พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · ทสกนิบาต
๓. มหากัปปินเถรคาถา เล่ม ๒๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๗๒ (Royal Thai)3/7 in ทสกนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต มหากัปปินเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 52 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 26, pp. 476–478
๓. มหากัปปินเถรคาถา
สุภาษิตของพระมหากัปปินเถระ
นัยว่า ท่านพระมหากัปปินเถระ (เมื่อจะโอวาทภิกษุณีทั้งหลาย) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๐ คาถาอย่างนี้ว่า
{๓๗๒}[๕๔๗] ผู้ใดมองเห็นกิจที่ยังไม่มาถึง ๒ อย่าง คือ ที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ได้ก่อน ศัตรูหรือมิตรของเขา ซึ่ง คอยแสวงหาช่องทางอยู่ย่อมมองไม่เห็น (ผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา)[๕๔๘] ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้ว โดยลำดับตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนจันทร์เพ็ญที่พ้นจากเมฆหมอก ฉะนั้น[๕๔๙] จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ ถูกอบรมดีแล้ว หาประมาณมิได้ และถูกประคองไว้แล้วเป็นนิจ ย่อมยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว
[๕๕๐] บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังเป็นอยู่ได้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีป้ญญาถึงจะมีทรัพย์ ก็เป็นอยู่อย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีปัญญา
[๕๕๑] ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยข้อความที่ได้สดับตรับฟังมา ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง นรชน ผู้ประกอบด้วยปัญญาย่อมพบความสุขได้แม้ในสังขารที่ เป็นทุกข์
[๕๕๒] ธรรมคือสภาพที่เกิดและตายนี้มิใช่มีในวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่น่าอัศจรรย์และไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจในโลกซึ่งเป็นที่เกิดที่ตายของส่ำสัตว์ จะมีอะไรที่น่าแปลกใจเล่า
[๕๕๓] ความตายจากชีวิตในลำดับแห่งการเกิดของสัตว์ที่เกิดมาแล้วเป็นสิ่งแน่นอน ส่ำสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ๆ ในโลกนี้ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา
[๕๕๔] การร้องไห้ของคนอื่น ๆ ซึ่งมีชีวิตของคนที่ตายไปแล้วเป็นสาเหตุนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ตายไปแล้วเลย อันการร้องไห้ถึงผู้ที่ตายไปแล้วจะได้เป็นเกียรติยศ จะได้เป็นความหมดจดแก่ผู้ที่ร้องไห้นั้นหรือ ก็หาไม่ ซํ้าสมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่สรรเสริญเลย[๕๕๕] การร้องไห้ย่อมเบียดเบียนทั้งนัยน์ตาและร่างกายผิวพรรณ กำลัง และความคิดก็เสื่อมไปเปล่า พวกข้าศึกศัตรูของผู้ร้องไห้ย่อมพากันเพลิดเพลิน แต่ผู้เป็นมิตรของเขา ก็พลอยไม่เป็นสุขไปด้วย
[๕๕๖] เพราะฉะนั้นแล บุคคลพึงปรารถนาท่านผู้เป็นนักปราชญ์ และเป็นพหูสูตให้อยู่ในตระกูลของตน เพราะว่ากุลบุตร ทั้งหลายย่อมข้ามพ้นกิจของตนได้ด้วยกำลังปัญญาของท่านเหล่านั้น เหมือนบุคคลข้ามแม่น้ำที่มีน้ำเต็มฝั่งได้ ด้วยเรือฉะนั้น
๔. จูฬปันถกเถรคาถา
สุภาษิตของพระจูฬปันถกเถระ
นัยว่า ท่านพระจูฬปันถกเถระ (ถูกเหล่าภิกษุถามถึงการบรรลุธรรม เมื่อจะประกาศถึงข้อปฏิบัติของตน) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๐ คาถาอย่างนี้ว่า{๓๗๓}[๕๕๗] เมื่อก่อนญาณคติเกิดแก่เราช้า เราจึงถูกดูหมิ่น ทั้งหลวงพี่ก็ขับไล่เราว่า ‘เธอจงกลับไปบ้านเดี๋ยวนี้,
[๕๕๘] เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้วก็เสียใจ ได้ยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ยังมีความอาลัยในพระศาสนาอยู่
[๕๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะ เราทรงจับแขนเรา ทรงพาเข้าไปสู่สังฆาราม
[๕๖๐] พระบรมศาสดาทรงประทานผ้าเช็ดพระบาทแก่เราด้วย ความอนุเคราะห์ แล้วตรัสว่า ‘เธอจงนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่งแล้ว อธิษฐานผ้าสะอาดผืนนี้ให้ดี,[๕๖๑] เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วยินดีอยู่ในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมาธิให้ถึงพร้อมได้แล้วเพี่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด[๕๖๒] เรารู้ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน เราได้ชำระทิพพจักขุญาณแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว[๕๖๓] พระจูฬปันถกเถระได้เนรมิตตนขึ้น ๑,๐๐๐ นั่งอยู่ที่ชีวกัมพวันอันร่มรื่นจนเขามาบอกเวลาภัตตาหาร
End of ๓. มหากัปปินเถรคาถา