ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๖๖–๔๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๕ ในเถรีคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เถรีคาถาย โสฬสกนิปาโต
เถรีคาถา โสฬสกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต
ปุณณิกาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางปุณณิกาเถรี
พระปุณณิกาเถรีกล่าวว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต ปุณณิกาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ อุทกหารี ๑ อหํ สีเต สทา อุทกโมตรึ
อยฺยานํ ทณฺฑภยภีตา วาจาโทสภยฏฺฏิตา ฯ
กสฺส พฺราหฺมณ ตฺวํ ภีโต สทา อุทกโมตริ
เวธมาเนหิ คตฺเตหิ สีตํ เวทยเส ภุสํ ฯ
ชานนฺตี จ ตุวํ โภติ ปุณฺณิเก ปริปุจฺฉสิ
กโรนฺตํ กุสลํ กมฺมํ รุนฺธนฺตํ กมฺมปาปกํ ฯ
โย จ วุฑฺโฒ [๒] ทหโร วา ปาปกมฺมํ ปกุพฺพติ
อุทกาภิเสจนา ๓ โสปิ ปาปกมฺมา ปมุจฺจติ ฯ
โก นุ เต อิทมกฺขาสิ อชานนฺตสฺส อชานโก
อุทกาภิเสจนา ๓ นาม ปาปกมฺมา ปมุจฺจติ
สคฺคํ นูน คมิสฺสนฺติ สพฺเพ มณฺฑูกกจฺฉปา
นาคา จ สสสุมารา จ เย จญฺเญ อุทเก จรา ฯ
โอรพฺภิกา สูกริกา มจฺฉิกา มิคพนฺธกา
โจรา จ วชฺฌฆาตา จ เย จญฺเญ ปาปกมฺมิโน
อุทกาภิเสจนา ๓ เตปิ ปาปกมฺมา ปมุจฺจเร ฯ
สเจ อิมา นทิโย เต ปาปํ ปุพฺเพ กตํ วเหยฺยุํ ๔
ปุญฺญํปิมา วเหยฺยุํ เต ๑ เตน ตฺวํ ปริพาหิโร อสฺส ๒ ฯ
ยสฺส พฺราหฺมณ ตฺวํ ภีโต สทา อุทกโมตริ
ตเมว พฺรเหฺม มากาสิ มา เต สีตํ ฉวึ หเน ฯ
กุมคฺคปฏิปนฺนํ มํ อริยมคฺคํ สมานยิ
อุทกาภิเสจนํ ๓ โภติ อิมํ สาฏกํ ททามิ เต ฯ
ตุเยฺหว สาฏโก โหตุ นาหมิจฺฉามิ สาฏกํ ฯ
สเจ ภายสิ ทุกฺขสฺส สเจ เต ทุกฺขมปฺปิยํ
มากาสิ ปาปกํ กมฺมํ อาวิ วา ยทิ วา รโห ฯ
สเจ จ ปาปกํ กมฺมํ กริสฺสสิ กโรสิ วา
น เต ทุกฺขา ปมุตฺยตฺถิ อุเปจฺจาปิ ปลายโต ฯ
สเจ ภายสิ ทุกฺขสฺส สเจ เต ทุกฺขมปฺปิยํ
อุเปหิ พุทฺธํ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ
สมาทิยาหิ สีลานิ ตนฺเต โมกฺขาย ๔ เหสฺสติ ฯ
พฺรหฺมพนฺธุ ปุเร อาสึ อชฺชมฺหิ สจฺจ พฺราหฺมโณ
เตวิชฺโช เวทสมฺปนฺโน โสตฺถิโย จมฺหิ นฺหาตโก ฯ
ปุณฺณิกา ๕ ฯ
โสฬสกนิปาโต สมตฺโต ฯ
_______________________
๑ ม. อุทหารี ฯ [๒] โป. ยุ. วา ฯ ๓ ม. ทกาภิเสจนา ฯ ๔ ม. พหุํ ฯ
๑ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ ม. ทกาภิเสจนา ฯ
๔ ม. ยุ. อตฺถาย เหหิติ ฯ ๕ ม. ปุณฺณา ฯ
เราเป็นหญิงตักน้ำ กลัวต่อภัย คืออาญาของนาย และถูกภัย คือ วาจาและโทสะของนายบีบคั้นแล้ว จึงลงตักน้ำในฤดูหนาวทุกเมื่อ ดูกรพราหมณ์ ท่านกลัวต่อใครเล่าจึงลงตักน้ำทุกเมื่อ ท่านมีตัวอันสั่นเทา
เสวยทุกข์ คือความหนาวอันร้ายกาจ.
พราหมณ์กล่าวว่า
ดูกรนางปุณณิกาผู้เจริญ ก็เมื่อท่านรู้อยู่ว่าเราผู้ทำซึ่งกุศลกรรมอันห้ามซึ่งบาปกรรม จะสอบถามเราทำไม ก็ผู้ใดเป็นคนแก่หรือคนหนุ่มทำบาปกรรมไว้ แม้ผู้นั้นก็ย่อมพ้นจากบาปกรรมได้ด้วยการอาบน้ำ.
พระปุณณิกาเถรีกล่าวว่า
ก็ใครหนอบอกความนี้แก่ท่านผู้ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็เมื่อบุคคลจะพ้นจากบาปกรรมได้เพราะการอาบน้ำ กบ เต่า นาค จรเข้ และสัตว์เหล่าอื่นที่เที่ยวไปในแม่น้ำ ก็จักพากันไปสู่สวรรค์แน่นอน พวกคนฆ่าเนื้อทรายเลี้ยงชีวิต คนฆ่าสุกร พวกชาวประมง พวกพรานเนื้อ พวกโจรพวกนายเพชฌฆาต และคนที่มีกรรมอันเป็นบาปเหล่าอื่น แม้คนเหล่านั้นก็พึงพ้นจากบาปกรรมเพราะการอาบน้ำ ถ้าแม้น้ำเหล่านี้ พึงนำบาปที่ท่านทำไว้แล้วในกาลก่อนไปได้ไซร้ แม้น้ำเหล่านี้ก็พึงนำบุญมาให้ท่านบ้างเพราะเหตุนั้น ท่านพึงเป็นผู้เหินห่างจากพระศาสนา ดูกรพราหมณ์ท่านกลัวต่อบาปกรรมอันใด จึงลงอาบน้ำทุกเมื่อ ท่านอย่าได้ทำบาปกรรม
อันนั้นเลย ความหนาวอย่าได้เบียดเบียนผิวของท่าน.
พราหมณ์กล่าวว่า
ท่านนำข้าพเจ้าผู้เดินทางผิดไปสู่อริยมรรค ดูกรนางปุณณิกาผู้เจริญ
ข้าพเจ้าขอถวายผ้าสาฏกสำหรับสรงน้ำนี้แก่ท่าน.
พระปุณณิกาเถรีกล่าวว่า
ผ้าสาฏกจงเป็นของท่านตามเดิมเถิด เราไม่ประสงค์ผ้าสาฏก ถ้าท่านกลัวต่อทุกข์ ถ้าท่านเกลียดทุกข์ ท่านอย่าทำกรรมอันเป็นบาปทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับ ก็ถ้าท่านจักทำหรือกำลังทำกรรมอันเป็นบาปไซร้ แม้ท่านจะเหาะหนีไปในอากาศ ก็จักไม่พ้นทุกข์ได้เลย ถ้าท่านกลัวต่อทุกข์ถ้าท่านไม่ชอบทุกข์ จงเข้าถึงพระพุทธเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ผู้คงที่เป็นสรณะ จงสมาทานศีลทั้งหลาย สรณคมน์และการสมาทานศีล
ของท่าน จักเป็นไปเพื่อความพ้นจากทุกข์.
พราหมณ์กล่าวว่า
เมื่อก่อนเราเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม วันนี้เราได้เป็นพราหมณ์จริงๆ เราเป็นผู้มีวิชชา ๓ สมบูรณ์ด้วยเวท มีความสวัสดี มีบาปอันล้างแล้ว.
