arnon.worldSign in

ติงสนิบาต

Text layerBuddha’s wordsItems 395–397 (Royal Thai)17/21 in เถรคาถา4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

เถรคาถาย ตึสนิปาโต

เถรคาถา ติงสนิบาต

๑. ปุสสเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระปุสสเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ปุสสเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

Pali (Siam Rath)

๑ ปาสาทิเก พหู ทิสฺวา ภาวิตตฺเต สุสํวุเต

อิสิ ปณฺฑรสโคตฺโต อปุจฺฉิ ปุสฺสสวฺหยํ ๔ ฯ

กึฉนฺทา กิมธิปฺปายา กิมากปฺปา ภวิสฺสเร

อนาคตมฺหิ กาลมฺหิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ

สุโณหิ วจนํ มยฺหํ อิสิ ปณฺฑรสวฺหย

สกฺกจฺจํ อุปธาเรหิ อาจิกฺขิสฺสามฺยนาคตํ ฯ

โกธนา อุปนาหี จ มกฺขี ถมฺภี สฐา พหู

อิสฺสุกี นานาวาทา จ ภวิสฺสนฺติ อนาคเต ฯ

อญฺญาตมานิโน ธมฺเม คมฺภีเร ตีรโคจรา

ลหุกา อครู ธมฺเม อญฺญมญฺญมคารวา ฯ

พหู อาทีนวา โลเก อุปฺปชฺชิสฺสนฺตฺยนาคเต

สุเทสิตํ อิมํ ธมฺมํ กิลิสิสฺสนฺติ ทุมฺมตี ฯ

คุณหีนาปิ สงฺฆมฺหิ โวหรนฺตา วิสารทา

พลวนฺโต ภวิสฺสนฺติ มุขรา อสฺสุตาวิโน ฯ

คุณวนฺโตปิ สงฺฆมฺหิ โวหรนฺตา ยถตฺถโต

ทุพฺพลา เต ภวิสฺสนฺติ หิริมนา อนตฺถิกา ฯ

รชตํ ชาตรูปญฺจ เขตฺตํ วตฺถุํ อเชฬกํ

ทาสีทาสญฺจ ทุมฺเมธา สาทิยิสฺสนฺตฺยนาคเต ฯ

อุชฺฌานสญฺญิโน พาลา สีเลสุ อสมาหิตา

อุนฺนฬา วิจริสฺสนฺติ กลหาภิรตา มคา

อุทฺธตา จ ภวิสฺสนฺติ นีลจีวรปารุตา

กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี จริสฺสนฺตฺยริยา วิย ฯ

เตลสเณฺหหิ เกเสหิ จปลา อญฺชนกฺขิกา

รถิยาย คมิสฺสนฺติ ทนฺตวณฺณกปารุตา ๑ ฯ

อเชคุจฺฉํ วิมุตฺเตหิ สุรตฺตํ อรหทฺธชํ

ชิคุจฺฉิสฺสนฺติ กาสาวํ โอทาเตสุ สมุจฺฉิตา ฯ

ลาภกามา ภวิสฺสนฺติ กุสีตา หีนวีริยา ฯ

กิจฺฉนฺตา วนปตฺถานิ คามนฺเตสุ วสิสฺสเร ฯ

เย เย ลาภํ ลภิสฺสนฺติ มิจฺฉาชีวรตา สทา

เต เต ว อนุสิกฺขนฺตา คมิสฺสนฺติ ๒ อสญฺญตา ฯ

เย เย อลาภิโน ลาภํ น เต ปุชฺชา ภวิสฺสเร

สุเปสเลปิ เต ธีเร เสวิสฺสนฺติ น เต ตทา ฯ

มิลกฺขุรชนํ รตฺตํ ครหนฺตา สกํ ธชํ

ติตฺถิยานํ ธชํ เกจิ ธาเรสฺสนฺตฺยวทาตกํ ๓ ฯ๘

อคารโว จ กาสาเว ตทา เตสํ ภวิสฺสติ

ปฏิสงฺขา จ กาสาเว ภิกฺขูนํ น ภวิสฺสติ ฯ

อภิภูตสฺส ทุกฺเขน สลฺลวิทฺธสฺส รุปฺปโต

ปฏิสงฺขา มหาโฆรา นาคสฺสาสิ อจินฺติยา ฯ

ฉทฺทนฺโต หิ ตทา ทิสฺวา สุรตฺตํ อรหทฺธชํ

ตาวเทว ภณี คาถา คโช อตฺโถปสญฺหิตา ฯ

อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ ๑

อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ

โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต

อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ ฯ

วิปนฺนสีโล ทุมฺเมโธ ปากโฏ กามการิโย

วิพฺภนฺตจิตฺโต นิสฺสุกฺโก น โส กาสาวมรหติ ฯ

โย จ สีเลน สมฺปนฺโน วีตราโค สมาหิโต

โอทาตมนสงฺกปฺโป ส เว กาสาวมรหติ ฯ

อุทฺธโต อุนฺนโฬ พาโล สีลํ ยสฺส น วิชฺชติ

โอทาตกํ อรหติ กาสาวํ กึ กริสฺสติ ฯ

ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ ทุฏฺฐจิตฺตา อนาทรา

