arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · วีสตินิบาต

๔. รัฏฐปาลเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในวีสตินิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๔. รัฏฐปาลเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระรัฏปาลเถระ.

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต รัฏฐปาลเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๔ ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ

อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ฯ

ปสฺส จิตฺตกตํ รูปํ มณินา กุณฺฑเลน จ

อฏฺฐิตเจน ๒ โอนทฺธํ สห วตฺเถหิ โสภติ ฯ

อลตฺตกกตา ปาทา มุขํ จุณฺณกมกฺขิตํ

อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน ฯ

อฏฺฐปทกตา เกสา เนตฺตา อญฺชนมกฺขิตา

อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน ฯ

อญฺชนีว นวา จิตฺตา ปูติกาโย อลงฺกโต

อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน ฯ

โอทหิ มิคโว ปาสํ นาสาทา วากุรํ มิโค

ภุตฺวา นิวาปํ คจฺฉาม กนฺทนฺเต มิคพนฺธเก ฯ

ฉินฺนา ปาสา มิควสฺส นาสาทา วากุรํ มิโค

ภุตฺวา นิวาปํ คจฺฉาม โสจนฺเต มิคลุทฺทเก ฯ

ปสฺสามิ โลเก สธเน มนุสฺเส

ลทฺธาน วิตฺตํ น ททนฺติ โมหา ฯ

ลทฺธา ธนํ สนฺนิจยํ กโรนฺติ

ภิยฺโย จ กาเม อภิปตฺถยนฺติ ฯ

ราชา ปสยฺหปฺปฐวึ วิเชตฺวา

สสาครนฺตํ มหิมาวสนฺโต

โอรํ สมุทฺทสฺส อติตฺตรูโป

ปารํ สมุทฺทสฺสปิ ปตฺถเยถ ฯ

ราชา จ อญฺเญ จ พหู มนุสฺสา

อวีตตณฺหา มรณํ อุเปนฺติ

อูนาว หุตฺวาน ชหนฺติ เทหํฎ

กาเมหิ โลกมฺหิ น หตฺถิ ติตฺติ ฯํ

กนฺทนฺตี นํ ญาตี ปกิริย เกเส

อโห วตา โน อมราติ จาหุ

วตฺเถน นํ ปารุตํ นีหริตฺวา

จิตํ สโมธาย ตโต ทหนฺติ ฯ

โส ฑยฺหติ สูเลหิ ตุชฺชมาโน

เอเกน วตฺเถน ปหาย โภเค

น มิยฺยมานสฺส ภวนฺติ ตาณา

ญาตี จ มิตฺตา อถ วา สหายา ฯ

ทายาทกา ตสฺส ธนํ หรนฺติ

สตฺโต ปน คจฺฉติ เยน กมฺมํ

น มิยฺยมานํ ธนมเนฺวติ กิญฺจิ

ปุตฺตา จ ทารา จ ธนญฺจ รฏฺฐํ ฯ

น ทีฆมายุํ ลภเต ธเนน

น จาปิ วิตฺเตน ชรํ วิหนฺติ

อปฺปญฺหิ นํ ชีวิตมาหุ ธีรา

อสสฺสตํ วิปฺปริณามธมฺมํ ฯ

อทฺธา ๑ ทลิทฺทา จ ผุสนฺติ ผสฺสํ

พาโล จ ธีโร จ ตเถว ผุฏฺโฐ

พาโล หิ พาลฺยา วธิโตว เสติ

ธีโร จ น เวธติ ผสฺสผุฏฺโฐ ฯ

ตสฺมา หิ ปญฺญาว ธเนน เสยฺโย

ยาย โวสานมิธาธิคจฺฉติ

อโพฺยสิตตฺตา หิ ภวาภเวสุ

ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา ฯ

อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ

สํสารมาปชฺช ปรมฺปราย

ตสฺสปฺปปญฺโญ อภิสทฺทหนฺโต

อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ ฯ

โจโร ยถา สนฺธิมุเข คหีโต

สกมฺมุนา หญฺญติ ปาปธมฺโม

เอวํ ปชา เปจฺจ ปรมฺหิ โลเก

สกมฺมุนา หญฺญติ ปาปธมฺโม ฯ

กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา

วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ

อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา

ตสฺมา อหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ฯ

ทุมปฺผลานีว ปตนฺติ มาณวา

ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา

เอตมฺปิ ทิสฺวา ปพฺพชิโตมฺหิ ราช

อปณฺณกํ สามญฺญเมว เสยฺโย ฯ

สทฺธายาหํ ปพฺพชิโต อุเปโต ชินสาสเน

อวชฺชา มยฺหํ ปพฺพชฺชา อนโณ ภุญฺชามิ โภชนํ ฯ

กาเม อาทิตฺตโต ทิสฺวา ชาตรูปานิ สตฺถโต

คพฺเภ โวกฺกนฺติโต ทุกฺขํ นิรเยสุ มหพฺภยํ ฯ

เอตมาทีนวํ ทิสฺวา สํเวคํ อลภึ ตทา

โสหํ วิทฺโธ ตทา สนฺโต สมฺปตฺโต อาสวกฺขยํ ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ

ยสฺส จตฺถาย ปพฺพชิโต อคารสฺมา อนคาริยํ

โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโยติ ฯ

รฏฺฐปาโล เถโร ฯ

๑ ย. เตลกานิ ฯ ๒ ม. อฏฺฐึ ตเจน ฯ

๑ อฑฺฒาติปิ ฯ

ฉบับหลวง

เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็นแผลอันกระดูก ๓๐๐ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย คนพาลพากันดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น เชิญดูรูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล หุ้มด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน งามพร้อมไปด้วยผ้าต่างๆมีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ทาด้วยฝุ่น สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลงผมทั้งหลาย อันบุคคลตบแต่งเป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก นัยน์ตาทั้งสองอันหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง กายอันเปื่อยเน่าอันบุคคลตบแต่งแล้วเหมือนกล่องยาตาใหม่ๆ

