พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · อสีตินิบาต
๓. สุธาโภชนชาดก เล่ม ๒๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๙–๒๙๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๕ ในอสีตินิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๓ สุธาโภชนชาตกํ
๓. สุธาโภชนชาดก
ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก อสีตินิบาต สุธาโภชนชาดก (ฉบับหลวง เล่ม ๒๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๘)
เนว กีณามิ น ๑ วิกฺกิณามิ
น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ ๒
สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ
ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ
ข้าพเจ้าไม่ซื้อ ไม่ขาย อนึ่ง แม้ความสั่งสมของข้าพเจ้าก็ไม่มีในที่นี้ภัตนี้มีนิดหน่อยทั้งหาได้แสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้หาพอแก่เราสองคนไม่.
อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ
พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นุปปชฺชติ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารุห ๓ เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของส่วนกลางให้ตามส่วนกลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้ย่อมไม่ควร ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผลทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็ไร้ประโยชน์ ดูกรโกสิยเศรษฐีเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยเจ้าจงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
สจฺจํ ตสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมมีผลจริง ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็มีประโยชน์จริงดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ
โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ
อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
๑ ม. นปิ ฯ ๒ ม. จ อตฺถิ ฯ ๓ ม. สมารูห ฯ สี. ยุ. อริยํ มคฺคํ ฯ อิโต ปรํ
อีทิสเมว ฯ
บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำชื่อพหุกาก็ดี ที่สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่าน้ำชื่อโทณะก็ดี ที่ท่าน้ำชื่อติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสเชี่ยวก็ดีการบูชาและความเพียรของเขาในที่นั้นๆ ย่อมมีผล ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้วไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว จะกล่าวว่าไร้ผลนั้นไม่ได้ ดูกรโกสิยเศรษฐีเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้าจงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
พลิสํ หิ โส นิคิลติ ๑ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นเปรียบเหมือนกลืนเบ็ดอันมีสายยาว พร้อมทั้งเหยื่อ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม
อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ
อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ
อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุไร สุนัขของท่านนี้จึงเปล่งรัศมีสีต่างๆ ได้ ข้าแต่พราหมณ์ ท่านทั้งหลาย ใครเล่าหนอจะบอกแก่ข้าพเจ้าได้.
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา
อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ
สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท
เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ
ท่านทั้งสองนี้ คือ จันทเทพบุตรและสุริยเทพบุตร ส่วนผู้นี้ คือมาตลีเทพสารถี ส่วนเราเป็นท้าวสักกะจอมเทพชาวไตรทศ และสุนัขตัวนี้เรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร.
ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา จ มุรชาลมฺพรานิ จ
สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ
ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้ว ให้ตื่นและตื่นแล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.
เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา
ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ
กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ
เยเกจิเม สุคติมาสสานา ๑
ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ
กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. นิคฺคิลติ ฯ
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีความตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่นรก ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง หวังสุคติตั้งอยู่ในธรรม คือความสำรวมและการแจกทาน ชนเหล่านั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตายไป ย่อมไปสู่สุคติ.
ตฺวํ โน ๒ ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ
โส มจฺฉรี โกสิโย ๓ ปาปธมฺโม
ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา
มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ๔ ฯ
ท่านนั้นชื่อโกสิยเศรษฐี มีความตระหนี่ มีธรรมอันลามกในชาติก่อนเป็นญาติของพวกเรา พวกเรามาแล้วในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเท่านั้น ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้ อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.
อทฺธา หิ เม เต ๕ หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ
โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ
เอโสหมชฺเชว อุปารมามิ
น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ
น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ
น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ๖ ฯ
เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ
โภคาปิ เม ๗ วาสว ขียิสฺสนฺติ
ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก
หิตฺวา กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
ก็ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะมาพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้านั้นจักทำตามคำที่ท่านทั้งหลายผู้แสวงหาประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ ข้าพเจ้านั้นจักของดเว้นจากความเป็นคนตระหนี่เสียในวันนี้แหละ อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปกรรมอะไรๆขึ้นชื่อว่าการไม่ให้อะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้วจะไม่ขอดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ตลอดกาลทั้งปวง แม้โภคสมบัติของข้าพเจ้าจักสิ้นไป แต่นั้น ข้าพเจ้าจักละกามทั้งหลายตามส่วนที่มีอยู่แล้วจักบวช.
นคุตฺตเม คิริวเร คนฺธมาทเน
โมทนฺติ ตา เทววราภิปาลิตา
อถาคมา อิสิวโร สพฺพโลกคู
สุปุปฺผิตํ ทุมวรสาขมาทิย ฯ
สุจึ สุคนฺธํ ติทเสหิ สกฺกตํ
ปุปฺผุตฺตมํ อมรวเรภิ เสวิตํ
อลทฺธมญฺเญหิ ว ทานเวหิ ๑
อญฺญตฺร เทเวหิ ตทารหํ หิตํ ๒ ฯ
ตโต จตสฺโส กนกตฺตจูปมา
อุฏฺฐาย นาริโย ปมทาธิปา มุนึ
อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี
อิจฺจพฺรวว นารทํ เทวพฺราหฺมณํ ฯ
สเจ อนุทฺทิฏฺฐํ ตยา มหามุนิ
ปุปฺผํ อิทํ ปาริฉตฺตสฺส พฺรหฺเม
ททาหิ โน สพฺพา คติ เต อิชฺฌตุ
ตฺวํปิ โน โหหิ ยเถว วาสโว ฯ
ตํ ยาจมานาภิสเมกฺข นารโท
อิจฺจาพฺรวี สงฺกลหํ อุทีรยิ
น มยฺหมตฺถตฺถิ อิเมหิ โกจิ นํ
ยาเยว โว เสยฺยสิ สา ปิลนฺธตุ ฯ
๑ ม. สุคฺคติมาสมานา ฯ ๒ ม. โนสิ ฯ ๓ ม. โรสโก ฯ ๔ ม. คมิตฺถ ฯ
๕ ม. มํ โว ฯ ๖ สี. อุทกมฺปหํ ปิเพ ฯ ๗ ม. โภคา อิเม ฯ
เทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารักษาแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์อันเป็นภูเขาประเสริฐสุด ครั้งนั้น นารทดาบสผู้ประเสริฐกว่าฤาษี ผู้ไปได้ในโลกทั้งปวง ได้มาถือเอากิ่งไม้อันประเสริฐ มีดอกบานดีแล้ว ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม เทพยดาชาวไตรทศ กระทำสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอมรเทพเสพแล้ว แต่พวกมนุษย์และพวกอสูรไม่ได้ เว้นไว้แต่พวกเทวดา เป็นดอกไม้มีประโยชน์ สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น ลำดับนั้นนางเทพนารี ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริผู้มีผิวพรรณเปรียบด้วยทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพนารีผู้รื่นเริง ต่างลุกขึ้นกล่าวกะนารทมุนี ผู้เป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ท่านมหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตะนี้ พระคุณเจ้าไม่เจาะจงแล้ว ก็ขอจงให้แก่พวกดิฉันเถิด คติทั้งปวงจงสำเร็จแก่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงให้แก่พวกดิฉันเถิด เหมือนท้าววาสวะ ฉะนั้นเถิด นารทดาบสเห็นนางธิดาทั้ง ๔ มาขอดอกไม้ จึงกล่าวว่า ท่านพูดด้วยคำชวนทะเลาะเราไม่มีความต้องการด้วยดอกไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่ง บรรดาเจ้าทั้ง ๔ ผู้ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด.
