วีสตินิบาต
Text layerBuddha’s wordsItems 385–394 (Royal Thai)16/21 in เถรคาถา4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
เถรคาถาย วีสตินิปาโต
เถรคาถา วีสตินิบาต
๑. อธิมุตตเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระอธิมุตตเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต อธิมุตตเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑ ยญฺญตฺถํ วา ธนตฺถํ วา เย หนาม มยํ ปุเร
อวเสสํ ภยํ โหติ เวธนฺติ วิลปนฺติ จ ฯ
ตสฺส เต นตฺถิ ภีตตฺตํ ภิยฺโย วณฺโณ ปสีทติ
กสฺมา น ปริเทเวสิ เอวรูเป มหพฺภเย ฯ
นตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ อนเปกฺขสฺส คามณิ
อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ ขีณสํโยชนสฺส เว ฯ
ขีณาย ภวเนตฺติยา ทิฏฺเฐ ธมฺเม ยถาตถา ๑
น ภยํ มรเณ โหติ ภารนิกฺเขปเน ยถา ฯ
สุจิณฺณํ พฺรหฺมจริยํ เม มคฺโค จาปิ สุภาวิโต
มรเณ เม ภยํ นตฺถิ โรคานมิว สงฺขเย ฯ
สุจิณฺณํ พฺรหฺมจริยํ เม มคฺโค จาปิ สุภาวิโต
นิรสฺสาทา ภวา ทิฏฺฐา วิสํ ปิตฺวาน ฉฑฺฑิตํ ฯ
ปารคู อนุปาทาโน กตกิจฺโจ อนาสโว
ตุฏฺโฐ อายุกฺขยา โหติ มุตฺโต อาฆาตนา ยถา ฯ
อุตฺตมํ ธมฺมตํ ปตฺโต สพฺพโลเก อนตฺถิโก
อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต มรณสฺมึ น โสจติ ฯ
ยทตฺถิ สงฺขตํ กิญฺจิ ภโว จ ยตฺถ ลพฺภติ
สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ อิทํ ๑ วุตฺตํ มเหสินา ฯ
โย ตํ ตถา ปชานาติ ยถา พุทฺเธน เทสิตํ
น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ สุตตฺตํว อโยคุฬํ ฯ
น เม โหติ อโหสินฺติ ภวิสฺสนฺติ น โหติ เม
สงฺขารา วิภวิสฺสนฺติ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ
สุทฺธํ ธมฺมสมุปฺปาทํ สุทฺธํ สงฺขารสนฺตตึ
ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ น ภยํ โหติ คามณิ ฯ
ติณกฏฺฐสมํ โลกํ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
มมตฺตํ โส อสํวินฺทํ นตฺถิ เมติ น โสจติ ฯ
อุกฺกณฺฐามิ สรีเรน ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก
โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย อญฺโญ จ น ภวิสฺสติ ฯ
ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ตํ กโรถ ยทิจฺฉถ
น เม ตปฺปจฺจยา ตตฺถ โทโส เปมํ จ เหหิติ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ
สตฺถานิ นิกฺขิปิตฺวาน มาณวา เอตทพฺรวว ฯ
กึ ภทนฺเต กริตฺวาน โก วา อาจริโย ตว
กสฺส สาสนมาคมฺม ลพฺภเต ตํ อโสกตา ฯ
สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม
มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก ฯ
เตนายํ เทสิโต ธมฺโม ขยคามี อนุตฺตโร
ตสฺส สาสนมาคมฺม ลพฺภเต ตํ อโสกตา ฯ
สุตฺวาน โจรา อิสิโน สุภาสิตํ
นิกฺขิปฺป สตฺถานิ จ อาวุธานิ จ
ตมฺหา จ กมฺมา วิรมึสุ เอเก
เอเก จ ปพฺพชฺชมโรจยึสุ ฯ
เต ปพฺพชิตฺวา สุคตสฺส สาสเน
ภาเวตฺวา โพชฺฌงฺคพลานิ ปณฺฑิตา
อุทคฺคจิตฺตา สุมนา กตินฺทฺริยา
ผุสึสุ นิพฺพานปทํ อสงฺขตนฺติ ฯ
อธิมุตฺโต เถโร ฯ
๑ โป. ม. ยุ. ยถาตเถ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. อิติ ฯ
พระอธิมุตตเถระถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาดเสียว มีหน้าผ่องใดเมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้น เกิดความอัศจรรย์ใจ จึงได้กล่าวคาถาสรรเสริญ ๒ คาถาว่า
เมื่อก่อน เราจะฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือเพื่อทรัพย์ ความกลัวก็ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น สัตว์เหล่านั้นย่อมพากันหวาดหวั่นและบ่นเพ้อ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย สีหน้าของท่านผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏแล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญเล่า.
พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม โดยมุ่งการตอบคำถามของนายโจรนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า
ดูกรนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตายในปัจจุบันมิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลยดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มีความกลัวตายเหมือนบุคคลไม่กลัวโรคเพราะโรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้วเหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วคายทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดีต่อความสิ้นอายุเหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการถูกประหารฉะนั้น
บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งหมด ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าแสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่งได้ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้นเหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดังบุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชน ฉะนั้น เราไม่มีความคิดว่าได้เป็นมาแล้ว จักเป็นต่อไป จะไม่เป็น หรือสังขารจักฉิบหายไป จะคร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า
ดูกรนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เรากลัดกลุ้มด้วยสรีระ ไม่ต้องการด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ในสรีระนั้น จักไม่มีแก่เราเพราะเหตุที่ท่านทั้งหลาย ทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น.
โจรทั้งหลายได้ฟังคำของท่าน อันอัศจรรย์อันทำให้ขนลุกชูชันดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศาตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็น
อาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร?
พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า
พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะหมู่มารมีพระกรุณาใหญ่ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้งปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้นอาสวะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ พวกโจรฟังถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษีแล้ว พากันวางศาตราและอาวุธบางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้บรรพาในศาสนาของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรมเป็นบัณฑิต มีจิตเฟื่องฟูเบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท
คือ นิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้.
๒. ปาราสริยเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระปาราสริยเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ปาราสริยเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๒ สมณสฺส อหู จินฺตา ปาราสริยสฺส ๑ ภิกฺขุโน
เอกกสฺส นิสินฺนสฺส ปวิวิตฺตสฺส ฌายิโน
กิมานุปุพฺพํ ปุริโส กึ วตฺตํ กึ สมาจารํ ๒
อตฺตโน กิจฺจการิสฺส น จ กิญฺจิ วิเหฐเย ฯ
อินฺทฺริยานิ มนุสฺสานํ หิตาย อหิตาย จ
อรกฺขิตานิ อหิตาย รกฺขิตานิ หิตาย จ ฯ
อินฺทฺริยาเนว สารกฺขํ อินฺทฺริยานิ จ โคปยํ
อตฺตโน กิจฺจการิสฺส น จ กิญฺจิ วิเหฐเย ฯ
จกฺขุนฺทฺริยญฺจ รูเปสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ
อนาทีนวทสฺสาวี โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ฯ
โสตินฺทฺริยญฺจ ๓ สทฺเทสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ
อนาทีนวทสฺสาวี โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ฯ
อนิสฺสรณทสฺสาวี คนฺเธ เจ ปฏิเสวติ
น โส มุจฺจติ ทุกฺขมฺหา คนฺเธสุ อธิมุจฺฉิโต ฯ
อมฺพิลมธุรคฺคญฺจ ติตฺตกคฺคมนุสฺสรํ
รสตณฺหาย คธิโต หทยํ นาวพุชฺฌติ ฯ
สุภานยปฺปฏิกูลานิ โผฏฺฐพฺพานิ อนุสฺสรํ
รตฺโต ราคาธิกรณํ วิวิธํ วินฺทเต ทุกฺขํ ๔ ฯ
มนญฺเจเตหิ ธมฺเมหิ โย น สกฺโกติ รกฺขิตุํ
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ สพฺพโสเตหิ ปญฺจหิ ฯ
ปุพฺพโลหิตสมฺปุณฺณํ พหุสฺส กุณปสฺส จ
นรวีรกตํ วคฺคุํ สมุคฺคมิว จิตฺติตํ ฯ
กฏุกํ มธุรสฺสาทํ ปิยนิพนฺธนํ ทุกฺขํ ๑
ขุรํว มธุนาลิตฺตํ อุลฺลิตฺตํ นาวพุชฺฌติ ฯ
อิตฺถิรูเป อิตฺถิรเส โผฏฺฐพฺเพปิจ อิตฺถิยา
อิตฺถิคนฺเธสุ สารตฺโต วิวิธํ วินฺทเต ทุกฺขํ ๑ ฯ
อิตฺถิโสตานิ สพฺพานิ สนฺทนฺติ ปญฺจปญฺจสุ
เตสมาวรณํ กาตุํ โย สกฺโกติ วิริยวา ฯ
โส อตฺถวา โส ธมฺมฏฺโฐ โส ทกฺโข โส วิจกฺขโณ
กเรยฺย รมมาโน หิ กิจฺจํ ธมฺมตฺถสํหิตํ ฯ
อโถ สีทติ สญฺญุตฺตํ วชฺเช กิจฺจํ นิรตฺถกํ
น ตํ กิจฺจนฺติ มญฺญิตฺวา อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ ฯ
ยญฺจ อตฺเถน สญฺญุตฺตํ ยา จ ธมฺมคตา รติ
ตํ สมาทาย วตฺเตถ สา หิ เว อุตฺตมา รติ ฯ
อุจฺจาวเจหุปาเยหิ ปเรสมภิชิคีสาติ
หนฺตฺวา วธิตฺวา อถ โสจยิตฺวา
อาโลปติ สาหสา โย ปเรสํ ฯ
ตจฺฉนฺโต อาณิยา อาณึ นิหนฺติ พลวา ยถา
อินฺทฺริยานินฺทฺริเยเหว นิหนฺติ กุสลา ตถา ฯ
สทฺธํ วิริยํ สมาธิญฺจ สติปญฺญญฺจ ภาวยํ
ปญฺจ ปญฺจหิ หนฺตฺวาน อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ
โส อตฺถวา โส ธมฺมฏฺโฐ กตฺวา วากฺยานุสาสนึ
สพฺเพน สพฺพํ พุทฺธสฺส โส นโร สุขเมธตีติ ฯ
ปาราสริโย ๑ เถโร ฯ
๑ ยุ. ปาราปริยสฺส ฯ ๒ โป. ยุ. สมาจรํ ฯ ๓ โป. ม. เจ ฯ ๔ ม. ยุ. ทุขํ ฯ
๑ ม. ยุ. ทุขํ ฯ