ตาทีนํ เมตฺตจิตฺตานํ นิคฺคณฺหิสฺสนฺตฺยนาคเต ฯ

สิกฺขาเปนฺตาปิ เถเรหิ พาลา จีวรธารณํ

น สุณิสฺสนฺติ ทุมฺเมธา ปากฏา กามการิยา ฯ

เต ตถา สิกฺขิตา พาลา อญฺญมญฺญํ อคารวา

นาทิยิสฺสนฺตุปชฺฌาเย ขลุงฺโก วิย สารถึ ฯ

เอวํ อนาคตทฺธานํ ปฏิปตฺติ ภวิสฺสติ

ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนญฺจ ปตฺเต กาลมฺหิ ปจฺฉิเม ฯ

ปุรา อาคจฺฉเต เอตํ อนาคตํ มหพฺภยํ

สุพฺพจา โหถ สขิลา อญฺญมญฺญํ สคารวา ฯ

เมตฺตจิตฺตา การุณิกา โหถ สีเลสุ สํวุตา

อารทฺธวิริยา ปหิตตฺตา นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ฯ

ปมาทํ ภยโต ทิสฺวา อปฺปมาทญฺจ เขมโต

ภาเวถฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ผุสนฺติ อมตํปทนฺติ ฯ

ปุสฺสเถโร ๑ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. ปาราปริโย ฯ ๒ ม. ยุ. เตลกานิ ฯ ๓ ม. ปริกิตฺติตา ฯ

๔ ผุสฺสสวฺหยํ ฯ

๑ โป. ม. ทนฺตวณฺณิกปารุตา ฯ ๒ ยุ. ภชิสฺสนฺติ อสํยตา ฯ ๓ โป. ม.

ธาริสฺสนฺตฺยวทาตกํ ฯ

๑ โป. ยุ. ปริทหิสฺสติ ฯ ม. ปริธสฺสติ ฯ

Royal Thai

ฤาษีมีชื่อตามโคตรว่า ปัณฑรสะ ได้เห็นภิกษุเป็นอันมาก ที่น่าเลื่อมใสมีตนอันอบรมแล้ว สำรวมด้วยดี จึงได้ถามพระปุสสเถระว่า ในอนาคตภิกษุทั้งหลายในศาสนานี้จักมีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร

กระผมถามแล้วขอจงบอกความข้อนั้นแก่กระผมเถิด?

พระปุสสเถระจึงกล่าวตอบด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า

ดูกรปัณฑรสฤาษี ขอเชิญฟังคำของอาตมา จงจำคำของอาตมาให้ดีอาตมาจะบอกซึ่งข้อความที่ท่านถามถึงอนาคต คือในกาลข้างหน้า ภิกษุเป็นอันมากจักเป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อโอ้อวด ริษยา มีวาทะต่างๆ กัน จักเป็นผู้มีมานะในธรรมที่ยังไม่รู้ทั่วถึงคิดว่าตื้นในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบา ไม่เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน ในกาลข้างหน้า โทษเป็นอันมากจักเกิดขึ้นในหมู่สัตวโลกก็เพราะภิกษุทั้งหลายผู้ไร้ปัญญา จักทำธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วนี้ให้เศร้าหมอง ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว โวหารจัด แกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ก็จักมีขึ้นในสังฆมณฑลภิกษุทั้งหลายในสังฆมณฑล

แม้ที่มีคุณความดี มีโวหารโดยสมควรแก่เนื้อความ มีความละอายบาป ไม่ต้องการอะไรๆ ก็จักมีกำลังน้อยภิกษุทั้งหลายในอนาคตที่ทรามปัญญา ก็จะพากันยินดีเงินทอง ไร่นาที่ดิน แพะ แกะ และคนใช้หญิงชาย จักเป็นคนโง่มุ่งแต่จะยกโทษผู้อื่น ไม่ดำรงมั่นอยู่ในศีล ถือตัว โหดร้าย เที่ยวยินดีแก่การทะเลาะวิวาท จักมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรที่ย้อมสีเขียวแดง เป็นคนลวงโลกกระด้าง เป็นผู้แส่หาแต่ลาภผล เที่ยวชูเขา คือมานะ ทำตนดั่งพระอริยเจ้าท่องเที่ยวไปอยู่ เป็นผู้แต่งผมด้วยน้ำมัน ทำให้มีเส้นละเอียดเหลาะแหละ ให้ยาหยอดและทาตา มีร่างกายคลุมด้วยจีวรที่ย้อมด้วยสีงา สัญจรไปตามตรอกน้อยใหญ่ จักพากันเกลียดชังผ้าอันย้อมด้วยน้ำฝาดเป็นของไม่น่าเกลียด

พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วยินดียิ่งนักเป็นธงชัยของพระอรหันต์ พอใจแต่ในผ้าขาวๆ จักเป็นผู้มุ่งแต่ลาภผลเป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม เห็นการอยู่ป่าอันสงัดเป็นความลำบาก จักใคร่อยู่ในเสนาสนะที่ใกล้บ้าน ภิกษุเหล่าใดยินดีมิจฉาชีพ จักได้ลาภเสมอๆ จักพากันประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น (เที่ยวคบหาราชสกุลเป็นต้นเพื่อให้เกิดลาภแก่ตน) ไม่สำรวมอินทรีย์ เที่ยวไปอนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลายจะไม่บูชาพวกภิกษุที่มีลาภน้อย จักไม่สมคบภิกษุที่เป็นนักปราชญ์มีศีลเป็นที่รัก จักทรงผ้าสีแดง ที่ชนชาวมิลักขะชอบย้อมใช้ พากันติเตียนผ้าอันเป็นธงชัยของตนเสีย บางพวกก็นุ่งห่มผ้าสีขาวอันเป็นธงของพวกเดียรถีย์

อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุเหล่านั้นจักไม่เคารพในผ้ากาสาวะ จักไม่พิจารณาในอุบายอันแยบคายบริโภคผ้ากาสาวะ เมื่อทุกข์ครอบงำ ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว ก็ไม่พิจารณาโดยแยบคาย แสดงอาการยุ่งยากในใจออกมา มีแต่เสียงโอดครวญอย่างใหญ่หลวง เปรียบเหมือนช้างฉัททันต์ ได้เห็นผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ที่นายโสณุตระพราน นุ่งห่มไปในคราวนั้น ก็ไม่กล้าทำร้าย ได้กล่าวคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์มากมายว่า ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งผ้ากาสาวะผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้วตั้งมั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้

ผู้ใดมีศีลวิบัติ มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์กระทำตามความใคร่อย่างเดียว มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควรผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ มีใจตั้งมั่น มีความดำริในใจผ่องใส ผู้นั้นสมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มีจิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟูขึ้นเหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควรจะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น จักควรนุ่งผ้าห่มผ้ากาสาวะอย่างไร อนึ่ง ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายในอนาคต จักเป็นผู้มีจิตใจชั่วร้าย ไม่เอื้อเฟื้อ จักข่มขี่ภิกษุทั้งหลายผู้คงที่ มีเมตตาจิต แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นคนโง่เขลา มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่ ถึงพระเถระให้ศึกษาการใช้สอยผ้าจีวร ก็จักไม่เชื่อฟังพวกภิกษุที่โง่เขลาเหล่านั้น อันพระเถระทั้งหลายให้การศึกษาแล้วเหมือนอย่างนั้น จักไม่เคารพกันและกัน ไม่เอื้อเฟื้อในพระอุปัชฌายาจารย์จักเป็นเหมือนม้าพิการไม่เอื้อเฟื้อนายสารถี ฉะนั้น ในกาลภายหลังแต่ตติยสังคายนา ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ในอนาคต จักปฏิบัติอย่างนี้.

ครั้นพระปุสสเถระแสดงมหาภัยอันจะบังเกิดขึ้น ในกาลภายหลังอย่างนี้แล้ว เมื่อจะให้โอวาทภิกษุที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นอีก จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า

ภัยอย่างใหญ่หลวงที่จะทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ย่อมมาในอนาคตอย่างนี้ก่อน ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ว่าง่าย จงพูดแต่ถ้อยคำที่สละสลวยมีความเคารพกันและกัน มีจิตเมตตากรุณาต่อกัน จงสำรวมในศีลปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวบากบั่นอย่างมั่นเป็นนิตย์ ขอท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาท โดยความเป็นภัย และจงเห็นความไม่ประมาทโดยความเป็นของปลอดภัย แล้วจงอบรมอัฏฐังคิกมรรค เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ย่อมจะบรรลุนิพพานอันเป็นทางไม่เกิดไม่ตาย.

๒. สารีปุตตเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระสารีบุตรเถระ

พระสารีบุตรเถระ ครั้นสำเร็จแห่งสาวกบารมีญาณ ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี

อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทำประโยชน์แก่หมู่สัตว์ วันหนึ่งเมื่อพยากรณ์อรหัตผลโดยมุขะ คือ

ประกาศความประพฤติของตนแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงได้กล่าวคาถาความว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต สารีปุตตเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

Pali (Siam Rath)

