ปัญจกนิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๙–๔๕๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๕ ในเถรีคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เถรีคาถาย ปญฺจกนิปาโต
เถรีคาถา ปัญจกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในปัญจกนิบาต
๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ยโต ปพฺพชิตา อหํ
อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตมฺปิ ๒ จิตฺตสฺสุปสมชฺฌคํ ฯ
อลทฺธา เจตโส สนฺตึ กามราเคนวสฺสุตา
พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺตี วิหารํ ปาวิสึ อหํ ฯ
สา ภิกฺขุนึ อุปาคจฺฉึ ยา เม สทฺธายิกา อหุ
สา เม ธมฺมมเทเสสิ ขนฺธายตนธาตุโย ฯ
ตสฺสา ธมฺมํ สุณิตฺวาน เอกมนฺเต อุปาวิสึ
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ ฯ
เจโต ปริจฺจญาณญฺจ โสตธาตุ วิโสธิตา
อิทฺธิปิ เม สจฺฉิกตา ปตฺโต เม อาสวกฺขโย
ฉ เมภิญฺญา ๑ สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
อญฺญตรา ภิกฺขุนี อปญฺญาตา ฯ
๑ ม. ภทฺทากาปิลานี ฯ ยุ. ภทฺทากปฺปิลานี ฯ ๒ ม. นาจฺฉรา ฯ
ตั้งแต่เราบวชมาตลอด ๒๕ ปี ยังไม่ประสบความสงบจิต แม้ชั่วเวลาลัดนิ้วมือหนึ่งเลย เราไม่ได้ความสงบจิต มีจิตชุ่มแล้วด้วยกามราคะประคองแขนทั้งสองคว่ำครวญเดินเข้าไปสู่วิหาร เราได้เข้าไปหาพระภิกษุณีผู้ที่เราควรเชื่อถือ พระภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือขันธ์ อายตนะและธาตุแก่เรา เราฟังธรรมของภิกษุณีนั้นแล้ว เข้าไปนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง ย่อมรู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ ทิพยจักษุเราชำระให้หมดจดแล้วเจโตปริยญาณและโสตธาตุเราชำระให้หมดจดแล้ว แม้ฤทธิ์เราก็ทำให้แจ้งแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว ทำให้แจ้งอภิญญา ๖แล้ว ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.
๒. วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษความสวย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๒ มตฺตา วณฺเณน รูเปน โสภคฺเคน ยเสน จ
โยพฺพเนน จุปตฺถทฺธา อญฺญา สมติมญฺญิหํ ฯ
วิภูเสตฺวา อิมํ กายํ สุจิตฺตํ พาลลาปนํ ๒
อฏฺฐาสึ เวสิทฺวารมฺหิ ลุทฺโท ปาสมิโวฏฺฏิยา ๓ ฯ
ปิลนฺธนํ วิทสฺเสนฺตี ๔ คุยฺหํ ปกาสิตํ พหุํ
อกาสึ วิวิธํ มายํ อุชฺชคฺฆนฺตี พหุํ ชนํ ฯ
สาชฺช ปิณฺฑํ จริตฺวาน มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา
นิสินฺนา รุกฺขมูลมฺหิ อวิตกฺกสฺส ลาภินี ฯ
สพฺเพ โยคา สมุจฺฉินฺนา เย ทิพฺพา เย จ มานุสา
เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ สีติภูตมฺหิ นิพฺพุตา ฯ
วิมลา ปุราณคณิกา ฯ
เราเป็นผู้เมาแล้วด้วยผิวพรรณ รูปสมบัติ ความสวยงาม บริวารสมบัติและความเป็นสาว มีจิตกระด้าง ดูหมิ่นหญิงอื่นๆ ประดับร่างกายงดงามวิจิตร สำหรับลวงบุรุษผู้โง่เขลา ได้ยืนอยู่ที่ประตูบ้านหญิงแพศยา ดุจนายพรานที่คอยดักเนื้อ ฉะนั้น เราได้แสดงเครื่องประดับต่างๆ และอวัยวะที่ควรปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏแก่บุรุษ กระทำมายาหลายอย่างให้ชายเป็นอันมากยินดี วันนี้เรามีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาต แล้วมานั่งที่โคนต้นไม้ เป็นผู้ได้ฌานอันไม่มีวิตก เราตัดเครื่องเกาะเกี่ยว ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ได้ทั้งหมด และทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น ดับสนิทแล้ว.
