ทวาทสกนิบาต
Text layerBuddha’s wordsItems 378–379 (Royal Thai)12/21 in เถรคาถา4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
เถรคาถาย ทฺวาทสกนิปาโต
เถรคาถา ทวาทสกนิบาต
๑. สีลวเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระสีลวเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต สีลวเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 52 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑ สีลเมวิธ สิกฺเขถ อสฺมึ โลเก สุสิกฺขิตํ
สีลํ หิ สพฺพสมฺปตฺตึ อุปนาเมติ เสวิตํ ฯ
สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี ปตฺถยาโน ตโย สุเข
ปสํสํ วิตฺติลาภญฺจ เปจฺจ สคฺเค ๑ ปโมทนํ ฯ
สีลวา หิ พหู มิตฺเต สญฺญเมนาธิคจฺฉติ
ทุสฺสีโล ปน มิตฺเตหิ ธํสเต ปาปมาจรํ ฯ
อวณฺณญฺจ อกิตฺติญฺจ ทุสฺสีโล ลภเต นโร
วณฺณํ กิตฺตึ ปสํสญฺจ สทา ลภติ สีลวา ฯ
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย ฯ
เวลา จ สํวรํ สีลํ จิตฺตสฺส อภิหาสนํ ๑
ติตฺถญฺจ สพฺพพุทฺธานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย ฯ
สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ ๒ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ ฯ
สีลํ เสตุ มเหสกฺโข สีลํ คนฺโธ อนุตฺตโร
สีลํ วิเลปนํ เสฏฺฐํ เยน วาติ ทิโส ทิสํ ฯ
สีลํ สมฺพลเมวคฺคํ ๓ สีลํ ปาเถยฺยมุตฺตมํ
สีลํ เสฏฺโฐ อติวาโห เยน วาติ ทิโส ทิสํ ฯ
อิเธว นินฺทํ ลภติ เปจฺจาปาเย จ ทุมฺมโน
สพฺพตฺถ ทุมฺมโน พาโล สีเลสุ อสมาหิโต ฯ
อิเธว กิตฺตึ ลภติ เปจฺจ สคฺเค จ สุมโน
สพฺพตฺถ สุมโน ธีโร สีเลสุ สุสมาหิโต ฯ
สีลเมว อิธ อคฺคํ ปญฺญวา ปน อุตฺตโม
มนุสฺเสสุ จ เทเวสุ สีลปญฺญาณโต ชยนฺติ ฯ
สีลวตฺเถโร ฯ
๑ สี. ยุ. เปจฺจ สคฺเค จ ฯ
ท่านทั้งหลายพึงศึกษาศีลในศาสนานี้ ด้วยว่าศีลอันบุคคลศึกษาดีแล้ว
สั่งสมดีแล้ว ย่อมนำสมบัติทั้งปวงมาให้ในโลกนี้ นักปราชญ์เมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ ๑ การได้ความปลื้มใจ ๑ ความบันเทิงในสวรรค์เมื่อละไปแล้ว ๑ พึง
รักษาศีล ด้วยว่าผู้มีศีล มีความสำรวม ย่อมได้มิตรมากส่วนผู้ทุศีลประพฤติแต่กรรมอันลามก ย่อมแตกจากมิตร นรชนผู้ทุศีล ย่อมได้รับการติเตียนและความเสียชื่อเสียง ส่วนผู้มีศีลย่อมได้รับการสรรเสริญและชื่อเสียงทุกเมื่อ ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์ สังวรศีลเป็นเครื่องกั้นความทุจริต ทำจิตให้ร่าเริง เป็นท่าที่หยั่งลงมหาสมุทร คือ นิพพานของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะฉะนั้นพึงชำระศีลให้บริสุทธิ์ ศีลเป็นกำลังหาเปรียบมิได้ เป็นอาวุธอย่างสูงสุด เป็นอาภรณ์อันประเสริฐ เป็นเกราะอันน่าอัศจรรย์ศีลเป็นสะพาน
เป็นมหาอำนาจ เป็นกลิ่นหอมอย่างยอดเยี่ยม เป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ศีลเป็นกำลังอย่างเลิศ เป็นเสบียงเดินทางชั้นเยี่ยม เป็นพาหนะอันประเสริฐยิ่งนัก เป็นเครื่องหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ คนพาลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นในศีล ย่อมได้รับการนินทาในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้รับทุกข์โทมนัสในอบายภูมิ ย่อมได้รับทุกข์โทมนัสในที่ทั่วไป ธีรชนผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ครั้นตายไปแล้ว ก็ได้รับความสุขโสมนัสในสวรรค์ ย่อมรื่นเริงใจในที่ทุกสถานในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็นยอดและผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุดในโลกนี้ ความชนะในมนุษยโลกและ
เทวโลก ย่อมมีได้เพราะศีลและปัญญา.