จบ โสฬสกนิบาต.
เถรีคาถาย วีสตินิปาโต
๑. เถรีคาถา วิสตินิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในวีสตินิบาต
อัมพปาลีเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางอัมพปาลีเถรี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต อัมพปาลีเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ กาฬกา ภมรวณฺณสทิสา
เวลฺลิตคฺคา มม มุทฺธชา อหุํ
เต ชราย สาณวากสทิสา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
วาสิโตว สุรภิกรณฺฑโก
ปุปฺผปูรํ มม อุตฺตมงฺคภูโต ๑
ตํ ชรายถ สโลมคนฺธิกํ
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
กานนํว สหิตํ สุโรปิตํ
โกจฺฉสูจิวิจิตฺตคฺคโสภิตํ
ตํ ชราย วิรฬํ ตหึ ตหึ
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
สณฺหคนฺธกสุวณฺณมณฺฑิตํ ๒
โสภเต สุ เวณีหิ อลงฺกตํ
ตํ ชราย ขลิตํ สิรํ กตํ
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
จิตฺตการสุกตาว เลขิตา
โสภเต ๓ สุ ภมุกา ปุเร มม
ตา ชราย วลีหิ ปลมฺพิตา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
ภสฺสรา สุรุจิรา ยถา มณิ
เนตฺตาเหสุํ อภินีลมายตา
เต ชรายภิหตา น โสภเต ๑
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
สณฺหตุงฺคสทิสี จ นาสิกา
โสภเต สุ อภิโยพฺพนํ ปติ
สา ชราย อุปกูลิตา วิย
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
กงฺกณํว สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ
โสภเต ๑ สุ มม กณฺณปาฬิโย ปุเร ๒
ตา ชราย วลีหิ ปลมฺพิตา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
ปตฺตลิมกุลวณฺณสทิสา
โสภเต สุ ทนฺตา ปุเร มม
เต ชราย ขณฺฑา ยวปีตกา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
กานนสฺมึ วนสณฺฑจาริณี
โกกิลาว มธุรํ นิกูชิตํ ๑
ตํ ชราย ขลิตํ ตหึ ตหึ
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
สณฺฐกมฺมุทีว ๒ สุปฺปมชฺชิตา
โสภเต สุ คีวา ปุเร มม
สา ชราย ภคฺคา วินามิตา ๓
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
วฏฺฏปลิฆสทิโสปมา อุโภ
โสภเต สุ พาหา ปุเร มม
ตา ชราย ยถา ปาฏลิปฺปลิตา ๔
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
สณฺหมุทฺทิกาสุวณฺณมณฺฑิตา
โสภเต สุ หตฺถา ปุเร มม
เต ชราย ยถา มูลมูลิกา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
ปีนวฏฺฏสหิตุคฺคตา อุโภปิ ๕
โสภเต สุ ถนกา ปุเร มม
เถรีติ ว ๖ ลมฺพนฺเตโนทกา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
กญฺจนสฺส ผลกํว สุมฏฺฐํ ๑
โสภเต สุ กาโย ปุเร มม
โส วลีหิ สุขุมาหิ โอตโต
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
นาคโภคสทิโสปมา อุโภ
โสภเต สุ อูรู ปุเร มม
ตา ๒ ชราย ยถา เวฬุนาฬิโย
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
สณฺหนูปุรสุวณฺณมณฺฑิตา
โสภเต สุ ชงฺฆา ปุเร มม
ตา ชราย ติลทณฺฑการิว
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
ตูลปุณฺณสทิโสปมา อุโภ
โสภเต สุ ปาทา ปุเร มม
เต ชราย ผุฏิกา วลีมตา
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา ฯ
เอทิโส อหุ อยํ สมุสฺสโย
ชชฺชโร พหุทุกฺขานมาลโย
โสปเลปปติโต ชราฆโร
สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญาถ ฯ
อมฺพปาลี ฯ
๑ ม. อุตฺตมงฺคโช ฯ ๒ ม. กณฺหขนฺธก ... ฯ ๓ ม. โสภเร ฯ
๑ ม. โสภเร ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
๑ ม. นิกูชิหํ ฯ ๒ ม. สณฺหกมฺพุริว ฯ ๓ ยุ. วินาสิตา ฯ ๔ ม. ปาฏลิพฺพลิตา ฯ
๕ ม. ยุ. ปิสทฺโท นตฺถิ ฯ ๖ ม. เถวิกีว ลมฺพนฺติ โนทกา ฯ
๑ ม. สมฺมฏฺฐํ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. เต ฯ
เมื่อก่อน ผมของเรามีสีดำ คล้ายกับสีปีกแมลงภู่ มีปลายงอน เดี๋ยวนี้กลายเป็นเช่นปอเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนมวยผมของเรามีกลิ่นหอม ดุจอบด้วยดอกมะลิเป็นต้น เต็มด้วยดอกไม้ เดี๋ยวนี้มีกลิ่นเหมือนขนกระต่ายเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน ผมของเรามีปลายอันงาม วิจิตรด้วยหวีและเครื่องปักผมเหมือนป่าไม้อันปลูกเป็นแถวงามสะพรั่ง เดี๋ยวนี้กลายเป็นผมโกร๋นในที่นั้นๆ พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน ผมของเราประดับด้วยมวยผมอันงดงาม
ดังประดับด้วยทองคำอันละเอียด มีกลิ่นหอม เดี๋ยวนี้ ล้านตลอดหัวเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนคิ้วของเรางดงามคล้ายรอยเขียนอันนายช่างเขียนดีแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็นคิ้วคดเคี้ยวเหมือนเถาวัลย์เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนนัยน์ตาของเราดำขลับ เหมือนนิลมณีรุ่งเรืองงาม เดี๋ยวนี้ถูกชราขจัดแล้วไม่งามเลย พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อเวลาเรายังรุ่นสาวจมูกของเราโด่งงาม เหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้ กลับห่อเหี่ยวไปเหมือนจมหายเข้าไปในศีรษะเพราะชรา
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนใบหูของเรางดงามเหมือนตุ้มหูที่ทำเสร็จเรียบร้อยดี เดี๋ยวนี้กลับหย่อนยานเหมือนเอาเถาวัลย์ห้อยไว้เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน ฟันของเราขาวงามดีเหมือนสีดอกมะลิตูม เดี๋ยวนี้กลายเป็นฟันหักและมีสีเหลืองเพราะชราพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน เราพูดเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกดุเหว่า อันมีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ร่ำร้องอยู่ในป่าใหญ่ฉะนั้น เดี๋ยวนี้คำพูดของเราพลาดไปทุกๆ คำเพราะชรา
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริงเป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน คอของเรางดงามกลมเกลี้ยงเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว เดี๋ยวนี้ย่นเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนแขนทั้งสองของเรางดงามเปรียบดังกลอนเหล็กอันกลมฉะนั้น เดี๋ยวนี้ลีบคดดุจฝักแคฝอยเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริงเป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน มือทั้งสองของเราประดับด้วยแหวนทองคำงดงาม เดี๋ยวนี้เป็นเหมือนเหง้ามันเพราะชราพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน ถันทั้งคู่ของเราเต่งตั่งกลมกลึงชิดสนิทกัน
และมีปลายงอนขึ้นงดงาม เดี๋ยวนี้กลับหย่อนเหมือนผลน้ำเต้าเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่นเมื่อก่อน กายของเราเกลี้ยงเกลา งดงาม เหมือนแผ่นทองที่ขัดดีแล้วเดี๋ยวนี้สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นอันละเอียดเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนขาอ่อนทั้งสองของเรางดงามเปรียบเหมือนงวงช้าง เดี๋ยวนี้เป็นปุ่มเป็นปมเหมือนข้อไม้ไผ่เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อนแข้งทั้งสองของเรา ประดับด้วยกำไลทองคำอันเกลี้ยงเกลางดงาม เดี๋ยวนี้กลับเหี่ยวแห้งเหมือนต้นงาเพราะชรา
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับ-กลายเป็นอย่างอื่น เมื่อก่อน เท้าทั้งสองของเรางดงามอุปมาเช่นกับปุยนุ่นเพราะความที่เท้าอ่อนนุ่ม เดี๋ยวนี้กลับแตกเป็นริ้วรอยงองุ้มดังเถาวัลย์เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น ร่างกายของเรานี้เนื่องด้วยความหย่อน เป็นที่อยู่แห่งทุกข์มาก เป็นสภาพตกไปจากเครื่องลูบไล้ เป็นดุจเรือนอันคร่ำคร่าพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสจริง เป็นคำจริงแท้ไม่กลับกลายเป็น
อย่างอื่น.