ความคิดได้มีแล้วแก่ภิกษุผู้ชื่อว่าปาราสริยะ ผู้เป็นสมณะนั่งอยู่แล้วแต่ผู้เดียว มีจิตสงบสงัด เพ่งฌาน บุรุษพึงทำอะไรโดยลำดับ พึงประพฤติวัตรอย่างไร ประพฤติมารยาทอย่างไร จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตน และชื่อว่าไม่เบียดเบียนใครๆ อินทรีย์ทั้งหลายย่อมมีเพื่อประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์ แก่มนุษย์ทั้งหลาย อินทรีย์ที่ไม่รักษา ย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ อินทรีย์ที่รักษา ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ บุรุษผู้รักษาและคุ้มครองอินทรีย์นั่นแล จึงชื่อว่าเป็นผู้กระทำกิจของตน และชื่อว่าไม่เบียดเบียนใครๆ ถ้าผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ อันไปอยู่ในรูปทั้งหลายไม่เห็นโทษผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย
อนึ่ง ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์อันเป็นไปอยู่ในเสียงทั้งหลาย ไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย ถ้าผู้ใดไม่เห็นอุบายเครื่องสลักออก ซ่องเสพในกลิ่น ผู้นั้นเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ในกลิ่นย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ผู้ใดมัวแต่คำนึงถึงรสเปรี้ยวรสหวานและรสขมเป็นผู้กำหนัดยินดีด้วยตัณหาในรส ไม่รู้สึกถึงความคิดในใจอันเกิดขึ้นในขณะบรรพชาว่า จักทำที่สุดทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ผู้ใดมัวนึกถึงโผฏฐัพพะอันสวยงาม ไม่ปฏิกูล ยินดีแล้วผู้นั้นย่อมได้ประสบทุกข์มีประการต่างๆ อันมีราคะเป็นเหตุ ก็ผู้ใดไม่อาจจะรักษาใจจากธรรมเหล่านี้ ทุกข์อันเกิดจากกระแสอารมณ์ทั้ง ๕ นั้นย่อมติดตามผู้นั้นไป
เพราะการไม่รักษาใจนั้น ร่างกายนี้เต็มไปด้วยหนองเลือดและซากศพเป็นอันมาก เป็นของอันนายช่างผู้ฉลาดทำไว้ เป็นของเกลี้ยงเกลาวิจิตรงดงามแต่ภายนอก ภายในเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีคูถเป็นต้น ดังสมุคฉะนั้น คนพาลย่อมไม่รู้สึกว่า ร่างกายนี้เป็นของเผ็ดร้อน มีรสหวานเป็นที่ยินดี เกี่ยวพันด้วยความรัก เป็นทุกข์ เป็นของฉาบไล้ไว้ด้วยสิ่งที่น่าชื่นใจ เหมือนมีดโกนอันทาแล้วด้วยน้ำผึ้งฉะนั้น บุคคลผู้กำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของหญิง ย่อมต้องประสบทุกข์มีประการต่างๆ กระแสตัณหาในหญิงทั้งปวงย่อมไหลไปในทวารทั้ง ๕ ของบุรุษ ผู้ใดมีความเพียร อาจทำการป้องกันกระแสตัณหาเหล่านั้นได้
ผู้นั้นตั้งอยู่ในอรรถ ตั้งอยู่ในธรรมเป็นผู้ขยันมีปัญญาเครื่องพิจารณา ก็บุคคลควรเป็นผู้ยินดีทำกิจอันประกอบด้วยอรรถและธรรม การประกอบด้วยกามารมณ์ย่อมทำให้จมอยู่ในโลกบุคคลพึงเว้นกิจอันไร้ประโยชน์เสีย เมื่อรู้ว่า สิ่งนั้นไม่ควรทำแล้วพึงเป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาสอดส่องในสิ่งนั้น บุคคลพึงยึดเอาแต่กิจที่ประกอบด้วยประโยชน์ และความยินดีอันประกอบด้วยธรรม แล้วพึงประพฤติ เพราะว่าความยินดีในธรรมนั้นแล เป็นความยินดีสูงสุดผู้ใดปรารถนาจะชิงเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยอุบายใหญ่น้อย ฆ่าผู้อื่นเบียดเบียนผู้อื่น ทำคนอื่นให้เศร้าโศก ฉกชิงเอาสิ่งของของคนอื่นด้วยความทารุณร้ายกาจ การกระทำของผู้นั้น เป็นการกระทำอาศัยความยินดีในการประกอบด้วยความฉิบหาย บุคคลผู้มีกำลัง เมื่อผ่าไม้ ย่อมตอกลิ่มด้วยลิ่ม ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดย่อมกำจัดอินทรีย์ ด้วยอินทรีย์ฉันนั้น บุคคลผู้อบรมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา กำจัดอินทรีย์ ๕ ด้วยอินทรีย์ ๕ แล้ว เป็นพราหมณ์ผู้ไม่มีทุกข์ไป บุคคลนั้นเป็นผู้ตั้งอยู่ในอรรถตั้งอยู่ในธรรม ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง ย่อมได้รับความสุข.
๓. เตลุกานิเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระเตลุกานิเถระ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต เตลุกานิเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๓ จิรรตฺตํ วตาตาปี ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ
สมํ จิตฺตสฺส นาลตฺถํ ปุจฺฉํ สมณพฺราหฺมเณ ฯ
โก โส ปารคโต ๒ โลเก โก ปตฺโต อมโตคธํ
กสฺส ธมฺมํ ปฏิจฺฉามิ ปรมตฺถวิชานนํ ฯ
อนฺโตวงฺกคโต อาสึ มจฺโฉว ฆสมามิสํ
พทฺโธ มหินฺทปาเสน เวปจิตฺยาสุโร ยถา ฯ
อญฺฉามิ นํ น มุญฺจามิ อสฺมา โสกปริทฺทวา
โก เม พนฺธํ มุญฺจํ โลเก สมฺโพธึ เวทยิสฺสติ ฯ
สมณํ พฺราหฺมณํ วา กํ อาทิสนฺตํ ปภงฺคุณํ
กสฺส ธมฺมํ ปฏิจฺฉามิ ชรามจฺจุปวาหนํ ฯ
วิจิกิจฺฉากงฺขาคธิตํ ๓ สารมฺภพลสญฺญุตํ
โกธปฺปตฺตมนตฺถทฺธํ อภิชปฺปปทารณํ ฯ
ตณฺหาธนุสมุฏฺฐานํ เทฺว จ ปนฺนรสายุตํ
ปสฺส โอรสิกํ พาลํ เภตฺวาน ยทิ ติฏฺฐติ ฯ
อนุทิฏฺฐีนํ อปฺปหานํ สงฺกปฺปสรเตชิตํ
เตน วิทฺโธ ปเวธามิ ปตฺตํว มาลุเตริตํ ฯ
อชฺฌตฺตํ เม สมุฏฺฐาย ขิปฺปํ ปจฺเจติ ๑ ปาปกํ
ฉผสฺสายตนี กาโย ยตฺถ สรติ สพฺพทา ฯ
ตํ น ปสฺสามิ เตกิจฺฉํ โย เม ตํ สลฺลมุทฺธเร
นานารชฺเชน สตฺเถน นาญฺเญน วิจิกิจฺฉิตํ ฯ
โก เม อสตฺโถ อวโณ สลฺลมพฺภนฺตราปสฺสยํ
อหึสํ สพฺพคตฺตานิ ลลฺลํ เม อุทฺธริสฺสติ ฯ
ธมฺมปฺปติ หิ โส เสฏฺโฐ วิสโทสปวาหโก
คมฺภีเร ปติตสฺส เม ถลํ ปาณิว ทสฺสเย ฯ
รหเทหมสฺมิ โอคาโฬฺห อหาริยรชมนฺติเก
มายาอุสฺสุยฺยสารมฺภ ถีนมิทฺธมปตฺถเฏ ฯ
อุทฺธจฺจเมฆถนิตํ สํโยชนวลาหกํ
วาหา วหนฺติ กุทฺทิฏฺฐึ สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา ฯ
สวนฺติ สพฺพธี โสตา ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ
เต โสเต โก นิวาเรยฺย ตํ ลตํ โก หิ เฉจฺฉติ ฯ
เวลํ กโรถ ภทนฺเต โสตานํ สนฺนิวารณํ
มา เต มโนมโย โสโต รุกฺขํว สหสา ลุเว ฯ
เอวํ เม ภยชาตสฺส อปารา ปารเมสโต
ตาโณ ปญฺญาวุโธ สตฺถา อิสิสงฺฆนิเสวิโต ฯ
โสปาณํ สุกตํ สุทฺธํ ธมฺมสารมยํ ทฬฺหํ
ปาทาสิ วุยฺหมานสฺส มา ภายีติ จ มพฺรวี ฯ
สติปฏฺฐานปาสาทํ อารุยฺห ปจฺจเวกฺขิสํ
ยนฺตํ ปุพฺเพ อมญฺญิสฺสํ สกฺกายาภิรตํ ปชํ ฯ
ยทา จ มคฺคมทฺทกฺขึ นาวาย อภิรูหนํ
อนธิฏฺฐาย อตฺตานํ ติตฺถมทฺทกฺขิมุตฺตมํ ฯ
สลฺลํ อตฺตสมุฏฺฐานํ ภวเนตฺติปภาวิตํ
เอเตสํ อปฺปวตฺตาย เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ ฯ
ทีฆรตฺตานุสยิตํ จิรรตฺตปติฏฺฐิตํ
พุทฺโธ เม ปานุที คนฺธํ วิสโทสปวาหโนติ ฯ
เตลุกานิ ๑ เถโร ฯ
๑ ยุ. ปาราปริโย ฯ ๒ ม. ยุ. ปารงฺคโต ฯ ๓ ม. วิจิกิจฺฉากงฺขาคนฺถิตํ ฯ
ยุ. ...คถิตํ ฯ
๑ ม. ยุ. ปจฺจติ มามกํ ฯ
เรามีความเพียรค้นคิดธรรมอยู่นาน ก็ไม่ได้ความสงบใจ จึงได้ถามสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า ใครหนอในโลกเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ใครเล่าเป็นผู้ได้บรรลุธรรมอันหยั่งลงสู่อมตะ เราจักปฏิบัติธรรมของใคร ซึ่งเป็นเครื่องให้รู้แจ้งปรมัตถ์ เราเป็นผู้มีความคด คือ กิเลสอันไปแล้วในภายใน เหมือนปลาที่กินเหยื่อฉะนั้น เราถูกผูกด้วยบ่วงใหญ่ คือ กิเลสเหมือนท้าวเวปจิตติอสูร ถูกผูกด้วยบ่วงของท้าวสักกะฉะนั้น เรากระชากบ่วง คือ กิเลสนั้นไม่หลุด จึงไม่พ้นไปจากความโศกและความร่ำไรใครในโลกจะช่วยเราผู้ถูกผูกแล้วให้หลุดพ้น ประกาศทางเป็นเครื่องตรัสรู้ให้เรา เราจะรับสมณะหรือพราหมณ์ คนไหนไว้เป็นผู้แสดงธรรมอันกำจัดกิเลสได้จะปฏิบัติธรรมเครื่องนำไป
ปราศจากชราและมรณะของใคร จิตของเราถูกร้อยไว้ด้วยความลังเลสงสัย ประกอบด้วยความแข่งดีเป็นกำลัง ฉุนเฉียว ถึงความเป็นจิตกระด้างด้วยใจ เป็นเครื่องรองรับตัณหา สิ่งใดมีธนู คือ ตัณหาเป็นสมุฏฐานมีประเภท ๓๐ เป็นของมีอยู่ในโลก เป็นของหนัก ทำลายหทัยแล้วตั้งอยู่ ขอท่านจงดูสิ่งนั้นเถิด การไม่ละทิฏฐิน้อยๆ อันลูกศร คือ ความดำริผิดให้อาจหาญแล้ว เราถูกยิงด้วยลูกศร คือ ทิฏฐินั้น หวั่นไหวอยู่ เหมือนใบไม้ที่ถูกลมพัดฉะนั้น กรรมอันลามก ตั้งขึ้นแล้วในภายในของเราย่อมพลันให้ผล กายอันเนื่องด้วยสัมผัส ๖ เกิดแล้วในที่ใด ย่อมแล่นไปในที่นั้นทุกเมื่อ เราไม่เห็นหมอผู้ที่จะถอนลูกศรของเราได้เลย
หมอไม่สามารถจะเยียวยาเรา ด้วยศาตราอย่างอื่นต่างๆ ชนิด ใครไม่ต้องใช้ศาตราไม่ทำให้ร่างกายเราเป็นแผล ไม่เบียดเบียนร่างกายเราทั้งหมด จักถอนลูกศรอันเสียบอยู่ภายในหทัยของเราออกได้ ก็บุคคลผู้นั้นเป็นใหญ่ในธรรม เป็นผู้ประเสริฐ ลอยโทษอันเป็นพิษเสียได้ ช่วยยกเราผู้ตกไปในห้วงน้ำ คือ สงสารอันลึกขึ้นสู่บกได้ เราเป็นผู้จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่อันเป็นที่สุดแห่งธุลี เป็นห้วงน้ำลาดไปด้วยมายา ริษยา ความแข่งดีและความง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีใครจะนำออกได้ ความดำริทั้งหลายอันอาศัยซึ่งราคะ เป็นเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ มีเมฆ คือ อุทธัจจะเป็นเสียงคำรน มีสังโยชน์เป็นฝน ย่อมนำบุคคลผู้มีความเห็นผิดไปสู่สมุทรคือ
อบาย กระแสตัณหาทั้งหลายย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาเพียงดังเถาวัลย์เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ ใครจะพึงกั้นกระแสตัณหาเหล่านั้นได้ใครเล่าจะตัดตัณหา อันเป็นดังเถาวัลย์นั้นได้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลายขอท่านทั้งหลายจงทำฝั่งอันเป็นเครื่องกั้นกระแส ตัณหาเหล่านั้นเถิดอย่าให้กระแสตัณหาอันเกิดแต่ใจ พัดท่านทั้งหลายไปเร็วพลัน ดังกระแสน้ำ พัดต้นไม้อันตั้งอยู่ริมฝั่งฉะนั้น พระศาสดาผู้มีอาวุธ คือปัญญา ผู้อันหมู่ฤาษีอาศัยแล้วเป็นที่พึ่งแก่เราผู้มีภัยเกิดแล้ว ผู้แสวงหาฟั่ง คือ นิพพานจากที่มิใช่ฝั่ง