ตฺวํ โนตฺตเมวาภิสเมกฺข นารท
ยสฺสิจฺฉสิ ตสฺสมนุปฺปเวจฺฉสุ
ยสฺสา หิ โน นารท ตฺวํ ปทสฺสสิ
สาเยว โน เหหิติ เสฏฺฐสมฺมตา ฯ
๑ ม. อลทฺธ มจฺเจหิ ว ทานเวหิ วา ฯ ๒ ม. หิทํ ฯ
ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั่นแลจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระคุณเจ้าปรารถนาให้แก่นางใด ก็จงให้แก่นางนั้น ก็บรรดาพวกดิฉันพระคุณเจ้าจักให้แก่นางใด นางนั้นแหละ จักเป็นผู้อันดิฉันทั้งหลายยกย่องว่าประเสริฐสุด.
อกลฺลเมตํ วจนํ สุคตฺเต
โก พฺราหฺมโณ โก กลหํ ๑ อุทีรเย
คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ
สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ
ดูกรนางผู้มีตัวงาม คำนี้ไม่สมควร ใครเป็นพราหมณ์ ใครกล่าวการทะเลาะ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนสูงสุดหรือว่าธรรมสูงสุด.
ตา นารเทน ปรมปฺปโกปิตา
อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา
สกาสํ ๒ คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน
ปุจฺฉึสุ ภูตาธิปํ กา นุ เสยฺยสิ ฯ
นางเทพธิดาเหล่านั้น อันนารทดาบสกล่าวแล้ว เป็นผู้โกรธแค้นอย่างยิ่งเป็นผู้มัวเมาในผิวพรรณ พากันไปสู่สำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้วทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตว่า ใครหนอเป็นผู้ประเสริฐ.
ตา ทิสฺวา อายตฺตมนา ปุรินฺทโท
อิจฺจาพฺรวี เทววโร กตญฺชลี
สพฺพาว โว โหถ สุภคฺเค ๓ สาทิสี
โก เนว ๔ ภทฺเท กลหํ อทีรยิ ฯ
ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทวดากระทำอัญชลี ทรงเห็นนางเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น ผู้มีใจริษยา จึงตรัสว่า ดูกรเจ้าผู้งามเลิศเจ้าทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกัน จงยกไว้ก่อน ใครเล่าหนอได้กล่าวการทะเลาะขึ้น.
โย สพฺพโลกญฺจรโก ๕ มหามุนิ
ธมฺเม ฐิโต นารโท สจฺจนิกฺกโม
โส โน พฺรวี คิริวเร คนฺธมาทเน
คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ
สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ
๑ ม. สงฺกลหํ ฯ ๒ ม. สกาเส ฯ ๓ ม. สุคตฺเต ฯ ๔ โก เนธ อิติปิ ฯ
๕ ม. สพฺพโลกจฺจริโต ฯ
ท่านนารทมหามุนีใด ผู้เที่ยวไปในโลกทั้งปวง ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ท่านได้กล่าวกะพวกหม่อมฉัน ณ ภูเขาคันธมาทน์อันเป็นภูเขาประเสริฐว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรมประเสริฐ.
อสู พฺรหารญฺญจโร มหามุนิ
นาทตฺวา ภตฺตํ วรคตฺเต ภุญฺชติ
วิเจยฺย ทานานิ ททาติ โกสิโย
ยสฺสา หิ โส ทสฺสติ สาว เสยฺยสิ ฯ
ดูกรเจ้าผู้มีตัวงาม ท่านมหามุนีนามว่าโกสิยะ อยู่ในป่าใหญ่โน้นท่านไม่ให้ก่อนแล้วย่อมไม่บริโภคภัต ท่านพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน ถ้าท่านจักให้แก่นางใด นางนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ.
อสู หิ โส สมฺมติ ทกฺขิณํ ทิสํ
คงฺคาย ตีเร หิมวนฺตปสฺสินิ ๑
ส โกสิโย ทุลฺลภปานโภชโน
ตสฺส สุธํ ปาปย เทวสารถิ ฯ
ก็ท่านโกสิยดาบสนั้นอยู่ในทิศทักษิณริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันตบรรพตโน้น ท่านหาน้ำและโภชนะได้โดยยาก ดูกรเทพสารถี ท่านจงนำสุธาโภชน์ไปถวายท่าน.
โส มาตลิ เทววเรน เปสิโต
สหสฺสยุตฺตํ อภิรุยฺห สนฺทนํ
สุขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ
อทิสฺสมาโน มุนิโน สุธํ อทา ฯ
มาตลีเทพสารถีนั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารับสั่งใช้แล้วได้ขึ้นรถเทียมด้วยม้าพันตัว เข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลัน เป็นผู้มีกายไม่ปรากฏ ได้ถวายสุธาโภชน์แก่มุนี.
