arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เถรีคาถา

อิสิทาสีเถรีคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๑๕ ในเถรีคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เถรีคาถาย จตฺตาฬีสนิปาโต

เถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต

ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจัตตฬีสนิบาต

อิสิทาสีเถรีคาถา

คาถาสุภาษิตของนางอิสิทาสี-โพธีเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา อิสิทาสีเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ นครมฺหิ กุสุมนาเม ปาฏลิปุตฺตมฺหิ ปฐวิยา

มณฺเฑ สกฺยกุลกุลีนาโย เทฺว ภิกฺขุนิโย คุณวติโย ฯ

อิสิทาสี ตตฺถ เอกา ทุติยา โพธีติ สีลสมฺปนฺนา จ

ฌานชฺฌายนรตาโย พหุสฺสุตาโย ธุตกิเลสาโย ฯ

ตา ปิณฺฑาย จริตฺวาน ๑ ภตฺตตฺถํ กริย โธตาปตฺตาโย

รหิตมฺหิ สุขนิสินฺนา อิมา คิรา อพฺภวเทสุํ ๒ ฯ

ปาสาทิกาสิ อยฺเย อิสิทาสิ วโยปิ เต อปริหีโน

กึ ทิสฺวาน วลิกํ ๓ อถาสิ เนกฺขมฺมมนุยุตฺตา ฯ

เอวมนุยุญฺชิยมานา สา รหิเต ธมฺมเทสนากุสลา

อิสิทาสี อิทํ วจนมพฺรวิ ๔ สุณ โพธิ ยถามฺหิ ปพฺพชิตา ฯ

อิโต ปรํ วิสชฺชนกถา ๕

อุชฺเชนิยา ปุรวเร มยฺหํ ปิตา สีลสํวุโต เสฏฺฐี

ตสฺสมฺหิ เอกา ธีตา ๖ ปิยา มนาปา ทยิตา จ ฯ

อถ เม สาเกตโต วรโก อาคจฺฉิ อุตฺตมกุลีโน

เสฏฺฐี ปหูตรตโน ตสฺส มํ สุณฺหํ อทาสิ ตาโต ฯ

สสฺสุยา สสฺสุรสฺส จ สายํ ปาตํ ปณามมุปคมฺม

สิรสา กโรมิ ปาเท วนฺทามิ ยถามฺหิ อนุสิฏฺฐา ฯ

ยา มยฺหํ สามิกสฺส ภคินิโย ภาตุโน ปริชโน วา ๑

ตํ เอกวารกํปิ ทิสฺวา อุพฺพิคฺคา อาสนํ เทมิ ฯ

อนฺเนน จ ปาเนน จ ขชฺเชน จ ยญฺจ ตตฺถ สนฺนิหิตํ

ฉาเทมิ อุปนยามิ จ เทมิ ยํ ยสฺส ปฏิรูปํ ฯ

กาเลน อุฏฺฐหิตฺวา ๒ ปติฆรํ สมุปคมึ

อุมฺมารโธตหตฺถปาทา ๓ ปญฺชลิกา สามิกมุเปมิหํ ๓ ฯ

โกจฺฉํ ปสาทํ อญฺชนญฺจ อาทาสกญฺจ คณฺหิตฺวา

ปริกมฺมการิกา วิย สยเมว ปตึ วิภูเสมิ ฯ

สยเมว โอทนํ สาธยามิ สยเมว ภาชนํ โธวึ ๔

มาตาว เอกปุตฺตกํ ตถา ภตฺตารํ ปริจรามิ

เอวํ มํ ภตฺติกตํ อนุตฺตรํ การิกํ ตํ นิหตมานํ

อุฏฺฐายิกํ อนลสํ สีลวตึ ทุสฺสเต ภตฺตา ฯ

โส มาตรญฺจ ปิตรญฺจ ภณติ อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ

อิสิทาสิยา น สห วจฺฉํ เอกาคาเรหํ สห วตฺถุํ ฯ

มา เอวํ ปุตฺต อวจ อิสิทาสี ปณฺฑิตา ปริพฺยตฺตาย

อุฏฺฐายิกา อนลสา กึ ตุยฺหํ น โรจเต ปุตฺต ฯ