๓. สีหาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษกามราคะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต สีหาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๓ อโยนิโสมนสิการา กามราเคน อทฺธิตา ๕
อโหสึ อุทฺธฏา ปุพฺเพ จิตฺเต อวสวตฺตินี ฯ
ปริยุฏฺฐิตา กิเลเสหิ สุขสญฺญานุวตฺตินี ๖
สมํ จิตฺตสฺส นาลภึ ราคจิตฺตวสานุคา ฯ
กิสา ปณฺฑุ วิวณฺณา จ สตฺต วสฺสานิ จาริหํ
นาหํ ทิวา วา รตฺตึ วา สุขํ วินฺทึ สุทุกฺขิตา ฯ
ตโต รชฺชุํ คเหตฺวาน ปาวิสึ วนมนฺตรํ
วรมฺเม อิธ อุพฺพนฺธํ ยญฺจ หีนํ ปุนาจเร ฯ
ทฬฺหปาสํ กริตฺวาน รุกฺขสาขาย พนฺธิย
ปกฺขิปึ ปาสํ คีวายํ อถ จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ฯ
สีหา ฯ
๑ ม. ฉฬภิญฺญา ฯ ๒ ยุ. พาลาลปนํ ฯ ๓ ม. ยุ. โวฑฺฑิย ฯ ๔ ยุ. วิทํเสนฺตี ฯ
๕ ม. อฏฺฏิตา ฯ ยุ. อทฺทิตา ฯ ๖ ม. สุภสญฺญา ... ฯ
เมื่อก่อนเราเป็นผู้ถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิตฟุ้งซ่าน จึงทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มนสิการโดยอุบายอันแยบคาย เป็นผู้อันกิเลสทั้งหลายกลุ้มรุมแล้ว มีปกติเป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็นสุขตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิตเราจึงเป็นผู้ผอมเหลือง มีผิวพรรณไม่ผ่องใสอยู่ตลอด ๗ ปี เราเป็นผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว ไม่ได้ความสบายใจทั้งกลางวันกลางคืน เพราะเหตุนั้น เราจึงถือเอาเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียในที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก พอเราทำบ่วงให้มั่นคงผูกที่กิ่งไม้แล้ว สวมบ่วงที่คอ ในทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย.
๔. นันทาเถรีคาถา
สุภาษิตสอนตน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต นันทาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๔ อาตุรํ อสุจึ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺสยํ
อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ฯ
ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ
ทุคฺคนฺธํ ปูติกํ วาติ พาลานํ อภินนฺทิตํ ฯ
เอวเมตํ อเวกฺขนฺตี รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา
ตโต สกาย ปญฺญาย อภินิพฺพิชฺช ทกฺขิสํ ฯ
ตสฺสา เม อปฺปมตฺตาย วิจินนฺติยา โยนิโส
ยถาภูตํ อยํ กาโย ทิฏฺโฐ สนฺตรพาหิโร ฯ
อถ นิพฺพินฺทหํ กาเย อชฺฌตฺตญฺจ วิรชฺชหํ
อปฺปมตฺตา วิสํยุตฺตา อุปสนฺตมฺหิ นิพฺพุตา ฯ
นนฺทา ๑ ฯ
ดูกรนางนันทา ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาดเปื่อยเน่า จงอบรบจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มีอารมณ์เป็นหนึ่งด้วยอสุภสัญญาร่างกายนี้ฉันใด ร่างกายของท่านก็ฉันนั้น ร่างกายของท่านนั้นฉันใดร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป อันพวกชนพาลปรารถนากันยิ่งนัก เมื่อท่านพิจารณาร่างกายนี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน แทงตลอดแล้ว จักเห็นด้วยปัญญาของตนได้ เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย จึงเห็นกายนี้ทั้งภายในและภายนอกตามความเป็นจริง ทีนั้นเราจึงเบื่อหน่ายในกายและคลายความกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร เป็นผู้สงบระงับดับสนิทแล้ว.
