวรุ่งเรืองยืนอยู่ดุจกองไฟตั้งอยู่ที่ไกลฉะนั้น หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายที่คบหาภรรยาผู้อื่นก็ดีต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามคม สัตว์นรกเหล่านั้น ถูกนายนิริยบาลทิ่มแทงด้วยอาวุธ กลับเอาศีรษะลงตกลงมานอนอยู่ ถูกทิ่มแทงด้วยหลาวเป็นอันมากตื่นอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ครั้นพอรุ่งสว่างนายนิริยบาลให้สัตว์นรกนั้นเข้าไปสู่โลหกุมภีอันใหญ่เปรียบดังภูเขามีน้ำเสมอด้วยไฟอันร้อน
บุคคลผู้ทุศีล ถูกโมหะครอบงำ ย่อมเสวยกรรมของตน ที่ตนกระทำไว้ชั่วปางก่อน ตลอดวันตลอดคืนด้วยประการฉะนี้ อนึ่ง ภริยาใดที่เขาช่วยมาด้วยทรัพย์ย่อมดูหมิ่นสามี แม่ผัวพ่อผัว หรือพี่น้องผัว นายนิริยบาลเอาเบ็ดมีสายเกี่ยวปลายลิ้นของหญิงนั้นคร่ามา สัตว์นรกนั้นเห็นลิ้นของตนยาวประมาณ ๑ วา เต็มไปด้วยหมู่หนอนไม่อาจอ้อนวอนนายนิริยบาล ตายไปหมกไหม้ในตาปนนรก พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา ดักเนื้อ พวกโจร คนฆ่าโคพวกพราน พวกคนผู้กระทำคุณในเหตุมิใช่คุณ (คนส่อเสียด) ถูกนายนิริยบาลเบียดเบียนด้วยหอกเหล็ก ฆ้อนเหล็ก ดาบและลูกศร มีหัวลงตกลงสู่แม่น้ำแสบคนทำคดีโกง ถูกนายนิริยบาลทุบตีด้วยฆ้อนเหล็กทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าแต่นั้นย่อมกินอาเจียนของสัตว์นรกเหล่าอื่นผู้ได้รับความทุกข์ทุกเมื่อ ฝูงกาบ้าน ฝูงสุนัข ฝูงแร้ง ฝูงนกป่าล้วนมีปากเหล็กรุมกัดกินสัตว์นรก ผู้กระทำกรรมหยาบช้าดิ้นรนอยู่ ชนเหล่าใดเป็นอสัตบุรุษ อันธุลีปกปิด ให้เนื้อชนกันตายก็ดี ให้นกตีกันตายก็ดีชนเหล่านั้นต้องไปตกอุสสทนรก.
สนฺโตว ๔ อุทฺธํ คจฺฉนฺติ สุจิณฺเณนีธ กมฺมุนา
สุจิณฺณสฺส ผลํ ปสฺส สินฺทา ๕ เทวา สพฺรหฺมกา
ตนฺตํ พฺรูมิ มหาราช ธมฺมํ รฏฺฐปตี จร
ตถา ตถา ๖ ราช จราหิ ธมฺมํ
ยถา ตํ สุจิณฺณํ นานุตปฺเปยฺย ปจฺฉาติ ฯ
สงฺกิจฺจชาตกํ ทุติยํ ฯ
__________________
ตสฺสุทฺทานํ ฯ
อถ สฏฺฐินิปาตมฺหิ สุณาถ มม ภาสิตํ
ชาตกสวฺหยโน ปวโร
โสณกอรินฺทมสวฺหยโน
ตถาวุตฺตรเถสภสงฺกิจฺจวโร ฯ
สฏฺฐินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑ ม. ภุญฺชเร ฯ ๒ ม. คนฺตา ฯ ๓ ยุ. นิรยํ อโธ ฯ ๔ ม. -จ ฯ
๕ ม. สอินฺทา ฯ ๖ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไปสู่เบื้องบน เพราะกรรมที่ตนประพฤติดีแล้วในโลกนี้ ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วเทพเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์พระพรหมมีอยู่ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นอธิบดีแห่งรัฐ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอทูลมหาบพิตร ขอมหาบพิตรจงทรงประพฤติธรรม ดูกรพระราชา เชิญพระองค์ทรงประพฤติธรรมเหมือนอย่างธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลังฉะนั้น.
จบ สังกิจจชาดกที่ ๒
------------
รวมชาดกในสัฏฐินิบาตนั้น
เชิญท่านทั้งหลายฟังภาษิตของข้าพเจ้าในสัฏฐินิบาต (ในนิบาตนี้) มี ๒
ชาดก คือโสณกชาดก ๑ สังกิจจชาดก ๑ ฯ
จบ สัฏฐินิบาตชาดก.
จบ ๒. สังกิจจชาดก