ปัญจกนิบาต
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๕–๓๔๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๒๑ ในเถรคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เถรคาถาย ปญฺจกนิปาโต
เถรคาถา ปัญจกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในปัญจกนิบาต
๑. ราชทัตตเถรคาถา
สุภาษิตสอนให้พิจารณาสังขาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ราชทัตตเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ ภิกฺขุ สีวถิกํ คนฺตฺวา อทฺทส ๑ อิตฺถิมุชฺฌิตํ
อปวิทฺธํ สุสานสฺมึ ขชฺชนฺตึ กิมิหี ผุฏํ ฯ
ยํ หิ เอเก ชิคุจฺฉนฺติ มตํ ทิสฺวาน ปาปกํ
กามราโค ปาตุรหุ อนฺโธว สวตี อหุ ๒ ฯ
โอรํ โอทนปากมฺหา ตมฺหา ฐานา อปกฺกมึ
สติมา สมฺปชาโนหํ เอกมนฺตํ อุปาวิสึ ฯ
ตโต เม มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ
อาทีนโว ปาตุรหุ นิพฺพิทา สมติฏฺฐถ ฯ
ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
ราชทตฺโต เถโร ฯ
ภิกษุไปป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพหญิงคนหนึ่งซึ่งเขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีหมู่หนอนฟอนกัดกินอยู่ ก็ธรรมดาคนที่ชอบสวยชอบงามบางพวก ได้เห็นซากศพอันเป็นของเลวทราม ย่อมเกลียด แต่ความกำหนัดรักใคร่ย่อมเกิดแก่เขา เขาเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นของไม่สะอาดที่ไหลออกจากทวารทั้ง ๙ ในซากศพนั้น ภายในเวลาหม้อข้าวสุกหนึ่งเราหลีกออกจากที่นั้น เรามีสติสัมปชัญญะ เข้าไปสู่ที่ควรแห่งหนึ่งทีนั้นการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันชอบจึงเกิดขึ้นแก่เรา โทษปรากฏแก่เรา ความเหนื่อยหน่ายก็ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากกิเลส ขอท่านจงดูความที่ธรรมเป็นธรรมดีเลิศเถิด เพราะวิชชา ๓ เรา
ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
๒. สุภูตเถรคาถา
สุภาษิตสอนไม่ให้ดีแต่พูด
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต สุภูตเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๒ อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ ปุริโส กิจฺจมิจฺฉโก ๓
จรํ เจ นาธิคจฺเฉยฺย ตํ เว ๔ ทุพฺภคลกฺขณํ ฯ
อพฺพูฬฺหํ อฆตชีวิตํ ๕
เอกญฺเจ โอสฺสชฺเชยฺย กลีว สิยา
สพฺพานิปิ เจ โอสฺสชฺเชยฺย อนฺโธว สิยา
สมวิสมสฺส อทสฺสนโต ฯ
ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท
อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ อคนฺธกํ
เอวํ สุภาสิตา วาจา อผลา โหติ อกุพฺพโต ฯ
ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ สคนฺธกํ ๑
เอวํ สุภาสิตา วาจา สผลา โหติ สุกุพฺพโตติ ๒
สุภูโต เถโร ฯ
๑ ยุ. อทฺทสํ ฯ ๒ ม. ยุ. อหุํ ฯ ๓ สี. ยุ. กิจฺจมิจฺฉโต ฯ ๔ ม. ยุ. เม ฯ
๕ ม. อฆคตํ วิชิตํ ฯ ยุ. อฆตํ วิชิตํ ฯ
บุรุษผู้ประสงค์จะทำธุรกิจ เมื่อประกอบตนในกิจที่ไม่ควรประกอบ ถ้าเมื่อขืนประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่พึงได้สำเร็จผล การประกอบในกิจที่ไม่ควรประกอบนั้น มิใช่ลักษณะบุญ ถ้าบุคคลใด ไม่ถอนความเป็นอยู่อย่างลำบากแล้วมาสละธรรมอันเอกเสีย บุคคลนั้นก็พึงเป็นดังคนกาลีถ้าสละทิ้งคุณธรรมแม้ทั้งปวง ผู้นั้นก็พึงเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นธรรมที่สงบและธรรมไม่สงบ บุคคลพึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้นแล ไม่พึงทำอย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำ ดีแต่พูดนั้นมีมาก ดอกไม้งาม มีสีแต่ไม่มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่บุคคลผู้ไม่ทำอยู่ก็ฉันนั้น ดอกไม้งาม มีสี มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิตย่อม
มีผลแก่บุคคลผู้ทำอยู่ ฉะนั้น.
