พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวงศ์
๙. นารทพุทธวงศ์ เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐ (Royal Thai)10/28 in พุทธวงศ์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ นารทพุทธวงศ์ (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 73 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 531–533
๑๑. นารทพุทธวงศ์
ว่าด้วยพระประวัติพระนารทพุทธเจ้า
{๑๐} [๑] สมัยต่อจากพระปทุมศาสดา มีพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์พระนามว่านารทะ เป็นบุคคลผู้ไม่มีใครเปรียบเสมอ[๒] พระองค์เป็นพระเชษฐโอรสที่โปรดปรานของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงสวมใส่อาภรณ์แก้วมณีเสด็จไปยังพระราชอุทยาน[๓] ในพระราชอุทยานนั้น มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสวยงาม พระองค์เสด็จถึงท่ามกลางพระราชอุทยานนั้น แล้วประทับนั่งภายใต้ต้นอ้อยช้างใหญ่[๔] ณ ที่นั้น เกิดพระญาณอันประเสริฐไม่มีที่สุด เปรียบด้วยวิเชียร ทรงพิจารณาสังขารทั้งเปิดเผยทั้งปกปิดด้วยพระญาณนั้น[๕] ทรงลอยกิเลสทั้งปวงโดยไม่เหลือ ณ ที่นั้น ทรงบรรลุพระโพธิญาณทั้งสิ้นและพระพุทธญาณ ๑๔ ครั้ง
[๖] ครั้นทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ได้มีแก่สัตว์ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ[๗] เมื่อพระมหามุนีทรงปราบนาคราชตัวโตเท่าเรือโกลนขนาดใหญ่ ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นในมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก[๘] ในการที่ทรงประกาศธรรมแก่เทวดาและมนุษย์ในกาลนั้น เทวดาและมนุษย์ ๙๐,๐๐๐ โกฏิข้ามความสงสัยทั้งปวงได้[๙] ในกาลเมื่อพระมหาวีรเจ้าตรัสสอนพระราชโอรสของพระองค์ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์ ๘๐,๐๐๐โกฏิ[๑๐] พระนารทะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงมีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกมาประชุมกันจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ[๑๑] ครั้งที่ ๒ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธคุณ พร้อมด้วยเหตุ พระสาวกผู้ปราศจากมลทินมาประชุมกันจำนวน ๙๐,๐๐๐ โกฏิ[๑๒] ครั้งที่ ๓ ในคราวที่เวโรจนนาคราชถวายทานแด่พระศาสดา พระสาวกชินบุตรมาประชุมกันจำนวน ๘๐,๐๐๐ โกฏิ[๑๓] สมัยนั้น เราเป็นชฏิลผู้มีตบะอันรุ่งเรือง ถึงที่สุดในอภิญญา ๕ เหาะไปในอากาศได้
[๑๔] แม้ในกาลนั้น เราก็ถวายข้าวและน้ำให้พระศาสดาเสวยพร้อมด้วยพระสงฆ์และบริวารจนเพียงพอแล้ว ได้บูชาด้วยไม้จันทน์[๑๕-๑๖] แม้พระนารทศาสดาพระนายกของโลกพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราในกาลนั้นว่า "ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น"[๑๗] เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วมีใจยินดีอย่างยิ่ง อธิษฐานวัตรอย่างเลิศเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้ยิ่งขึ้นไป[๑๘] มีพระนครชื่อว่าธัญญวดี พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุเทวะเป็นพระชนกของพระนารทะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระชนนีพระนามว่าอโนมา[๑๙] พระองค์ทรงครอบครองเหย้าเรือนอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงมีปราสาทที่สูงส่ง ๓ องค์ ชื่ออชิตะ ๑ วิชิตะ ๑ อภิรามะ ๑----
- [๑๐] พระนารทะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงมีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครังที่ ๑ พระสาวกมาประชุมกันจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ
- [๑๑] ครั้งที่ ๒ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธคุณพร้อมด้วยเหตุ พระสาวกผู้ปราศจากมลทินมาประชุมกันจำนวน ๙๐,๐๐๐ โกฏิ
- [๑๒] ครั้งที่ ๓ ในคราวที่เวโรจนนาคราชกวายทานแด่พระศาสดาพระสาวกชินบุตรมาประชุมกันจำนวน ๘๐,๐๐๐ โกฏิ
- [๑๓] สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอันรุ่งเรือง ถึงที่สุดในอภิญญา ๕ เหาะไปในอากาศได้
- [๑๔] แม้ในกาลนั้น เราก็ถวายข้าวและน้ำให้พระศาสดาเสวยพร้อมด้วยพระสงฆ์และบริวารชนจนเพียงพอแล้ว ได้บูชาด้วยไม้จันทน์