พระองค์ได้ทรงประทานบันไดอันนายช่างทำดีแล้วบริสุทธิ์ทำด้วยไม้แก่น คือ ธรรม เป็นบันไดมั่นคงแก่เราผู้ถูกกระแสตัณหาพัดไปอยู่ และได้ตรัสเตือนเราว่า อย่ากลัวเลยเราได้ขึ้นสู่ปราสาท คือ สติปัฏฐานแล้ว พิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้ยินดีในร่างกายของตน ที่เราได้สำคัญในกาลก่อนโดยเป็นแก่นสาร ก็เมื่อใดเราได้เห็นทางอันเป็นอุบายขึ้นสู่เรือ เมื่อนั้นเราจักไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตนได้เห็นท่า คือ อริยมรรคอันอุดม พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอันสูงสุดเพื่อไม่ให้บาปธรรมทั้งหลาย มีทิฏฐิและมานะเป็นต้น ซึ่งเป็นดังลูกศรเกิดในตน เกิดแต่ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าทรงกำจัดโทษอันเป็นพิษได้ ทรงบรรเทากิเลสเครื่องร้อยกรองของเราอันนอนเนื่องอยู่ในสันดานอันตั้งอยู่แล้วในใจของเราตลอดกาลนาน.
๔. รัฏฐปาลเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระรัฏปาลเถระ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต รัฏฐปาลเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๔ ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ
อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ฯ
ปสฺส จิตฺตกตํ รูปํ มณินา กุณฺฑเลน จ
อฏฺฐิตเจน ๒ โอนทฺธํ สห วตฺเถหิ โสภติ ฯ
อลตฺตกกตา ปาทา มุขํ จุณฺณกมกฺขิตํ
อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน ฯ
อฏฺฐปทกตา เกสา เนตฺตา อญฺชนมกฺขิตา
อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน ฯ
อญฺชนีว นวา จิตฺตา ปูติกาโย อลงฺกโต
อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน ฯ
โอทหิ มิคโว ปาสํ นาสาทา วากุรํ มิโค
ภุตฺวา นิวาปํ คจฺฉาม กนฺทนฺเต มิคพนฺธเก ฯ
ฉินฺนา ปาสา มิควสฺส นาสาทา วากุรํ มิโค
ภุตฺวา นิวาปํ คจฺฉาม โสจนฺเต มิคลุทฺทเก ฯ
ปสฺสามิ โลเก สธเน มนุสฺเส
ลทฺธาน วิตฺตํ น ททนฺติ โมหา ฯ
ลทฺธา ธนํ สนฺนิจยํ กโรนฺติ
ภิยฺโย จ กาเม อภิปตฺถยนฺติ ฯ
ราชา ปสยฺหปฺปฐวึ วิเชตฺวา
สสาครนฺตํ มหิมาวสนฺโต
โอรํ สมุทฺทสฺส อติตฺตรูโป
ปารํ สมุทฺทสฺสปิ ปตฺถเยถ ฯ
ราชา จ อญฺเญ จ พหู มนุสฺสา
อวีตตณฺหา มรณํ อุเปนฺติ
อูนาว หุตฺวาน ชหนฺติ เทหํฎ
กาเมหิ โลกมฺหิ น หตฺถิ ติตฺติ ฯํ
กนฺทนฺตี นํ ญาตี ปกิริย เกเส
อโห วตา โน อมราติ จาหุ
วตฺเถน นํ ปารุตํ นีหริตฺวา
จิตํ สโมธาย ตโต ทหนฺติ ฯ
โส ฑยฺหติ สูเลหิ ตุชฺชมาโน
เอเกน วตฺเถน ปหาย โภเค
น มิยฺยมานสฺส ภวนฺติ ตาณา
ญาตี จ มิตฺตา อถ วา สหายา ฯ
ทายาทกา ตสฺส ธนํ หรนฺติ
สตฺโต ปน คจฺฉติ เยน กมฺมํ
น มิยฺยมานํ ธนมเนฺวติ กิญฺจิ
ปุตฺตา จ ทารา จ ธนญฺจ รฏฺฐํ ฯ
น ทีฆมายุํ ลภเต ธเนน
น จาปิ วิตฺเตน ชรํ วิหนฺติ
อปฺปญฺหิ นํ ชีวิตมาหุ ธีรา
อสสฺสตํ วิปฺปริณามธมฺมํ ฯ
อทฺธา ๑ ทลิทฺทา จ ผุสนฺติ ผสฺสํ
พาโล จ ธีโร จ ตเถว ผุฏฺโฐ
พาโล หิ พาลฺยา วธิโตว เสติ
ธีโร จ น เวธติ ผสฺสผุฏฺโฐ ฯ
ตสฺมา หิ ปญฺญาว ธเนน เสยฺโย
ยาย โวสานมิธาธิคจฺฉติ
อโพฺยสิตตฺตา หิ ภวาภเวสุ
ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา ฯ
อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ
สํสารมาปชฺช ปรมฺปราย
ตสฺสปฺปปญฺโญ อภิสทฺทหนฺโต
อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ ฯ
โจโร ยถา สนฺธิมุเข คหีโต
สกมฺมุนา หญฺญติ ปาปธมฺโม
เอวํ ปชา เปจฺจ ปรมฺหิ โลเก
สกมฺมุนา หญฺญติ ปาปธมฺโม ฯ
กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา
วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ
อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา
ตสฺมา อหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ฯ
ทุมปฺผลานีว ปตนฺติ มาณวา
ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา
เอตมฺปิ ทิสฺวา ปพฺพชิโตมฺหิ ราช
อปณฺณกํ สามญฺญเมว เสยฺโย ฯ
สทฺธายาหํ ปพฺพชิโต อุเปโต ชินสาสเน
อวชฺชา มยฺหํ ปพฺพชฺชา อนโณ ภุญฺชามิ โภชนํ ฯ
กาเม อาทิตฺตโต ทิสฺวา ชาตรูปานิ สตฺถโต
คพฺเภ โวกฺกนฺติโต ทุกฺขํ นิรเยสุ มหพฺภยํ ฯ
เอตมาทีนวํ ทิสฺวา สํเวคํ อลภึ ตทา
โสหํ วิทฺโธ ตทา สนฺโต สมฺปตฺโต อาสวกฺขยํ ฯ
ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ
โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ
ยสฺส จตฺถาย ปพฺพชิโต อคารสฺมา อนคาริยํ
โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโยติ ฯ
รฏฺฐปาโล เถโร ฯ
๑ ย. เตลกานิ ฯ ๒ ม. อฏฺฐึ ตเจน ฯ
๑ อฑฺฒาติปิ ฯ
เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็นแผลอันกระดูก ๓๐๐ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย คนพาลพากันดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น เชิญดูรูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล หุ้มด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน งามพร้อมไปด้วยผ้าต่างๆมีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ทาด้วยฝุ่น สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลงผมทั้งหลาย อันบุคคลตบแต่งเป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก นัยน์ตาทั้งสองอันหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง กายอันเปื่อยเน่าอันบุคคลตบแต่งแล้วเหมือนกล่องยาตาใหม่ๆ
วิจิตรด้วยลวดลายต่างๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพรานเนื้อคร่ำครวญอยู่พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป บ่วงของนายพรานขาดไปแล้วเนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพรานเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้วไม่ให้ทานเพราะความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสมไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป พระราชากดขี่ช่วงชิงเอาแผ่นดินครอบครองแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยังปรารถนาจักครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป
พระราชาก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ยังไม่เต็มความประสงค์ ก็พากันละทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีในโลกเลย หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และพันว่าทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้นพวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่อนำไปเผาเสียที่เชิงตะกอน ผู้ที่ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาวเผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคลจะตายย่อมไม่มีญาติหรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้ พวกที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วนสัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรๆ
คือ พวกบุตร ภริยา ทรัพย์ แว่นแคว้นสิ่งใดๆ จะติดตามไม่ได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่ จะละความแก่ไปแม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นแลว่าเป็นของน้อย ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน ทั้งคนพาลและคนฉลาดก็ต้องถูกผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่คนพาลถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นและ ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำกรรมชั่วต่างๆ
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่เพราะความหลง ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อมาเชื่อต่อการทำของบุคคลผู้ที่ทำความชั่วนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ร่ำไปเหมือนกันโจรผู้มีธรรมอันชั่วช้า ถูกเขาจับได้พร้อมทั้งของกลางย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันใด หมู่สัตว์ผู้มีธรรมอันชั่วช้า ละไปแล้ว ย่อมเดือดร้อนในปรโลกเพราะกรรมของตน ฉะนั้น กามทั้งหลายงามวิจิตรมีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ
ดูกรมหาบพิตรเพราะอาตมภาพได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช สัตว์ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกายแตก เหมือนผลไม้หล่น ฉะนั้นดูกรมหาบพิตร อาตมภาพเห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อนี้ จึงออกบวชความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแล ประเสริฐ อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธาเข้าถึงการปฏิบัติชอบในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกามทั้งหลายโดยเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลายโดยเป็นศาตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงในครรภ์ เห็นภัยใหญ่ในนรก จึงออกบวช อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้แล้วได้ความสังเวชในกาลนั้น ในกาลนั้นอาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศร คือ ราคะเป็นต้นแทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคยแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอาตมภาพทำสำเร็จแล้ว อาตมภาพได้ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว.
๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระมาลุงกยเถระ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต มาลุงกยปุตตเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๕ รูปํ ทิสฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต
สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รูปสมฺภวา
อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ
เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
สทฺทํ สุตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต
สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา สทฺทสมฺภวา
อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ
เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
คนฺธํ ฆตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต
สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา คนฺธสมฺภวา
อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ
เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
รสํ โภตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต
สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รสสมฺภวา
อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ
เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
ผสฺสํ ผุสฺส สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต
สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา ผสฺสสมฺภวา
อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ
เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
ธมฺมํ ญตฺวา สติ มุฏฺฐา ปิยนิมิตฺตํ มนสิกโรโต
สารตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ อชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา ธมฺมสมฺภวา
อภิชฺฌา จ วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ
เอวมาจินโต ทุกฺขํ อารา นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
น โส รชฺชติ รูเปสุ รูปํ ทิสฺวา ปติสฺสโต
วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ๑ ติฏฺฐติ ฯ
ยถาสฺส ปสฺสโต รูปํ เสวโต วาปิ เวทนํ
ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต
เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
น โส รชฺชติ สทฺเทสุ สทฺทํ สุตฺวา ปติสฺสโต
วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ยถาสฺส สุณโต สทฺทํ เสวโต วาปิ เวทนํ
ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต
เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
น โส รชฺชติ คนฺเธสุ คนฺธํ ฆตฺวา ปติสฺสโต
วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ยถาสฺส ฆายโต คนฺธํ เสวโต วาปิ เวทนํ
ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต
เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
น โส รชฺชติ รเสสุ รสํ โภตฺวา ปติสฺสโต
วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ยถาสฺส สายโต รสํ เสวโต วาปิ เวทนํ
ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต
เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
น โส รชฺชติ ผสฺเสสุ ผสฺสํ ผุสฺส ปติสฺสโต
วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ยถาสฺส ผุสโต ผสฺสํ เสวโต วาปิ เวทนํ
ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต
เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
น โส รชฺชติ ธมฺเมสุ ธมฺมํ ญตฺวา ปติสฺสโต
วิรตฺตจิตฺโต เวเทติ ตญฺจ นาชฺโฌส ติฏฺฐติ ฯ
ยถาสฺส วิชานโต ธมฺมํ เสวโต วาปิ เวทนํ
ขิยฺยติ โนปจิยฺยติ เอวํ โส จรตี สโต
เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ
มาลุงฺกยปุตฺโต เถโร ฯ
๑ ยุ. นชฺโฌส ฯเปฯ ฯ
เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรูปนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อนความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำถึงรูปอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลได้ฟังเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงเสียงนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นเสียงนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีเสียงเป็นแดนเกิด
ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้นผู้มัวคำนึงถึงเสียงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลได้ดมกลิ่นแล้ว มัวใส่ใจถึงกลิ่นนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นกลิ่นนั้น ด้วยเวทนามิใช่น้อยซึ่งมีกลิ่นเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงกลิ่นอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า
เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลใดลิ้มรสแล้ว มัวใส่ใจถึงรสนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็ลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรสนั้นด้วยเวทนามิใช่น้อยซึ่งมีรสเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรสอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลถูกต้องผัสสะแล้ว มัวใส่ใจถึงผัสสะนั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นผัสสะนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีผัสสะเป็นแดนเกิด
ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงผัสสะอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว มัวใส่ใจถึงธรรมารมณ์นั้นว่าเป็นมิตรที่น่ารัก สติก็มีลุ่มหลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นแดนเกิด ย่อมเจริญขึ้นมากแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้นผู้มัวคำนึงถึงธรรมารมณ์อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า
เป็นผู้ห่างไกลนิพพาน ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคี ผู้พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นมีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดได้ฟังมีเสียงแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในเสียง เป็นผู้จิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์
ทั้งไม่ยึดมั่นเสียงนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ได้ฟังเสียง โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไปก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดได้ดมกลิ่นแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ทั้งไม่ยึดมั่นกลิ่นนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ดมกลิ่นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป
ก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดได้ลิ้มรสแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในรส เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรสนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ลิ้มรส โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไปก่อรากขึ้นไม่ได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น ผู้ใดถูกต้องผัสสะแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า
ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในผัสสะ เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นผัสสะนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ถูกต้องผัสสะ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไปไม่ก่อรากขึ้นได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่ามีในที่ใกล้นิพพาน ผู้ใดรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์ เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นธรรมารมณ์นั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้รู้แจ้งธรรมารมณ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นหรือแม้กิเลสทั้งปวง ของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ไม่ก่อรากขึ้นได้ ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสผู้นั้นว่า มีในที่
ใกล้นิพพาน.
๖. เสลเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระเสลเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต เสลเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๖ ปริปุณฺณกาโย สุรุจิ สุชาโต จารุทสฺสโน
สุวณฺณวณฺโณสิ ภควา สุสุกฺกทาโฐสิ วิริยวา ฯ
นรสฺส หิ สุชาตสฺส เย ภวนฺติ วิยญฺชนา
สพฺเพ เต ตว กายสฺมึ มหาปุริสลกฺขณา ฯ
ปสนฺนเนตฺโต สุมุโข พฺรหา อุชุ ปตาปวา
มชฺเฌ สมณสงฺฆสฺส อาทิจฺโจว วิโรจสิ ฯ
กลฺยาณทสฺสโน ภิกฺขุ กญฺจนสนฺนิภตฺตโจ
กึ เต สมณภาเวน เอวํ อุตฺตมวณฺณิโน ฯ
ราชา อรหสิ ภวิตุํ จกฺกวตฺติ รเถสโภ
จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพุสณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ
ขตฺติยา โภชราชาโน อนุยนฺตา ภวนฺติ เต
ราชาภิราชา มนุชินฺโท รชฺชํ กาเรหิ โคตม ฯ
ราชาหมสฺมิ เสลาติ (ภควา) ธมฺมราชา อนุตฺตโร
ธมฺเมน จกฺกํ วตฺเตมิ จกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ ฯ
สมฺพุทฺโธ ปฏิชานาสิ (อิติ เสโล พฺราหฺมโณ) ธมฺมราชา อนุตฺตโร
ธมฺเมน จกฺกํ วตฺเตมิ อิติ ภาสสิ โคตม ฯ
โก นุ เสนาปติ โภโต สาวโก สตฺถุรนฺวโย
โก อิมํ อนุวตฺเตติ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ ฯ
มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ (เสลาติ ภควา) ธมฺมจกฺกมนุตฺตรํ
สารีปุตฺโตนุวตฺเตติ อนุชาโต ตถาคตํ ฯ
อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ
ปหาตพฺพํ ปหีนํ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ ฯ
วินยสฺสุ มยิ กงฺขํ อธิมุจฺจสฺสุ พฺราหฺมณ
ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ อภิณฺหโส ฯ
เยสํ เว ทุลฺลโภ โลเก ปาตุภาโว อภิณฺหโส
โสหํ พฺราหฺมณ พุทฺโธสฺมิ สลฺลกตฺโต อนุตฺตโร ฯ่
พฺรหฺมภูโต อติตุโล มารเสนปฺปมทฺทโน
สพฺพามิตฺเต วสีกตฺวา โมทามิ อกุโตภโย ฯ
อิทํ โภนฺโต นิสาเมถ ยถา ภาสติ จกฺขุมา
สลฺลกตฺโต มหาวีโร สีโหว นทตี วเน ฯ
พฺรหฺมภูตํ อติตุลํ มารเสนปฺปมทฺทนํ
โก ทิสฺวา นปฺปสีเทยฺย อปิ กณฺหาภิชาติโก ฯ
โย มํ อิจฺฉติ อเนฺวตุ โย วา นิจฺฉติ คจฺฉตุ
อิธาหํ ปพฺพชิสฺสามิ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ
เอตญฺเจ รุจฺจตี โภโต สมฺมาสมฺพุทฺธสาสนํ
มยมฺปิ ปพฺพชิสฺสาม วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ
พฺราหฺมณา ติสตา อิเม ยาจนฺติ ปญฺชลีกตา
พฺรหฺมจริยํ จริสฺสาม ภควา ตว สนฺติเก ฯ
สฺวากฺขาตํ พฺรหฺมจริยํ (เสลาติ ภควา) สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ
ยตฺถ อโมฆา ปพฺพชฺชา อปฺปมตฺตสฺส สิกฺขโต ฯ
ยนฺตํ สรณมาคมฺม อิโต อฏฺฐมิ ๑ จกฺขุม
สตฺตรตฺเตน ภควา ทนฺตมฺห ตว สาสเน ฯ
ตุวํ พุทฺโธ ตุวํ สตฺถา ตุวํ มาราภิภู มุนิ
ตุวํ อนุสเย เฉตฺวา ติณฺโณ ตาเรสิมํ ปชํ ฯ
อุปธี เต สมติกฺกนฺตา อาสวา เต ปทาลิตา
สีโหว อนุปาทาโน ปหีนภยเภรโว ฯ
ภิกฺขโว ติสตา อิเม ติฏฺฐนฺตี ปญฺชลีกตา
ปาเท วีร ปสาเรหิ นาคา วนฺทนฺตุ สตฺถุโนติ ฯ
เสโล เถโร ฯ
๑ ม. อฏฺฐเม ฯ
พระเสลเถระเมื่อครั้งยังเป็นพราหมณ์ได้กล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคด้วยคาถา ๖
คาถา ความว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ผู้ทรงมีพระวิริยภาพ มีพระสรีระกายสมบูรณ์ มีพระรัศมีงดงามชวนให้น่าดูยิ่งนัก พระฉวีวรรณก็เปล่งปลั่งดังทองคำ พระเขี้ยวแก้วทั้งซ้ายขวาก็สุกใส ด้วยว่าลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่าใด ย่อมมีปรากฏแก่พระอริยเจ้า หรือพระบรมจักรพรรดิ ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ ลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่านั้น ย่อมมีปรากฏในพระกายของพระองค์ครบทุกสิ่ง พระองค์มีดวงพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์ผุดผ่อง พระวรกายทั้งสูงทั้งกว้างและตั้งตรง มีพระเดชรุ่งโรจน์อยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่พระสมณะ ปานดังดวงอาทิตย์ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติงดงามน่าชม มีพระฉวีวรรณผุดผ่องงดงามดังทองคำ พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยพระวรรณะและพระลักษณะอันอุดมถึงอย่างนี้ จะมัวมาเป็นสมณะอยู่ทำไมกัน
พระองค์ควรจะเป็นพระราชาหรือไม่ก็จักรพรรดิราชันย์ผู้ประเสริฐ ทรงปราบปรามไพรีชนะแล้วเสด็จผ่านพิภพ เป็นบรมเอกราชในสากลชมพูทวีป มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต ข้าแต่พระโคดม ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นผ่านราชสมบัติ เป็นองค์ราชาธิราชจอมมนุษย์นิกรทั้งหลาย ตามพระราชประเพณีของกษัตราธิราชโดยพระชาติที่ได้เสวยราชย์ อันมีหมู่เสวกามาตย์โดยเสด็จตามพระองค์
มาเถิด.