อุทคฺคิหุตฺตํ อุปติฏฺฐโต หิ เม
ปภงฺกรํ โลกตโมนุทุตฺตมํ
สพฺพานิ ภูตานิ อธิจฺจ ๒ วาสโว
โก เนว เม ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ
สงฺขูปมํ เสตมตุลฺยทสฺสนํ
สุจึ สุคนฺธํ ปิยรูปมพฺภุตํ
อทิฏฺฐปุพฺพํ มม ชาตจกฺขุภิ ๓
กา เทวตา ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ
๑ ม. -ปสฺสนิ ฯ สี. ยุ. -ปสฺมนิ ฯ ๒ สี. ยุ. อติจฺจ ฯ ๓ ม. ชาตุ จกฺขุภิ ฯ
ก็เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว ยืนอยู่ใกล้พระอาทิตย์อันมีแสงสว่างบรรเทาความมืดในโลกเสียได้ อันสูงสุด ท้าววาสวะผู้ครอบงำภูตทั้งปวงหรือว่าใครหนอมาวางภัตอันขาวสะอาดลงในฝ่ามือของเรา ภัตนี้ขาวเปรียบดังสังข์ไม่มีสิ่งอื่นเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอมน่ารักยังไม่เคยมีเลย เรายังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเลย เทวดาองค์ไหน เอาสุธาโภชน์มาวางบนฝ่ามือของเรา.
อหํ มหินฺเทน มเหสิ เปสิโต
สุธาภิหาสึ ตุริโต มหามุนิ
ชานาสิ มํ มาตลิ เทวสารถิ
ภุญฺชสฺสุ ภตฺตุตฺตมํ มาภิวารยิ ๑ ฯ
ภุตฺตา จ สา ทฺวาทส หนฺติ ปาปเก
ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ทรถํ กิลํ ๒
โกธูปนาหญฺจ วิวาทเปสุณํ
สีตุณฺหตนฺทิญฺจ รสุตฺตมํ อิทํ ฯ
ข้าแต่มหามุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าอันท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพทรงใช้แล้ว จึงได้รีบนำเอาสุธาโภชน์มาถวายพระคุณเจ้า จงรู้จักข้าพเจ้าว่ามาตลีเทพสารถี นิมนต์พระคุณเจ้าบริโภคภัตอันอุดม อย่าห้ามเสียเลย ก็สุธาโภชน์ที่บริโภคแล้วนั้น ย่อมขจัดบาปธรรมได้ ๑๒ประการ คือ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ ความไม่ยินดี (กระสัน) ๑ความกระวนกระวาย ๑ ความเหน็จเหนื่อย ๑ ความโกรธ ๑ความเข้าไปผูกโกรธ ๑ ความวิวาท ๑ ความส่อเสียด ๑ ความหนาว ๑ ความร้อน ๑ ความเกียจคร้าน ๑ สุธาโภชน์นี้มีรสสูงสุด.
น กปฺปติ มาตลิ มยฺห ภุญฺชิตุํ
ปุพฺเพ อทตฺวา อิติ เม วตุตฺตมํ
น จาปิ เอกาสนมรียปูชิตํ ๓
อสํวิภาคี จ สุขํ น วินฺทติ ฯ
ดูกรมาตลี การที่ยังไม่ให้ก่อนแล้วบริโภค ไม่สมควรแก่เรา วัตรของเราดังนี้เป็นวัตรอันอุดม อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยเจ้าไม่บูชาและบุคคลผู้มิได้แบ่งให้ ย่อมไม่ได้ประสบความสุข.
ถีฆาตกา เยเกจิเม ๔ ปรทาริกา
มิตฺตทฺทุโน เย จ สปนฺติ สุพฺพเต
สพฺเพว ๕ เต มจฺฉริปญฺจมาธมา
ตสฺมา อทตฺวา อุทกมฺปิ นาสฺมิเย ๖ ฯ
โสหิตฺถิยา วา ปุริสสฺส วา ปน
ทสฺสามิ ทานํ วิทุสมฺปวณฺณิตํ
สทฺธา วทญฺญู อิธ วีตมจฺฉรา
ภวนฺติ เหเต สุจิสจฺจสมฺมตา ฯ
๑ สี. ยุ. มา วิจารยิ ฯ ๒ สพฺพตฺถ โปตฺถเก ขมนฺติ ขายติ ฯ ม. ทรกฺลมํ ฯ
๓ สี. ยุ. เอกาสนํ อริยปูขิตํ ฯ ๔ ม. เย จิเม ฯ ๕ ม. จ ฯ ๖ ม. นาสฺนิเย ฯ
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ฆ่าหญิง คบหาภรรยาของชายอื่น ประทุษร้ายต่อมิตร และด่าสมณพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งปวงทีเดียวมีความตระหนี่เป็นที่ ๕ เป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น อาตมาไม่ได้ให้ก่อนแล้วไม่ดื่มแม้กระทั่งน้ำ อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้วแก่หญิงหรือชาย เพราะว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ บัณฑิตยกย่องว่า เป็นผู้สะอาด และมีความสุขในโลกนี้.
อโต มตา เทววเรน เปสิตา
กญฺญา จตสฺโส กนกตฺตจูปมา
อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี
ตํ อสฺสมํ อาคมุ ๑ ยตฺถ โกสิโย ฯ
ตา ทิสฺวา สพฺพา ปรมปฺปโมทิตา ๒
สุเภน วณฺเณน สิขาริวคฺคิโน
กญฺญา จตสฺโส จตุโร จตุทฺทิสา
อิจฺจาพฺรวี มาตลิโนว ๓ สมฺมุขา ฯ
ปุริมํ ทิสํ กา ตฺวํ ปภาสิ เทวเต๕
อลงฺกตา ตารวราว โอสธี
ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห
อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริและนางหิริ ผู้มีผิวพรรณเปรียบดังทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทรงอนุมัติส่งไปแล้ว ได้ไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสโกสิยดาบสได้เห็นนางเทพกัญญาทั้งปวงนั้น ผู้บันเทิงอย่างยิ่ง มีผิวพรรณงามดังเปลวเพลิง จึงได้กล่าวกะนางเทพกัญญาทั้ง ๔ ในทิศทั้ง ๔ ต่อหน้ามาตลีเทพสารถีว่า ดูกรเทวดาในบุรพทิศ ท่านผู้ประดับประดาแล้ว งดงามดังดวงดาวประกายพฤกษ์ อันประเสริฐกว่าดาวทั้งหลายท่านมีชื่อว่าอย่างไร จงบอกไป ดูกรเทวดาผู้มีร่างกายคล้ายกับรูปทองคำอาตมาขอถามท่าน ท่านจงบอกแก่อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.