๒ ยถาจารี ยถาสโต สติมา

ยถา สงฺกปฺปจริยาย อปฺปมตฺโต

อชฺฌตฺตรโต สุสมาหิตตฺโต

เอโก สนฺตุสิโต ตมาหุ ภิกฺขุํ ฯ

อลฺลํ สุกฺขํ ว ๒ ภุญฺชนฺโต น พาฬฺหํ สุหิโต สิยา

อูนูทโร มิตาหาโร สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ

จตฺตาโร ปญฺจ อาโลเป อภุตฺวา อุทกํ ปิเว

อลํ ผาสุวิหาราย ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน ฯ

กปฺปิยตญฺจ อาเทติ ๓ จีวรํ อิทมตฺถิกํ

อลํ ผาสุวิหาราย ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน ฯ

ปลฺลงฺเกน นิสินฺนสฺส ชณฺณุเก นาภิวสฺสติ

อลํ ผาสุวิหาราย ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน ฯ

โย สุขํ ทุกฺขโต อทฺทกฺขิ ๔ ทุกฺขํ อทฺทกฺขิ สลฺลโต

อุภยนฺตเรน นาโหสิ เกน โลกสฺมิ กึ สิยา ฯ

มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ กุสีโต หีนวีริโย

อปฺปสฺสุโต อนาทโร เกน โลกสฺมิ กึ สิยา ฯ

พหุสฺสุโต จ เมธาวี สีเลสุ สุสมาหิโต

เจโตสมถมนุยุตฺโต อปิ มุทฺธนิ ติฏฺฐตุ ฯ

โย ปปญฺจมนุยุตฺโต ปปญฺจาภิรโต มโน ๑

วิราธยี โส นิพฺพานํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ฯ

โย จ ปปญฺจํ หิตฺวาน นิปฺปปญฺจปเถ รโต

อาราธยี โส นิพฺพานํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ฯ

คาเม วา ยทิ วารญฺเญ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล

ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ ตํ ภูมิรามเณยฺยกํ ฯ

รมณียานิ อรญฺญานิ ยตฺถ น รมตี ชโน

วีตราคา รมิสฺสนฺติ น เต กามคเวสิโน ฯ

นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช ฯ

ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย อสพฺภา จ นิวารเย

สตํ หิ โส ปิโย โหติ อสตํ โหติ อปฺปิโย ฯ

อญฺญสฺส ภควา พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา

ธมฺเม เทสิยมานมฺหิ โสตโมเธสิมตฺถิโก ฯ

ตํ เม อโมฆํ สวนํ วิมุตฺโตมฺหิ อนาสโว

เนว ปุพฺเพนิวาสาย นปิ ทิพฺพสฺส จกฺขุโน ฯ

เจโตปริยายอิทฺธิยา จุติยา อุปปตฺติยา

โสตธาตุวิสุทฺธิยา ปณิธี เม น วิชฺชติ ฯ

รุกฺขมูลํ ว นิสฺสาย มุณฺโฑ สงฺฆาฏิปารุโต

ปญฺญาย อุตฺตโม เถโร อุปติสฺโสว ฌายติ ฯ

อวิตกฺกํ สมาปนฺโน สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก

อริเยน ตุณฺหีภาเวน อุเปโต โหติ ตาวเท ฯ

ยถาปิ ปพฺพโต เสโล อจโล สุปติฏฺฐิโต

เอวํ โมหกฺขยา ภิกฺขุ ปพฺพโตว น เวธติ ฯ

อนงฺคณสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สุจิคเวสิโน

วาลคฺคมตฺตํ ปาปสฺส อพฺภมุตฺตํว ขายติ ฯ

นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ

นิกฺขิปิสฺสํ อิมํ กายํ สมฺปชาโน ปติสฺสโต ฯ

นาภินนฺทามิ มรณํ ฯเปฯ นิพฺพิสํ ภตโก ยถา ฯ

อุภเยนมิทํ มรณเมว นามรณํ ปจฺฉา วา ปุเร วา

ปฏิปชฺชถ มา วินสฺสถ ขโณ โว มา อุปจฺจคา ฯ

นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ

เอวํ โคเปถ อตฺตานํ ขโณ โว มา อุปจฺจคา

ขณาตีตา หิ โสจนฺติ นิรยมฺหิ สมปฺปิตา ฯ

อุปสนฺโต อุปรโต มนฺตภาณี อนุทฺธโต

ธุนาติ ปาปเก ธมฺเม ทุมปตฺตํว มาลุโต ฯ

อุปสนฺโต อุปรโต มนฺตภาณี อนุทฺธโต

อพฺพหิ ๑ ปาปเก ธมฺเม ทุมปตฺตํว มาลุโต ฯ

อุปสนฺโต อนายาโส วิปฺปสนฺนมนาวิโล ๒

กลฺยาณสีโล เมธาวี ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยา ฯ

น วิสฺสเส เอกติเยสุ เอวํ

อคาริสุ ปพฺพชิเตสุ จาปิ

สาธูปิ หุตฺวาน อสาธุ โหนฺติ

อสาธุ หุตฺวา ปุน สาธุ โหนฺติ ฯ

กามจฺฉนฺโท จ พฺยาปาโท ถีนมิทฺธญฺจ ภิกฺขุโน

อุทฺธจฺจํ วิจิกิจฺฉา จ ปญฺจ เต จิตฺตเกลิสา ฯ

ยสฺส สกฺกริยมานสฺส อสกฺกาเรน จูภยํ

สมาธิ น วิกมฺปติ อปฺปมาทวิหาริโน ฯ

ตํ ฌายินํ สาตติกํ สุขุมทิฏฺฐิวิปสฺสกํ

อุปาทานกฺขยารามํ อาหุ สปฺปุริโส อิติ ฯ

มหาสมุทฺโท ปฐวี ปพฺพโต อนิโลปิ จ

อุปมาย น ยุญฺชนฺติ ๓ สตฺถุ วรวิมุตฺติยา ฯ

จกฺกานุวตฺตโก เถโร มหาญาณี สมาหิโต

ปถวาปคฺคิ สมาโน น รชฺชติ น ทุสฺสติ ฯ

ปญฺญาปารมิตํ ปตฺโต มหาพุทฺธิ มหามุนิ ๑

อชโฬ ชฬสมาโน สทา จรติ นิพฺพุโต ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