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ดูกรเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือ เป็นธรรมราชายอดเยี่ยม เรายังจักรอันใครๆ ให้เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปโดยธรรม.
เสลพราหมณ์ได้กราบทูลด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้งยังได้ตรัสยืนยันว่า จะทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม ใครหนอเป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นสาวกผู้ประพฤติตามพระองค์ผู้เป็นศาสดา ใครจะประกาศธรรมจักรที่พระองค์ทรงประกาศ
แล้วให้เป็นไปตามได้.
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ดูกรเสลพราหมณ์ สารีบุตรผู้อนุชาตบุตรของตถาคต จะประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่เราประกาศแล้ว ดูกรพราหมณ์ เรารู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว เจริญธรรมที่ควรเจริญแล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว เหตุนั้นเราจึงเป็นพระพุทธเจ้า ดูกรพราหมณ์ ท่านจงนำความเคลือบแคลงในเราออกเสีย จงน้อมใจเชื่อเถิด เพราะการเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนืองๆที่ปรากฏขึ้นในโลก เป็นการหาได้ยาก ดูกรพราหมณ์ เราเป็นพระพุทธเจ้าเป็นหมอผ่าตัดลูกศร คือ กิเลสชั้นเยี่ยม เราเป็นผู้ประเสริฐดังพรหมไม่มีผู้เสมอเหมือน เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามาร ทำให้หมู่สัตว์ผู้มิใช่มิตรทุกๆ จำพวกไว้ในอำนาจได้ เป็นผู้มีภัยแต่ที่ไหนๆ เบิกบานอยู่.
เสลพราหมณ์กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับคำของข้าพระองค์นี้ก่อนพระตถาคตผู้มีพระจักษุเป็นแพทย์ผ่าตัดลูกศร ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ได้ตรัสพระวาจาเหมือนราชสีห์บันลือสีหนาทในป่า ใครได้เห็นพระองค์ผู้ประเสริฐดังพรหม ไม่มีใครเสมอเหมือน ทรงย่ำยีมารและเสนามารได้แล้ว จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า แม้คนที่เกิดในเหล่ากอคนดำ ก็ย่อมเลื่อมใส ผู้ใดปรารถนาจะตามฉันมา ก็เชิญตามมา หรือไม่ปรารถนาก็จงกลับไปเถิด แต่ตัวฉันจะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญา
อย่างประเสริฐนี้ละ.
พอเสลพราหมณ์ผู้อาจารย์พูดจบลง ทันใดนั้นเอง มาณพอันเตวาสิก ๓๐๐ คนเป็นผู้มุ่งจะบวชเหมือนกัน จึงกล่าวคาถาว่า
ถ้าท่านอาจารย์ชอบใจคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะพากันบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอย่าง
ประเสริฐ.
เสลพราหมณ์กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พากันประนมอัญชลีทูลขอบรรพชาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระ
องค์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ ไม่ไร้ผล
แก่บุคคลผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่.
ครั้นพระเสลเถระได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อจะประกาศอรหัตผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ นับแต่วันที่ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงสรณคมน์ล่วงไปแล้วได้ ๗ วัน ครบ ๘ วันเข้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้มีอินทรีย์อันฝึกแล้ว ในศาสนาของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ตื่นแล้วและยังทรงปลุกผู้อื่นให้ตื่นได้อีกด้วย พระองค์เป็นครูผู้สั่งสอนแก่ทวยเทพแลมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอมปราชญ์ ทรงครอบงำมารและเสนามาร ทรงตัดอนุสัยได้แล้ว ทรงข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้แล้ว ทรงยังหมู่สัตว์นี้ให้ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้ด้วย ทรงก้าวล่วงอุปธิได้แล้วทรงทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่น ทรงละความขลาดกลัวต่อภัยได้แล้ว เหมือนสีหราชผู้ไม่ครั่นคร้ามต่อหมู่เนื้อฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ภิกษุ ๓๐๐ รูปเหล่านี้ พากันมายืนประนมอัญชลีอยู่พร้อมหน้า ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดฝ่าพระบาททั้งสองมาเถิด ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลายจะขอถวายบังคมพระองค์ผู้เป็น
ศาสดา.
๗. ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระภัททิยเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๗ ยา ตํ เม หตฺถิคีวาย สุขุมา วตฺถา ปธาริตา
สาลีนํ โอทโน ภุตฺโต สุจิมํสูปเสจโน ฯ
โสชฺช ภทฺโท สาตติโก อุญฺฉาปตฺตาคเต รโต
ฌายติ อนุปาทาโน ปุตฺโต โคธาย ภทฺทิโย ฯ
ปํสุกูลี สาตติโก อุญฺฉาปตฺตาคเต รโต
ฌายติ อนุปาทาโน ปุตฺโต โคธาย ภทฺทิโย ฯ
ปิณฺฑปาตี สาตติโก .................
เตจีวรี สาตติโก .................
สปทานจารี สาตติโก .................
เอกาสนี สาตติโก .................
ปตฺตปิณฺฑี สาตติโก .................
ขลุปจฺฉาภตฺตี สาตติโก .................
อารญฺญิโก สาตติโก .................
รุกฺขมูลิโก สาตติโก .................
อพฺโภกาสี สาตติโก .................
โสสานิโก สาตติโก .................
ยถาสนฺถติโก สาตติโก .................
เนสชฺชิโก สาตติโก .................
อปฺปิจฺโฉ สาตติโก .................
สนฺตุฏฺโฐ สาตติโก .................
ปวิวิตฺโต สาตติโก .................
อสํสฏฺโฐ สาตติโก .................
อารทฺธวิริโย สาตติโก อุญฺฉาปตฺตาคเต รโต
ฌายติ อนุปาทาโน ปุตฺโต โคธาย ภทฺทิโย ฯ
หิตฺวา สตปลํ กํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ
อคฺคหึ มตฺติกาปตฺตํ อิทํ ทุติยาภิเสจนํ ฯ
อุจฺเจ มณฺฑลิปากาเร ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺฐเก
รกฺขิโต ขคฺคหตฺเถหิ อุตฺตสํ วิหรึ ปุเร ฯ
โสชฺช ภทฺโท อนุตฺราสี ปหีนภยเภรโว
ฌายติ วนโมคยฺห ปุตฺโต โคธาย ภทฺทิโย ฯ
สีลกฺขนฺเธ ปติฏฺฐาย สตึ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
ปาปุณึ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยนฺติ ฯ
ภทฺทิโย กาลิโคธาย ปุตฺโต เถโร ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์จะไปไหนก็ขึ้นคอช้างไป แม้จะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มแต่ผ้าที่ส่งมาจากแคว้นกาสีมีเนื้ออันละเอียด แม้จะบริโภค ก็บริโภคแต่อาหารล้วนเป็นข้าวสาลี พร้อมด้วยเนื้ออันสะอาดมีโอชารส ถึงกระนั้น ความสุขนั้นก็หาได้ทำจิตของข้าพระองค์ให้ยินดีเหมือนความสุขในวิเวกในบัดนี้ไม่ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่าภัททิยะเป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้เจริญ ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใดๆ เพ่งฌานอยู่ บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิโคธาถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วยการบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใดๆเพ่งฌานอยู่ บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ใช้แต่ผ้าไตรจีวรเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยวบิณฑบาต ไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร ประกอบความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการนั่งฉันบนอาสนะแห่งเดียวเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการฉันอาหารเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ข้าพระองค์ถือการฉันอาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่แต่ในป่าช้าเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้ อย่างไรเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการไม่นอนเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้มักน้อยเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้สันโดษเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้ชอบสงัดเป็นวัตร
ประกอบด้วยความเพียร ... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์นามว่าภัททิยะเป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้ปรารภความเพียร ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใดๆ เพ่งฌานอยู่ ข้าพระองค์ละทิ้งเครื่องราชูปโภค คือ จานทองคำอันมีราคา ๑๐๐ ตำลึง ซึ่งประกอบไปด้วยลวดลายอย่างงดงาม วิจิตรไปด้วยภาพทั้งภายในและภายนอกนับได้ตั้ง ๑๐๐ มาใช้บาตรดินใบนี้ นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่สอง แต่ก่อนข้าพระองค์มีหมู่ทหารถือดาบรักษาบนป้อมและกำแพง ที่ล้อมรอบซึ่งอาจมองเห็นได้ไกล และที่ซุ้มประตูพระนครอย่างแน่นหนา ก็ยังมีความหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีชื่อว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิโคธาเป็นผู้เจริญ ไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ละความขลาด กลัวภัยได้แล้ว มาหยั่งลงสู่ป่า เพ่งฌานอยู่ ข้าพระองค์ตั้งมั่นอยู่ในศีลขันธ์ เจริญสติปัญญา ได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง
โดยลำดับ.
