arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวงศ์

๙. นารทพุทธวงศ์ เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐ (Royal Thai)10/28 in พุทธวงศ์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

นวโม นารทพุทฺธวํโส

นารทพุทธวงศ์ที่ ๙

ว่าด้วยพระประวัติพระนารทพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ นารทพุทธวงศ์ (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 73 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

Pali (Siam Rath)

ปทุมสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม

นารโท นาม นาเมน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ

โส พุทฺโธ จกฺกวตฺติสฺส เชฏฺโฐ ทยิตโอรโส

อามุตฺตมณฺยาภรโณ ๓ อุยฺยานํ อุปสงฺกมิ ฯ

ตตฺถาสิ รุกฺโข ๔ วิปุโล อภิรูโป พฺรหา ๕ สุจิ

ตมชฺฌปตฺวา นิสีทิ มหาโสณสฺส เหฏฺฐโต ฯ

ตตฺถ ญาณวรุปฺปชฺชิ อนนฺตํ วชิรูปมํ

เตน วิจินิ สงฺขาเร อุกฺกุชฺชมวกุชฺชตํ ๖ ฯ

ตตฺถ สพฺพกิเลสานิ อเสสมภิวาหยิ

ปาปุณิ เกวลํ โพธึ พุทฺธญาเณ ๗ จ จุทฺทส ฯ

ปาปุณิตฺวาน สมฺโพธึ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ

มหาโทณํ นาคราชํ วินยนฺโต มหามุนิ

ปาฏิเหรํ ตทากาสิ ทสฺสยนฺโต สเทวเก ฯ

ตทา เทวมนุสฺสานํ ตมฺหิ ธมฺมปฺปกาสเน

นวุติโกฏิสหสฺสานิ ๑ ตรึสุ สพฺพสํสยํ ฯ

ยมฺหิ กาเล มหาวีโร โอวทิ สกมตฺรชํ

อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ

สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ นารทสฺส มเหสิโน

โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ

ยทา พุทฺโธ พุทฺธคุณํ สนิทานํ ปกาสยิ

นวุติโกฏิสหสฺสานิ สมึสุ วิมลา ตทา ฯ

ยทา เวโรจโน นาโค ทานํ ททาติ สตฺถุโน

ตทา สมึสุ ชินปุตฺตา อสีติสตสหสฺสิโน ๒ ฯ

อหนฺเตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน

อนฺตลิกฺขจโร อาสึ ปญฺจาภิญฺญาสุ ปารคู ฯ

ตทาปาหํ อสมสมํ สสงฺฆํ สปริชนํ

อนฺนปาเนน ตปฺเปตฺวา จนฺทเนนาภิปูชยึ ฯ

โสปิ มํ ตทา พฺยากาสิ นารโท โลกนายโก

อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป พุทฺโธ ๑ โลเก ภวิสฺสติ ฯ

อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต

ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ

อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต

ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ

เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน

ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ

ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ

อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ

อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ

ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา

โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา

อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ

เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา

อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ

โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ

จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ

นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา

อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ

อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสฺสมสฺส มเหสิโน

อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ

อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ

กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ

ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย

เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ

เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ

อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ

ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย หาเสตฺวาน มานสํ

อธิฏฺฐหึ วตฺตํ อุคฺคํ ทสปารมิปูริยา ฯ

นครํ ธญฺญวตี นาม สุเทโว นาม ขตฺติโย

อโนมา นาม ชนิกา นารทสฺส มเหสิโน ฯ

นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส

ชิโต วิชิตาภิราโม ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ

ติจตฺตาริ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา

วิชิตเสนา นาม สา นารี นนฺทุตฺตโร นาม อตฺรโช ฯ

นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปทสา คมเนน นิกฺขมิ

สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ๑ ฯ

พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต นารโท โลกนายโก

วตฺตจกฺโก มหาวีโร ธนญฺชุยฺยานมุตฺตเม ฯ

ภทฺทสาโล ชิตมิตฺโต อเหสุํ อคฺคสาวกา

วาเสฏฺโฐ นามุปฏฺฐาโก นารทสฺส มเหสิโน ฯ

อุตฺตรา ผคฺคุนี เจว อเหสุํ อคฺคสาวิกา

โพธิ ตสฺส ภควโต มหาโสโณติ วุจฺจติ ฯ

อุคฺครินฺโท วสโภ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา

อินฺทวรี ๑ จ คณฺฑี จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ

อฏฺฐาสีติรตนานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ

กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทสสหสฺสี วิโรจติ ๒ ฯ

ตสฺส พฺยามปฺปภากาโย ๓ นิทฺธาวติ ทิโสทิสํ

นิรนฺตรํ ทิวา รตฺตึ โยชนํ ผรเต สทา ๔ ฯ

น เกจิ เตน สมเยน สมนฺตา โยชเน ชนา

อุกฺกา ปทีเป อุชฺชเลนฺติ พุทฺธรํสีหิ โอตฺถตา ฯ

นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท

ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ

ยถา อุฬุภิ คคนํ วิจิตฺตํ อุปโสภติ

ตเถว สาสนํ ตสฺส อรหนฺเตหิ โสภติ ฯ

สํสารโสตํ ตารณาย เสสเก ปฏิปนฺนเก

ธมฺมเสตุํ ทฬฺหํ กตฺวา นิพฺพุโต โส นราสโภ ฯ

โสปิ พุทฺโธ อสมสโม เตปิ ขีณาสวา อตุลเตชา

สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ

นารโท ชินวุสโภ นิพฺพุโต สุทสฺสเน ปุเร

ตเถว ถูปวโร ๑ จตุโยชนมุคฺคโตติ ฯ

นารทพุทฺธวํโส นวโม ฯ

๑ ม. ยุ. เสสเก อนุสาสิตฺวา ฯ ๒ ม. วทฺธปตฺตํว ฯ ยุ. วุฑฺฒํ ปตฺตํว ฯ

๓ ม. อามุกฺกมาลาภรโณ ฯ ยุ. อามุตฺตมลยาภรโณ ฯ ๔ ม. ยุ. ยสวิปุโล ฯ

๕ ยุ. พฺรหฺมา ฯ ๖ ม. ยุ. ... กุชฺชกํ ฯ ๗ ยุ. พุทฺธญาณญฺจ ฯ

๑ ยุ. ... สหสฺสานํ ฯ ๒ ม. ยุ. ... สิโย ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ

๑ ยุ. โลกนายโก ฯ

๑ ม. อินฺทาวรี จ วณฺฑี จ ฯ ยุ. อินฺทาวรี จ จณฺฑี จ ฯ ๒ ยุ. วิโรจถ ฯ

๓ ม. ยุ. ... กายา ฯ ๔ ยุ. ทิสา ฯ

Royal Thai

สมัยต่อมาจากพระปทุมบรมศาสดา พระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสรรพสัตว์ มีพระนามชื่อว่านารทะ เป็นบุคคลผู้ไม่มีใครเปรียบเสมอ พระองค์เป็นพระเชษฐโอรสที่ทรงโปรดปรานของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงสวมใส่อาภรณ์แก้วมณี เสด็จไปยังพระราชอุทยานในพระราชอุทยานนั้น มีต้นไม้โตใหญ่แผ่กิ่งก้านสวยงาม พระองค์เสด็จถึงท่ามกลางพระราชอุทยานนั้นแล้ว ประทับนั่งภายใต้ต้นอ้อยช้างใหญ่ ณ ที่นั้น เกิดพระญาณอันประเสริฐไม่มีที่สุด เปรียบด้วยวิเชียร ทรงพิจารณาสังขารทั้งเปิดเผยทั้งปกปิดด้วยพระญาณนั้นทรงลอยกิเลสทั้งปวงโดยไม่เหลือ ณ ที่นั้น ทรงบรรลุพระโพธิญาณทั้งสิ้น และพระพุทธญาณ ๑๔ ครั้ง ครั้นทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว

ทรงประกาศธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ เมื่อพระมหามุนีทรงปราบนาคราชผู้มีตัวโตเท่าเรือโกลนใหญ่ ได้ทรงปาฏิหาริย์แสดงให้เห็นในมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลกในการที่ทรงประกาศธรรมแก่เทวดาและมนุษย์ครั้งนั้น เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิข้ามความสงสัยทั้งปวงได้ ในกาลเมื่อพระมหาวีรเจ้าตรัสสอนพระราชโอรสของพระองค์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิ พระนารทบรมศาสดาทรงมีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกแสนโกฏิมาประชุมกันครั้งที่ ๒ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธคุณพร้อมด้วยเหตุ พระสาวกผู้ปราศจากมลทินเก้าหมื่นโกฏิมาประชุมครั้งที่ ๓ ในคราวที่เวโรจในนาคราชถวายทานแด่พระศาสดา พระ-สาวกชินบุตรแปดโกฏิมาประชุมกัน

สมัยนั้นเราเป็นชฏิลผู้มีตบะอันรุ่งเรืองถึงที่สุดในอภิญญา ๕ เหมาะไปในอากาศได้ แม้ครั้งนั้นเราก็ถวายข้าวและน้ำให้พระศาสดาเสวยพร้อมด้วยพระสงฆ์และบริวารชนจนเพียงพอ แล้วได้บูชาด้วยไม้จันทน์ แม้พระนารทบรมศาสดานายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราในครั้งนั้นว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ............... ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว มีใจยินดีอย่างยิ่งอธิษฐานวัตรเป็นอย่างเลิศเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ พระนครชื่อว่าธัญญวดี พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุเทพเป็นพระชนกของพระนารทบรมศาสดา พระนางอโนมาเป็นพระชนนี

พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ปราสาท ชื่อชิตะ วิชิตะ และอภิรามะ มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิชิตเสนา พระราชโอรสพระนามว่านันทุตตระ พระองค์ผู้เป็นบุรุษอุดม ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระนารทมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ธนัญชอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระภัททสาลเถระและพระชิตมิตตเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าวาเสฏฐะ เป็นพระพุทธุปัฏฐาก พระอุตตราเถรีและพระผัคคุนีเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกกันว่าไม้อ้อยช้างใหญ่

อุคครินทอุบาสกและวสภอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก อินทวรีอุบาสิกาและคัณฑีอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีมีพระองค์สูง ๘๘ ศอก มีพระรัศมีงามเช่นกับทองคำล้ำค่าสว่างไสวไปในหมื่นโลกธาตุ พระองค์มีพระรัศมีซ่านออกจากพระวรกายด้านละวา ซ่านออกไปทั่วทิศน้อยใหญ่ แผ่ไปไกลโยชน์หนึ่งทั้งกลางวันกลางคืนทุกเมื่อ สมัยนั้น ในระยะโยชน์หนึ่งโดยรอบ ใครๆ ไม่ต้องตามประทีปโคมไฟ พระพุทธรัศมีส่องให้สว่างจ้าในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมายพระศาสนาของพระองค์งามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนท้องฟ้าย่อมงามวิจิตรด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น พระนราสภพระองค์นั้นทรงสร้างสะพานไว้มั่นคง สำหรับให้คนที่เหลือดำเนินข้ามกระแสสงสารแล้วเสด็จนิพพาน แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้น และพระขีณาสพผู้มีเดชเทียบไม่ได้เหล่านั้นก็หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระนารทชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ สุทัสนนคร พระสถูปอันประเสริฐสูง ๔ โยชน์ก็ประดิษฐานอยู่ ณ นครนั้น ฉะนี้แล.

จบนารทพุทธวงศ์ที่ ๙

End of ๙. นารทพุทธวงศ์