๓. คิริมานันทเถรคาถา
สุภาษิตเย้ยฟ้าท้าฝน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต คิริมานันทเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๓ วสฺสติ เทโว ยถา สุคีตํ
ฉนฺนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา
ตสฺสํ วิหรามิ วูปสนฺโต
อถ เจ ปตฺถยสิ ปวสฺส เทว ฯ
วสฺสติ เทโว ยถา สุคีตํ
ฉนฺนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา
ตสฺสํ วิหรามิ สนฺตจิตฺโต
อถ เจ ปตฺถยสิ ปวสฺส เทว ฯ
ฯเปฯ
ตสฺสํ วิหรามิ วีตราโค
ฯเปฯ
ตสฺสํ วิหรามิ วีตโทโส
ฯเปฯ
ตสฺสํ วิหรามิ วีตโมโห
อถ เจ ปตฺถยสิ ปวสฺส เทวาติ ฯ
คิริมานนฺโท เถโร ฯ
๑ โป. ม. สุคนฺธกํ ฯ ๒ สี. ยุ. สกุพฺพโตติ ฯ ม. กุพฺพโตติ ฯ
ฝนตกเสียงไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฏีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้สงบอยู่ในกุฏีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฏีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้มีจิตสงบอยู่ในกุฏีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากราคะ อยู่ในกุฏีนั้น ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากโทสะอยู่ในกุฏีนั้น ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากโมหะอยู่ในกุฏีนั้น
ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน.
๔. สมุนเถรคาถา
สุภาษิตแสดงผลการปฏิบัติธรรม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต สมุนเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๔ ยํ ปตฺถยมาโน ๑ ธมฺเมสุ อุปชฺฌาโย อนุคฺคหิ
อมตํ อภิกงฺขนฺตํ กตํ กตฺตพฺพกํ มยา ฯ
อนุปฺปตฺโต สจฺฉิกโต สยํ ธมฺโม อนีติโห
วิสุทฺธญาโณ ๒ นิกฺกงฺโข พฺยากโรมิ ตวนฺติเก ฯถ
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ
สทตฺโถ เม อนุปฺปตฺโต กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
อปฺปมตฺตสฺส เม สิกฺขา สุสฺสุตา ตว สาสเน
สพฺเพ เม อาสวา ขีณา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ
อนุสาสิ มํ อริยวตา อนุกมฺปี อนุคฺคหิ
อโมโฆ ตุมฺหโมวาโท ๓ อนฺเตวาสิมฺหิ สิกฺขิโตติ ฯ
สุมโน เถโร ฯ
ท่านพระอุปัชฌายะปรารถนาธรรมใด ในบรรดาธรรมทั้งหลายเพื่อเราอนุเคราะห์ เราผู้จำนงหวังอมตนิพพาน กิจที่ควรในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่มิใช่สิ่งที่อ้างว่าท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความสงสัย จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์ของตนเราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำแล้ว สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาท ได้ฟังดีแล้วในสำนักของท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอนเราด้วยวัตรอันประเสริฐโอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์ เราได้ศึกษาอยู่ในสำนักของท่าน.
๕. วัฑฒเถรคาถา
สุภาษิตสรรเสริญมารดา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต วัฑฒเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ สาธุ หิ กิร เม มาตา ปโตทํ อุปทํสยิ
ยสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา อนุสิฏฺโฐ ชเนตฺติยา
อารทฺธวิรโย ปหิตตฺโต ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ฯ
อรหา ทกฺขิเณยฺโยมฺหิ เตวิชฺโช อมตทฺทโส
เชตฺวา ๔ นมุจิโน เสนํ วิหรามิ อนาสโว ฯ
อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เย เม วิชฺชึสุ อาสวา
สพฺเพ อเสสา อุจฺฉินฺนา น จ อุปฺปชฺชเร ปุน ฯ
วิสารทา โข ภคินี เอตมตฺถํ อภาสยิ
อปิ หา นูน มยิปิ วนโถ เต น วิชฺชติ ฯ
ปริยนฺตกตํ ทุกฺขํ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย
ชาติมรณสํสาโร นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯฏ
วฑฺโฒ เถโร ฯ
๑ ม. ยุ. ปตฺถยาโน ฯ ๒ ม. วิสุทฺธิญาโณ ฯ ๓ ม. ยุ. ตุยฺหโมวาโท ฯ
๔ ยุ. ชิตฺวา ฯ
โยมมารดาของเราดีแท้ เพราะได้แนะนำเราให้รู้สึกตัว เหมือนบุคคลแทงพาหนะด้วยประตัก ฉะนั้น เราได้ฟังคำของโยมมารดาที่พร่ำสอนแล้วได้ปรารภความเพียร มีจิตตั้งมั่น ได้บรรลุโพธิญาณอย่างสูงสุด เราเป็นพระอรหันต์ควรแก่ทักษิณา มีวิชชา ๓ ได้เห็นอมตธรรม ชนะเสนาแห่งมาร ไม่มีอาสวะอยู่ อาสวะของเราเหล่าใด ได้มีแล้วทั้งภายในทั้งภายนอก อาสวะเหล่านั้นทั้งหมด เราตัดขาดแล้ว และไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โยมมารดาของเราเป็นผู้แกล้วกล้า ได้กล่าวเนื้อความนี้กะเราแม้เมื่อเราผู้เป็นบุตรของท่านไม่มีกิเลส กิเลสอันเป็นดังหมู่ไม้ในป่าของท่านคงจะไม่มีเป็นแน่ ทุกข์เราทำให้สิ้นสุดแล้ว อัตภาพนี้มีในที่สุด
สงสาร คือความเกิดตายสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี.
