arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จตุกกนิบาต · กาลิงควรรค

๑๐. สัยหชาดก เล่ม ๒๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓๘–๕๔๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในกาลิงควรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จตุกกนิบาต กาลิงควรรค สัยหชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๗)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๕๘ หน้า ๔๓๗–๔๔๔

หน้า ๔๓๗

๑๐. สัยหชาดก

ว่าด้วยการแสวงหาที่ประเสริฐ

[๕๓๘] บัณฑิตไม่พึงปรารถนาพื้นแผ่นดิน มี

สัณฐานดุจกุณฑลท่ามกลางสาคร มีมหา-

สมุทรล้อมอยู่โดยรอบ พร้อมด้วยการนินทา

ดูก่อนสัยหะอำมาตย์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.

[๕๓๙] ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ

การได้ทรัพย์ และความประพฤติเลี้ยงชีวิต

ด้วยการทำตนให้ตกต่ำหรือด้วยการประพฤติ

ไม่เป็นธรรม.

[๕๔๐] ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิต ถือภาชนะ

เที่ยวภิกขาจาร ความประพฤติเลี้ยงชีวิตนั้น

แหละประเสริฐกว่า การแสวงหาโดยไม่เป็น

ธรรมจะประเสริฐอะไร.

[๕๔๑] ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิต ถือภาชนะ

เที่ยวภิกขาจาร ไม่เบียดเบียนผู้อื่นในโลก

นั้นประเสริฐกว่าราชสมบัติเสียอีก.

จบ สัยหชาดกที่ ๑๐

หน้า ๔๓๘

อรรถกถาสัยหชาดกที่ ๑๐

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าสสมุทฺทปริสาสํ ดังนี้

ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถี เห็นหญิงตกแต่งประดับประดามีรูปร่างงดงามคนหนึ่ง. เป็นผู้กระสันอยากสึก ไม่ยินดีในพระศาสนา ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงพากันแสดงภิกษุนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ภิกษุนั้นถูกพระศาสดาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันอยากสึกจริงหรือ. จึงกราบทูลว่าจริง พระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ใครทำให้เธอกระสันอยากสึกจึงกราบทูลเนื้อความนั้น. พระศาสดาตรัสว่า เรอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เพราะเหตุไรจึงกระสันอยากสึกบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน แม้จะได้ตำแหน่งปุโรหิต ก็ยังปฏิเสธตำแหน่งนั้นแล้วไปบวช ครั้นตรัสแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในท้องนางพราหมณีของปุโรหิตคลอดในวันเดียวกันกับพระโอรสของพระราชา. พระราชาตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า ใคร ๆ ผู้เกิดในวันเดียวกันกับโอรสของเรา มีอยู่

หน้า ๔๓๙

หรือหนอ ? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มีพระเจ้าข้าคือบุตรของปุโรหิต. พระราชาจึงทรงสั่งเอาบุตรของปุโรหิตนั้นมามอบให้แม่นมทั้งหลาย ให้ประคบประหงมร่วมกันกับพระราชโอรส. เครื่องประดับและเครื่องดื่ม เครื่องบริโภคของกุมารแม้ทั้งสอง ได้เป็นเช่นเดียวกันทีเดียว. พระราชกุมารและกุมารเหล่านั้นเจริญวัยแล้วไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทั้งปวงร่วมกันแล้วกลับมา. พระราชาได้พระราช-ทานตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรส. พระโพธิสัตว์ได้มียศยิ่งใหญ่ จำเดิมแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์กับ พระราชโอรสก็กินร่วมกัน ดื่มร่วมกันนอนร่วมกัน ความวิสาสะคุ้นเคยกันและกันได้มั่นคงแน่นแฟ้น