สมฺปาเทถปฺปมาเทน เอสา เม อนุสาสนี

หนฺทาหํ ปรินิพฺพิสฺสํ วิปฺปมุตฺโตมฺหิ สพฺพธีติ ฯ

สารีปุตฺโต เถโร ฯ

๑ ยุ. ผุสฺสเถโร ฯ ๒ ยุ. จ ฯ ๓ โป. -ฉาเทติ ฯ ม. กปฺปิยํ ตญฺเจ ฉาเทติ ฯ

๔ ยุ. อทฺท ฯ

๑ ยุ. มโค ฯ

๑ ม. อปฺปาสิ ฯ ๒ ม. วิปฺปสนฺโน อนาวิโล ฯ ๓ ม. ยุ. ยุชฺชนฺติ ฯ

Royal Thai

ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริชอบ ไม่ประมาทยินดีแต่เฉพาะกรรมฐานภาวนาอันเป็นธรรมภายใน มีใจมั่นคงอย่างยิ่งอยู่ผู้เดียว ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่าภิกษุภิกษุเมื่อบริโภคอาหารจะเป็นของสดหรือของแห้งก็ตาม ไม่ควรติดใจจนเกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ มีสติอยู่ การบริโภคอาหารยังอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสีย แล้วดื่มน้ำเป็นการสมควรเพื่ออยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว

อนึ่งการนุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ นับว่าเป็นประโยชน์ จัดว่าพอ เป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว การนั่งขัดสมาธินับว่าพอ เป็นการอยู่สบายของภิกษุ ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ภิกษุรูปใดพิจารณาเห็นสุข โดยความเป็นทุกข์ พิจารณาเห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศรปักอยู่ที่ร่าง ความถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนในอทุกขมสุขเวทนา ไม่ได้มีแก่ภิกษุนั้น จะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใดด้วยกิเลสอะไร ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม ได้สดับน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้มาในสำนักของเราแม้ในกาลไหนๆ เลย จะมีประโยชน์อะไรด้วยการให้โอวาทบุคคลเช่นนั้นในหมู่สัตว์โลกนี้

อนึ่ง ขอให้ภิกษุผู้เป็นพหูสูต เป็นปราชญ์ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบใจให้สงบระงับเป็นเนืองนิตย์ จงมาประดิษฐานอยู่บนศีรษะของเราเถิด ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมพลาดนิพพานคันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใด ละธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ยินดีในอริยมรรคอันเป็นทางไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้น ย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นธรรมเกษม จากโยคะอย่างยอดเยี่ยม พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในสถานที่ใด เป็นบ้านหรือป่าก็ตามที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตามสถานที่นั้นเป็นภูมิสถานที่น่ารื่นรมย์ คนผู้แสวงหากามย่อมไม่ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นใด

ท่านผู้ปราศจากความกำหนัด จักยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นนั้น เพราะท่านเหล่านั้นไม่เป็นผู้แสวงหากาม บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญาชี้โทษมีปกติกล่าวข่มขี่ เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อคบกับบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความดีไม่มีชั่วเลย ปราชญ์ก็ควรโอวาทสั่งสอน ควรห้ามผู้อื่นจากธรรมที่มิใช่ของสัตบุรุษ แต่บุคคลเห็นปานนั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสัตบุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของอสัตบุรุษ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้แล้วมีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมแก่ผู้อื่นอยู่ เมื่อพระองค์กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ เราผู้มุ่งประโยชน์ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟัง ฟังของเรานั้นไม่ไร้ประโยชน์

เราเป็นผู้หมดอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นพิเศษ เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพจักขุญาณ เจโตปริยญาณอิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพโสตญาณ อันเป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย แต่คุณธรรมของสาวกทั้งหมดได้มีขึ้นแก่เรา พร้อมกับการบรรลุมรรคผล เหมือนคุณธรรม คือ พระสัพพัญญุตญาณ ได้มีแก่พระพุทธเจ้า ฉะนั้น มียักษ์ตนหนึ่งมากล่าวว่า มีภิกษุหัวโล้นรูปหนึ่งชื่ออุปติสสะเป็นพระเถระผู้อุดมด้วยปัญญา ห่มผ้าสังฆาฏินั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนไม้สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตกในขณะถูกยักษ์ตีศีรษะ ก็ยังประกอบด้วยธรรมคือความนิ่งอย่างประเสริฐ ภูเขาหินล้วนตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