๖. นทีกัสสปเถรคาถา
สุภาษิตสรรเสริญพระพุทธองค์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต นทีกัสสปเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๖ อตฺถาย วต เม พุทฺโธ นทึ เนรญฺชรํ อคา
ยสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน มิจฺฉาทิฏฺฐึ วิวชฺชยึ ฯ
ยชึ อุจฺจาวเจ ยญฺเญ อคฺคิหุตํ ชุหึ อหํ
เอสา สุทฺธีติ มญฺญนฺโต อนฺธภูโต ปุถุชฺชโน ฯ
ทิฏฺฐิคหณปกฺขนฺโน ปรามาเสน โมหิโต
อสุทฺธึ มญฺญิสํ สุทฺธึ อนฺธภูโต อวิทฺทสุ ฯ
มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปหีนา เม ภวา สพฺเพ ปทาลิตา ๑
ชุหามิ ทกฺขิเณยฺยคฺคึ นมสฺสามิ ตถาคตํ ฯ
โมหา สพฺเพ ปหีนา เม ภวตณฺหา ปทาลิตา
วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ
นทีกสฺสโป เถโร ฯ
พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่แม่น้ำเนรัญชรา เพื่อประโยชน์แก่เราหนอเพราะเราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ละมิจฉาทิฏฐิได้ เมื่อเราเป็นปุถุชนยังมืดมนอยู่ สำคัญว่า การบูชายัญนี้เป็นความบริสุทธิ์ จึงได้บูชายัญสูงๆ ต่ำๆ และได้บูชาไฟ แล่นไปสู่การถือทิฏฐิ ลุ่มหลงไปด้วยการเชื่อถือ เป็นคนตาบอดไม่รู้แจ้ง สำคัญความไม่บริสุทธิ์ว่าเป็นความบริสุทธิ์ บัดนี้ เราละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว ทำลายภพทั้งปวงหมดแล้วเราบูชาไฟ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เราขอนมัสการพระตถาคต ความลุ่มหลงทั้งปวงเราละหมดแล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเราทำลายแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี.
๗. คยากัสสปเถรคาถา
สุภาษิตแสดงความเป็นพุทธทายาท
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต คยากัสสปเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๗ ปาโต มชฺฌนฺติกํ สายํ ติกฺขตฺตุํ ทิวสสฺสหํ
โอตรึ อุทกํ โสหํ ๒ คยาย คยผคฺคุยา ฯ
ยํ มยา ปกตํ ปาปํ ปุพฺเพ อญฺญาสุ ชาติสุ
ตนฺทานีธ ปวาเหมิ เอวํทิฏฺฐิ ปุเร อหุ ๑ ฯ
สุตฺวา สุภาสิตํ วาจํ ธมฺมตฺถสหิตํ ปทํ
ตถํ ยาถาวตํ ๒ อตฺถํ โยนิโส ปจฺจเวกฺขิสํ ฯ
นินฺหาตสพฺพปาโปมฺหิ นิมฺมโล ปยโต สุจิ
สุทฺโธ พุทฺธสฺส ๓ ทายาโท ปุตฺโต พุทฺธสฺส โอรโส ฯ
โอคยฺหฏฺฐงฺคิกํ โสตํ สพฺพํ ปาปํ ปวาหยึ
ติสฺโส วิชฺชา อชฺฌคมึ กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
คยากสฺสโป เถโร ฯ
๑ ม. ยุ. วิทาลิตา ฯ ๒ ยุ. โสตํ ฯ
เราลงไปลอยบาปในแม่น้ำคยา ที่ท่าคยาผัคคุ วันละ ๓ ครั้ง คือ เวลาเช้าเวลาเที่ยง เวลาเย็น เพราะคิดเห็นว่า บาปใดที่เราทำไว้ในชาติก่อนบัดนี้ เราจะลอยบาปนั้นในที่นี้ ความเห็นอย่างนี้ ได้มีแก่เราในกาลก่อนบัดนี้ เราได้ฟังวาจาอันเป็นสุภาษิต เป็นบทอันประกอบด้วยเหตุผลแล้วพิจารณาเห็นเนื้อความได้ถ่องแท้ตามความเป็นจริง โดยอุบายอันชอบ จึงได้ล้างบาปทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีมลทิน หมดจด สะอาด เป็นทายาทผู้บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า เป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุทรของพระพุทธเจ้า เราได้หยั่งลงสู่กระแสน้ำ คือ มรรคอันมีองค์ ๘ ลอยบาปทั้งปวง แล้วเราได้บรรลุวิชชา ๓ และได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