ในกาลต่อมา เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระราชโอรสได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงเสวยสมบัติใหญ่. พระโพธิสัตว์คิดว่า สหายของเราได้ครองราชย์ ก็ในขณะที่ทรงกำหนดตำแหน่งนั่นแหละ คงจักพระ-ราชทานตำแหน่งปุโรหิตแก่เรา เราจะประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือนเราจักบวชพอกพูนความวิเวก. พระโพธิสัตว์นั้นไหว้บิดามารดาให้อนุญาตการบรรพชาแล้วสละสมบัติใหญ่ ผู้เดียวเท่านั้น ออกไปหิมวันตประเทศ สร้างบรรณศาลาอยู่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ บวชเป็นฤๅษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้วเล่นฌานอยู่. ในกาลนั้นพระราชาหวนระลึกถึงพระโพธิสัตว์นั้นจึงถามว่า หายของเราไม่ปรากฏเขาไปไหนเสีย. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลถึงความที่พระโพธิ-สัตว์นั้นบวชแล้วกราบทูลว่า ได้ยินว่า สหายของพระองค์อยู่ใน

หน้า ๔๔๐

ไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์. พระราชาตรัสถานตำแหน่งแห่งที่อยู่ของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ตรัสกะสัยหอำมาตย์ ท่านจงมา จงพาสหายของเรามา เราจักให้ตำแหน่งปุโรหิตแก่สหายของเรานั้น. สัยหอำมาตย์นั้นรับพระดำรัสแล้วออกจากนครพาราณสี ถึงปัจจันตคามโดยลำดับแล้วตั้งค่าย ณ บ้านปัจจันตคามนั้น แล้วไปยังสถานที่อยู่ของพระ-โพธิสัตว์พร้อมกับพวกพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา เหมือนรูปทองจึงไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พระราชามีพระประสงค์จะพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่ท่าน ทรงหวังให้ท่านกลับมา. พระโพธิสัตว์กล่าวว่าตำแหน่งปุโรหิตจงพักไว้ก่อน เราแม้จะได้ราชสมบัติในแคว้นกาสีโกศล และชมพูทวีปทั้งสิ้น หรือเฉพาะสิริแห่งพระเจ้าจักรพรรดิก็ตามก็จักไม่ปรารถนา ก็บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่กลับ ถือเอากิเลสทั้งหลายซึ่งละแล้วครั้งเดียวอีก เพราะสิ่งที่ละทิ้งไปแล้วครั้งเดียว เป็นเช่นกับก้อนเขฬะที่ถ่มไปแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-

บัณฑิตไม่พึงปรารถนาพื้นแผ่นดิน มี

สัณฐานดุจกุณฑลท่ามกลางสาคร มีมหา-

สมุทรล้อมอยู่โดยรอบ พร้อมด้วยการนินทา

ดูก่อนสัยหะอำมาตย์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด.

ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ

การได้ทรัพย์ และการเลี้ยงชีพด้วยการทำตน

ให้ตกต่ำ หรือด้วยการประพฤติไม่เป็นธรรม.

หน้า ๔๔๑

ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิตถือบาตรเที่ยว

ภิกขาจาร ความเลี้ยงชีวิตนั้นนั่นแหละประ-

เสริฐกว่า การแสวงหาโดยไม่เป็นธรรมจะ

ประเสริฐกว่าอะไร

ถึงแม้เราบวชเป็นบรรพชิตถือบาตร

เที่ยวภิกขาจาร ไม่เบียดเบียนผู้อื่นในโลก

นั้นประเสริฐกว่าราชสมบัติเสียอีก.

บรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสมุทฺทปริสาสํ ความว่า บริวารท่านเรียกว่า ปริสาสะ. แม้กับบริวารกล่าวคือสมุทร พร้อมด้วยภูเขาจักรวาล ซึ่งตั้งล้อมสมุทร. บทว่า สาครกุณฺฑลํ ความว่า เป็นดังกุณฑลคือต่างหูของสาครนั้น เพราะตั้งอยู่โดยเป็นเกาะในท่ามกลางสาคร บทว่า นินฺทาย ได้แก่ ด้วยการนินทาดังนี้ว่า ละทิ้งการบวชอันสมบูรณ์ด้วยสุขในฌานแล้วถือเอาอิสริยยศ. พระโพธิสัตว์เรียกอำมาตย์นั้นโดยชื่อว่า สัยหะ บทว่า วิชานาหิ แปลว่า ท่านจงรู้ธรรม บทว่า ยา วุตฺติ วินิปาเตน ความว่า การได้ยศ การได้ทรัพย์ และการเลี้ยงชีพอันใดที่เราได้ด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง ย่อมมีได้ด้วยการทำตนให้ตกต่ำกล่าวคือการยังตนให้ตกไปจากความสุขในฌาน หรือด้วยการไปจากที่นี้แล้ว ประพฤติไม่เป็นธรรมแห่งเราผู้มัวเมาด้วยความมัวเมาในยศ เราติเตียนความเลี้ยงชีพนั้น. บทว่าปตฺตมาทาย ได้แก่ ถือภาชนะเพื่อภิกษา. บทว่า อนาคาโร ความว่า