น จ เม หึสติ กิญฺจิ น จาหํ อิสิทาสิยา สห วจฺฉํ

เทสฺสาว เม อลํ เม อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ ฯ

ตสฺส วจนํ สุณิตฺวา สสฺสู สสฺสุโร จ มํ อปุจฺฉึสุ

กิสฺส ตยา อปรทฺธํ ภณ กตํ วิสฺสฏฺฐา ยถาภูตํ ฯ

นปิหํ อปรชฺฌํ กิญฺจิ นปิ หึเสว ๑ น คณามิ ทุพฺพจนํ

กึ สกฺกา กาตุเย ยํ มํ วิเทสฺสเต ภตฺตา ฯ

เต มํ ปิตุ ฆรํ ปฏิ นยึสุ วิมนา ทุกฺเขน อธิภูตา

ปุตฺตมนุรกฺขมานา ชินามฺหเส รูปินึ ลจฺฉึ ๒ ฯ

อถ มํ อทาสิ ตาโต อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส

ตโต อุปฑฺฒสุงฺเกน เยน มํ วินฺทถ เสฏฺฐิ ฯ

ตสฺสปิ ฆรมฺหิ มาสํ อวสึ อถ โสปิ มํ ปฏิจฺฉติ ๓

ทาสีว อุปฏฺฐหนฺตึ อทูสิกํ สีลสมฺปนฺนํ ฯ

ภิกฺขาย จ วิจรนฺตํ ทมกํ ทนฺตํ เม ปิตา ภณติ

โส ๔ สิหิ เม ชามาตา นิกฺขิป โปนฺติญฺจ ฆฏิกญฺจ ฯ

โสปิ วสิตฺวา ปกฺขํ อถ ตาตํ ภณติ เทหิ เม

โปนฺตึ ฆฏิกญฺจ กปลฺลกญฺจ ๕ ปุนปิ ภิกฺขํ จริสฺสามิ ฯ

อถ นํ ภณติ ตาโต อมฺมา สพฺโพ จ เม ญาติคณวคฺโค

กินฺเต น กิรติ อิธ ภณ ขิปฺปํ ยนฺเต กริหิติ ฯ

เอวํ ภณิโต ภณติ ยทิ เม อตฺตา สกฺโกติ อลํ มยฺหํ

อิสิทาสิยา น สห วจฺฉํ เอกฆเรหํ สห วตฺถุํ ฯ

วิสฺสชฺชิโต คโต โส อหํปิ เอกากินี วิจินฺเตมิ

อาปุจฺฉิตฺวาน คจฺฉามิ มริตุํ วา ปพฺพชิตุํ ๖ ฯ

อถ อยฺยา ชินทตฺตา อาคจฺฉิ โคจราย จรมานา

ตาตกุลํ วินยธรี พหุสฺสุตา สีลสมฺปนฺนา ฯ

ตํ ทิสฺวาน อมฺหากํ อุฏฺฐายาสนํ ตสฺสา ปญฺญาปยึ

นิสินฺนาย จ ปาเท วนฺทิตฺวา โภชนมทาสึ ฯ

อนฺนปาเนน ๑ ขชฺเชน จ ยญฺจ ตตฺถ สนฺนิหิตํ

สนฺตปฺปยิตฺวาน ๒ อวจํ อยฺเย อิจฺฉามิ ปพฺพชิตุํ ฯ

อถ มํ ภณติ ตาโต อิเธว ปุตฺติเก ๓ จราหิ ตํ ๔ ธมฺมํ

อนฺเนน จ ปาเนน จ สนฺตปฺปย ๕ สมเณ ทฺวิชาตี จ ฯ

อถาหํ ภณามิ ตาตํ โรทนฺตี อญฺชลึ ปณาเมตฺวา

อนุชานาหิ ๖ มํ ตาต มยา ปกตํ กมฺมํ ตํ นิชฺชเรสฺสามิ ฯ

อถ มํ ภณติ ตาโต ปาปุณ โพธิญฺจ อคฺคธมฺมญฺจ

นิพฺพานญฺจ ลภสฺสุ ยํ สจฺฉิกริ ทฺวิปทเสฏฺโฐ ฯ

มาตาปิตู อภิวาทยิตฺวา สพฺพญฺจ ญาติคณวคฺคํ่

สตฺตาหํ ปพฺพชิตา ติสฺโส วิชฺชา อผุสฺสยึ ๗ ฯ

ชานามิ อตฺตโน สตฺต ชาติโย ยสฺสา ยํ ผลํ วิปาโก

ตํ ตว อาจิกฺขิสฺสํ ตํ เอกมนา นิสาเมหิ

นครมฺหิ เอรกกจฺเฉ สุวณฺณกาโร อหํ ปหูตธโน

โยพฺพนมเทน มตฺโต โส ปรทารํ อเสวิหํ ฯ

โสหํ ตโต จวิตฺวา นิรยมฺหิ อปจฺจิสํ จิรํ

ปกฺโก ตโต จ อุฏฺฐหิตฺวา มกฺกฏิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ฯ