๒. โรหิณีเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางโรหิณีเถรี
บิดาถามเราว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต โรหิณีเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๒ สมณาติ โภติ มํ ๑ วิปสฺสิ สมณาติ ปฏิพุชฺฌสิ
สมณานเมว กิตฺเตสิ สมณี นูน ภวิสฺสสิ ฯ
วิปุลํ อนฺนญฺจ ปานญฺจ สมณานํ ปเวจฺฉสิ
โรหิณิ ทานิ ปุจฺฉามิ เกน เต สมณา ปิยา ฯ
อกมฺมกามา อลสา ปรทตฺตูปชีวิโน ๒
อาสํสุกา สาธุกามา เกน เต สมณา ปิยา ฯ
จิรสฺสํ วต มํ ตาต สมณานํ ปริปุจฺฉสิ
เตสนฺเต กิตฺตยิสฺสามิ ปญฺญาสีลปรกฺกมํ ฯ
กมฺมกามา อนลสา กมฺมเสฏฺฐสฺส การกา
ราคโทสํ ปชหนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
ตีณิ ปาปสฺส มูลานิ ธุนนฺติ สุจิการิโน
สพฺพปาปํ ปหีเนสํ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
กายกมฺมํ สุจิ เนสํ วจีกมฺมญฺจ ตาทิสํ
มโนกมฺมํ สุจิ เนสํ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
วิมลา สงฺขมุตฺตาว สุทฺธา สนฺตรพาหิรา
ปุณฺณา สุกฺเกหิ ธมฺเมหิ ๓ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
พหุสฺสุตา ธมฺมธรา อริยา ธมฺมชีวิโน
อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
พหุสฺสุตา ธมฺมธรา อริยา ธมฺมชีวิโน
เอกคฺคจิตฺตา สติมนฺโต เตน เม สมณา ปิยา ฯ
ทูรงฺคมา สติมนฺโต มนฺตภาณี อนุทฺธตา่
ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
ยมฺหา คามา ปกฺกมนฺติ น วิโลเกนฺติ กิญฺจนํ
อนเปกฺขาว คจฺฉนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
น เต สํ โกฏฺเฐ โอเสนฺติ ๑ น กุมฺภึ น กโฬปิยํ
ปรินิฏฺฐิตเมสานา เตน เม สมณา ปิยา ฯ
น เต หิรญฺญํ คณฺหนฺติ น สุวณฺณํ น รูปิยํ
ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
นานากุลา ปพฺพชิตา นานาชนปเทหิ จ
อญฺญมญฺญํ ปิยายนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ
อตฺถาย วต โน โภติ กุเล ชาตาสิ โรหิณิ ๒-
สทฺธา พุทฺเธ จ ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา ฯ
ตุวํ เหตํ ปชานาสิ ปุญฺญกฺเขตฺตํ อนุตฺตรํ
อมฺหํปิ เอเต สมณา ปฏิคฺคณฺหนฺติ ทกฺขิณํ
ปติฏฺฐิโต เหตฺถ ยญฺโญ วิปุโล โน ภวิสฺสติ ฯ
สเจ ภายสิ ทุกฺขสฺส สเจ เต ทุกฺขมปฺปิยํ
อุเปหิ พุทฺธํ ๓ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ
สมาทิยาหิ สีลานิ ตนฺเต อตฺถาย เหหิติ ฯ
อุเปมิ พุทฺธํ ๑ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ
สมาทิยามิ สีลานิ ตํ เม อตฺถาย เหหิติ ฯ
พฺรหฺมพนฺธุ ปุเร อาสึ โส อิทานิมฺหิ พฺราหฺมโณ
เตวิชฺโช โสตฺถิโย จมฺหิ เวทคู จมฺหิ นฺหาตโก ฯ
โรหิณี ฯ
๑ ม. โภติ สุปิ ฯ ๒ โป. ยุ. ปรทตฺโต ... ฯ ๓ ม. ยุ. สุกฺกาน ธมฺมานํ ฯ
๑ โป. ม. โอเปนฺติ ฯ ๒ ม. โรหิณี ฯ ๓ ม. อุเปหิ สรณํ พทฺธํ ฯ
ดูกรแม่โหริณีผู้เจริญ เจ้าเห็นสมณะนี้ว่าเป็นสมณะ รู้สึกว่าเป็นสมณะสรรเสริญสมณะทั้งหลาย เจ้าเห็นจักเป็นสมณะเป็นแน่แท้ เจ้าได้ถวายข้าวน้ำอันไพบูลย์แก่สมณะทั้งหลาย ดูกรแม่โรหิณี บัดนี้ เราจักขอถามเจ้า เพราะเหตุไร สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของเจ้า สมณะล้วนแต่เป็นผู้ไม่ใคร่ต่อการงาน เกียจคร้าน อาศัยสิ่งของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีวิตเป็นผู้มีความหวังอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น แต่คนอื่นใคร่ต่ออาหารอันอร่อยดี เพราะเหตุไร สมณะทั้งหลาย จึงเป็นที่รักของข้าพเจ้า?
เราตอบท่านว่า
ข้าแต่คุณพ่อ คุณพ่อถามดิฉันถึงคุณความดีของสมณะทั้งหลายมานานแล้ว ดิฉันจักชี้แจงคุณความดี คือ ปัญญา ศีล และความบากบั่นของสมณะเหล่านั้นให้ทราบ สมณะทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ต่อการงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่การงานงานประเสริฐสุด ย่อมละราคะและโทสะได้ เพราะเหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายย่อมกำจัดรากเหง้าทั้ง ๓ ของบาป มีปกติทำแต่กรรมอันสะอาด ละบาปกรรมทั้งปวงได้แล้ว เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน กายกรรมวจีกรรม และมโนกรรมของสมณะเหล่านั้น ล้วนแต่สะอาด เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายล้วนแต่ปราศจากมลทิน เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอก บริบูรณ์ด้วยธรรมขาว เพราะเหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นพหูสูตทรงธรรม เป็นผู้ประเสริฐเลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม แสดงอรรถและธรรมให้ฟัง เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นพหูสูตทรงธรรมเป็นผู้ประเสริฐเลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม มีจิตแน่วเป็นอารมณ์เดียว มีสติ เพราะเหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นผู้ไปไกล มีสติพูดพอประมาณ ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ทั่วถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายหลีกไปจากบ้านใด ย่อมไม่กังวลถึงสัตว์หรือสังขารอะไรในบ้านนั้น
เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยหลีกไปเพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายย่อมไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในฉาง ไม่สะสมไว้ในหม้อ ไม่สะสมไว้ในกระเช้าเที่ยวแสวงหาแต่อาหารที่สำเร็จแล้ว เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายท่านไม่รับเงินไม่รับทอง ไม่รับรูปิยะเยียวยาอัตภาพด้วยอาหารอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายออกบวชจากตระกูลต่างๆกัน และจากชนบทต่างๆ กัน แต่ย่อมรักใคร่กันและกันดี เพราะเหตุนั้น
สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน.