ฉันใด ภิกษุย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาเพราะสิ้นโมหะ ก็ฉันนั้น ความชั่วช้าเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏเหมือนเท่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แก่ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เราไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะจักละทิ้งร่างกายนี้ไป ไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต รอคอยเวลาตายอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงาน ฉะนั้น ความตายนี้มีแน่นอนในสองคราว คือ ในเวลาแก่หรือในเวลาหนุ่ม ที่จะไม่ตายเลยย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญแต่สัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอย่าได้ปฏิบัติผิดพินาศเสียเลยขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เมืองที่ตั้งอยู่ชายแดน

เขาคุ้มครองป้องกันดีทั้งภายนอกและภายในฉันใด ท่านทั้งหลายก็จงคุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปเสียแล้ว ต้องพากันไปเศร้าโศกยัดเยียดอยู่ในนรก ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นโทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมได้เหมือนลมพัดใบไม้ล่วงหล่นไป ฉะนั้น ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นจากโทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ได้ลอยบาปธรรมเสียได้ เหมือนลมพัดใบไม้ล่วงหล่นไป ฉะนั้น ภิกษุผู้สงบระงับละเว้นกองกิเลสและกองทุกข์ ที่เป็นเหตุทำให้เกิดความคับแค้น มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว

มีศีลงาม เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลไม่ควรคุ้นเคย ในบุคคลบางพวกจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม หรือเบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ตอนปลายเป็นคนไม่ดีก็ตาม นิวรณ์ ๕ คือกามฉันทะ ๑พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองจิต สมาธิของภิกษุผู้มีปกติชอบอยู่ด้วยความไม่ประมาทไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยมีผู้สักการะ ๑ ด้วยไม่มีผู้สักการะ ๑ นักปราชญ์เรียกบุคคลผู้เพ่งธรรมอยู่เป็นปกติ พากเพียรเป็นเนืองนิตย์ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาสุขุม สิ้นความยึดถือและความยินดีว่า เป็นสัตบุรุษ มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ และแม้ลม ๑ ไม่ควรเปรียบเทียบความหลุดพ้นกิเลสอย่างประเสริฐของพระศาสดาเลย

พระเถระผู้ยังพระธรรมจักรอันพระศาสดาให้เป็นไปแล้วให้เป็นไปตาม ผู้มีปัญญามาก มีจิตมั่นคง เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและไฟย่อมไม่ยินดียินร้าย ภิกษุผู้บรรลุปัญญาบารมีธรรมแล้ว มีปัญญาเครื่องตรัสรู้มาก เป็นนักปราชญ์ผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นคนเขลา ทั้งไม่เหมือนคนเขลา เป็นผู้ดับความทุกข์ร้อนได้ทุกเมื่อ ท่องเที่ยวไปอยู่ เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดามาก เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็นอนุศาสนีย์ของเรา เรา

พ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว จักปรินิพพาน.

๓. อานันทเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระอานันทเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต อานันทเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

Pali (Siam Rath)

๓ ปิสุเณน จ โกธเนน มจฺฉรินา จ วิภูตินนฺทินา

สขิตํ น กเรยฺย ปณฺฑิโต ปาโป กาปุริเสน สงฺคโม ฯ

สทฺเธน จ เปสเลน จ ปญฺญวตา พหุสฺสุเตน จ

สขิตํ หิ กเรยฺย ปณฺฑิโต ภทฺโท สปฺปุริเสหิ สงฺคโม ฯ

ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ

อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ฯ

พหุสฺสุโต จิตฺตกถี พุทฺธสฺส ปริจารโก

ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต เสยฺยํ กปฺเปติ โคตโม ฯ

ขีณาสโว วิสญฺญุตฺโต สงฺคาตีโต สุนิพฺพุโต

ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ ชาติมรณปารคู ฯ

ยสฺมึ ปติฏฺฐิตา ธมฺมา พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน

นิพฺพานคมเน มคฺเค โสยํ ติฏฺฐติ โคตโม ฯ

ทฺวาสีติ พุทฺธโต คณฺหิ ๑ เทฺวสหสฺสานิ ภิกฺขุโต

จตุราสีติสหสฺสานิ เย เม ธมฺมา ปวตฺติโน ฯ

อปฺปสฺสุโตยํ ๒ ปุริโส พลิวทฺโทว ชีรติ

มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ ปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ ฯ

พหุสฺสุโต อปฺปสุตํ โย สุเตนาติมญฺญติ

อนฺโธ ปทีปธาโรว ตเถว ปฏิภาติ มํ ฯ

พหุสฺสุตํ อุปาเสยฺย สุตญฺจ น วินาสเย

ตํ มูลํ พฺรหฺมจริยสฺส ตสฺมา ธมฺมธโร สิยา ฯ

ปุพฺพาปรญฺญู อตฺถญฺญู นิรุตฺติปทโกวิโท

สุคฺคหีตญฺจ คณฺหาติ อตฺถญฺโจปปริกฺขติ ฯ

ขนฺตฺยา ฉนฺทิกโต โหติ อุสฺสหิตฺวา ตุเลติ ตํ

สมเย โส ปทหติ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ฯ

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ สปฺปญฺญํ พุทฺธสาวกํ

ธมฺมวิญฺญาณมากงฺขํ ตํ ภเชถ ตถาวิธํ ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โกสารกฺโข มเหสิโน