สตฺตาหํ ชาตกมฺมํ ๑ มหากปิ ยูถโป นิลฺลจฺเฉสิ

ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ

โสหํ ตโต จวิตฺวา กาลํ กริตฺวา สินฺธวารญฺเญ

กาณาย จ ขญฺชาย จ เอฬกิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ฯ

ทฺวาทสวสฺสานิ อหํ นิลฺลจฺฉิโต ทารเก ปริวหิตฺวา

กิมินาวฏฺโฏ อกลฺโล ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ

โสหํ ตโต จวิตฺวา โควาณิชกสฺส คาวิยา ชาโต

วจฺโฉ ลาขาตมฺโพ นิลฺลจฺฉิโต ทฺวาทเส มาเส ฯ

เต ปุน ๒ นงฺคลมหํ สกฏํ จ ธารยามิ

อนฺโธวฏฺโฏ อกลฺโล ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ

โสหํ ตโต จวิตฺวา วีถิยา ทาสิยา ฆเร ชาโต

เนว มหิลา น ปุริโส ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ

ตึสติวสฺสมฺหิ มโต สากฏิกกุลมฺหิ ทาริกา ชาตา

กปณมฺหิ อปฺปโภเค ธนิกปุริสปาตพหุลมฺหิ ฯ

ตํ มํ ตโต สตฺถวาโห อุสฺสนฺนาย วิปุลาย วฑฺฒิยา

โอกฑฺฒติ วิลปนฺตึ อจฺฉินฺทิตฺวา กุลฆรสฺส ๓ ฯ

อถ โสฬสเม วสฺเส ทิสฺวาน ๔ มํ ปตฺตโยพฺพนํ กญฺญํ

โอรุทฺธตสฺส ปุตฺโต คิริทาโส นาม นาเมน ฯ

ตสฺสปิ อญฺญา ภริยา สีลวตี คุณวตี ยสวตี จ

อนุรตฺตา ภตฺตารํ ตสฺสาหํ วิทฺเทสนมกาสึ ฯ

ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ยํ มํ อปกิริตูน คจฺฉนฺติ

ทาสีว อุปฏฺฐหนฺตึ ตสฺสปิ อนฺโต กโต มยาติ ฯ

อิสิทาสี ฯ

จตฺตาฬีสนิปาโต สมตฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. จริตฺวา ฯ ๒ ม. ยุ. อพฺภุทีเรสุํ ฯ ๓ ม. พฺยาลิกํ ฯ ๔ โป. ม. อิสิทาสี

วจนมพฺรวิ ฯ ๕ ยุ. อิทํ ปาฐตฺตยํ น ทิสฺสติ ฯ ๖ ม. เอกธีตา ฯ

๑ ยุ. วาสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. อุปฏฺฐหิตฺวา ฆรํ สมุปคมามิ ฯ ๓ ม. อูมฺมาเรโธวนฺตี