บิดากล่าวกะเราต่อไปว่า
ดูกรลูกโรหิณีผู้เจริญ เจ้าเกิดในตระกูลของเราเพื่อประโยชน์แก่เราหนอเพราะเจ้าเป็นผู้มีศรัทธา และมีความเคารพอย่างแรงกล้าในพระพุทธเจ้าพระธรรม และพระสงฆ์ และเจ้าย่อมรู้จักพระสงฆ์ว่าเป็นเขตบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ขอให้สมณะเหล่านั้นรับทักษิณาทานของเราบ้างเพราะไทยธรรมที่เราตั้งไว้แล้วในสมณะเหล่านั้น จักมีผลไพบูลย์แก่เรา.
เรากล่าวกะบิดาอย่างนี้ว่า
ถ้าคุณพ่อกลัวต่อทุกข์ ถ้าคุณพ่อเกลียดทุกข์ จงเข้าถึงพระพุทธเจ้ากับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ผู้คงที่ว่าเป็นสมณะ จงสมาทานศีล ด้วยว่าสรณคมน์ และการสมาทานศีล จักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คุณพ่อ.
บิดาได้กล่าวกะเราว่า
พ่อจะเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ผู้คงที่ว่าเป็นสรณะและจะสมาทานศีล เพราะสรณคมน์และการสมาทานศีลนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เรา เมื่อก่อนเราเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นพราหมณ์แล้ว เราเป็นผู้มีวิชชา ๓ มีความสวัสดีถึงฝั่งแห่งเวท และ
เป็นผู้ล้างบาปได้แล้ว.
๓. จาปาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางจาปาเถรี
ท่านอุปกะกล่าวว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต จาปาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๓ ลฏฺฐิหตฺโถ ปุเร อาสึ โส ทานิ มิคลุทฺทโก
อาสาย ปลิปา โฆรา นาสกฺขึ ปารเมตเส ๒ ฯ
สุมตฺตํ มํ มญฺญมานา จาปา ปุตฺตมโตสยิ
จาปาย พนฺธนํ เฉตฺวา ปพฺพชิสฺสํ ปุเร ๓ อหํ ฯ
มา เม กุชฺฌ มหาวีร มา เม กุชฺฌ มหามุนิ
น หิ โกธปเรตสฺส สุทฺธิ อตฺถิ กุโต ตโป ฯ
ปกฺกมิสฺสญฺจ นาลาโต โกธ นาลาย วจฺฉติ
พนฺธนฺตี อิตฺถิรูเปน สมเณ ธมฺมชีวิโน ฯ
เอหิ กาฬ นิวตฺตสฺสุ ภุญฺช กาเม ยถา ปุเร
อหํ จ เต วสีกตา เย จ เม สนฺติ ญาตกา ฯ
เอตฺโต เจว จตุพฺภาคํ ยถา ภาสสิ ตํ จาเป ๔
ตยิ รตฺตสฺส โปสสฺส อุฬารํ วต ตํ สิยา ฯ
กาฬงฺคินึว ตกฺการึ ปุปฺผิตํ คิริมุทฺธนิ
ผุลฺลํ ทาลิมลฏฺฐึว อนฺโตทีเปว ปาฏลึ
หริจนฺทนลิตฺตงฺคึ กาสิกุตฺตมธารินึ
ตํ มํ รูปวตึ สนฺตึ กสฺส โอหาย คจฺฉสิ ฯ
สากุณิโกว สกุณํ ๑ ยถา พนฺธิตุมิจฺฉติ
อาหริเมน รูเปน น มํ ตฺวํ พาธยิสฺสสิ ฯ
อิมญฺจ เม ปุตฺตผลํ กาฬ อุปฺปาทิตํ ตยา
ตํ มํ ปุตฺตวตึ สนฺตึ กสฺส โอหาย คจฺฉสิ ฯ
ชหนฺติ ปุตฺเต สปฺปญฺญา ตโต ญาตี ตโต ธนํ
ปพฺพชนฺติ มหาวีรา นาโค เฉตฺวาว พนฺธนํ ฯ
อิทานิ เต อิมํ ปุตฺตํ ทณฺเฑน ฉุริกาย วา
ภูมิยํ ว นิสุมฺเภยฺยํ ๒ ปุตฺตโสกา น คจฺฉสิ ฯ
สเจ ปุตฺตํปิ สิคาลานํ กุกฺกุรานํ ปทาหิสิ
น มํ ปุตฺตกเต ชมฺมิ ปุนราวตฺตยิสฺสสิ ฯ
หนฺท โข ทานิ ภทนฺเต กุหึ กาฬ คมิสฺสสิ
กตมํ คามํ นิคมํ นครํ ราชธานิโย ฯ
อหุมฺห ปุพฺเพ คณิโน อสมณา สมณมานิโน
คาเมน คามํ วิจริมฺห นคเร ราชธานิโย ฯ
เอโส หิ ภควา พุทฺโธ นทึ เนรญฺชรํ ปติ
สพฺพทุกฺขปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ
ตสฺสาหํ สนฺติเก ๓ คจฺฉํ โส เม สตฺถา ภวิสฺสติ ฯ
วนฺทนํ ทานิ วชฺชาสิ ๔ โลกนาถํ อนุตฺตรํ
ปทกฺขิณญฺจ กตฺวาน อาทิเสยฺยาสิ ทกฺขิณํ ฯ
เอตํ โข ลพฺภมเมฺหหิ ยถา ภาสสิ ตํ จาเป ๑
วนฺทนํ ทานิ เต วชฺชํ โลกนาถํ อนุตฺตรํ
ปทกฺขิณญฺจ กตฺวาน อาทิสิสฺสามิ ทกฺขิณํ ฯ
ตโต จ กาโฬ ปกฺกามิ นทึ เนรญฺชรํ ปติ
โส อทฺทสาสิ สมฺพุทฺธํ เทเสนฺตํ อมตํปทํ
ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ
อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ
ตสฺส ปาทานิ วนฺทิตฺวา กตฺวาน นํ ปทกฺขิณํ
จาปาย อาทิสิตฺวาน ปพฺพชิ อนคาริยํ ฯ
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
จาปา ฯ
๑ ม. อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ฯ ๒ ม. ปารเมตเว ฯ ๓ ม. ยุ. ปุโน มหํ ฯ ๔ ม. เอตฺโต
จาเป จตุพฺภาคํ ยถา ภาสสิ ตฺวํ จ เม ฯ
๑ ม. ยุ. สากุนฺติโกว สกุณึ ฯ ๒ ม. ภูมิยํ วา นิสุมฺภิสฺสํ ฯ ๓ ม. สนฺติกํ ฯ
๔ ยุ. วนฺทนํ ทานิ เม วชฺชาสิ ฯ
เมื่อก่อนเราถือไม้เท้า เดี๋ยวนี้เราเป็นพรานเนื้อ เราไม่อาจออกจากเปือกตมอันร้ายกาจข้ามไปยังฝั่งโน้นด้วยความหวังได้ เมื่อก่อนนางจาปาดูหมิ่นเราว่า เป็นผู้มัวเมา ได้ปลอบบุตรเยาะเย้ยเรา เราจึงตัดเครื่องผูกของนาง
จาปาแล้วออกบวช.
เรากล่าวว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงอย่าโกรธเราเลย ข้าแต่ท่านมหามุนี ขอท่านจงอย่าโกรธเราเลย เพราะว่าผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำย่อมไม่มีความบริสุทธิ์ตบะจักมีมาแต่ไหน ก็เราจักหลีกไปสู่บ้านนาลา ใครในที่นี้จักไปยังบ้านนาลาบ้าง ชนทั้งหลายย่อมผูกสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดยชอบธรรมไว้ด้วยมารยาหญิง ดูกรท่านกาฬะท่านจงกลับมาเถิด จงมาบริโภคกามสุขเหมือนในกาลก่อน เราและพวกญาติของเราทั้งหมดจักยอมอยู่ใต้อำนาจ
ของท่าน.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูกรนางจาปา เจ้าพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้นจะพึงเป็นถ้อยคำที่ดียิ่งแก่บุรุษ
ผู้ที่รักเจ้า ยิ่งไปกว่าที่เจ้าพูดถึง ๔ เท่าทีเดียว.