สิราห เทวี มนุเชสุ ๔ ปูชิตา
อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา
สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา
ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ยสฺสาหมิจฺฉามิ สุธํ มหามุนิ
โส สพฺพกาเมหิ นโร ปโมทติ
สิรีติ มํ ชานาหิ ชูหตุตฺตม
ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
๑ สี. ยุ. อาคมม ฯ ๒ ม. สพฺโพ ปรมปฺปโมทิโต ฯ ๓ ม. จ ฯ ๔ ม. มนุเชภิ ฯ
ดิฉันชื่อว่า สิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มาสู่สำนักของพระคุณเจ้า เพราะความทะเลาะกันด้วยสุธาโภชน์ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง ข้าแต่ท่านมหามุนีผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย ดิฉันปรารถนาความสุขแก่นรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงด้วยกามคุณารมณ์ทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิริ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
สิปฺเปน วิชฺชาจรเณน พุทฺธิยา
นรา อุเปตา ปคุณา สกมฺมุนา
ตยา วิหีนา น ลภนฺติ กิญฺจิ นํ ๑
ตยิทํ น สาธุ ยทิทํ ยตา กตํ ฯ
ปสฺสามิ โปสํ อลสํ มหคฺฆสํ
สุทุกฺกุลีนํปิ อรูปิมํ นรํ
ตยานุคุตฺโต สิริ ชาติมามปิ
เปเสติ ทาสํ วิย โภควา สุขี ฯ
ตนฺตํ อสจฺจํ อวิภชฺชเสวินึ
ชานามิ มุฬฺหํ วิทุรานุปาตินึ
น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ
กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปะ วิทยา จรณะ ความรู้ และการงานของตน มีความเพียร เป็นผู้ที่ท่านละทิ้งเสียแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไร ความขาดแคลนที่ท่านทำแล้วนั้นไม่ดีเลย อาตมาเห็นนรชนผู้เป็นคนเกียจคร้าน บริโภคมาก ทั้งมีตระกูลต่ำ มีรูปแปลก ดูกรนางสิริบุคคลผู้มีโภคทรัพย์ มีความสุข ย่อมใช้สอยนรชนที่ท่านตามรักษาไว้แม้จะสมบูรณ์ด้วยชาติ ให้เป็นเหมือนทาส เพราะฉะนั้น อาตมารู้จักท่าน (ว่าเป็น) ผู้ไม่มีสัจจะ ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร แล้วคบคนผู้สมบูรณ์ด้วยศิลปะเป็นต้น เป็นผู้หลง นำผู้รู้ให้ตกไปตาม นางเทพกัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรเล่า เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
กา สุกฺกทาฐา ปฏิมุตฺตกุณฺฑลา
จิตฺตงฺคทา กมฺพุวิมฏฺฐธารินี
โอสิตฺตวณฺณํ ปริทยฺห โสภติ ๒
กุสคฺคิรตฺตํ อปิฬยฺห มญฺชรึ ฯ
มิคีว ภนฺตา สรจาปธารินา
วิราธิตา มนฺทมิว อุทิกฺขสิ
โก เต ทุติโย อิธ มนฺทโลจเน
น ภายสิ เอกิกา กานเน วเน ฯ
๑ ม. กิญฺจนํ ฯ ๒ ม. โสภสิ ฯ
ใครเป็นผู้มีฟันขาว สวมกุณฑล มีร่างกายอันวิจิตร ทรงเครื่องประดับอันเกลี้ยงเกลา ทำด้วยทองคำ นุ่งห่มผ้ามีสีดังสายน้ำหยด ทัดช่อดอกไม้สีแดงดังเปลวไฟไหม้หญ้าคา ย่อมงดงาม ท่านเป็นเหมือนนางเนื้อทรายที่นายพรานยิงผิดแล้ว มองดูอยู่เหมือนดังเขลา ฉะนั้น ดูกรท่านผู้มีดวงตาอ่อนหวาน ในที่นี้ใครเป็นสหายของท่าน ท่านอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่กลัวหรือ.
น เม ทุติโย อิธมตฺถิ โกสิย
มสกฺกสารปฺปภวมฺหิ เทวตา
อาสา สุธาสาย ตวนฺติมาคตา
ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส ในที่นี้ ดิฉันไม่มีสหาย ดิฉันเป็นเทวดาชื่อว่าอาสา เกิดในดาวดึงส์พิภพ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะหวังจะขอสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
อาสาย ยนฺติ วณิชา ธเนสิโน
นาวํ สมารุยฺห ปเรนฺติ อณฺณเว
เต ตตฺถ สีทนฺติ อโถปิ เอกทา
ชินาธนา เอนฺติ วินฏฺฐปาภตา ฯ
อาสาย เขตฺตานิ กสนฺติ กสฺสกา
วปนฺติ พีชานิ กโรนฺตุปายโส
อีตีนิปาเตน อวุฏฺฐิตาย วา ๑
น กิญฺจิ วินฺทนฺติ ตโต ผลาคมํ ฯ
อถตฺตการานิ กโรนฺติ ภตฺตุสุ
อาสํ ปุรกฺขตฺว นรา สุเขสิโน
เต ภตฺตุรตฺถา อติคาฬฺหิตา ปุน
ทิสา ปนสฺสนฺติ อลทฺธ กิญฺจิ นํ ๒ ฯ
ชหิตฺว ๓ ธญฺญญฺจ ธนญฺจ ญาตเก
อาสาย สคฺคาธิมนา สุเขสิโน
ตปนฺติ ลูขํปิ ตปํ จิรตฺตรํ
กุมฺมคฺคมารุยฺห ปเรนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา อิเม
อาเส สุธาย ๑ วินยสฺสุ อตฺตนิ
น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ
กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
๑ สี. ยุ. อวฏฺฐิกาย วา ฯ ๒ ม. กิญฺจนํ ฯ ๓ ม. หิตฺวาน ฯ
พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในทะเลด้วยความหวังพ่อค้าเหล่านั้น ย่อมจมลงในทะเลนั้น ในกาลบางครั้ง เขาสิ้นทรัพย์ทั้งทรัพย์อันเป็นต้นทุนก็สูญหายแล้วกลับมา ชาวนาทั้งหลายย่อมไถนาด้วยความหวัง หว่านพืชก็กระทำโดยแยบคาย เขาไม่ได้ประสบผลอะไรๆ จากข้าวกล้านั้น เพราะเพลี้ยลงบ้าง เพราะฝนแล้งบ้าง อนึ่งนรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มุ่งหวังเป็นเบื้องหน้า ย่อมกระทำการงานของตนเพื่อนาย นรชนเหล่านั้นอันศัตรูเบียดเบียนแล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรๆ ย่อมพากันหนีไปสู่ทิศทั้งหลายก็เพื่อประโยชน์แก่นายสัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข เป็นผู้ใคร่จะไปสวรรค์ ละทิ้งธัญชาติทรัพย์และหมู่ญาติแล้ว บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองอยู่ตลอดกาลนานเดินทางผิด ย่อมไปสู่ทุคติเพราะความหวัง เพราะฉะนั้น ความหวังเหล่านี้เขาสมมติว่า ทำให้เคลื่อนคลาดจากความจริง ดูกรนางอาสา ท่านจงนำความหวังสุธาโภชน์ในตนออกเสียเถิด นางเทพกัญญาเช่นท่านย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรเล่า เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
ททฺทลฺลมานา ยสสา ยสสฺสินี
ชิฆญฺญนามวฺหยนํ ทิสํปติ
ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห
อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
ท่านรุ่งเรืองด้วยยศ มียศ เขาเรียกโดยชื่ออันน่าเกลียด เป็นเจ้าทิศดูกรนางผู้มีร่างกายคล้ายทองคำ อาตมาขอถามท่าน ขอท่านจงบอกอาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.