๕. นันทุตตราเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษการถือผิด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต นันทุตตราเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ อคฺคึ จนฺทญฺจ สุริยญฺจ ๒ เทวตา จ นมสฺสิหํ
นทีติตฺถานิ คนฺตฺวาน อุทกํ โอรุหามิหํ ฯ
พหูวตสมาทานา อฑฺฒํ สีสสฺส โอลิขึ
ฉมาย เสยฺยํ กปฺเปมิ รตฺติภตฺตํ น ภุญฺชิหํ ฯ
วิภูสมณฺฑนรตา นฺหาปนจฺฉาทเนหิ จ
อุปกาสึ อิมํ กายํ กามราเคน อทฺธิตา ๑ ฯพ
ตโต สทฺธํ ลภิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ
ทิสฺวา กายํ ยถาภูตํ กามราโค สมูหโต ฯ
สพฺเพ ภวา สมุจฺฉินฺนา อิจฺฉา จ ปตฺถนา ปิ จ
สพฺพโยควิสํยุตฺตา สนฺตึ ปาปุณึ เจตโส ฯ
นนฺทุตฺตรา เถรี ฯ
๑ ม. สุนฺทฺรีนนฺทา ฯ ๓ ม. ยุ. สูริยญฺจ ฯ
เมื่อก่อนเราไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์และเทวดา ไปสู่ท่าน้ำแล้วลงดำน้ำ เราสมาทานวัตรเป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอนแผ่นดิน ไม่กินข้าวในกลางคืน แต่ยินดีในการประดับตบแต่ง บำรุงร่างกายนี้ ด้วยกายอาบน้ำ และนวดฟั่นขัดสี เป็นผู้ถูกกามราคะครอบแล้ว ต่อมาเราได้ศรัทธาในพระศาสนา ออกบวชเป็นบรรพชิต เราพิจารณาเห็นกายตามความเป็นจริงแล้ว จึงถอนกามราคะเสียได้ ตัดภพความอยาก และความปรารถนาทั้งปวง ไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลสเครื่องประกอบทุกอย่าง บรรลุถึงความสงบใจแล้ว.
๖. มิตตกาลีเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษการติดลาภสักการะ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต มิตตกาลีเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๖ สทฺธาย ปพฺพชิตฺวาน อคารสฺมา อนคาริยํ
วิจริหํ เตน เตน ลาภสกฺการอุสฺสุกา ฯ
ริญฺจิตฺวา ปรมํ อตฺถํ หีนมตฺถํ อเสวิหํ
กิเลสานํ วสํ คนฺตฺวา สามญฺญตฺถํ นิรชฺชิหํ ๒ ฯ
ตสฺสา เม อหุ สํเวโค นิสินฺนาย วิหารเก
อุมฺมคฺคปฏิปนฺนมฺหิ ตณฺหาย วสมาคตา ฯ
อปฺปกํ ชีวิตํ มยฺหํ ชรา พฺยาธิ จ มทฺทติ
ปุรายํ ภิชฺชติ กาโย น เม กาโล ปมชฺชิตุํ ฯ
ยถาภูตมเวกฺขนฺตี ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
วิมุตฺตจิตฺตา อุฏฺฐาสึ กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
มิตฺตกาลี ๓ ฯ
๑ ม. อฏฺฏิตา ฯ ยุ. อทฺทิตา ฯ ๒ ม. น พุชฺฌิหํ ฯ ๓ ม. มิตฺตากาฬี ฯ
เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่เป็นรู้ขวนขวายในลาภสักการะ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการมุ่งลาภ เป็นเหตุละประโยชน์อันเยี่ยมแล้ว ถือเอาประโยชน์อันเลว เราตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ยินดีประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อเรานั่งในที่อยู่ ได้เกิดความสังเวชว่า เราเป็นผู้เดินทางผิดเสียแล้ว จึงตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราเป็นของน้อย ถูกชราและพยาธิย่ำยีอยู่เป็นนิตย์ กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน เวลานี้เราไม่ควรประมาท เมื่อเราพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง จึงมีจิตหลุดพ้นจากภพ ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว.