เรากล่าวว่า
ดูกรท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราผู้มีรูปงามผู้เป็นดุจต้นตัณหามีดอกบานสะพรั่งตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นดังต้นการะเกดมีดอกอันบานและเป็นดุจต้นแคฝอยภายในทวีป ผู้มีร่างกายรูปไล้ด้วยจุรณจันทน์แดง
นุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีมีค่าอันสูง เป็นผู้สมบูรณ์ไปเสียเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
พรานนกปรารถนาตามเบียดเบียนนก ฉันใด เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วย
รูปร่างอันมีการตบแต่งต่างๆ ฉันนั้นหาได้ไม่.
เรากล่าวว่า
ดูกรท่านกาฬะ ก็ผล คือบุตรของเรานี้ ท่านเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ไฉน
ท่านจึงมาละทิ้งเราซึ่งเป็นผู้มีบุตรไปเสียเล่า.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ย่อมละบุตร ละญาติ ละทรัพย์ตัดเครื่องผูกพันเสียแล้วออกบวช เหมือนช้างสลัดเครื่องผูกไป ฉะนั้น.
เรากล่าวว่า
บัดนี้ เราพึงเอาท่อนไม้หรือมีดทุบหรือเฉือนบุตรของท่านนี้ให้จมลงใน
แผ่นดิน ท่านจักไม่เศร้าโศกถึงบุตรหรือ?
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูกรนางชั่วช้า ผู้มีบุตรอันทำแล้ว ถ้าแม้เจ้าจักทิ้งบุตรให้สุนัขจิ้งจอก
กินเป็นอาหาร เจ้าก็จักยังเราให้กลับคืนมาอีกไม่ได้.
เรากล่าวว่า
เอาเถอะท่านกาฬะผู้เจริญ บัดนี้ ท่านจักไปไหน คือจักไปสู่บ้าน นิคม
นคร ราชธานีไหน?
ท่านอุปกะกล่าวว่า
เมื่อก่อนเราเคยเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ไม่ใช่สมณะ แต่ถือตัวว่าเป็นสมณะได้เที่ยวไปตามบ้านทุกๆ บ้าน ทุกนคร ทุกราชธานีน้อยใหญ่ บัดนี้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นี้ประทับอยู่ ณ ที่ใกล้แม่น้ำเนรัญชราทรงแสดงธรรมแก่หมู่สัตว์เพื่อให้ละทุกข์ทั้งปวง เราได้ไป ณ สำนัก
ของพระองค์ พระองค์ก็จักเป็นศาสดาของเรา.
เรากล่าวว่า
บัดนี้ ขอท่านจงกราบทูลการกราบไหว้ของฉัน กะพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ผู้ยอดเยี่ยม พึงทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วอุทิศส่วนบุญมา
ให้ฉันบ้าง.
ท่านอุปกะกล่าวว่า
ดูกรนางจาปา ตามที่เจ้าพูดเราทำได้ บัดนี้เราจักกราบทูลการกราบไหว้ของเจ้ากะพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่ง ของสัตว์โลก ผู้ยอดเยี่ยม และจักทำ
ประทักษิณสิ้น ๓ รอบแล้วอุทิศส่วนบุญมาให้เจ้า.
ก็ลำดับนั้น ท่านกาฬะได้หลีกไปถึงแม่น้ำเนรัญชรา ท่านได้พบพระสัมพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงอมตบท คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางดำเนินถึงความสงบทุกข์ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าแล้ว ทำประทักษิณ ๓ รอบ อุทิศส่วนบุญไปให้นางจาปาแล้วออกบวชในพระธรรมวินัย ได้บรรลุวิชชา ๓ ทำตาม
คำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.
สุนทรีเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางสุนทรีเถรี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต สุนทรีเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๔ เปตานิ โภติ ปุตฺตานิ ขาทมานา ตุวํ ปุเร
ตุวํ ทิวา จ รตฺโต จ อตีว ปริตปฺปสิ ฯ
สาชฺช สพฺพานิ ขาทิตฺวา สตฺต ปุตฺตานิ พฺราหฺมณิ
วาสิฏฺฐิ ๒ เกน วณฺเณน น พาฬฺหํ ปริตปฺปสิ
พหูนิ เม ๓ ปุตฺตสตานิ ญาติสงฺฆสตานิ จ
ขาทิตานิ อตีตํเส มม ตุยฺหญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
สาหํ นิสฺสรณํ ญตฺวา ชาติยา มรณสฺส จ
น โสจามิ น โรทามิ น จาหํ ปริตปฺปามิ ๑ ฯ
อพฺภูตํ วต วาสิฏฺฐิ ๒ วาจํ ภาสสิ เอทิสึ
กสฺส ตฺวํ ธมฺมมญฺญาย คิรํ ภาสสิ เอทิสึ ฯ
เอส พฺราหฺมณ สมฺพุทฺโธ นครํ มิถิลํ ปติ
สพฺพทุกฺขปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ ฯ
ตสฺสาหํ พฺราหฺมณ อรหโต ธมฺมํ สุตฺวา นิรูปธึ
ตตฺถ วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปุตฺตโสกํ พฺยปานุทึ ฯ
โส อหํปิ คมิสฺสามิ นครํ มิถิลํ ปติ
อปฺเปว มํ โส ภควา สพฺพทุกฺขา ปโมจเย ฯ
อทฺทส พฺราหฺมโณ พุทฺธํ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ
ตสฺส ธมฺมมเทเสสิ มุนิ ทุกฺขสฺส ปารคู
ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ
อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ
ตตฺถ วิญฺญาตสทฺธมฺโม ปพฺพชฺชํ สมโรจยิ
สุชาโต ตีหิ รตฺตีหิ ติสฺโส วิชฺชา อผสฺสยิ ฯ
เอหิ สารถิ คจฺฉาหิ รถํ นียาทยาหิมํ
อาโรคฺยํ พฺราหฺมณึ วชฺช ปพฺพชิโต ๓ ทานิ พฺราหฺมโณ
สุชาโต ตีหิ รตฺตีหิ ติสฺโส วิชฺชา อผสฺสยิ ฯ
(ตโต จ รถมาทาย สหสฺสญฺจาปิ สารถิ
อาโรคฺยํ พฺราหฺมณึ อโวจ ปพฺพชิโต ทานิ พฺราหฺมโณ
สุชาโต ตีหิ รตฺตีหิ ติสฺโส วิชฺชา อผสฺสยิ ฯ) ๑
เอตญฺจาหํ อสฺสรถํ สหสฺสญฺจาปิ สารถิซ
เตวิชฺชํ พฺราหฺมณํ สุตฺวา ปุณฺณปตฺตํ ททามิ เต ฯ
ตุเมฺหว โหตุ อสฺสรโถ สหสฺสญฺจาปิ พฺราหฺมณิ
อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ
หตฺถิควสฺสํ มณิกุณฺฑลญฺจ
ผีตญฺจิมํ เคหวิคตํ ปหาย
ปิตา ปพฺพชิโต ตุยฺหํ ภุญฺช โภคานิ สุนฺทริ
ตุวํ ทายาทิกา กุเล ฯ
หตฺถิควสฺสํ มณิกุณฺฑลญฺจ
รมฺมญฺจิมํ เคหวิคตํ ปหาย
ปิตา ปพฺพชิโต มยฺหํ ปุตฺตโสเกน อทฺธิโต ๒
อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ ภาตุโสเกน อทฺธิตา ๓
โส เต อิชฺฌตุ สงฺกปฺโป ยํ ตฺวํ ปตฺเถสิ สุนฺทริ
อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ อุญฺโฉ จ ปํสุกูลญฺจ จีวรํ
เอตานิ อภิสมฺโภนฺตี ปรโลเก อนาสวา ฯ
สิกฺขมานาย เม อยฺเย ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร ฯ
ตุวํ นิสฺสาย กลฺยาณิ ๑ เถรี สงฺฆสฺส โสภเณ
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
อนุชานาหิ เม อยฺเย อิจฺเฉ สาวตฺถึ คนฺตเว
สีหนาทํ นทิสฺสามิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ฯ
ปสฺส สุนฺทริ สตฺถารํ เหมวณฺณํ หริตฺตจํ
อทนฺตานํ ทเมตารํ สมฺพุทฺธมกุโตภยํ ฯ
ปสฺส สุนฺทริมายนฺตึ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ
วีตราคํ วิสํยุตฺตํ กตกิจฺจมนาสวํ ฯ
พาราณสีโต นิกฺขมฺม ตว สนฺติกมาคตา
สาวิกา เต มหาวีร ปาเท วนฺทติ สุนฺทรี ฯ
ตุวํ พุทฺโธ ตุวํ สตฺถา ตุยฺหํ ธีตมฺหิ พฺราหฺมณ
โอรสา มุขโต ชาตา กตกิจฺจา อนาสวา ฯ
ตสฺสา เต สฺวาคตํ ภทฺเท ตโต เต อทุราคตํ
เอวํ หิ ทนฺตา อายนฺติ สตฺถุ ปาทานิ วนฺทิกา
วีตราคา วิสํยุตฺตา กตกิจฺจา อนาสวา ฯ
สุนฺทรี ฯ
๑ ม. ภาสสิ ตฺวญฺจ เม ฯ ๒ ยุ. วาเสฏฺฐิ ฯ ๓ ม. เมสทฺโท นตฺถิ ฯ
๑ โป. ม. น จาปิ ปริตปฺปยึ ฯ ๒ ยุ. วาเสฏฺฐิ ฯ ๓ ม. ปพฺพชิ ทานิ พฺราหฺมโณ ฯ
๑ ยุ. อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ ๒ ยุ. อทฺทิโต ฯ ๓ ยุ. อทฺทิตา ฯ
สุชาตพราหมณ์ผู้บิดา เมื่อจะถามถึงเหตุแห่งการบรรเทาความเศร้าโศก จึงกล่าว
คาถาถามว่า
ดูกรแม่สุนทรีผู้เจริญ เมื่อก่อนท่านเคี้ยวกินบุตรทั้งหลายที่ตายแล้วเป็นอันมาก ท่านเดือดร้อนอย่างยิ่งทั้งกลางวันและกลางคืน ดูกรนางพราหมณีผู้เป็นเหล่ากอวาเสฏฐโคตร วันนี้ท่านได้เคี้ยวกินบุตรรวมทั้งหมด ๗ คน
เพราะเหตุไรจึงไม่เดือดร้อนเล่า.
พระสุนทรีเถรีกล่าวว่า
ดูกรพราหมณ์ ในเวลาที่ล่วงมาแล้ว บุตรและหมู่ญาติของเราหลายร้อยอันเราและท่านได้กินแล้ว เรานั้นได้รู้นิพพานอันเป็นธรรมเครื่องสลัดออกซึ่งชาติและมรณะ จึงไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ และไม่เดือดร้อน.
พราหมณ์กล่าวว่า
ดูกรนางวาสิฏฐี วาจาที่ท่านพูดนี้เป็นวาจาที่น่าอัศจรรย์หนอ ท่านรู้ธรรม
ของใคร จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้?
พระสุนทรีเถรีกล่าวว่า
ดูกรพราหมณ์ พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองมิถิลา ทรงแสดงธรรมแก่หมู่สัตว์เพื่อให้ละทุกข์ทั้งปวง ดูกรพราหมณ์ เราฟังธรรมอันหาอุปธิกิเลสมิได้ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วเป็นผู้มีสัทธรรมอันรู้แจ้งแล้ว ณ ที่นั้น จึงบรรเทาความเศร้าโศกถึงบุตร
เสียได้.
แม้เราก็จักไปสู่เมืองมิถิลาบ้าง ถึงอย่างไร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็คงเปลื้องเราจากสรรพทุกข์ได้เป็นแน่ พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิกิเลส พระพุทธเจ้าเป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ทรงแสดงธรรม คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันเป็นทางดำเนินถึงความดับทุกข์ พราหมณ์มีพระสัทธรรมอันรู้แจ้งแล้ว ณ สำนักพระพุทธเจ้านั้นพอใจการออกบวช พอบวชแล้วได้ ๓ ราตรี ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ มานี่เถิดนายสารถี ไปเถิด เรามอบรถนี้ให้ท่าน ขอท่านจงบอกพราหมณีว่าเราสบายดี แต่เดี๋ยวนี้พราหมณ์ได้บวชแล้วได้ ๓ ราตรี ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ลำดับนั้น นายสารถีได้พารถ และกหาปณะพันหนึ่งไปมอบให้นางพราหมณีและได้บอกนางพราหมณีว่า พราหมณ์สบายดีแต่เดี๋ยวนี้บวชเสียแล้ว
พอบวชแล้วได้ ๓ ราตรี ก็บรรลุวิชชา ๓.
นางพราหมณีกล่าวว่า
ดูกรนายสารถี เราให้รถม้านี้กับกหาปณะพันหนึ่งและบาตรอันเต็มแล้ว
แก่ท่าน เพราะได้ฟังว่าพราหมณ์ได้บรรลุวิชชา ๓.
เมื่อนางพราหมณีให้รางวัลอย่างนี้ นายสารถีไม่รับ กลับกล่าวว่า
ดูกรนางพราหมณี รถม้าและกหาปณะพันหนึ่ง ขอจงเป็นของท่านตามเดิมเถิด แม้ข้าพเจ้าก็จักออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญา
อันประเสริฐ.
ก็เมื่อนายสารถีออกบวชแล้ว นางพราหมณีเรียกนางสุนทรีธิดาของตนมาแล้ว ได้กล่าว
คาถาใจความว่า
ลูกสุนทรี บิดาของเจ้าละช้าง โค ม้า แก้วมณี แก้วกุณฑล และเครื่องอุปกรณ์แห่งเรือนเป็นอันมากนี้ออกบวชแล้ว เจ้าจงบริโภคโภคะ
เหล่านี้เถิด เพราะว่าเจ้าเป็นทายาทในสกุลนี้.
นางสุนทรีฟังคำมารดาแล้ว เมื่อจะประกาศความตั้งใจในการออกบวชของตน จึงกล่าว
คาถาความว่า
บิดาของดิฉันถูกความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำจึงละช้าง โค ม้าแก้วมณี แก้วกุณฑล และเครื่องอุปกรณ์แห่งเรือนอันรื่นรมย์นี้แล้วออกบวช ดิฉันผู้ถูกความเศร้าโศกถึงพี่ชายครอบงำแล้ว จักออกบวชบ้าง.
ลำดับนั้น มารดาเมื่อจะชักนำนางสุนทรีในทางเนกขัมมะจึงได้กล่าวคาถาความว่า
ลูกสุนทรี ขอความดำริในการออกบวชของเจ้าจงสำเร็จตามที่เจ้าปรารถนาเถิด เจ้าจงบริโภคก้อนข้าวอันต้องยืนรับ จงมีการเที่ยวแสวงหา จงเป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรและจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในโลกหน้า.