สทฺธาห เทวี มนุเชสุ ๒ ปูชิตา
อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา
สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา
ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ดิฉันชื่อว่า ศรัทธาเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่คบสัตว์ลามกทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้า โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
ทานํ ทมํ จาคมโถปิ สํยมํ
อาทาย สทฺธาย กโรนฺติ เหกทา
เถยฺยํ มุสา กูฏมโถปิ เปสุณํ
กโรนฺติ เหเก ปุน วิจฺจุตา ตยา ฯ
ภริยาสุ โปโส สทิสีสุ เปกฺขวา
สีลูปปนฺนาสุ ปติพฺพตาสุปิ
วิเนตฺวา ๑ ฉนฺทํ กุลิตฺถิยาสุปิ ๒
กโรติ สทฺธํ ปุน กุมฺภทาสิยา ฯ
ตฺวเมว สทฺเธ ปรทารเสวินี
ปาปํ กโรสี กุสลํ นิริญฺจสิ ๓
น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ
กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
๑ ม. สุธาสํ ฯ ๒ ม. -มนุเชหิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายถือเอาทาน การให้บ้าง ทมะ การฝึกฝนบ้าง จาคะ การบริจาคบ้าง สัญญมะ ความสำรวมบ้าง แล้วกระทำด้วยศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำโจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวงบ้าง ส่อเสียดบ้าง ท่านอย่าประกอบต่อไป บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งในภรรยาทั้งหลาย ผู้สม่ำเสมอกัน ผู้ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการปฏิบัติสามีดี ย่อมนำความพอใจในกุลสตรีออกเสีย กลับไปทำความเชื่อตามคำของนางกุมภทาสี ดูกรนางศรัทธา ท่านนั่นแล เป็นผู้ให้ชายอื่นคบหาภรรยาของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศล นางเทพกัญญาเช่นท่านย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรแก่ท่านเล่าเชิญท่านไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
ชิฆญฺญรตฺตึ อรุณสฺมิมูหเต
ยา ทิสฺสติ อุตฺตมรูปวณฺณินี
ตถูปมา มํ ปฏิภาสิ เทวเต
อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ อจฺฉรา ฯ
กาฬา นิทาเฆริว อคฺคิชาริว ๔
อนิเลริตา โลหิตปตฺตมาลินี
กา ติฏฺฐสี มนฺทมิคาว โลกยํ ๕
ภาเสสมานาว คิรํ น มุญฺจสิ ฯ
เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นางเทพธิดาใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันอุดมปรากฏอยู่ ดูกรเทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูดกะอาตมาหรือ ขอท่านจงบอกกะอาตมา ท่านเป็นนางอัปสรอะไร ท่านมีชื่อว่าอะไร ยืนอยู่ดังเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน และดังเปลวไฟอันห้อมล้อมด้วยใบไม้สีแดงถูกลมพัดดูงาม ฉะนั้น ท่านดูเหมือนจะพูด แต่มิได้เปล่งถ้อยคำออกมา แลดูอยู่ดังนางเนื้อเขลา ฉะนั้น.
หิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา
อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา
สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา
สาหํ น สกฺโกมิ สุธํปิ ยาจิตุํ
โกปินรูปา วิย ยาจนิตฺถิยา ฯ
ดิฉันชื่อว่าหิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ดิฉันนั้นไม่อาจจะขอสุธาโภชน์กับพระคุณเจ้า เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะเป็นกิริยาที่น่าละอาย.
ธมฺเมน ญาเยน สุคตฺเต ลจฺฉสิ
เอโส หิ ธมฺโม น หิ ยาจนา สุธา
ตํ ตํ อยาจนฺติมหํ นิมนฺตเย
สุธํ ยํ ๑ ยญฺจิจฺฉสิ ตํปิ ทมฺมิ เต ฯ
สา ตฺวํ มยา อชฺช สกมฺหิ อสฺสเม
นิมนฺติตา กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห
ตุวญฺหิ เม สพฺพรเสหิ ปูชิตา
ตํ ปูชยิตฺวาน สุธํปิ อสฺมิเย ฯ
๑ ม. วิเนตฺวาน ฯ ๒ สี. ยุ. กุลธีติยาสุปิ ฯ ๓ ม. กุสลมฺปิ ริญฺจสิ ฯ
๔ สี. อคฺคชาติว ฯ ยุ. อคฺคิชาติว ฯ ๕ สี. ยุ. มนฺทมิวาวโลกยํ ฯ
ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงาม ท่านจักได้ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรมทีเดียว ท่านจะได้สุธาโภชน์เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น อาตมาพึงเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุธาโภชน์ใดๆ อาตมาจะให้สุธาโภชน์แม้นั้นๆ แก่ท่าน ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงามคล้ายทองคำ วันนี้ อาตมาขอเชิญท่านไปในอาศรมของอาตมา อาตมาจะบูชาท่านด้วยรสทุกอย่างครั้นบูชาแล้วจึงจักให้บริโภคสุธาโภชน์.
สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา
อทฺธา หิรี รมฺมํ ปาวิสิยสฺสมํ
อุทกวนฺตํ ผลมริยปูชิตํ
อปาปสตฺตูปนิเสวินี ๒ สทา ฯ
รุกฺขคฺคหนา พหุเกตฺถ ปุปฺผิตา
อมฺพา ปิยาลา ปนสา จ กึสุกา
โสภญฺชนา โลทฺทมโถปิ ปทฺมกา
เกตกา จ ภงฺคา ติลกา จ ปุปฺผิตา ฯ
สาลา กเรรี พหุเกตฺถ ชมฺพุโย
อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกา จ เวทิสา ๓
อุทฺทาลกา ปาตลิ สินฺทุวาริตา ๔
มนุญฺญคนฺธา มุจฺจลินฺทเกตกา ฯ
หเรณุกา เวลุกา เวณุติณฺฑุกา ๕
สามากนิวารมโถปิ จีนกา
โมจา กทลี พหุเกตฺถ สาลิโย
ปวีหโย อาภุชิโน จ ตณฺฑุลา ฯ
ตสฺส จ อุตฺตรปสฺเสน ๑ ชาตา โปกฺขรณี สิวา
อกกฺกสา อปพฺภารา สาธุ อปฺปฏิคนฺธิกา ฯ
ตตฺถ มจฺฉา สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา
สิงฺคุสวงฺกา สกุลา ๒ สตวงฺกา จ โรหิตา
อาลิคคฺครกากิณฺณา ปาฏินา กากมจฺฉกา ฯ
ตตฺถ ปกฺขี สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา
หํสา โกญฺจา มยูรา จ จากวากา ๓ จ กุกฺกุหา
กุณาลกา พหู จิตฺรา สิขณฺฑี ชีวชีวกา ฯ
ตตฺถ ปาณา สมายนฺติ นานามิคคณา พหู
สีหา พฺยคฺฆา วราหา จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ
ปลสทา จ ควชา ๔ มหิสา โรหิตา รุรู
เอเณยฺยา จ วราหา จ คณิโน นีกสูกรา ฯ
กทลิมิคา พหูเกตฺถ วิฬารา สสกณฺณิกา
ฉมาคิรี ปุปฺผวิจิตฺรสนฺถตา
ทิชาภิฆุฏฺฐา ทิชสงฺฆเสวิตา ฯ
๑ ม. สุธาย ฯ ๒ ม. -นิเสวิตํ ฯ ๓ ม. อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกเวตสา ฯ
๔ ม. -วารกา ฯ ๕ ม. เกณุตินฺทุกา ฯ
นางหิริเทพธิดานั้น ผู้ไม่คบสัตว์ลามกในกาลทุกเมื่อ อันโกสิยดาบสผู้มีความรุ่งเรืองอนุมัติแล้ว ได้เข้าไปสู่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย
น้ำและผลไม้ อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว ณ ที่ใกล้อาศรมนั้น มี
รุกขชาติเป็นอันมาก กำลังผลิดอกออกผล คือ มะม่วง มะหาด ขนุนทองกวาว มะรุม อีกทั้งต้นโลท บัวบก การเกต จันทน์กระพ้อ หมากหอมควาย กำลังออกดอกสะพรั่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้นมากไปด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ คือ ต้นสาละ ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะทรางไม้ยางทราย ราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นจิก ต้นลำเจียก มีกิ่งก้านห้อยย้อยลงมา กำลังส่งกลิ่นหอมน่ายวนใจ ถั่วแระ อ้อแรม ถั่วป่า ต้นมะพลับข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลีข้าวเปลือก ราชดัด ข้าวสารที่เกิดเองมีอยู่เป็นอันมากที่อาศรมนั้น มีสระโบกขรณีที่เกิดเอง งดงามไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น
อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาต่างๆ ชนิด คือปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาดปลากา ว่ายอยู่คลาคล่ำในสระโปกขรณีอันมีขอบคัน เป็นปลาที่ปล่อยมีเหยื่อมากชนิด มีนกต่างๆ ชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูงนกจากพราก นกออก นกดุเหว่าลาย นกเงือก นกโพระดก มีอยู่มากมาย มีขนปีกอันวิจิตร พากันจับอยู่อย่างสบาย ปลอดภัย มีอาหารมาก มีสัตว์และหมู่เนื้อนานาชนิดมากมาย คือ ราชสีห์ เสือโคร่งช้าง หมี เสือปลา เสือดาว แรด โคลาน กระบือ ระมั่ง กวางเนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิงมีอยู่มาก พื้นดินหินเขา ดาดาษงามวิจิตรด้วยดอกไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่ปักษี.