๒. สุนีตเถรคาถา
คาถาภาษิตของพระสุนีตเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต สุนีตเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 52 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๒ นีเจ กุลมฺหิ ชาโตหํ ทลิทฺโท อปฺปโภชโน
หีนํ กมฺมํ มมํ อาสิ อโหสึ ปุปฺผฉฑฺฑโก ฯ
ชิคุจฺฉิโต มนุสฺสานํ ปริภูโต จ วมฺภิโต
นีจํ มนํ กริตฺวาน วนฺทิสฺสํ พหุกํ ชนํ ฯ
อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขตํ
ปวิสนฺตํ มหาวีรํ มคธานํ ปุรุตฺตมํ ฯ
นิกฺขิปิตฺวาน พฺยาภงฺคึ วนฺทิตุํ อุปสงฺกมึ
มเมว อนุกมฺปาย อฏฺฐาสิ ปุริสุตฺตโม ฯ
วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท เอกมนฺตํ ฐิโต ตทา
ปพฺพชฺชํ อหมายาจึ สพฺพสตฺตานมุตฺตมํ ฯ
ตโต การุณิโก สตฺถา สพฺพโลกานุกมฺปโก
เอหิ ภิกฺขูติ มํ อาห สา เม อาสูปสมฺปทา ฯ
โสหํ เอโก อรญฺญสฺมึ วิหรนฺโต อตนฺทิโต
อกาสึ สตฺถุ วจนํ ยถา มํ โอวที ชิโน ฯ
รตฺติยา ปฐมํ ยามํ ปุพฺพชาติมนุสฺสรึ
รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยึ ๑
รตฺติยา ปจฺฉิเม ยาเม ตโมกฺขนฺธํ ปทาลยึ ฯ
ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ
อินฺโท พฺรหฺมา จ อาคนฺตฺวา มํ นมสฺสึสุ ปญฺชลี
นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม
ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกฺขิเณยฺโยสิ มาริส ฯ
ตโต ทิสฺวาน มํ สตฺถา เทวสงฺฆปุรกฺขตํ
สิตํ ปาตุกริตฺวาน อิมมตฺถํ อภาสถ
ตเปน พฺรหฺมจริเยน สญฺญเมน ทเมน จ
เอเตน พฺราหฺมโณ โหติ เอตํ พฺราหฺมณมุตฺตมนฺติ ฯ
สุนีโต เถโร ฯ
อุทฺทานํ
สีลวา จ สุนีโต จ เถรา เทฺวเต มหิทฺธิกา
ทฺวาทสมฺหิ นิปาตมฺหิ คาถาโย จตุวีสตีติ ฯ
ทฺวาทสกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ
๑ ยุ. อภิภาสนํ ฯ ๒ ม. ยุ. สีลมาภรณํ ฯ ๓ โป. สพลเมวคฺคํ ฯ
๑ ยุ. วิโสธิตํ ฯ
เราเกิดมาในสกุลต่ำ เป็นคนยากจน มีเครื่องบริโภคน้อย การงานของเราเป็นการงานต่ำ เราเป็นคนเทดอกไม้ เราถูกมนุษย์เกลียดชัง ดูหมิ่นและแช่งด่า เราถ่อมตนไหว้หมู่ชนเป็นอันมาก ครั้งนั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ห้อมล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปสู่พระนครอันอุดม ของชาวมคธเพื่อบิณฑบาต เราจึงวางกระเช้าลงแล้วเข้าไปถวายบังคม พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เรา ครั้งนั้นเราได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงทูลขอบรรพชากะพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ลำดับนั้น
พระศาสดาผู้มีพระกรุณาอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ได้ตรัสเรียกเราว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด พระดำรัสนั้นเป็นอุปสมบทของเรา เมื่อเราอุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน ได้ทำตามพระดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมาร ที่ทรงสั่งสอนเราในราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ในมัชฌิมยาม ก็ได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลายกองแห่งความมืด คือ อวิชชาได้ ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากันประนมอัญชลีนมัสการเราพร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคลลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้าจึงทรงยิ้มแย้ม แล้วได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ
มีตบะเป็นต้นนั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม.
ในทวาทสกนิบาตนี้ พระเถระ ๒ รูป คือ พระสีลวเถระ ๑ พระสุนีตเถระ ๑ ล้วนแต่มีมหิทธิฤทธิ์ ได้ภาษิตคาถารูปละ ๑๒ คาถา รวมเป็น
๒๔ คาถา ฉะนี้.
จบ ทวาทสกนิบาต.
End of ทวาทสกนิบาต