นางสุนทรีกล่าวกับนางภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌายะว่า
ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันศึกษาอยู่ ได้ชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว รู้ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่มาแล้วก่อนๆ ได้ ข้าแต่แม่เจ้าผู้มีคุณอันดีงาม เป็นผู้งามในหมู่พระเถรี วิชชา ๓ ดิฉันได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว เพราะอาศัยท่าน ข้าแต่ท่านแม่ ดิฉันปรารถนาจะไปยังนครสาวัตถี ขอท่านแม่จงอนุญาตให้ดิฉันไปเถิด ดิฉันจักบันลือ
สีหนาทในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระสุนทรีไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว เข้าไปยังพระวิหารได้เห็นพระศาสดาประทับนั่งอยู่จึงกล่าวคาถาความว่า
ดูกรแม่สุนทรี ท่านจงดูพระศาสดาผู้มีพระวรรณะดุจทองคำ มีพระฉวีวรรณเหลืองดังทองคำ ทรงฝึกคนที่ผู้อื่นฝึกไม่ได้ ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรนางสุนทรีผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิกิเลส ปราศจากราคะ ผู้ไม่เกาะเกี่ยวไม่มีอาสวะ เสร็จกิจแล้วมาเฝ้าอยู่ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า นางสุนทรีสาวิกาของพระองค์ ออกจากพระนครพาราณสีมาสู่สำนักของพระองค์แล้ว ถวายบังคมพระยุคลบาทอยู่ พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นพระศาสดา ของหม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ หม่อมฉันเป็นธิดาผู้ซึ่งเกิดแต่พระอุระ แต่พระโอฐของพระองค์ เป็นผู้ทำกิจ
เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรนางสุนทรีผู้เจริญ การที่เธอมานี้ ชื่อว่าเป็นการมาดีแล้ว เธอมาแต่ที่ไกลก็เหมือนมาใกล้ เพราะว่า ผู้ที่มีอินทรีย์อันฝึกแล้ว ปราศจากความกำหนัด ไม่เกาะเกี่ยว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมมาไหว้เท้า
ของพระศาสดาอย่างนี้.
๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา
คาถาสุภาษิตของนางสุภากัมมารธีตาเถรี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ ทหราหํ สุทฺธวสนา ยํ ปุเร ธมฺมมสฺสุณึ
ตสฺสา เม อปฺปมตฺตาย สจฺจาภิสมโย อหุ ฯ
ตโตหํ สพฺพกาเมสุ ภุสํ อรติมชฺฌคํ
สกฺกายสฺมึ ภยํ ทิสฺวา เนกฺขมฺมสฺเสว ๒ ปิหเย ฯ
หิตฺวานาหํ ญาติคณํ ทาสกมฺมกรานิ จ
คามเขตฺตานิ ผีตานิ รมณีเย ปโมทิเต
ปหายาหํ ปพฺพชิตา สาปเตยฺยํ อนปฺปกํ ฯ
เอวํ สทฺธาย นิกฺขมฺม สทฺธมฺเม สุปฺปเวทิเต
น เม ๑ ตํ อสฺส ปฏิรูปํ อากิญฺจญฺญํ หิ ปตฺถเย
ยา ๒ ชาตรูปรชตํ ฐเปตฺวา ๓ ปุนราคเม ฯ
รชตํ ชาตรูปํ วา นตฺเถตสฺสปิ สนฺติยา ๔
น เอตํ สมณสารุปฺปํ น เอตํ อริยธนํ ฯ
โลภนํ มทนํ เจตํ สโมหนํ ๕ รชพนฺธนํ ๖
สาสงฺกํ พหุอายาสํ นตฺถิ เจตฺถ ธุวํ ฐิติ ฯ
เอตฺตาวตา ๗ ปมตฺตา จ สงฺกิลิฏฺฐมนา นรา
อญฺญมญฺเญน พฺยารุทฺธา ปุถุ กุพฺพนฺติ เมธคํ ฯ
วโธ พนฺโธ ปริเกฺลโส ชานิ โสกปริทฺทโว
กาเมสุ อธิปนฺนานํ ทิสฺสเต พฺยสนํ พหุํ ฯ
ตํ มํญาตี อมิตฺตาว กึ มํ ๘ กาเมสุ ยุญฺชถ
ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ กาเมสุ ภยทสฺสินึ ฯ
น หิรญฺญสุวณฺเณน ปริกฺขียนฺติ อาสวา
อมิตฺตา วธกา กามา สปตฺตา สลฺลพนฺธนา ฯ
ตํ มํ ญาตี อมิตฺตาว กึ มํ กาเมสุ ยุญฺชถ
ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ มุณฺฑํ สงฺฆาฏิปารุตํ ฯ
อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ อุญฺโฉ จ ปํสุกูลญฺจ จีวรํ
เอตํ โข มม สารุปฺปํ อนคารูปนิสฺสโย ฯ
วนฺตา มเหสีหิ ๑ กามา เย ทิพฺพา เย จ มานุสา๓
เขมฏฺฐาเน วิมุตฺตา เต ปตฺตา เต อจลํ สุขํ ฯ
มาหํ กาเมหิ สงฺคจฺฉึ เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ
อมิตฺตา วธกา กามา อคฺคิขนฺธูปมา ทุขา ฯ
อปริสุทฺโธ ๒ เอโส สภโย สวิฆาโต สกณฺฏโก
เคโธ สุวิสโม เจโส มหนฺโต โมหนามุโข ฯ
อุปสคฺโค ภีมรูโป จ กามา สปฺปสิรูปมา
เย พาลา อภินนฺทนฺติ อนฺธภูตา ปุถุชฺชนา ฯ
กามสํสคฺคสตฺตา ๓ หิ ชนา พหู โลเก อวินฺทึสุ ๔
ปริยนฺตํ นาภิชานนฺติ ชาติยา มรณสฺส จ ฯ
ทุคฺคติคมนํ มคฺคํ มนุสฺสา กามเหตุกํ
พหุํ เว ปฏิปชฺชนฺติ อตฺตโน โรคมาวหํ ฯ
เอวํ อมิตฺตชนนา ตาปนา สงฺกิเลสิกา
โลกามิสา พนฺธนียา กามา มรณพนฺธนา ฯ
อุมฺมาทนา อุลฺลปนา กามา จิตฺตปฺปมาทิโน ๑
สตฺตานํ สงฺกิเลสาย ขิปฺปํ มาเรน โอฑฺฑิตํ ฯ
อนนฺตาทีนวา กามา พหุทุกฺขา มหาวิสา
อปฺปสฺสาทา รณกรา สุกฺกปกฺขวิโสสนา ฯ
สาหํ เอตาทิสํ หิตฺวา ๒ พฺยสนํ กามเหตุกํ
น ตํ ปจฺจาคมิสฺสามิ นิพฺพานาภิรตา สทา ฯ
รณํ กริตฺวา กามานํ สีติภาวาภิกงฺขินี
อปฺปมตฺตา วิหริสฺสามิ ๓ รตา ๔ สํโยชนกฺขเย ฯ
อโสกํ วิรชํ เขมํ อริยฏฺฐงฺคิกํ อุชุํ
ตํ มคฺคํ อนุคจฺฉามิ เยน ติณฺณา มเหสิโน ฯ
อิมํ ปสฺสถ ธมฺมฏฺฐํ สุภํ กมฺมารธีตรํ
อเนชํ อุปสมฺปชฺช รุกฺขมูลมฺหิ ฌายติ ฯ
อชฺชฏฺฐมี ปพฺพชิตา สทฺธา สทฺธมฺมโสภณา
วินีตา อุปฺปลวณฺณาย เตวิชฺชา มจฺจุหายินี ฯ
สายํ ภุชิสฺสา อนณา ภิกฺขุนี ภาวิตินฺทฺริยา
สพฺพโยควิสํยุตฺตา กตกิจฺจา อนาสวา ฯ
ตํ สกฺโก เทวสงฺเฆน อุปสงฺคมฺม อิทฺธิยา
นมสฺสติ ภูตปติ สุภํ กมฺมารธีตรนฺติ ฯ
สุภา กมฺมารธีตา ฯ
วีสตินิปาโต สมตฺโต ฯ
______________________
๑ ม. กลฺยาณี ฯ ๒ ยุ. เนกฺขมฺมํเยว ฯ
๑ ม. เนตํ อสฺส ฯ ๒ ม. โย ฯ ๓ ม. ฉฑฺเฑตฺวา ฯ ๔ ม. ยุ. น โพธาย
น สนฺตเย ฯ ๕ ยุ. โมหนํ ฯ ๖ ยุ. รชวฑฺฒนํ ฯ ๗ ยุ. เอตฺถ รตฺตา ฯ
๘ ม. กึ โว ฯ
๑ ยุ. มเหสินา ฯ ๒ ยุ. ปริปนฺโถ ฯ ๓ ม. ยุ. กามปงฺเกน สตฺตา ฯ
๔ ม. ยุ. อวิทฺทสู ฯ
๑ ม. ปมทฺทิโน ฯ ยุ. ปมาถิโน ฯ ๒ ม. ยุ. กตฺวา ฯ ๓ ม. วิหสฺสามิ ฯ
ยุ. วิหิสฺสามิ ฯ ๔ ม. สพฺพสํโยชนกฺขเย ฯ ๕ ยุ. เตสํ ฯ