สา สุตฺตจา นีลทุมาภิลมฺพิตา
วิชฺชุมหาเมฆริวานุปชฺชถ
ตสฺสา สุสมฺพนฺธสิรํ กุสามยํ
สุจึ สุคนฺธํ อชินูปเสวิตํ
อตฺริจฺฉโกจฺฉํ ๑ หิริเมตทพฺรวิ
นิสีท กลฺยาณิ สุขยิทมาสนํ ฯ
ตสฺสา ตทา โกจฺฉคตาย โกสิโย
ยทิจฺฉมานาย ชฏาชุตินฺธโร ๒
นเวหิ ปตฺเตหิ สยํ สหูทกํ
สุธาภิหาสี ตุริโต มหามุนิ ฯ
สา ตํ ปฏิคฺคยฺห อุโภหิ ปาณิภิ
อิจฺจาพฺรวี อตฺตมนา ชฏาธรํ
หนฺทาหํ เอตรหิ ปูชิตา ตยา
คจฺเฉยฺยํ พฺรหฺเม ติทิวํ ชิตาวินี ฯ
สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา
อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา
สกาเส คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน
อยํ สุธา วาสว เทหิ เม ชยํ ฯ
ตเมนํ สกฺโกปิ ตทา อปูชยิ
สหินฺทเทวา ๓ สุรกญฺญมุตฺตมํ
สา ปญฺชลี เทวมนุสฺสปูชิตา
นวมฺหิ โกจฺฉมฺหิ ยทา อุปาวิสิ ฯ
๑ ม. ตสฺเสวุตฺตรปสฺเสน ฯ ๒ ม. สงฺกุลา ฯ ๓ ม. จกฺกวากา ฯ
๔ ม. ปลาสาทา ควชา จ ฯ
๑ ม. อตฺริจฺจ โกจฺฉํ ฯ ๒ ม. ชฏาชินนฺธโร ฯ ๓ สี. ยุ. สหินฺทา จ เทวา ฯ
นางหิริเทพธิดานั้น ผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดดอกไม้เขียวเดินเข้าไปยังอาศรม ดังสายฟ้าแลบในก้อนเมฆใหญ่ โกสิยดาบสได้จัดตั่งอันมีพนักที่ถักไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วยหญ้าคา สะอาด มีกลิ่นหอม ลาดด้วยหนังชะมด เพื่อนางหิริเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวว่า ดูกรนางงาม เชิญนั่งที่อาสนะนี้ตามสบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางหิริเทพธิดานั่งบนตั่งแล้วโกสิยมหามุนีผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรือง ได้รีบนำสุธาโภชน์มาพร้อมกับน้ำด้วยใบบัวใหม่ๆ ด้วยตนเอง เพื่อจะให้พอความประสงค์ นางหิริเทพธิดามีความปลื้มใจ รับสุธาโภชน์ด้วยมือทั้งสอง แล้วได้กล่าวกะโกสิยดาบสผู้ทรงชฎาว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เอาละ ดิฉันเป็นผู้อันพระคุณเจ้าบูชาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพย์ในบัดนี้ นางหิริเทพธิดานั้น เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสกล่าวอนุญาตแล้ว ได้กลับไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้วกราบทูลว่าข้าแต่ท้าววาสวะ นี่สุธาโภชน์ ขอพระองค์จงพระราชทานชัยชนะแก่หม่อมฉัน แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชานางหิริเทพธิดาในกาลนั้น เทวดาพร้อมด้วยพระอินทร์ ได้พากันบูชานางสุกัญญาผู้อุดม นางหิริเทพธิดานั้นเข้าไปนั่งบนตั่งใหม่ ในกาลใด ในกาลนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประคองอัญชลีบูชาแล้ว.
ตเมว อสํสี ปุนเทว มาตลึ
สหสฺสเนตฺโต ติทสานมินฺโท
คนฺตฺวาน วากฺยํ มม พฺรูหิ โกสิยํ
อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย
หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
ท้าวสหัสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งชาวไตรทศ ได้ตรัสกะมาตลีเทพสารถีนั้นต่อไปว่า ท่านจงไปถามท่านโกสิยดาบสตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ เว้นนางอาสาเทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดานางหิริเทพธิดาผู้เดียวได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.
ตํ สุปฺลวตฺถํ อุทตารยี รถํ
ททฺทลฺลมานํ อุปกฺรียสาทิสํ
ชมฺโพนทีสํ ตปเนยฺยสนฺนิภํ
อลงฺกตํ กญฺจนจิตฺตสนฺถตํ ฯ
สุวณฺณจนฺเทตฺถ พหู นิปาติตา
หตฺถี ควสฺสา กึปุริสพฺยคฺฆทีปิโย
เอเณยฺยกา ลงฺฆมเยตฺถ ปกฺขิโน
มิเคตฺถ เวฬุริยมยา ยูถายุตา ฯ
ตตฺถสฺสราชหริโย อโยชยุํ
ทสสตานิ สุสุนาคสาทิเส
อลงฺกเต กญฺจนชาลุรจฺฉเท
อาเวลิเน สทฺทคเม อสงฺคิเต ฯ
ตํ ยานเสฏฺฐํ อภิรุยฺห มาตลิ
ทส ทิสา อิมา อภินาทยิตฺถ
นภญฺจ เสลญฺจ วนปฺปติญฺจ
สสาครํ ปพฺยตยิตฺถ ๑ เมทนึ ฯ
ส ขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ
ปาวารเมกํสกโต กตญฺชลี
พหุสฺสุตํ วุฑฺฒํ วินีตวตฺตํ
อิจฺจพฺรวี มาตลิ เทวพฺราหฺมณํ ฯ
อินฺทสฺส วากฺยํ นิสาเมหิ โกสิย
ทูโต อหํ ปุจฺฉติ ตํ ปุรินฺทโท
อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย
หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
มาตลีเทพสารถี ขึ้นรถอันเลื่อนลอยไปตามสบาย รุ่งเรืองเช่นกับเครื่องใช้สอย มีงอนอันแล้วไปด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงคล้ายทองคำ ประดับประดาแล้ว ประกอบไปด้วยเครื่องลาดทองคำงามวิจิตร ในรถนี้มีรูปภาพมากมาย คือ รูปพระจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูปเสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทราย ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ และมีรูปนกทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยรัตนะต่าง ๆ ดุจกระโดดโลดเต้นอยู่รูปเนื้อในรถนั้นจัดไว้เป็นหมู่ๆ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ เทพบุตรทั้งหลายเทียมม้าอัศวราชมีสีเหลืองดังทองคำ ประมาณหมื่นตัว คล้ายดังช้างหนุ่มมีกำลังประดับประดาแล้ว มีเครื่องทับทรวงด้วยข่ายทองคำ มีภู่ห้อยหู
ไปโดยเสียงปกติไม่ขัดข้อง มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ยานอันประเสริฐนั้นแล้ว บันลือแล้วตลอดสิบทิศนี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา และต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าไพร พร้อมทั้งสาคร ตลอดทั้งเมทนีดล ให้หวั่นไหวมาตลีเทพสารถีนั้น รีบเข้าไปในอาศรมอย่างนี้แล้ว กระทำผ้าทิพประพารเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว กล่าวกะท่านโกสิยดาบส ผู้เป็นพหูสูตผู้เจริญ มีวัตรอันแนะนำดีแล้ว ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส เชิญท่านฟังพระดำรัสของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูตท้าวปุรินททะตรัสถามท่านว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส เว้นนางอาสาเทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา นางหิริเทพธิดาผู้เดียวได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.