๘. องคุลิมาลเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระองคุลิมาลเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต องคุลิมาลเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๘ คจฺฉํ วเทสิ สมณ ฐิโตมฺหิ
มมญฺจ พฺรูสิ ฐิตมฏฺฐิโตติ
ปุจฺฉามิ ตํ สมณ เอตมตฺถํ
กสฺมา ฐิโต ตฺวํ อหมฏฺฐิโตมฺหิ ฯ
ฐิโต อหํ องฺคุลิมาล สพฺพทา
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
ตุวญฺจ ปาเณสุ อสญฺญโตสิ
ตสฺมา ฐิโตหํ ตุวมฏฺฐิโตสิ ฯ
จิรสฺสํ วต เม มหิโต มเหสิ
มหาวนํ สมโณ ปจฺจุปาทิ
โสหํ จชิสฺสามิ สหสฺสปาปํ
สุตฺวาน คาถํ ตว ธมฺมยุตฺตํ ฯ
อิจฺเจว โจโร อสิมาวุธญฺจ
โสพฺเภ ปปาเต นรเก อนฺวกาสิ
อวนฺทิ โจโร สุคตสฺส ปาเท
ตตฺเถว ปพฺพชฺชมยาจิ พุทฺธํ ฯ
พุทฺโธ จ โข การุณิโก มเหสิ
โย สตฺถา โลกสฺส สเทวกสฺส
ตเมหิ ภิกฺขูติ ตทา อโวจ
เอเสว ตสฺส อหุ ภิกฺขุภาโว ฯ
โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ๑ ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ
ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ กุสเลน ปิถียติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ
โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชตี พุทฺธสาสเน
โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ
ทิสา หิ เม ธมฺมกถํ สุณนฺตุ
ทิสา หิ เม ยุญฺชนฺตุ พุทฺธสาสเน จ ๒
ทิสา หิ เม เต มนุสฺเส ภชนฺตุ
เย ธมฺมเมวาทปยนฺติ สนฺโต ฯ
ทิสา หิ เม ขนฺติวาทานํ อวิโรธปฺปสํสินํ
สุณนฺตุ ธมฺมํ กาเลน ตญฺจ อนุวิธียนฺตุ ฯ
น หิ ชาตุ โส มมํ หึเส อญฺญํ วา ปน กญฺจินํ ๓
ปปฺปุยฺย ปรมํ สนฺตึ รกฺเขยฺย ตสถาวเร ฯ
อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา
อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุํ นมยนฺติ ตจฺฉกา
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ องฺกุเสหิ กสาหิ จ
อทณฺเฑน อสตฺเถน อหํ ทนฺโตมฺหิ ตาทินา ฯ
อหึสโกติ เม นามํ หึสกสฺส ปุเร สโต
อชฺชาหํ สจฺจนาโมมฺหิ น นํ หึสามิ กญฺจินํ ฯ
โจโร อหํ ปุเร อาสึ องฺคุลิมาโลติ วิสฺสุโต
วุยฺหมาโน มโหเฆน พุทฺธํ สรณมาคมํ ฯ
โลหิตปาณี ปุเร อาสึ องฺคุลิมาโลติ วิสฺสุโต
สรณาคมนํ ปสฺส ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ
ตาทิสํ กมฺมํ กตฺวาน พหุํ ทุคฺคติคามินํ
ผุฏฺโฐ กมฺมวิปาเกน อนโณ ภุญฺชามิ โภชนํ ฯ
ปมาทมนุยุญฺชนฺติ พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา
อปฺปมาทญฺจ เมธาวี ธนํ เสฏฺฐํว รกฺขติ ฯ
มา ปมาทมนุยุญฺเชถ มา กามรติสนฺถวํ
อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต ปปฺโปติ ปรมํ สุขํ ฯ
สฺวาคตํ นาปคตํ เนตํ ทุมฺมนฺติตํ มม
สํวิภตฺเตสุ ธมฺเมสุ ยํ เสฏฺฐํ ตทุปาคมํ ฯ
สฺวาคตํ นาปคตํ เนตํ ทุมฺมนฺติตํ มม
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
อรญฺเญ รุกฺขมูเล วา ปพฺพเตสุ คุหาสุ วา
ตตฺถ ตตฺเถว อฏฺฐาสึ อุพฺพิคฺคมนโส ตทา ฯ
สุขํ สยามิ ฐายามิ สุขํ กปฺเปมิ ชีวิตํ
อหตฺถปาโส มารสฺส อโห สตฺถานุกมฺปิโต ฯ
พฺรหฺมชจฺโจ ปุเร อาสึ อุทิจฺโจ อุภโต อหุํ ๑
โสชฺช ปุตฺโต สุคตสฺส ธมฺมราชสฺส สตฺถุโน ฯ
วีตตโณฺห อนาทาโน คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต
อฆมูลํ วธิตฺวาน ๒ ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ฯ
ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ
โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตาติ ฯ
องฺคุลิมาโล เถโร ฯ
๑ ยุ. โย ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวาน ฯ ๒ ม. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ โป ม. กิญฺจนํ ฯ
พระองคุลิมาลเถระ สมัยเมื่อยังเป็นโจร ได้กล่าวคาถากราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าดูกรสมณะ ท่านสิกำลังเดินอยู่ กลับกล่าวว่า เราหยุดแล้ว ส่วนข้าพเจ้าหยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่หยุด ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าขอถามความข้อนี้กะท่าน ท่านกำลังเดินอยู่เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวว่าหยุดแล้ว
ข้าพเจ้าสิหยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่หยุด?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ดูกรองคุลิมาล เราวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ส่วนท่านสิยังไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น เราจึงชื่อว่าหยุดแล้ว ส่วนท่านชื่อว่ายังไม่หยุด.
องคุลิมาลโจรกราบทูลว่า
พระองค์เป็นสมณะที่ชาวโลกกับทั้งเทวโลกบูชาด้วยเครื่องบูชามากมาย ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพิ่งจะเสด็จมาถึงป่าใหญ่เพื่อโปรดข้าพระองค์โดยกาลนานหนอ ข้าพระองค์ได้สดับพระคาถา ซึ่งประกอบด้วยเหตุผล
ของพระองค์แล้ว จักละเลิกบาปกรรมตั้งพันเสีย.
พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถาไว้ ๒ คาถา ความว่า
ครั้นองคุลิมาลโจรกราบทูลดังนี้แล้ว ก็โยนดาบและอาวุธทั้งหมดทิ้งลงในหนองน้ำ บ่อน้ำและในเหว ได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระสุคตเจ้า แล้วทูลขอบรรพชากะพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นเอง ทันใดนั้นแลพระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยพระมหากรุณา ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เป็นศาสดาของโลกกับทั้งเทวโลก ได้ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ความเป็นภิกษุได้มีแก่องคุลิมาลโจรนั้น ในขณะนั้นทีเดียว.
เมื่อท่านพระองคุลิมาลได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้บรรลุอรหัตแล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่เกิดปีติโสมนัส ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถอุทานนี้ ความว่า
ผู้ใดเคยประมาทในตอนต้น ภายหลังเขาไม่ประมาท ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น บาปกรรมที่ทำไว้แล้ว อันผู้ใดย่อมปิดกั้นไว้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น ภิกษุใดแล แม้จะยังหนุ่ม ประกอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้น ย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น ก็ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อเรา ขอจงฟังธรรมกถาที่เราได้ฟังแล้วในสำนักของพระศาสดา ขอจงประกอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา ขอจงคบหากับมนุษย์ผู้เป็นสัตบุรุษ ซึ่งถือมั่นแต่ธรรมอย่างเดียว ก็ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อเรา ขอเชิญฟังธรรมของท่านผู้กล่าวสรรเสริญความอดทน
ผู้มีปกติสรรเสริญความไม่พิโรธ ตามเวลาอันสมควร และขอจงปฏิบัติตามธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้นเถิด ขออย่าเบียดเบียนเราและชาวประชาหรือว่าสัตว์อื่นใดเลย พึงบรรลุความสงบอย่างเยี่ยม และพึงรักษาสัตว์ทั้งปวงให้เป็นเหมือนบุตรที่รักเถิด ก็ชาวนาที่ต้องการน้ำย่อมไขน้ำไปช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิตย่อมฝึกตน คนบางพวกฝึกช้างและม้าเป็นต้น ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยขอบ้าง ด้วยแซ่บ้าง ส่วนเราเป็นผู้อันพระศาสดาผู้คงที่ทรงฝึกแล้ว โดยไม่ได้ทรงใช้อาญาและศาตรา เมื่อก่อนเรามีชื่อว่า อหิงสกะ ผู้ไม่เบียดเบียน แต่เรายังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ วันนี้เราเป็นผู้มีชื่อจริง ไม่เบียดเบียนใคร
แต่ก่อนเราเป็นโจรลือชาทั่วไปว่า องคุลิมาล ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไปจนได้มาพบพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งเข้า ครั้งก่อน เรามีมือเปื้อนด้วยโลหิตลือชื่อไปทุกทิศว่า องคุลิมาล แต่บัดนี้ องคุลิมาลได้มาพบพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งเข้าแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ขึ้นได้แล้ว เราได้ทำกรรมเช่นนั้นอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติเป็นอันมาก จึงต้องมารับผลกรรมที่ทำไว้ แต่บัดนี้เราบริโภคโภชนะโดยไม่เป็นหนี้ คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประกอบตามความประมาท ส่วนนักปราชญ์ ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุด ฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าประกอบตามความประมาท อย่าประกอบความสนิทสนมด้วยความยินดีในกาม
เพราะว่าผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์ การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดาเป็นการมาดีแล้ว มิใช่ว่าเป็นการมาไม่ดี การที่เราคิดจะบวชในสำนักของพระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่เลวเลย เพราะเป็นการเข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ในธรรมทั้งหลายที่พระศาสดาทรงจำแนกดีแล้ว การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้ เป็นการมาดีแล้ว มิใช่ว่าเป็นการมาไม่ดี การที่เราคิดจะมาบวชในสำนักของพระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่เลวเลย เพราะเราได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วแต่ก่อนเราอยู่ในป่า โคนไม้ ภูเขา หรือในถ้ำทุกๆ แห่ง มีใจหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ เราผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วไม่ไปในบ่วงมาร จะยืนเดินนั่งนอนก็เป็นสุข เมื่อก่อนเรามีเชื้อชาติเป็นพราหมณ์มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่าย บัดนี้ เราเป็นโอรสของพระสุคตศาสดา ผู้เป็นธรรมราชา เราเป็นผู้ปราศจากตัณหาแล้ว ไม่ถือมั่น คุ้มครองทวารสำรวมดีแล้ว เราตัดรากเง่าของทุกข์ได้แล้ว บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา ทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำ
ไปสู่ภพขึ้นแล้ว.