หตฺถปาเท ปญฺจลิกา สามิกมุเปมิ ฯ ๔ ม. โธวนฺตี ฯ

๑ ม. นปิ หึเสมิ น ภณามิ ฯ ๒ ม. ลกฺขึ ฯ ๓ ม. ปฏิจฺฉรติ ฯ ๔ ม. โหหิสิ ฯ

๕ ม. ยุ. มลฺลกญฺจ ฯ ๖ ม. ยุ. อาปุจฺฉิตูน คจฺฉํ มริตุเย ปพฺพชิสฺสํ วา ฯ

๑ ม. ยุ. อนฺเนน จ ปาเนน จ ขชฺเชน จ ฯ ๒ ม. ยุ. สนฺตปฺปยิตฺวา ฯ

๓ ยุ. ปุตฺตก ฯ ๔ ม. ตฺวํ ธมฺมํ ฯ ๕ ม. ตปฺปย ฯ ๖ ยุ. ปาปํ หิ มยา

ปกตํ ฯ ๗ ยุ. อผสฺสยึ ฯ

๑ ม. สตฺตาหชาตกํ มํ ฯ ๒ ม. โวฒูน ฯ ๓ ม. กุลฆรสฺมา ฯ ๔ ม. ทิสฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุณี ๒ รูปผู้ทรงคุณธรรม เป็นกุลธิดาในศากยสกุล ในนครอันมีชื่อว่าโกสุม คือ เมืองปาตลีบุตร เดี๋ยวนี้ จักเป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน ในภิกษุณี ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่ออิสิทาสี รูปหนึ่งชื่อโพธีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน เป็นพหูสูต เป็นผู้กำจัดกิเลสได้แล้ว ภิกษุณีทั้ง ๒ รูปนั้น ไปเที่ยวบิณฑบาตกลับมาแล้ว ทำภัตกิจเสร็จล้างบาตรแล้ว นั่งพักสบายอยู่ในที่อันสงัด ได้

ไต่ถามและแก้ไขต่อกันอย่างนี้.

พระโพธีถามว่า

ข้าแต่พระแม่เจ้าอิสิทาสี พระแม่เจ้าเป็นที่น่าเลื่อมใสอยู่ แม้วัยของท่านก็ยังไม่เสื่อม ก็พระแม่เจ้าเห็นโทษอะไรจึงประกอบเนกขัมมะ?

พระอิสิทาสีนั้นเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรมในฐานะแห่งบุญ เมื่อถูกถามอย่างนี้ จึงได้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าโพธี ขอพระ

แม่เจ้าจงฟังตามเรื่องที่ฉันบวชแล้ว.

ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนา

โยมบิดาของดิฉันอยู่ในบุรีอันประเสริฐชื่อว่าอุชเชนี เป็นเศรษฐีผู้สำรวมแล้วด้วยศีล ดิฉันเป็นธิดาผู้เดียวของท่าน ซึ่งเป็นที่รักที่ชอบใจและเป็นผู้อันท่านเอ็นดู ในเวลาที่ดิฉันเจริญวัยแล้ว เศรษฐีผู้มีรัตนะมาก เป็นสกุลอันอุดมคนหนึ่งในเมืองสาเกต มาขอดิฉันเป็นสะใภ้ โยมบิดาได้ให้ดิฉันเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น ดิฉันได้ไปสู่สำนักมารดาและบิดาของสามีทำการนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า ไหว้เท้าท่านทั้ง ๒ ทุกเช้าเย็น ท่านทั้ง ๒สอนดิฉันอย่างไร ดิฉันก็ทำอย่างนั้น พี่หญิงน้องหญิง พี่ชายน้องชายหรือบ่าวไพร่ของสามีดิฉัน ไม่ว่าคนใด ดิฉันเห็นแล้วแม้ครั้งเดียว ก็มีความยำเกรงให้อาสนะ ดิฉันต้อนรับด้วยข้าวน้ำและของเคี้ยว

ซึ่งเป็นของที่เขาจัดหาไว้ที่เรือน และสิ่งใดควรแก่ผู้ใด ก็ให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น ดิฉันลุกขึ้นแต่เช้าเข้าไปยังเรือนสามี ล้างมือล้างเท้าที่ธรณีประตูแล้ว ประนมมือเข้าไปกราบสามี จัดหาหวี เครื่องผัดหน้า ยาหยอดตา แว่นส่องหน้ามาตบแต่งสามีเสียเองเหมือนสาวใช้ ดิฉันหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเอง มารดาบำรุงบำเรอบุตรน้อยคนเดียว ฉันใด ดิฉันก็บำเรอสามีฉันนั้น ดิฉันมีความจงรักภักดี มีวัตรอันยอดยิ่ง ทำการงานอันหญิงพึงทำทุกอย่าง ไม่มีความถือเนื้อถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ สามีก็ยังโกรธ สามีของดิฉันพูดกะมารดาของเขาว่า ฉันจักลาไป จักไม่อยู่ร่วมกับนางอิสิทาสี ฉันไม่ควรอยู่ร่วมในเรือนหลัง

เดียวกับนางอิสิทาสี.

มารดาบิดาของเขาจึงห้ามว่า

ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าพูดอย่างนั้นเลย นางอิสิทาสีเป็นบัณฑิตฉลาดรอบคอบ

ขยันไม่เกียจคร้าน ไฉนจึงไม่ชอบใจเจ้าล่ะลูก.

นางอิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนอะไรฉันเลย แต่ว่าฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับนางอิสิทาสีเท่านั้น ฉันไม่อยากเห็น ไม่ต้องการ ฉันจักลาบิดามารดา

ไปละ.

และบิดาของสามีของดิฉันฟังคำของเขาแล้ว ได้ถามดิฉันว่า เจ้าทำผิดอย่างไร สามีของเจ้าจักละทิ้งเจ้าเช่นนี้ เจ้าจงบอกสิ่งที่เจ้าได้ทำตามจริงเถิด.

ดิฉันตอบว่า

ดิฉันไม่ได้ทำผิดอะไร ทั้งไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนอะไร และไม่ได้ดูหมิ่นอะไร ดิฉันจักอาจกล่าวคำชั่วหยาบอะไร อันเป็นเหตุให้สามีโกรธดิฉันได้เล่า มารดาและบิดาแห่งสามีเสียใจ ถูกทุกข์ครอบงำแล้วเหมือนกัน แต่หวังจักรักษาบุตรไว้ จึงได้นำดิฉันกลับไปส่งคืนให้โยมบิดาของฉันที่เรือน ดิฉันเป็นหญิงหม้ายมีรูปสวยเที่ยวไป ภายหลังโยมบิดาของดิฉัน ได้ยกดิฉันให้แก่กุลบุตรผู้มีทรัพย์สมบัติน้อยกว่าสามีเก่าครึ่งหนึ่ง โดยสินสอดครึ่งหนึ่ง ต่อกับสินสอดที่เศรษฐีคนเก่าได้มั่นดิฉัน ดิฉันอยู่ที่เรือนของสามีคนที่สองนั้นเดือนหนึ่ง

ต่อมาเขาได้ขับดิฉันผู้บำรุงบำเรออยู่ดังนางทาสี ประพฤติตัวดีมีศีลจากเรือนเขาอีกโยมบิดาของดิฉันบอกกะบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้ฝึกจิตแห่งชนเหล่าอื่น มีกายและวาจาอันฝึกแล้ว เที่ยวขอทานอยู่ว่า เจ้าจงทิ้งผ้าขี้ริ้วและหม้อเสียจงมาเป็นลูกเขยเราเถิด เขาอยู่กับดิฉันได้ครึ่งเดือน ก็บอกโยมบิดาของดิฉันว่า ท่านจงให้ผ้าขี้ริ้ว หม้อ และกระเบื้องขอทานแก่ข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะไปเที่ยวขอทานอีก

ลำดับนั้น โยมบิดามารดากับพวกหมู่ญาติของดิฉันทั้งหมดพากันถามคนขอทานนั้นว่า สิ่งใดที่เจ้าทำไม่สำเร็จในที่นี้ ขอเจ้าจงรีบบอกเร็วๆ เขาจักทำสิ่งนั้นๆ ให้เจ้า เมื่อโยมบิดามารดาและพวกญาติของดิฉันพูดอย่างนี้แล้ว คนขอทานนั้นจึงตอบว่าเราอาจทำตัวของเราให้เป็นไทยโดยแท้ แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกับนางอิสิทาสีได้ โยมบิดาของดิฉันปล่อยให้เขาไปดิฉันผู้เดียวคิดว่า จักลาโยมมารดา โยมบิดาไปตาย หรือไปบวชดีกว่าลำดับนั้น พระแม่เจ้า ชินทัตตาผู้ทรงไว้ซึ่งวินัย เป็นพหูสูต มีศีลสมบูรณ์ มาเที่ยวบิณฑบาตที่สกุลโยมบิดาของดิฉัน ดิฉันเห็นท่านจึงลุกไปจัดอาสนะของดิฉันถวายท่าน