จกฺขุ สพฺพสฺส โลกสฺส ปูชเนยฺโย พหุสฺสุโต ฯ

ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ

ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ ฯ

กายมจฺเฉรครุโน หิยฺยมาเน อนุฏฺฐเห

สรีรสุขคิทฺธสฺส กุโต สมณผาสุตา ฯ

น ปกฺขนฺติ ทิสา สพฺพา ธมฺมา น ปฏิภนฺติ มํ ฯ

คเต กลฺยาณมิตฺตมฺหิ อนฺธการํว ขายติ ฯ

อพฺภตีตสหายสฺส อตีตคตสตฺถุโน

นตฺถิ เอตาทิสํ มิตฺตํ ยถา กายคตา สติ ฯ

เย ปุราณา อตีตา เต นเวหิ น สเมติ เม

สฺวชฺช เอโกว ฌายามิ วสฺสุเปโตว ปกฺขิมา ฯ

ทสฺสนาย อติกฺกนฺเต นานาเวรชฺชเก พหู

มา วารยิตฺถ โสตาโร ปสฺสนฺตุ สมโย มมํ ฯ

ทสฺสนาย อติกฺกนฺเต นานาเวรชฺชเก ปุถู ๒

กโรติ สตฺถา โอกาสํ น นิวาเรติ จกฺขุมา ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เสขภูตสฺส เม สโต

น กามสญฺญา อุปฺปชฺชิ ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เสขภูตสฺส เม สโต

น โทสสญฺญา อุปฺปชฺชิ ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหึ

เมตฺเตน กายกมฺเมน ฉายาว อนุปายินี ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหึ

เมตฺเตน วจีกมฺเมน ฉายาว อนุปายินี ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหึ

เมตฺเตน มโนกมฺเมน ฉายาว อนุปายินี ฯ

พุทฺธสฺส จงฺกมนฺตสฺส ปิฏฺฐิโต อนุจงฺกมึ

ธมฺเม เทสิยมานมฺหิ ญาณํ เม อุทปชฺชถ ฯ

อหํ สกรณีโยมฺหิ เสโข อปฺปตฺตมานโส

สตฺถุ จ ปรินิพฺพานํ โย อมฺหํ อนุกมฺปโก ฯ

ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ

สพฺพาการวรูเปเต สมฺพุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โกสารกฺโข มเหสิโน

จกฺขุ สพฺพสฺส โลกสฺส อานนฺโท ปรินิพฺพุโต ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โกสารกฺโข มเหสิโน

จกฺขุ สพฺพสฺส โลกสฺส อนฺธกาเร ตโมนุโท ฯ

คติมนฺโต สตีมนฺโต ธิติมนฺโต จ โย อิสิ

สทฺธมฺมาธารโก เถโร อานนฺโท รตนากโร ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตาติ ฯ

อานนฺโท เถโร ฯ

อุทฺทานํ

ปุสฺโส อุปติสฺโส อานนฺโท ตโยติเม ปกิตฺติตา

คาถาโย ตตฺถ สงฺขาตา สตํ ปญฺจ จ อุตฺตรีติ ฯ

ตึสนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ

๑ โป. ม. มหามติ ฯ

๑ คณฺหินฺติปิ ทิสฺสติ ฯ ๒ โป. ม. อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส ฯ

๑ โป. ม. ปุถุ ฯ

Royal Thai

บัณฑิต ไม่ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนที่ชอบส่อเสียด มักโกรธตระหนี่ และผู้ปรารถนาให้ผู้อื่นพินาศ เพราะการสมาคมกับคนชั่วเป็นความลามก แต่บัณฑิตควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนผู้มีศรัทธามีศีลน่ารัก มีปัญญา และเป็นคนได้สดับเล่าเรียนมามาก เพราะการสมาคมกับคนดี ย่อมมีแต่ความเจริญอย่างเดียว เชิญดูร่างกายอันมีกระดูก ๓๐๐ ท่อน ซึ่งมีเอ็นใหญ่น้อยผูกขึ้นเป็นโครงตั้งไว้ อันบุญกรรมตบแต่งให้วิจิตร มีแผลทั่วทุกแห่ง กระสับกระส่าย คนโง่เขลาพากันดำริเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น พระอานนทเถระผู้โคตมโคตรเป็นผู้ได้สดับมามาก มีถ้อยคำไพเราะ เป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าปรงภาระลงแล้ว