๙. อนุรุทธเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระอนุรุทธเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต อนุรุทธเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๙ ปหาย มาตาปิตโร ภคินีญาติภาตโร
ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา อนุรุทฺโธว ฌายติ ฯ
สเมโต นจฺจคีเตหิ สมฺมตาฬปฺปโพธโน
น เตน สุทฺธิมชฺฌคมา มารสฺส วิสเย รโต ฯ
เอตญฺจ สมติกฺกมฺม รโต พุทฺธสฺส สาสเน
สพฺโพฆํ สมติกฺกมฺม อนุรุทฺโธว ฌายติ ฯ
รูปา สทฺทา รสา คนฺธา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา
เอเต จ สมติกฺกมฺม อนุรุทฺโธว ฌายติ ฯ
ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เอโก อทุติโย มุนิ
เอสติ ปํสุกูลานิ อนุรุทฺโธ อนาสโว ฯ
วิจินิ ๓ อคฺคหี โธวิ รชยี ธารยี มุนิ
ปํสุกูลานิ มติมา อนุรุทฺโธ อนาสโว ฯ
มหิจฺโฉ จ อสนฺตุฏฺโฐ สํสฏฺโฐ โย จ อุทฺธโต
ตสฺส ธมฺมา อิเม โหนฺติ ปาปกา สงฺกิเลสิกา ฯ
สโต จ โหติ อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ อวิฆาตวา
ปวิเวกรโต วิตฺโต นิจฺจมารทฺธวีริโย ฯ
ตสฺส ธมฺมา อิเม โหนฺติ กุสลา โพธิปกฺขิกา
อนาสโว จ โส โหติ อิติ วุตฺตํ มเหสินา ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร
มโนมเยน กาเยน อิทฺธิยา อุปสงฺกมิ ฯ
ยทา เม อหุ สงฺกปฺโป ตโต อุตฺตรึ ๑ เทสยิ
นิปฺปปญฺจรโต พุทฺโธ นิปฺปปญฺจมเทสยิ ฯ
ตสฺสาหํ ธมฺมมญฺญาย วิหาสึ สาสเน รโต
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปญฺจปญฺญาส วสฺสานิ ยโต เนสชฺชิโก อหํ
ปญฺจวีสติ วสฺสานิ ยโต มิทฺธํ สมูหตํ ฯ
นาหุ อสฺสาสปสฺสาโส ฐิตจิตฺตสฺส ตาทิโน
อเนโช สนฺติมารพฺภ จกฺขุมา ปรินิพฺพุโต ฯ
อสลฺลีเนน จิตฺเตน เวทนํ อชฺฌวาสยิ
ปชฺโชตสฺเสว นิพฺพานํ วิโมกฺโข เจตโส อหุ ฯ
เอเต ปจฺฉิมกา ทานิ มุนิโน ผสฺสปญฺจมา
นาญฺเญ ธมฺมา ภวิสฺสนฺติ สมฺพุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฯ
นตฺถิ ทานิ ปุนาวาโส เทวกายสฺมึ ๑ ชาลินิ
วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ
ยสฺส มุหุตฺเตน สหสฺสธา
โลโก สํวิทิโต สพฺรหฺมกปฺโป
วสี อิทฺธิคุเณ จุตูปปาเต
กาเล ปสฺสติ เทวตา ส ภิกฺขุ ฯ
อนฺนภาโร ปุเร อาสึ ทลิทฺโท ฆาสหารโก
สมณํ ปฏิปาเทสึ อุปริฏฺฐํ ยสสฺสินํ ฯ
โสมฺหิ สกฺยกุเล ชาโต อนุรุทฺโธติ มํ วิทู
อุเปโต นจฺจคีเตหิ สมฺมตาฬปฺปโพธโน ฯ
อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ สตฺถารํ อกุโตภยํ
ตสฺมึ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ๊
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร
ตาวตึเสสุ เทเวสุ อฏฺฐาสึ สกฺกชาติยา ฯ
สตฺตกฺขตฺตุํ มนุสฺสินฺโท อหํ รชฺชมการยึ
จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพุสณฺฑสฺส อิสฺสโร
อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน อนุสาสยึ ฯ
อิโต สตฺต อิโต สตฺต สํสารานิ จตุทฺทส
นิวาสมภิชานิสฺสํ เทวโลเก ฐิโต ตทา ฯ
ปญฺจงฺคิเก สมาธิมฺหิ สนฺเต เอโกทิภาวิเต
ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺธมฺหิ ทิพฺพจกฺขุํ วิสุชฺฌิ เม ฯ
จุตูปปาตํ ชานามิ สตฺตานํ อาคตึ คตึ
อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ ฌาเน ปญฺจงฺคิเก ฐิโต ฯ
ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ
วชฺชีนํ เวฬุวคาเม อหํ ชีวิตสงฺขยา
เหฏฺฐโต เวฬุคุมฺพสฺมึ นิพฺพายิสฺสํ อนาสโวติ ฯ
อนุรุทฺโธ เถโร ฯ
๑ ม. อหุ ฯ ๒ ยุ. วมิตฺวาน ฯ ๓ ม. วิจินี ฯ
๑ ม. ยุ. อุตฺตริ ฯ
๑ ม. ยุ. เทวกายสฺมิ ฯ
พระอนุรุทธะละพระชนกชนนี พระประยูรญาติ ละเบญจกามคุณได้แล้วเพ่งฌานอยู่ บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ก็ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการฟ้อนรำขับร้องนั้นได้ เพราะยังเป็นผู้ยินดีในกามคุณอันเป็นวิสัยแห่งมาร พระอนุรุทธะก้าวล่วงเบญจกามคุณนั้นเสียแล้ว ยินดีในพระพุทธศาสนาก้าวล่วงโอฆะทั้งปวงแล้ว เพ่งฌานอยู่ พระอนุรุทธะได้ก้าวล่วงกามคุณเหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจแล้วเพ่งฌานอยู่ พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ หาอาสวะมิได้ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง กลับจากบิณฑบาตแล้วเที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่
พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์มีปรีชา หาอาสวะมิได้ เที่ยวเลือกหาเอาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้มาแล้ว ก็มาซักย้อมเอาเองแล้วนุ่งห่ม บาปธรรมอันเศร้าหมอง เหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ ระคนด้วยหมู่ มีจิตฟุ้งซ่าน อนึ่ง ภิกษุใดเป็นผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคืองยินดีในวิเวก ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ กุศลธรรมซึ่งเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้เหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ตรัสสรรเสริญภิกษุนั้นว่า เป็นผู้หมดอาสวะ พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วยมโนมยิทธิทางกาย เมื่อใด ความดำริได้มีแก่เรา เมื่อนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทราบความดำริของเราแล้ว ได้เสด็จเข้ามาหาเราด้วยพระฤทธิ์แล้วทรงแสดงธรรมอันยิ่งแก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้าแก่เรา เรารู้ทั่วถึงพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระศาสนา ปฏิบัติตามคำพร่ำสอนอยู่ เราบรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว เราถือการไม่นอนเป็นวัตรมาเป็นเวลา ๕๕ ปี เรากำจัดความง่วงเหงาหาวนอนมาแล้วเป็นเวลา ๒๕ ปี ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลายถามเราว่า พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วหรือยัง
เราได้ตอบว่า ลมหายใจออกและหายใจเข้ามิได้มีแก่พระผู้มีพระภาค ผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น คงที่ แต่พระองค์ยังไม่ปรินิพพานก่อน พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ผู้ไม่มีตัณหาเป็นเครื่องทำใจให้หวั่นไหว ทรงทำนิพพานให้เป็นอารมณ์คือ เสด็จออกจากจตุตถฌาน แล้วจึงจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคทรงอดกลั้นเวทนา ด้วยพระหฤทัยอันเบิกบาน ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคผู้เป็นดวงประทีปของชาวโลกกับทั้งเทวโลก เสด็จดับขันธปรินิพพาน ความพ้นพิเศษแห่งพระหฤทัยได้มีขึ้นแล้ว บัดนี้ธรรมเหล่านี้อันมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของพระมหามุนีได้สิ้นสุดลงแล้ว ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว
จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป
ดูกรเทวดา บัดนี้ การอยู่อีกต่อไปด้วยอำนาจการอุบัติในเทพนิกาย ย่อมไม่มี ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่มิได้มี ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลก เทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลกอันมีประเภทตั้งพัน ได้ในเวลาครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คือ อิทธิฤทธิ์ และในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์ เมื่อก่อนเรามีนามว่าอันนภาระเป็นคนยากจน เที่ยวหารับจ้างเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะเรืองยศ เพราะบุญกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เราจึงได้มาเกิดในศากยตระกูลพระประยูรญาติขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยการฟ้อนรำและขับร้อง มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมา
เราได้เห็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีภัย แต่ที่ไหนๆ ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เราระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ เราได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์เทวราชอยู่ในดาวดึงส์เทพพิภพมาแล้ว เราได้ปราบปรามไพรีพ่ายแพ้แล้ว ขึ้นผ่านสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมมนุษย์นิกร ในชมพูทวีปมีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวงประชานิการโดยธรรมด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาตราใดๆ เราระลึกชาติหนหลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้ดังนี้ คือ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์๗ ชาติ รวมการท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน ในเมื่อสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นธรรมอันเอกปรากฏขึ้น ที่เราได้เพราะความสงบระงับกิเลส ทิพยจักษุของเราจึงบริสุทธิ์เราดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ รู้จุติและอุบัติ การมา การไป ความเป็นอย่างนี้และความเป็นอย่างอื่น ของสัตว์ทั้งหลาย เรามีความคุ้นเคยกับพระบรมศาสดามาแล้วเป็นอย่างดี เราได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภายใต้พุ่ม
กอไม้ไผ่ใกล้บ้านเวฬุวคามแห่งแคว้นวัชชี.
๑๐. ปาราสริยเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระปาราสริยเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ปาราสริยเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑๐ สมณสฺส อหู จินฺตา ปุปฺผิตมฺหิ มหาวเน
เอกคฺคสฺส นิสินฺนสฺส ปวิวิตฺตสฺส ฌายิโน ฯ
อญฺญถา โลกนาถมฺหิ ติฏฺฐนฺเต ปุริสุตฺตเม
อิริยํ อาสิ ภิกฺขูนํ อญฺญถา ทานิ ทิสฺสเต ฯ
สีตวาตปริตฺตานํ หิริโกปีนฉาทนํ