๗. สกุลาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต สกุลาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๗ อคารสฺมึ วสนฺตีหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ภิกฺขุโน
อทฺทสํ วิรชํ ธมฺมํ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ ฯ
สาหํ ปุตฺตํ ธีตรญฺจ ธนธญฺญญฺจ ฉฑฺฑิย
เกเส เฉทาปยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
สิกฺขมานา อหํ สนฺตี ภาเวนฺตี มคฺคมญฺชสํ
ปหาสึ ราคโทสญฺจ ตเทกฏฺเฐ จ อาสเว ฯ
ภิกฺขุนี อุปสมฺปชฺช ปุพฺพชาติมนุสฺสรึ
ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ วิมลํ สาธุภาวิตํ ฯ
สงฺขาเร ปรโต ทิสฺวา เหตุชาเต ปโลกิเน
ปหาสึ อาสเว สพฺเพ สีติภูตมฺหิ นิพฺพุตา ฯ
สกุลา ฯ
เมื่อเรายังอยู่ในเรือน ได้ฟังธรรมของภิกษุรูปหนึ่ง ได้เห็นนิพพานอันเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นทางเครื่องถึงความสุข ไม่จุติต่อไปเราจึงละบุตร ธิดา ทรัพย์ และธัญชาติ โกนผมออกบวชเป็นบรรพชิตเราศึกษาทางสงบใจอยู่ เจริญมรรคชั้นสูง จึงละราคะ โทสะ และอาสวะทั้งหลายอันกล้าแข็งกว่าราคะโทสะนั้นได้ เราอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว ระลึกถึงชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์หมดมลทินอบรมแล้วด้วยดี เราเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอนัตตา เป็นของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวงเป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว.
๘. โสณาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการฟังธรรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต โสณาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๘ ทส ปุตฺเต วิชายิตฺวา อสฺมึ รูปสมุสฺสเย
ตโตหํ ทุพฺพลา ชิณฺณา ภิกฺขุนึ อุปสงฺกมึ ฯ
สา เม ธมฺมมเทเสสิ ขนฺธายตนธาตุโย
ตสฺสา ธมฺมํ สุณิตฺวาน เกเส เฉตฺวาน ปพฺพชึ ฯ
ตสฺสา เม สิกฺขมานาย ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร ฯ
อนิมิตฺตญฺจ ภาเวมิ เอกคฺคา สุสมาหิตา
อนนฺตราวิโมกฺขาสึ อนุปาทาย นิพฺพุตา ฯ
ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺญาตา ติฏฺฐนฺติ ฉินฺนมูลกา
ธิ ตวตฺถุ ชเร ชมฺเม นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ
โสณา ฯ
ในรูปกายนี้ เราคลอดบุตร ๑๐ คน ต่อมาเป็นคนชราทุพพลภาพ จึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ภิกษุณีนั้นแสดงธรรม คือ ขันธ์ อายตนะและธาตุแก่เรา เราฟังธรรมของภิกษุณีนั้นแล้ว โกนผมออกบวช เมื่อเราศึกษาอยู่ ได้ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว รู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้อนึ่ง เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เจริญอนิมิตสมาธิเป็นผู้มีวิโมกข์เกิดแล้ว ในลำดับแห่งมรรคอันเลิศ เป็นผู้ดับแล้วโดยหาเชื้อมิได้ ขันธ์ ๕ ที่เรากำหนดรู้ มีรากขาดแล้วตั้งอยู่ สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คงมีอยู่ในกายที่คร่ำคร่าเลวทราม บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี.
๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงโทษการถือผิด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ภัททากุณฑลาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๙ ลูนเกสี ปงฺกธรี เอกสาฏี ปุเร จรึ
อวชฺเช วชฺชมตินี วชฺเช จาวชฺชทสฺสินี
ทิวาวิหารา นิกฺขมฺม คิชฺฌกูฏมฺหิ ปพฺพเต
อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขตํ
นิหจฺจ ชานน วนฺทิตฺวา สมฺมุขา อญฺชลี ๑ อหํ ฯ
เอหิ ภทฺเทติ อวจ สา เม อาสูปสมฺปทา ฯ
จิณฺณา องฺคา จ มคธา วชฺชี กาสี จ โกสลา
อนณา ปณฺณาสวสฺสานิ รฏฺฐปิณฺฑํ อภุญฺชิหํ ฯ
ปุญฺญํ จ ปสวิ ๒ พหุํ สปฺปญฺโญยํ ๓ อุปาสโก
โย ภทฺทาย จีวรมทาสิ มุตฺตาย ๔ สพฺพคนฺเถหิ ฯ
ภทฺทา กุณฺฑลา ๕ ฯ
เมื่อก่อนเราต้องถอนผม อมขี้ฟัน นุ่งห่มผ้าผืนเดียวเที่ยวไป เราสำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่า มีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่า ไม่มีโทษออกจากที่พักในกลางวัน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี มีพระภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม ที่ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าลงถวายบังคมประนมอัญชลีเฉพาะพระพักตร์ พระองค์ตรัสว่า มาเถิดนางภัททา เท่านั้นเราก็เป็นอันได้อุปสมบทแล้ว เราเป็นผู้ไม่มีหนี้สิน บริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น เที่ยวไปในแคว้นอังคะ มคธ วัชชี กาสีและโกศล ๕๐ ปีอุบาสกผู้มีปัญญา ได้ถวายจีวรแก่เราผู้ชื่อว่าภัททา ผู้พ้นแล้วจากกิเลสเครื่องร้อยกองทั้งปวง ได้ประสบบุญเป็นอันมาก.
๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการทำสมาธิ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ปฏาจาราเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๐ นงฺคเลหิ กสํ เขตฺตํ พีชานิ ปวปํ ฉมา
ปุตฺตทารานิ โปเสนฺตา ธนํ วินฺทนฺติ มาณวา ฯ
กิมหํ สีลสมฺปนฺนา สตฺถุ สาสนการิกา
นิพฺพานํ นาธิคจฺฉามิ อกุสีตา อนุทฺธตา ฯ
ปาเท ปกฺขาลยิตฺวาน อุทเกสุ กโรมหํ
ปาโททกญฺจ ทิสฺวาน ถลโต นินฺนมาคตํ
ตโต จิตฺตํ สมาเธสึ ๑ อสฺโส ๒ ภโทฺรว ชานิโย ฯ
ตโต ทีปํ คเหตฺวาน วิหารํ ปาวิสึ อหํ
เสยฺยํ โอโลกยิตฺวาน มญฺจกมฺหิ อุปาวิสึ ฯ
ตโต สูจึ คเหตฺวาน วฏฺฏึ โอกสฺสยามหํ
ปชฺโชตสฺเสว ๓ นิพฺพานํ วิโมกฺโข อหุ เจตโส ฯ
ปฏาจารา ฯ
๑ ม. อญฺชลึ ฯ ยุ. ปญฺชลี ฯ ๒ ยุ. ปสวึ ฯ ๓ โป. ม. วตายํ อุปาสโก ฯ
ยุ. สปฺปญฺโญ วตายมุปาสโก ฯ ๔ ม. วิปฺปมุตฺตาย ฯ ๕ ม. ภทฺทา กุณฺฑลเกสา ฯ
มาณพทั้งหลายไถนาด้วยไถ หว่านพืชลงบนแผ่นดิน หาทรัพย์เลี้ยงบุตรภรรยา เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดาไม่เกียจคร้าน ไม่มีใจฟุ้งซ่าน เหตุไรจึงจะไม่บรรลุนิพพาน เราล้างเท้าเห็นน้ำล้างเท้าไหลมาแต่ที่ดอนสู่ที่ลุ่ม กระทำให้เป็นนิมิต แต่นั้นทำจิตให้เป็นสมาธิ เหมือนม้าอาชาไนยที่ดี อันนายสารถีฝึกแล้วโดยง่ายฉะนั้น ลำดับนั้น เราถือประทีปเข้าไปยังวิหารตรวจดูที่นอนแล้วขึ้นบนเตียง ลำดับนั้น เราจับเข็มหมุนไส้ลง พอไฟดับความหลุดพ้นแห่งใจได้มีแล้ว.
๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการเชื่อฟังคำสอน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ติงสมัตตาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๑ มุสลานิ คเหตฺวาน ธญฺญํ โกฏฺเฏนฺติ มาณวา
ปุตฺตทารานิ โปเสนฺตา ธนํ วินฺทนฺติ มาณวา ฯ
กโรถ พุทฺธสาสนํ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ขิปฺปํ ปาทานิ โธวิตฺวา เอกมนฺเต นิสีทถ
เจโตสมถมนุยุตฺตา กโรถ พุทฺธสาสนํ ฯ
ตสฺสา ตา วจนํ สุตฺวา ปฏาจาราย สาสนํ
ปาเท ปกฺขาลยิตฺวาน เอกมนฺตํ อุปาวิสุํ
เจโตสมถมนุยุตฺตา อกํสุ พุทฺธสาสนํ ฯ
รตฺติยา ปุริเม ยาเม ปุพฺพชาติมนุสฺสรุํ
รตฺติยา มชฺฌิเม ยาเม ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยุํ
รตฺติยา ปจฺฉิเม ยาเม ตโมกฺขนฺธํ ปทาลยุํ ฯ
อุฏฺฐาย ปาเท วนฺทึสุ กตา เต อนุสาสนี
อินฺทํว เทวา ติทสา สงฺคาเม อปราชิตํ
ปุรกฺขิตฺวา วิหริสฺสาม ๑ เตวิชฺชมฺหา อนาสวา ฯ
อิตฺถํ สุทํ ตึสมตฺตา เถรี ภิกฺขุนิโย ปฏาจาราย
สนฺติเก อญฺญํ พฺยากรึสุ ฯ
๑ ยุ. สมาเธมิ ฯ ๒ ม. ยุ. อสฺสํ ภทฺรํวชานิยํ ฯ ๓ ยุ. ปทีปสฺเสว ฯ
พระเถรีประมาณ ๓๐ รูปนี้ ได้พยากรณ์อรหัตผลในสำนักพระปฏาจาราเถรีอย่างนี้ว่า
มาณพทั้งหลายถือเอาสากซ้อมข้าว แสวงหาทรัพย์มาเลี้ยงบุตรภรรยาท่านทั้งหลายจงทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่กระทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง จงประกอบความสงบใจ ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ภิกษุณีเหล่านั้นได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจ กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในยามต้นแห่งราตรี พากันระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยามได้บรรลุทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม ได้ทำลายกองแห่งความมืด พระภิกษุณีเหล่านั้นพากันลุกขึ้นไปกราบเท้าพระปฏาจาราเถรี แล้วกล่าวว่า คำสั่งสอนของท่าน พวกเราได้กระทำแล้ว เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันห้อมล้อมพระอินทร์ผู้ชนะสงคราม ฉันใด พวกเราจักพากันล้อมท่านอยู่ ฉันนั้นเพราะพวกเราเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
๑๒. จันทาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการเชื่อฟังคำสอน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต จันทาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๒ ทุคฺคตาหํ ปุเร อาสึ วิธวา จ อปุตฺติกา
วินา มิตฺเตหิ ญาตีหิ ภตฺตโจลสฺส นาธิคํ ฯ
ปตฺตํ ทณฺฑํ จ คณฺหิตฺวา ภิกฺขมานา กุลา กุลํ
สีตุเณฺหน จ ฑยฺหนฺตี สตฺต วสฺสานิ จาริหํ ฯ
ภิกฺขุนึ ปุน ทิสฺวาน อนฺนปานสฺส ลาภินึ
อุปสงฺกมฺม อโวจํ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ
สา จ มํ อนุกมฺปาย ปพฺพาเชสิ ปฏาจารา
ตโต มํ โอวทิตฺวาน ปรมตฺเถ นิโยชยิ ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา อกาสึ อนุสาสนึ
อโมโฆ อยฺยาย โอวาโท เตวิชฺชมฺหิ อนาสวา ฯ
จนฺทา ฯ
ปญฺจกนิปาโต สมตฺโต ฯ
เมื่อก่อนเราเป็นคนเข็ญใจ เป็นหญิงหม้ายไม่มีบุตร ปราศจากญาติและมิตร ไม่ได้ประสบความบริบูรณ์ด้วยอาหารและผ้านุ่งห่ม เราถือภาชนะดินและไม้เท้าเที่ยวไปขอทานตามสกุลน้อยใหญ่ ถูกความหนาวร้อนเบียดเบียนอยู่ตลอด ๗ ปี ต่อมาภายหลัง เราได้พบพระปฏาจาราภิกษุณี ผู้ได้ข้าวและน้ำเป็นปกติ จึงเข้าไปหาท่านแล้วขอบรรพชาอยู่ในสำนักท่าน ท่านให้เราบวชด้วยความอนุเคราะห์ ต่อมาท่านกล่าวสอนเรา แนะนำเราให้ประกอบในปฏิปทาอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราฟังคำของท่านแล้ว ได้ทำตามท่านสอน โอวาทของท่านไม่เป็นโมฆะ เพราะเราได้บรรลุวิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
จบ ปัญจกนิบาต.
จบ ปัญจกนิบาต