และเมื่อท่านนั่งเสร็จแล้ว ดิฉันกราบเท้าและถวายโภชนาหารแก่ท่าน ดิฉันเลี้ยงดูท่านด้วย ข้าว น้ำของเคี้ยว และสิ่งที่จัดไว้ในเรือนให้อิ่มหนำแล้ว จึงกราบเรียนว่าพระแม่เจ้า ดิฉันปรารถนาจะบวช ลำดับนั้น โยมบิดาบอกกะดิฉันว่าลูกเอ๋ย ขอเจ้าจงอยู่ประพฤติธรรมในเรือนนี้เถิด และเจ้าจงเลี้ยงดูสมณะพราหมณ์ทั้งหลายด้วยข้าวน้ำเถิด ครั้งนั้น ดิฉันประนมอัญชลีร้องไห้ พูดกะโยมบิดาว่า ขอคุณพ่อจงอนุญาตลูกเถิด ลูกจักยังกรรมที่ทำมาแล้วให้พินาศ โยมบิดาพูดกะดิฉันว่า ของเจ้าจงบรรลุโพธิญาณแลธรรมอันประเสริฐ และจงได้นิพพานที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทรงทำให้แจ้งแล้ว ดิฉันไหว้โยมบิดามารดาและพวกญาติทั้งปวงแล้วออกบวชได้

๗ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ ดิฉันระลึกชาติหนหลังของตนได้ ๗ ชาติ วิบากแห่งกรรมอันชั่วช้าใด ซึ่งเป็นผลให้เกิดความไม่พอใจแก่สามี ดิฉันจะบอกวิบากแห่งกรรมนั้นแก่ท่าน ขอท่านจงมีใจเป็นหนึ่งแน่นอนฟังวิบากแห่งกรรมนั้นเถิด เมื่อก่อนดิฉันเป็นนายช่างทอง มีทรัพย์มาก อยู่ในนครเอรกกัจฉะ เป็นคนมัวเมาเพราะความมัวเมาด้วยความเป็นหนุ่ม ได้คบชู้ภรรยาของบุคคลอื่น ดิฉันจุติจากชาตินั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกาลนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้วเกิดในท้องแห่งนางวานร พอคลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่ที่เป็นนายฝูงก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์ของดิฉันเสีย นี่เป็นผลกรรมของดิฉันที่ได้คบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันทำกาละจุติจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว

เกิดในท้องนางแพะตาบอดทั้งขาก็ฉิ่งในแคว้นสินธู อยู่มาได้ ๑๒ ปี ก็ถูกเด็กตัดอวัยวะสืบพันธุ์เสีย ต่อมาเป็นโรคถูกหมู่หนอนฟอนที่อวัยวะสืบพันธุ์ นี่เพราะโทษที่ดิฉันคบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันจุติจากกำเนิดแพะนั้นแล้วเกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าคนหนึ่ง เป็นลูกโคมีขนแดงเหมือนสีครั่งเมื่อล่วงได้ ๑๒ เดือน ก็ถูกตอน ดิฉันถูกเขาใช้เทียมไถและเข็นเกวียนต่อมาเป็นโคตาบอด เป็นโคกระจอก เป็นโคขี้โรค นี่เพราะโทษที่ดิฉันคบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันจุติจากกำเนิดโคนั้นแล้ว เกิดในเรือนของนางทาสีในถนน จะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง นี่เพราะโทษที่ดิฉันคบชู้กับภรรยาของชายอื่น ดิฉันมีอายุได้

๓๐ ปี ก็ถึงแก่กรรมแล้วมาเกิดเป็นลูกหญิงในสกุลช่างสานเสื่อ เป็นสกุลขัดสน มีทรัพย์น้อย ถูกแต่เจ้าหนี้รุมทวงอยู่เป็นนิตย์ ต่อมาเมื่อหนี้เจริญมากขึ้นพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งมาริบทรัพย์สมบัติแล้ว ฉุดเอาดิฉันลงจากเรือนแห่งสกุล ภายหลังที่ดิฉันมีอายุครบ ๑๖ ปี บุตรของพ่อค้าเกวียนนั้นมีชื่อว่าคิริทาส ได้เห็นดิฉันเป็นสาวกำลังรุ่น มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ขอไปเป็นภรรยาแต่นายคิริทาสนั้นมีภรรยาอื่นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมีศีลทรงคุณสมบัติทั้งมียศ รักใคร่สามีเป็นอย่างดียิ่ง ดิฉันบังคับนายคิริทาสให้ขับไล่ภรรยาของตน สามีทุกคนได้หย่าร้างดิฉันผู้บำรุงอยู่เหมือนนางทาสีไปนี่ผลกรรมที่ขับไล่ภรรยาของชายอื่น และการบังคับสามีให้ขับไล่ภรรยา

ตน ที่สุดแห่งบาปกรรมนั้นดิฉันทำเสร็จแล้ว.

จบ จัตตาฬีสนิบาต

จบ อิสิทาสีเถรีคาถา