เมื่อก่อนเรายังเป็นสาว นุ่งห่มผ้าสะอาด ได้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดาการตรัสรู้อริยสัจจึงได้มีแก่เราผู้ไม่ประมาท เพราะเหตุนั้น เราจึงละความยินดีอันแรงกล้าในกามทั้งปวง เห็นภัยในกายของตน (อุปาทานขันธ์ ๕)จึงปรารถนานิพพานเครื่องออกจากกิเลส เราละหมู่ญาติ ทาส กรรมกรบ้าน ไร่นาเป็นอันมาก อันเป็นเครื่องรื่นเริงบันเทิงใจ และทรัพย์สมบัติไม่น้อย ออกบวช ก็การที่เราออกบวชในพระสัทธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศดีแล้วด้วยศรัทธาอย่างนี้ จะกลับมาสู่กามทั้งหลายอันเราตัดได้แล้วนั้น ไม่สมควรเลย เพราะเราปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีห่วงใย ผู้ใดละทองคำและเงินแล้ว ยังกลับมารับทองคำและเงินนั้นอีก
ไฉนผู้นั้นจะพึงเงยหน้า ในระหว่างบัณฑิตทั้งหลายได้เล่า เพราะเงินหรือทองคำ ย่อมไม่มีเพื่อความสงบใจแม้แก่บุคคลนั้น เงินและทองคำนั้น เป็นของไม่สมควรแก่สมณะ ไม่เป็นอริยทรัพย์ แท้จริงทองคำและเงินนี้ เป็นเหตุให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา ให้เกิดความลุ่มหลง เป็นเครื่องให้กำหนัดพัวพัน มีความระแวง มีความคับแค้นเป็นอันมาก และไม่มีความยั่งยืนมั่นคง ก็คนทั้งหลายผู้ยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท มีใจเศร้าหมอง ต่างผิดใจต่อกันและกัน กระทำความบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกันเป็นอันมาก การฆ่ากันการถูกจองจำ การถูกลงโทษมีการตัดมือและเท้าเป็นต้น ความเสื่อมเสียความเศร้าโศกร่ำไร
ความฉิบหายวอดวายเป็นอันมาก ย่อมปรากฏ แก่บุคคลผู้ติดเนื่องอยู่ในกามทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นญาติของเรา แต่เหตุไฉนจึงมาทำเป็นเหมือนศัตรู ชักชวนเราในกามทั้งหลายเล่า ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เรามีปกติเห็นภัยในกามทั้งหลายบวชแล้ว อาสวะทั้งหลาย ย่อมไม่สิ้นไปเพราะเงินและทอง กามทั้งหลาย เป็นศัตรูเป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึก เป็นดุจลูกศรและเครื่องจองจำ ท่านทั้งหลายเป็นญาติของเรา แต่เหตุไฉนจึงมาทำเป็นเหมือนศัตรูชักชวนเรา ในกามทั้งหลายเล่า ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เราบวชแล้ว มีศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นอันจักต้องยืนรับ การเที่ยวแสวงหาและผ้าบังสุกุล สมควรแก่เรา
เพราะเป็นเครื่องอาศัยของบรรพชิตกามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ อันท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นคายเสียแล้ว ท่านเหล่านั้นมีใจน้อมไปแล้วในสถานที่อันปลอดโปร่ง ได้บรรลุความสุขอันไม่หวั่นไหว เราอย่าได้สมาคมด้วยกามทั้งหลาย อันไม่มีที่ต้านทานเลย เพราะกามทั้งหลายเป็นเหมือนข้าศึก เป็นดุจเพชฌฆาต อุปมาด้วยกองไฟ เป็นทุกข์กามนี้เป็นของไม่บริสุทธิ์ มีภัย เป็นไปกับด้วยความคับแค้น เป็นเสี้ยนหนาม เป็นเหตุให้กำหนัด ไม่เรียบร้อย มีกังวลมาก เป็นทางแห่งความลุ่มหลงใหญ่ เป็นเหตุให้ขัดข้อง และเป็นของน่ากลัวพิลึกเปรียบด้วยหัวงูเห่า ปุถุชนผู้โง่เขลามืดมนเหล่าใด
ย่อมเพลิดเพลินต่อกามเหล่านั้น ปุถุชนเหล่านั้นเป็นอันมาก ข้องอยู่แล้วด้วยเครื่องข้องคือกาม ก็ไม่รู้สึกในโลก ย่อมไม่รู้จักความสิ้นสุดแห่งความเกิดและความตาย มนุษย์เป็นอันมากแลพากันดำเนินไปตามทางเป็นที่ไปสู่ทุคตินำโรคมาให้แก่ตน ล้วนแต่มีกามเป็นเหตุให้เกิดข้าศึกศัตรู เดือดร้อนนำมาซึ่งความเศร้าหมอง เป็นเหยื่อในโลก เป็นเครื่องจองจำ เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย กามทั้งหลายเป็นเหตุ ให้บ้า ให้บ่นเพ้อ ให้จิตมัวเมา เป็นของอันมารดักไว้เพื่อความพินาศ ของหมู่สัตว์เร็วพลันกามทั้งหลายมีโทษหาที่สุดไม่ได้ มีทุกข์มาก มีพิษมาก มีความพอใจน้อย เป็นบ่อเกิดแห่งการรบราฆ่าฟันกัน เป็นเหตุให้ธรรมฝ่ายขาวเหือดแห้งไป เราละความพินาศอันมีกามเป็นเหตุเช่นนั้นแล้ว จักไม่กลับมาบริโภคกามนั้นอีก เพราะว่าจำเดิมแต่บวชแล้ว เรายินดีอย่างยิ่ง ในนิพพานทุกเมื่อ เราหวังความเยือกเย็น จึงทำสงครามต่อกามทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาท ยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ เราจะเดินไปตามอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันเป็นทางไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากธุลี ปลอดโปร่ง เป็นทางตรง เป็นทางที่ท่าน
ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงดำเนินข้ามห้วงน้ำใหญ่ไปแล้ว.
พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงพระเถรีผู้บรรลุอรหัตในวันที่ ๘ แต่วันบวชแล้วนั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แก่ภิกษุณีทั้งหลาย เมื่อจะทรงสรรเสริญจึงตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาความว่า
ท่านทั้งหลายจงดูนางสุภา ผู้เป็นธิดาแห่งนายช่างทอง ผู้ตั้งอยู่ในธรรมนี้เธอได้บรรลุธรรมอันไม่หวั่นไหวแล้ว เพ่งฌาน อยู่โคนต้นไม้ วันนี้เป็นวันที่ ๘ นางสุภาบวชแล้ว เป็นผู้มีศรัทธางามด้วยการบรรลุสัทธรรมเป็นผู้อันพระอุบลวรรณาเถรีแนะนำแล้ว บรรลุวิชชา ๓ เป็นผู้ละมัจจุมารพระสุภาภิกษุณีเป็นไทยแก่ตัวเอง ไม่เป็นหนี้ มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้วพรากจากเครื่องเกาะเกี่ยวทั้งปวง ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ท้าวสักกะผู้ใหญ่กว่าเหล่าสัตว์พร้อมด้วยหมู่เทวดา พากันลงมาไหว้ พระสุภา
กัมมารธีตาเถรีนั้นด้วยฤทธิ์.
จบ วีสตินิบาต
จบ ว่าด้วยคาถาสุภาษิตในโสฬสกนิบาต