อทฺธา สิรี มํ ปฏิภาติ มาตลิ
สทฺธา อนิจฺจา ปน เทวสารถิ
อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา หิ เม
หิรี จ อริยมฺหิ คุเณ ปติฏฺฐิตา ฯ
ดูกรมาตลีเทพสารถี นางสิริเทพธิดาตอบอาตมาว่า "แน่" ส่วนนางศรัทธาเทพธิดาตอบอาตมาว่า "ไม่เที่ยง" นางอาสา อาตมาเข้าใจว่าเป็นผู้กล่าวเคลื่อนคลาดจากความจริง ส่วนนางหิริเทพธิดาตั้งอยู่ในคุณอันประเสริฐ.
กุมาริโย ยาจิมา โคตฺตรกฺขิตา
ชิณฺณา จ ยา จ ๒ สภตฺตุอิตฺถิโย
ตา ฉนฺทราคํ ปุริเสสุ อุคฺคตํ
หิริยา นิวาเรนฺติ สจิตฺตมตฺตโน ฯ
สงฺคามสีเส สรสตฺติสํยุเต
ปราชิตานํ ปตตํ ปลายินํ
หิริยา นิวตฺตนฺติ ชหิตฺวาน ชีวิตํ
เต สมฺปฏิจฺฉนฺติ ปุน หิรีมนา ฯ
เวลา ยถา สาครเวควาริณี
อยํ หิรี ๑ ปาปชนํ นิวาริณี
ตํ สพฺพโลเก หิริมรียปูชิตํ
อินฺทสฺส ตํ เวทย เทวสารถิ ฯ
๑ ม. ปพฺยธยิตฺถ ฯ สี. ยุ. ปพฺยาถยิตฺถ ฯ ๒ ม. ยา ยา จ ฯ
นางกุมารีก็ดี หญิงที่สกุลรักษาแล้วก็ดี หญิงหม้ายก็ดี หญิงมีสามีก็ดีรู้ฉันทราคะ ที่เกิดแรงกล้าในบุรุษทั้งหลายแล้ว ห้ามกันจิตของตนได้ด้วยหิริ เปรียบเหมือนบรรดาพวกนักรบผู้แพ้ในสนามรบ ที่ต่อสู้กันด้วยลูกศรและหอกแล้วล้มลงและกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดยอมสละชีวิตกลับมาได้ด้วยหิริ นักรบเหล่านั้นเป็นคนละอายใจ ย่อมมารับนายอีกฉะนั้น นางหิริเทพธิดานี้ เป็นผู้ห้ามนรชนเสียจากบาป เปรียบเหมือนทำนบเป็นที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยวไว้ได้ ฉะนั้น ดูกรเทพสารถี เพราะเหตุนั้น ท่านจงกราบทูลแด่พระอินทร์ว่า นางหิริเทพธิดานั้น อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวง.
โก เต อิมํ โกสิย ทิฏฺฐิโมทหิ
พฺรหฺมา มหินฺโท อถวา ปชาปติ
หิราย เทเวสุปิ เสฏฺฐสมฺมตา
ธีตา มหินฺทสฺส มเหสิ ชายถ ฯ
ข้าแต่ท่านโกสิยดาบสผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ท้าวมหาพรหม ท้าวมหินทร์ หรือท้าวปชาบดี ใครเล่าเข้าใจความเห็นนี้ของพระคุณเจ้านางหิริเทพธิดานี้เป็นธิดาของท้าวมหินทร์ ได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐสุดแม้ในเทวดาทั้งหลาย.
หนฺเทหิทานิ ติทิวํ อปกฺกม
รถํ สมารุยฺห มมายิตํ อิทํ ๒
อินฺโท จ ตํ อินฺทสโคตฺต กงฺขติ
อชฺเชว ตฺวํ อินฺทสหพฺยตํ วช ฯ
ขอเชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถอันเป็นของข้าพเจ้านี้ ไปสู่ไตรทิพย์ ในกาลบัดนี้เถิด ข้าแต่ท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ทั้งพระอินทร์ก็ทรงหวังพระคุณเจ้าอยู่ ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันนี้เถิด.
เอวํ วิสุชฺฌนฺติ ๓ อปาปกมฺมิโน
อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ
เยเกจิ อทฺทกฺขุํ สุธาโภชนํ ๔
สพฺเพว เต อินฺทสหพฺยตํ คตาติ ฯ
สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่กระทำบาปกรรม ย่อมหมดจดได้ด้วยอาการอย่างนี้อนึ่ง ผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมไม่เสื่อมสูญสัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เห็นสุธาโภชน์แล้ว สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์.
หิรี อุปฺปลวณฺณาสิ โกสิโย ทานปติ ภิกฺขุ
อนุรุทฺโธ ปญฺจสิโข อานนฺโท อาสิ มาตลิ
สุริโย กสฺสโป ภิกฺขุ โมคฺคลฺลาโนสิ จนฺทิมา
นารโท สารีปุตฺโตสิ สมฺพุทฺโธ อาสิ วาสโวติ ฯ
สุธาโภชนชาตกํ ตติยํ ฯ
๑ ม. หิราย หิ ฯ ๒ ม. อิมํ ฯ ๓ สี.ยุ. สมิชฺฌนฺติ ฯ ๔ ม. มทฺทกฺขุ สุธาย โภชนํ ฯ
นางหิริเทพธิดาเป็นนางอุบลวรรณา โกสิยดาบสเป็นภิกษุเจ้าของทานปัญจสิขเทพบุตรเป็นพระอนุรุทธ มาตลีเทพสารถีเป็นพระอานนท์สุริยเทพบุตรเป็นพระกัสสป จันทเทพบุตรเป็นพระโมคคัลลานะ นารทดาบสเป็นพระสารีบุตร ท้าววาสวะเป็นพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนี้แล.
จบ สุธาโภชนชาดกที่ ๓.
จบ ๓. สุธาโภชนชาดก