วิจิตรด้วยลวดลายต่างๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพรานเนื้อคร่ำครวญอยู่พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป บ่วงของนายพรานขาดไปแล้วเนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพรานเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้วไม่ให้ทานเพราะความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสมไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป พระราชากดขี่ช่วงชิงเอาแผ่นดินครอบครองแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยังปรารถนาจักครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป

พระราชาก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ยังไม่เต็มความประสงค์ ก็พากันละทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีในโลกเลย หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และพันว่าทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้นพวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่อนำไปเผาเสียที่เชิงตะกอน ผู้ที่ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาวเผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคลจะตายย่อมไม่มีญาติหรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้ พวกที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วนสัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรๆ

คือ พวกบุตร ภริยา ทรัพย์ แว่นแคว้นสิ่งใดๆ จะติดตามไม่ได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่ จะละความแก่ไปแม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นแลว่าเป็นของน้อย ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน ทั้งคนพาลและคนฉลาดก็ต้องถูกผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่คนพาลถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นและ ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำกรรมชั่วต่างๆ

อยู่ในภพน้อยภพใหญ่เพราะความหลง ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อมาเชื่อต่อการทำของบุคคลผู้ที่ทำความชั่วนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ร่ำไปเหมือนกันโจรผู้มีธรรมอันชั่วช้า ถูกเขาจับได้พร้อมทั้งของกลางย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันใด หมู่สัตว์ผู้มีธรรมอันชั่วช้า ละไปแล้ว ย่อมเดือดร้อนในปรโลกเพราะกรรมของตน ฉะนั้น กามทั้งหลายงามวิจิตรมีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ

ดูกรมหาบพิตรเพราะอาตมภาพได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช สัตว์ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกายแตก เหมือนผลไม้หล่น ฉะนั้นดูกรมหาบพิตร อาตมภาพเห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อนี้ จึงออกบวชความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแล ประเสริฐ อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธาเข้าถึงการปฏิบัติชอบในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกามทั้งหลายโดยเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลายโดยเป็นศาตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงในครรภ์ เห็นภัยใหญ่ในนรก จึงออกบวช อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้แล้วได้ความสังเวชในกาลนั้น ในกาลนั้นอาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศร คือ ราคะเป็นต้นแทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคยแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอาตมภาพทำสำเร็จแล้ว อาตมภาพได้ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว.

จบ ๔. รัฏฐปาลเถรคาถา