บรรลุอรหัต สำเร็จการนอน พระอานนทเถระสิ้นอาสวะแล้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเกาะเกี่ยวแล้ว ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว ดับสนิท ถึงฝั่งแห่งชาติและชรา ทรงไว้แต่ร่างกายอันมีในที่สุดธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคลนั้น คือ พระอานนทเถระผู้โคตมะ ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในมรรคเป็นทางไปสู่นิพพาน พระอานนทเถระได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ได้เรียนมาจากสำนักภิกษุมีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ จึงรวมเป็นที่คล่องปากขึ้นใจ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ คนที่เป็นชายมีการศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ย่อมแก่เปล่า เหมือนกับโคที่กำลังแต่เขาไม่ได้ใช้งาน

ฉะนั้น เนื้อย่อมเจริญแก่เขา ปัญญาไม่เจริญแก่เขา ผู้ใดเล่าเรียนมามาก ดูหมิ่นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อยด้วยการสดับ แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เล่าเรียนมาย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไป ฉะนั้น บุคคลควรเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่ศึกษามามาก แต่ไม่ควรทำสุตะที่ตนได้มาให้พินาศเพราะสุตะที่ตนได้มานั้น เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นจึงควรเป็นผู้ทรงธรรม บุคคลผู้รู้อักษรทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย รู้อรรถแห่งภาษิต ฉลาดในนิรุติและบท ย่อมเล่าเรียนธรรมให้เป็นการเล่าเรียนดีและพิจารณาเนื้อความ เป็นผู้กระทำความพอใจ ด้วยความอดทนพยายามพิจารณา ตั้งความเพียรในเวลาพยายาม มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน

บุคคลควรคบหาท่านผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หวังการรู้แจ้ง ธรรมเช่นนั้นเถิด บุคคลผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมแห่งพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ผู้ที่เป็นพหูสูตนั้นเป็นผู้อันมหาชนควรบูชา ภิกษุมีธรรมเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในธรรมค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมไปจากสัทธรรม เมื่อกายและชีวิตของตนเสื่อมไป ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย ติดอยู่ด้วยความสุขทางร่างกาย ไม่ขวานขวายบำเพ็ญเพียร ความผาสุกทางสมณะจักมีแต่ที่ไหน ทิศทั้งหมดไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าในเมื่อท่านธรรมเสนาบดีผู้เป็นกัลยาณมิตร นิพพานแล้ว โลกทั้งหมดนี้ปรากฏเหมือนความมืดมน กายคตาสติย่อมนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว ฉันใด กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว มีพระศาสดานิพพานไปแล้ว ฉันนั้น มิตรเก่าพากันล่วงลับไปแล้ว จิตของเราไม่สมาคมด้วยมิตรใหม่ วันนี้เราจะเพ่งฌาน

อยู่ผู้เดียว เหมือนกับนกที่อยู่ในรังในฤดูฝน ฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระอานนท์ด้วยพระคาถา ๑ พระคาถา ความว่า

เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมาก ที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเทศนาเลย เพราะประชุมชนเหล่านั้นเป็นผู้มุ่งจะฟังธรรม

จงเข้ามาหาเราได้ เวลานี้เป็นเวลาที่จะเห็นเรา.

พระอานนทเถระจึงกล่าวเป็นคาถาต่อไปว่า

พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงประทานโอกาสให้ประชุมชนที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเทศนา ไม่ทรงห้ามเมื่อเรายังเป็นพระเสข-บุคคลอยู่ ๒๕ ปี กามสัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดีเมื่อเรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เราได้อุปฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตากายกรรมเหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตาวจีกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตา มโนกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดำเนินไป เราก็ได้เดินตามไปเบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ฌานเกิดขึ้นแก่เรา เราเป็นผู้มีกิจที่จะต้องทำ ยังเป็นพระเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต พระศาสดาพระองค์ใดเป็นผู้ทรงอนุเคราะห์เรา พระศาสดาพระองค์นั้น ได้เสด็จปรินิพพานไปเสียก่อนแล้ว เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ถือความเป็นผู้ประเสริฐโดยอาการทั้งปวง เสด็จปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้น ได้เกิดมีความหวาดเสียวและได้เกิดขนพองสยองเกล้า.

พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะสรรเสริญพระอานนทเถระ ได้รจนาคาถา ๓ คาถา ความว่า

พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ปรินิพพานไปเสียแล้ว พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรมเป็นผู้รักษาคลังพระธรรม ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เป็นดวงตาของชาวโลกทั่วไป เป็นผู้กำจัดความมืดมนที่เป็นเหตุทำให้ดังคนตาบอดได้แล้ว พระอานนทเถระเป็นผู้มีคติ มีสติและฐิติ เป็นผู้แสวงคุณ เป็นผู้ทรงจำพระสัทธรรมไว้ได้ เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ.

พระอานนทเถระ ก่อนแต่นิพพานได้กล่าวคาถา ความว่า

เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา เราทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสด็จแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว.

__________________

พระเถระ ๓ รูปนี้ คือ พระปุสสเถระ ๑ พระสารีบุตรเถระ ๑ พระอานนทเถระ ๑ท่านนิพนธ์คาถาไว้ในติงสนิบาตนั้น รวม ๑๐๕ คาถา ฉะนั้นแล.

จบ ติงสนิบาต

End of ติงสนิบาต