มตฺตฏฺฐิยํ อภุญฺชึสุ สนฺตุฏฺฐา อิตรีตเร ฯ
ปณีตํ ยทิ วา ลูขํ อปฺปํ วา ยทิ วา พหุํ
ยาปนตฺถํ อภุญฺชึสุ อคิทฺธา นาธิมุจฺฉิตา ฯ
ชีวิตานํ ปริกฺขาเร เภสชฺเช อถ ปจฺจเย
น พาฬฺหํ อุสฺสุกา อาสุํ ยถา เต อาสวกฺขเย ฯ
อรญฺเญ รุกฺขมูเลสุ กนฺทราสุ คุหาสุ จ
วิเวกมนุพฺรูหนฺตา วิหึสุ ๑ ตปฺปรายนา ฯ
นีจนิวิฏฺฐา ๑ สุภรา มุทู อตฺถทฺธมานสา
อพฺยาเสกา อมุขรา อตฺถจินฺตาวสานุคา ฯ
ตโต ปาสาทิกํ อาสิ คตํ ภุตฺตํ นิเสวิตํ
สินิทฺธา เตลธาราว อโหสิ อิริยาปโถ ฯ
สพฺพาสวปริกฺขีณา มหาฌายี มหาหิตา
นิพฺพุตา ทานิ เต เถรา ปริตฺตา ทานิ ตาทิสา ฯ
กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปญฺญาย จ ปริกฺขยา
สพฺพาการวรูเปตํ ลุชฺชเต ชินสาสนํ ฯ
ปาปกานญฺจ ธมฺมานํ กิเลสานญฺจ โย อุตุ
อุปฏฺฐิตา วิเวกาย เย จ สทฺธมฺมเสสกา ฯ
เต กิเลสา ปวฑฺฒนฺตา อาวิสนฺติ พหุํ ชนํ
กีฬนฺติ มญฺเญ พาเลหิ อุมฺมตฺเตหิว รกฺขสา ฯ
กิเลเสหาภิภูตา เต เตน เตน วิธาวิตา
นรา กิเลสวตฺถูสุ สยํคาเหว ๒ โฆสิเต ฯ
ปริจฺจชิตฺวา สทฺธมฺมํ อญฺญมญฺเญหิ ภณฺฑเร
ทิฏฺฐิคตานิ อเนฺวนฺตา อิทํ เสยฺโยติ มญฺญเร ฯ
ธนญฺจ ปุตฺตภริยญฺจ ฉฑฺฑยิตฺวาน นิคฺคตา๗
กฏจฺฉุภิกฺขเหตูปิ อกิจฺจานิ นิเสวเร ฯ
อุทราวเทหกํ ภุตฺวา สยนฺตุตฺตานเสยฺยกา
กถํ วตฺเตนฺติ ๓ ปฏิพุทฺธา ยา กถา สตฺถุครหิตา ฯ
สพฺพการุกสิปฺปานิ จิตฺตํ กตฺวาน ๑ สิกฺขเร
อวูปสนฺตา อชฺฌตฺตํ สามญฺญตฺโถติ อจฺฉติ ฯ
มตฺติกํ เตลจุณฺณญฺจ อุทกาสนโภชนํ
คิหีนํ อุปนาเมนฺติ อากงฺขนฺตา พหุตฺตรํ ฯ
ทนฺตโปณํ กปิฏฺฐญฺจ ปุปฺผขาทนิยานิ จ
ปิณฺฑปาเต จ สมฺปนฺเน อมฺเพ อามลกานิ จ
เภสชฺเชสุ ยถา เวชฺชา กิจฺจากิจฺเจ ยถา คิหี
คณิกาว วิภูสายํ อิสฺสเร ขตฺติยา ยถา
เนกติกา วญฺจนิกา กูฏสกฺขี อวาฏุกา ๒
พหูหิ ปริกปฺเปหิ อามิสํ ปริภุญฺชเร ฯ
เลสกปฺเป ปริยาเย ปริกปฺเปนุธาวิตา
ชีวิกตฺถา อุปาเยน สงฺกฑฺฒนฺติ พหุํ ธนํ ฯ
อุปฏฺฐเปนฺติ ปุริสํ กมฺมโต โน จ ธมฺมโต
ธมฺมํ ปเรสํ เทเสนฺติ ลาภโต โน จ อตฺถโต ฯ
สงฺฆลาภสฺส ภณฺฑนฺติ สงฺฆโต ปริพาหิรา
ปรลาโภปชีวนฺตา อหิริกาว น ลชฺชเร ฯ
นานุยุตฺตา ตถา เอเก มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา
สมฺภาวนํเยวิจฺฉนฺติ ลาภสกฺการมุจฺฉิตา ฯ
เอวํ นานปฺปยาตมฺหิ น ทานิ สุกรํ ตถา
อผุสิตํ วา ผุสิตุํ ผุสิตํ วานุรกฺขิตุํ ฯ
ยถา กณฺฏกฏฺฐานมฺหิ จเรยฺย อนุปาหโน
สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน เอวํ คาเม มุนี จเร ฯ
สริตฺวา ปุพฺพเก โยคี เตสํ วตฺตมนุสฺสรํ
กิญฺจาปิ ปจฺฉิโม กาโล ผุเสยฺย อมตํปทํ ฯ
อิทํ วตฺวา สาลวเน สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย
พฺราหฺมโณ ปรินิพฺพายิ อิสิ ขีณปุนพฺภโวติ ฯ
ปาราสริโย ๑ เถโร ฯ
อุทฺทานํ
อธิมุตฺโต ปาราสริโย ๑ เตลุกานิ ๒ รฏฺฐปาโล
มาลุงฺกฺยเสโล จ ภทฺทิโย องฺคุลิ ทิพฺพจกฺขุโก ฯ
ปาราสริโย ๑ จ ทเสเต วีสมฺหิ สุปริกิตฺติตา ๓
คาถาโย เทฺว สตา โหนฺติ ปญฺจตาฬีสอุตฺตรินฺติ ฯ
วีสตินิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ
๑ โป. ม. วิหํสุ ฯ
๑ ม. นีจา นิวิฏฺฐา ฯ ๒ ม. สสงฺคาเมว ฯ
๓ โป. กถํ วฑฺเฒนฺติ ฯ ยุ. กถา วเทนฺติ ฯ
๑ ม. จิตฺตึ กตฺวาน ฯ ยุ. จิตฺติกตฺวาน ฯ ๒ ม. อปาฏุกา ฯ
พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ มีจิตแน่วแน่เป็นอารมณ์อันเดียวผู้สงบระงับ ชอบสงัด เจริญฌานอยู่ในป่าใหญ่ ฤดูดอกไม้ผลิ ได้มีความคิดว่า ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นนาถะของโลกยังทรงพระชนมชีพอยู่ ความประพฤติของภิกษุทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง คือภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล ก็เพียงเพื่อจะป้องกันความหนาวอันเกิดแต่ลม และปกปิดความละอายเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนขบฉันอาหารประณีตก็ตาม เศร้าหมองก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตามก็เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น
ไม่ติดไม่พัวพันเลย ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน (แม้จะถูกความเจ็บไข้ครอบงำ) ไม่ขวนขวายหาเภสัชปัจจัยอันเป็นบริการแก่ชีวิต เหมือนการขวนขวายในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นขวนขวายพอกพูนวิเวก มุ่งแต่เรื่องวิเวกอยู่ในป่า โคนไม้ ซอกเขาและถ้ำเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนเป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น เลี้ยงง่าย อ่อนโยน มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ปราศจากสติ ปากไม่ร้าย เปลี่ยนแปลงความคิดอันเป็นประโยชน์ของตนแลผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง การบริโภคปัจจัยการส้องเสพโคจร และมีอิริยาบถ ละมุนละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใสเหมือนปากไม่ร้าย
เปลี่ยนแปลงตามความคิดอันเป็นประโยชน์ของตนและผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง การบริโภคปัจจัย การส้องเสพโคจร และมีอิริยาบถละมุนละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใส เหมือนสายน้ำมันเหลวไหลออกจากปากภาชนะไม่ขาดสาย ฉะนั้น บัดนี้ ท่านเหล่านั้น สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว มักเจริญฌานเป็นอันมาก ประกอบแล้วด้วยฌานใหญ่เป็นพระเถระผู้คงที่พากันนิพพานไปเสียหมดแล้ว บัดนี้ท่านเช่นนั้นเหลืออยู่น้อยเต็มที เพราะความสิ้นไปแห่งกุศลธรรมและปัญญา คำสั่งสอนของพระชินสีห์ อันประกอบแล้วด้วยอาการอันประเสริฐทุกอย่าง จะสิ้นไปในเวลาที่ควรจะทำให้ธรรมทั้งหลายอันลามกและกิเลสทั้งหลายสงบไป
ภิกษุเหล่าใดปรารถนาความเพียรเพื่อความสงัด ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีพระสัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติกิเลสเหล่านั้นเจริญงอกงามขึ้น ย่อมครอบงำคนพาลเป็นอันมากไว้ในอำนาจ ดังจะเล่นกับพวกคนพาล เหมือนปีศาจเข้าสิงคนทำให้เป็นบ้าเพ้อคลั่งอยู่ ฉะนั้น นรชนเหล่านั้นถูกกิเลสครอบงำ ท่องเที่ยวไปมาในสงสารเพราะกิเลสนั้นๆ ยึดถือในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นตัวตนเพราะกิเลสเป็นเหตุ พากันละทิ้งพระสัทธรรมเสียทำการทะเลาะซึ่งกันและกัน ยึดถือตามความเห็นของตน สำคัญว่าสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ นรชนทั้งหลายที่ละทิ้งทรัพย์สมบัติ บุตรและภรรยา ออกบวชแล้วพากันทำกรรมที่ไม่ควรทำ แม้เพราะเหตุแห่งภักษาหารเพียงทัพพีเดียว
ภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหารเต็มอิ่มแล้ว ถึงเวลานอนก็นอนหงาย ตื่นแล้วก็กล่าวแต่ถ้อยคำที่พระศาสดาทรงติเตียน ภิกษุผู้มีจิตไม่สงบในภายใน พากันเรียนทำแต่ศิลปะที่ไม่ควรทำ มีการประดับร่มเป็นต้น ย่อมไม่หวังประโยชน์ในทางบำเพ็ญสมณธรรมเสียเลย ภิกษุทั้งหลายผู้มุ่งแต่สิ่งของดีๆ ให้มาก จึงนำเอาดินเหนียวบ้าง น้ำมันบ้าง จุรณเจิมบ้าง น้ำบ้างที่นั่งที่นอนบ้าง อาหารบ้าง ไม้สีฟันบ้าง ผลมะขวิดบ้าง ดอกไม้บ้างของควรเคี้ยวบ้าง บิณฑบาตบ้าง ผลมะม่วงบ้าง ผลมะขามป้อมบ้างไปให้แก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพากันประกอบเภสัชเหมือนพวกหมอรักษาโรค ทำกิจน้อยใหญ่อย่างคฤหัสถ์ตบแต่งร่างกายเหมือนหญิงแพศยา
ประพฤติตนเหมือนกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ บริโภคอามิสด้วยอุบายเป็นอันมาก คือทำให้คนหลงเชื่อ หลอกลวง เป็นพยานโกงตามโรงศาลใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ อย่างนักเลง ภิกษุเหล่านั้น บริโภคอามิสด้วยการพูดเลียบเคียงเป็นอันมาก เที่ยวแส่หาปัจจัยโดยใช้อุบายต่างๆ ล่อลวงโดยปริยายเพียงเล็กน้อย รวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมากเพราะเหตุแห่งอาชีพ ย่อมยังบริษัทให้บำเรอตนเพราะเหตุแห่งการงาน แต่มิให้บำรุงโดยธรรม เที่ยวแสดงธรรมตามถิ่นต่างๆ เพราะเหตุแห่งลาภ มิใช่เพราะมุ่งประโยชน์ ภิกษุเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่งลาภสงฆ์ เป็นผู้เหินห่างจากอริยสงฆ์ เลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยลาภของผู้อื่นไม่มีหิริ
ไม่ละอาย จริงอย่างนั้น ภิกษุบางพวก ไม่ประพฤติตามสมณธรรมเสียเลย เป็นเพียงคนโล้น คลุมร่างไว้ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ปรารถนาแต่การสรรเสริญถ่ายเดียว มุ่งหวังแต่ลาภและสักการะเมื่อธรรมเป็นเครื่องทำลายมีประการต่างๆ เป็นไปอยู่อย่างนี้ การบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือการตามรักษาธรรมที่ได้บรรลุแล้ว ไม่ใช่ทำได้ง่าย เหมือนเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้านเหมือนกับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนามฉะนั้น พระโยคีเมื่อตามระลึกถึงวิปัสสนาที่ปรารภมาแล้วในกาลก่อนไม่ทอดทิ้งวัตรสำหรับภาวนาวิธีเหล่านั้นเสีย ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาสุดท้ายภายหลัง แต่ก็พึงบรรลุอมตบทได้ พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะมีอินทรีย์อันอบรมแล้ว เป็นพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว ครั้นกล่าววิธีปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ปรินิพพานใน
สาลวัน.
__________________
รวมพระเถระ
ในวีสตินิบาตนี้ พระเถระ ๑๐ รูปนี้ คือ พระอธิมุตตเถระ ๑ พระปาราสริยเถระ ๑ พระเตลุกานิเถระ ๑ พระรัฐบาลเถระ ๑ พระมาลุงกยปุตตเถระ ๑ พระเสลเถระ ๑ พระภัททิยกาลิโคธาปุตตเถระ ๑ พระองคุลิมาลเถระ ๑ พระอนุรุทธเถระ ๑ พระปารสริยเถระ ๑ ประกาศคาถาไว้ดี
เรียบร้อยแล้ว รวมคาถาได้ ๒๔๕ พระคาถา.
จบ วีสตินิบาต.
End of วีสตินิบาต