หน้า ๔๔๒

เราเป็นผู้เว้นจากเรือน เที่ยวไปในตระกูลของคนอื่น. บทว่า สาเอวชีวิกา ความว่า ความเป็นอยู่ของเรานั้นนั่นแหละ ประเสริฐกว่าคือเลิศกว่า. บทว่า ยา จาธมฺเมน ได้แก่ และการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรมอันใด. ท่านกล่าวอธิบายว่า ความเป็นอยู่นี้นั่นแลดีกว่าการแสวงหาโดยไม่เป็นธรรมนั้น. บทว่า อหึสยํ แปลว่า ไม่เบียดเบียนบทว่า อปิ รชฺเชน ความว่า เราถือกระเบื้องสำเร็จการเลี้ยงชีพโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่นอย่างนี้ ประเสริฐคือสูงสุดแม้กว่าความเป็นพระราชา.

พระโพธิสัตว์นั้นห้ามปราม สัยหะอำมาตย์แม้ผู้จะอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายสัยหะอำมาตย์ครั้นไม่ได้ความตกลงปลงใจของพระโพธิสัตว์ จึงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วไปกราบทูลแก่พระ-ราชาถึงความที่พระโพธิสัตว์นั้นไม่กลับมา.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลายแล้วประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ชนเป็นอันมากแม้อื่นอีกได้กระทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเป็นต้น. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระ-อานนท์ สัยหะอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร. ส่วนบุตรของปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสัยหชาดกที่ ๑๐

หน้า ๔๔๓

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. จุลลกาลิงคชาดก ๒. มหาอัสสาโรหชาดก ๓. เอกราช-ชาดก ๔. ทัททรชาดก ๕. สีลวีมังสชาดก ๖. สุชาตาชาดก๗. ปลาสชาดก ๘. ชวสกุณชาดก ๙. ฉวชาดก ๑๐. สัยหชาดก

จบ กาลิงควรรคที่ ๑

หน้า ๔๔๔

๒. ปุจิมันทวรรค

๑. ปุจิมันทชาดก

ว่าด้วยผู้รอบคอบ

[๕๔๒] แน่ะโจร ลุกขึ้นเถิด จะมัวนอน

อยู่ทำไม ท่านต้องการอะไรด้วยการนอน

ราชบุรุษอย่าจับท่านผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้านเลย.

[๕๔๓] ราชบุรุษทั้งหลายจ้องจับโจร ผู้ทำ

โจรกรรมอันหยาบช้าทารุณในบ้าน ในเรื่อง

นั้น ธุระอะไรของปุจิมันทเทวดาผู้เกิดอยู่ใน

ป่าเล่า.

[๕๔๔] ดูก่อนอัสสัตถเทวดา ท่านไม่รู้เหตุที่จะ

อยู่ร่วมกันไม่ได้ระหว่างเรากับโจร ราชบุรุษ

ทั้งหลายจับโจรผู้ทำโจรกรรมอันหยาบช้า

ทารุณในบ้านได้แล้ว จะเสียบโจรไว้บน

หลาวไม้สะเดา ใจของเรารังเกียจในเรื่องนั้น.

[ ๕๔๕] บัณฑิตพึงรังเกียสิ่งที่ควรรังเกียจ พึง

ป้องกันภัยที่ยังไม่มาถึงตัว พิจารณาดูโลก

ทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต.

จบ ปุจิมันทชาดกที่ ๑

จบ ๑๐. สัยหชาดก