๗. ทิพพจักขุกถา ว่าด้วยทิพยจักษุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๓–๓๗๔ลำดับ ๔๗ จาก ๒๓๙ ในกถาวัตถุพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ ๔ ข้อ๓ ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ
คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ทิพพจักขุกถา (๒๗) ว่าด้วยทิพยจักษุ
สก. มังสจักษุ(ตาเนื้อ)ที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุ(ตาทิพย์)ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุคือทิพยจักษุ ทิพยจักษุก็คือมังสจักษุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุมีสภาพอย่างไร ทิพยจักษุก็มีสภาพอย่างนั้น ทิพยจักษุมีสภาพอย่างไร มังสจักษุก็มีสภาพอย่างนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุกับทิพยจักษุเป็นอันเดียวกัน ทิพยจักษุกับมังสจักษุก็เป็นอันเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิสัย อานุภาพ โคจรของมังสจักษุมีสภาพอย่างไร วิสัย อานุภาพ โคจรของทิพยจักษุก็มีสภาพอย่างนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือแล้วเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือแล้วเป็นสภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุเป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุเป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มังสจักษุเป็นสภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์แล้วเป็นสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ธรรม ในที่นี้หมายถึงจตุตถฌาน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖) ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะและนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖) เพราะมีความเห็นว่า ดวงตาปกติของบุคคลผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ท่านเรียกว่า ทิพยจักษุ อันเป็นข้อ ๑ ในอภิญญา ๖ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
สก. มังสจักษุที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นมังสจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรม อุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักษุ(ตาปัญญา)ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ทิพยจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มังสจักษุที่ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพยจักษุได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักษุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี ๓ อย่าง คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุและปัญญาจักษุ” มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากจักษุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มี ๓ อย่าง คือ (๑) มังสจักษุ(๒) ทิพยจักษุ (๓) ปัญญาจักษุ” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น” สก. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย จักษุนี้มี ๓ อย่าง๓ อย่างอะไรบ้าง คือ (๑) มังสจักษุ (๒) ทิพยจักษุ (๓) ปัญญาจักษุจักษุมี ๓ อย่างนี้แล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อุดมบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่าง คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ความเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ เมื่อใด ญาณคือปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้น เมื่อนั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะได้ปัญญาจักษุ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น” ทิพพจักขุกถา จบ
ธรรม ในที่นี้หมายถึงกามาวจรธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๔/๑๙๗) ธรรม ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรธรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๔/๑๙๗) ดูเทียบ ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๖๑/๔๑๖-๔๑๗
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทิพฺพจกฺขุกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ทิพพจักขุกถา
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ มํสจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. มังสจักษุ ก็คือทิพยจักษุ ทิพยจักษุ ก็คือมังสจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยาทิสํ มํสจกฺขุํ ตาทิสํ ทิพฺพจกฺขุํ ยาทิสํ ทิพฺพจกฺขุํ ตาทิสํ มํสจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มังสจักษุเป็นเช่นใด ทิพยจักษุก็เป็นเช่นนั้น ทิพยจักษุเป็นเช่นใดมังสจักษุก็เป็นเช่นนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว มํสจกฺขุํ ตํ ทิพฺพจกฺขุํ ตํ ทิพฺพจกฺขุํ ตํ มํสจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มังสจักษุอันนั้น ทิพยจักษุก็อันนั้นแหละ ทิพยจักษุอันนั้น มังสจักษุก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยาทิโส มํสจกฺขุสฺส วิสโย อานุภาโว โคจโร ตาทิโส ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส วิสโย อานุภาโว โคจโรติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิสัย อานุภาพ โคจร ของมังสจักษุ เป็นเช่นใด วิสัย อานุภาพ โคจรของทิพยจักษุ ก็เป็นเช่นนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปาทินฺนํ หุตฺวา อนุปาทินฺนํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อุปาทินนะ-อนุปาทินนะ ดูนิเทศในธรรมสังคณี ข้อ ๗๗๙ และข้อ ๙๕๕
อุปาทินฺนํ หุตฺวา อนุปาทินฺนํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กามาวจรํ หุตฺวา รูปาวจรํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กามาวจรํ หุตฺวา รูปาวจรํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปาวจรํ หุตฺวา อรูปาวจรํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปาวจรํ หุตฺวา อรูปาวจรํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริยาปนฺนํ หุตฺวา อปริยาปนฺนํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นปริยาปันนะแล้วเป็นอปริยาปันนะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ มํสจกฺขุํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ก็เป็นมังสจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ปญฺญาจกฺขุํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นปัญญาจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิพฺพจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ มํสจกฺขุํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นมังสจักษุ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริยาปันนะ-อปริยาปันนะ ดูนิเทศในธรรมสังคณี ข้อ ๘๓๑ และข้อ ๙๘๓
มํสจกฺขุํ ธมฺมูปตฺถทฺธํ ทิพฺพจกฺขุํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ตีณิ จกฺขูนิ วุตฺตานิ ภควตา มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ตีณิ จกฺขูนิ วุตฺตานิ ภควตา มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ โน วต เร วตฺตพฺเพ เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ
ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุปัญญาจักษุ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น
เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตีณิมานิ ภิกฺขเว จกฺขูนิ ฯ กตมานิ ตีณิ ฯ มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ จกฺขูนีติ มํสจกฺขุํ ทิพฺพจกฺขุํ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ เอตานิ ตีณิ จกฺขูนิ อกฺขาสิ ปุริสุตฺตโม มํสจกฺขุสฺส อุปฺปาโท มคฺโค ทิพฺพสฺส จกฺขุโน ยทา จ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญาจกฺขุํ อนุตฺตรํ ตสฺส จกฺขูสฺส ปฏิลาภา สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ เทฺวว จกฺขูนีติ ฯ ทิพฺพจกฺขุกถา ฯ ---------
ส. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุนี้มี ๓ อย่าง, ๓อย่างเป็นไฉน มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ จักษุมี ๓ อย่าง ฉะนี้แล พระผู้มีพระภาคผู้ปุริโสดม ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือมังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมไว้แล้ว ความ เกิดขึ้นแห่งมังสจักษุ เป็นทางแห่งทิพยจักษุ ก็เมื่อใด ญาณ คือ ปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้ง ปวงได้ เพราะการได้จักษุนั้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้นทิพพจักขุกถา จบ
ขุ. อิติวุตตะ ข้อ ๒๓๙ หน้า ๒๗๐