- [๑๕-๑๖] แม้พระนารทศาสดาพระนายกของโลกพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราในกาลนั้นว่า “ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ...<๑> ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น”
- [๑๗] เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วมีใจยินดีอย่างยิ่งอธิษฐานวัตรอย่างเลิศเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้ยิ่งขึ้นไป
- [๑๘] มีพระนครชื่อว่าธัญญวดี พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุเทวะเป็นพระชนกของพระนารทะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระชนนีพระนามว่าอโนมา
- [๑๙] พระองค์ทรงครอบครองเหย้าเรือนอยู่ ๙,๐๐๐ ปี ทรงมีปราสาทที่สูงส่ง ๓ องค์ ชื่อชิตะ ๑ วิชิตะ ๑ อภิรามะ ๑
[๒๐] มีนางสนมกำนัลใน ๔๓,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าวิชิตเสนาพระราชโอรสพระนามว่านันทุตตระ[๒๑] พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษเห็นนิมิต ๔ประการ จึงเสด็จออกผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน
[๒๒] พระนารทมหาวีรเจ้าพระนายกของโลกอันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ธนัญชอุทยานอันประเสริฐ[๒๓] ทรงมีพระภัททสาลเถระและพระชิตมิตตเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าวาเสฏฐะเป็นพุทธอุปัฏฐาก[๒๔] พระอุตตราเถรีและพระผัคคุนีเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นโพธิที่ตรัสรู้ของพระองค์เรียกกันว่าต้นอ้อยช้างใหญ่[๒๕] อุคครินทอุบาสกและวสภะอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก อินทวรีอุบาสิกาและคัณฑีอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา[๒๖] พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๘๘ ศอก มีพระรัศมีงามเช่นกับทองคำอันลํ้าค่า สว่างไสวไปในหมื่นโลกธาตุ[๒๗] พระองค์มีพระรัศมีซ่านออกจากพระวรกายด้านละวา ซ่านออกไปทั่วทิศน้อยทิศใหญ่แผ่ไปไกล ๑ โยชน์ทั้งกลางวันและกลางคืนทุกเมื่อ[๒๘] สมัยนั้น ในระยะ ๑ โยชน์โดยรอบ ใคร ๆ ไม่ต้องตามประทีปโคมไฟ พระพุทธรัศมีส่องให้สว่างจ้า[๒๙] ในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีอายุ ๙๐,๐๐๐ ปี พระองค์ทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มาก[๓๐] พระศาสนาของพระองค์งามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนท้องฟ้างามวิจิตรด้วยหมู่ดาวฉะนั้น
[๓๑] พระนราสภเจ้าพระองค์นั้นทรงสร้างสะพานคือธรรมไว้มั่นคง สำหรับให้คนที่เหลือดำเนินข้ามกระแสสังสารวัฏแล้วเสด็จปรินิพพาน[๓๒] แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้นและพระขีณาสพผู้มีเดชเทียบไม่ได้เหล่านั้นก็อันตรธานไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ[๓๓] พระนารทชินเจ้าผู้ประเสริฐเสด็จปรินิพพาน ณ สุทัสสนนคร พระสถูปอันประเสริฐสูง ๔ โยชน์ก็ประดิษฐานอยู่ ณ นครนั้น ฉะนี้แล
จบ นารททุทธวงศ์ที่ ๙
๑๒. ปทุมุตตรพุทธวงศ์
ว่าด้วยพระประวัติพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
{๑๑} [๑] สมัยต่อจากพระนารทพุทธเจ้า พระสัมพุทธชินเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์พระนามว่าปทุมุตตระ มีพระคุณนับไม่ถ้วน เปรียบด้วยสาคร[๒] และในกัปที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติเป็นมัณฑกัป กุศลมากจึงได้เกิดในกัปนั้น
- ๑กัป หมายถึงกาลกำหนด จำแนกเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) สุญญกัป กัปที่ว่างจากพระพุทธเจ้า เป็นต้น (๒) อสุญญกัป กัปที่ไม่ว่างจากพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งจำแนกอีกเป็น ๕ คือ (๑) สารกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๑ พระองค์ (๒) มัณฑกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๒ พระองค์ (๓) วรกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๓ พระองค์ (๔) สารมัณฑกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ (๕) ภัทรกัป (ภัททกัป) กัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๗๘) อรรถกถาแห่งพระบาลีอปทาน ภาค ๒ กล่าวว่ามี ๔ (ดู ขุ.อป.อ. ๒/๓๓๐)
End of ๙. นารทพุทธวงศ์