๘. วักกลิเถรคาถา
สุภาษิตปฏิญาณเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต วักกลิเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๘ วาตโรคาภินีโต ตฺวํ วิหรํ กานเน วเน
ปวิฏฺฐโคจเร ๔ ลูเข กถํ ภิกฺขุ กริสฺสสิ ฯ
ปีติสุเขน วิปุเลน ผรมาโน สมุสฺสยํ
ลูขมฺปิ อภิสมฺโภนฺโต วิหริสฺสามิ กานเน ฯ
ภาเวนฺโต สติปฏฺฐาเน อินฺทฺริยานิ พลานิ จ
โพชฺฌงฺคานิ จ ภาเวนฺโต วิหริสฺสามิ กานเน ฯ
อารทฺธวิริเย ปหิตตฺเต นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกเม
สมคฺเค สหิเต ทิสฺวา วิหริสฺสามิ กานเน ฯ
อนุสฺสรนฺโต สมฺพุทฺธํ อตฺตทนฺทํ ๕ สมาหิตํ
อตนฺทิโต รตฺตินฺทิวํ วิหริสฺสามิ กานเนติ ฯ
วกฺกลิ เถโร ฯ
๑ ม. ยุ. อหุํ ฯ ๒ ม. ยาถาวกํ ฯ ยุ. ยถาวกํ ฯ ๓ ม. ยุ. สุทฺธสฺส ฯ
๔ ยุ. ปวิทฺธโคจเร ฯ ๕ โป. ยุ. อคฺคทนฺตํ ฯ ม. อคฺคํ ทนฺตํ ฯ
ดูกรภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่ซึ่งเป็นที่ปราศจากโคจร เป็นที่เศร้าหมอง
ถูกโรคลมครอบงำ จักทำอย่างไร?
ท่านพระวักกลิเถระกราบทูลว่า
ข้าพระองค์จะยังปีติและความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไปสู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ จักเจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕พละ ๕ และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่ เพราะได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน มีความเห็นร่วมกัน ข้าพระองค์จึงจักอยู่ในป่าใหญ่เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้มีพระองค์อันฝึกแล้ว มีพระหฤทัยตั้งมั่น จึงเป็นผู้ไม่เกียจคร้านตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันอยู่ในป่า
ใหญ่.
๙. วิชิตเสนเถรคาถา
สุภาษิตเกี่ยวกับการฝึกจิต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต วิชิตเสนเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๙ โอลคฺคิสฺสามิ เต จิตฺตํ ๑ อาณิทฺวาเรว หตฺถินํ
น ตํ ปาเป นิโยชิสฺสํ กามชาลํ ๒ สรีรชํ ๓ ฯ
ตฺวํ โอลคฺโค น คจฺฉสิ ๔
ทฺวารวิวรํ คโชว อลภนฺโต
น จ จิตฺตกลิ ปุนปฺปุนํ
ปสหํ ๕ ปาปรโต จริสฺสสิ ฯ
ยถา กุญฺชรํ อทนฺตํ
นวคฺคหํ องฺกุสคฺคโห
พลวา อาวตฺเตติ อกามํ
เอวํ อาวตฺตยิสฺสนฺตํ ฯ
ยถา วรหยทมกุสโล
สารถิ ปวโร ทเมติ อาชญฺญํ
เอวํ ทมยิสฺสนฺตํ
ปติฏฺฐิโต ปญฺจสุ พเลสุ ฯ
สติยา ตํ นิพนฺธิสฺสํ
ปยตตฺโต ๖ เต ๗ ทมิสฺสามิ
วิริยธุรนิคฺคหิโต นยิโต
ทูรํ คมิสฺสเส จิตฺตาติ ฯ
วิชิตเสโน เถโร ฯ
๑ ม. ยุ. จิตฺต ฯ ๒ ยุ. กามชาล ฯ ๓ ยุ. สรีรช ฯ ๔ ยุ. คจฺฉิสิ ฯ
๕ ม. ปสกฺก ฯ ๖ ม. ปยุตฺโต ฯ ๗ ยุ. โว ฯ
เราจักระวังจิตนั้นไว้ เหมือนนายหัตถาจารย์ กักช้างไว้ที่ประตูนครฉะนั้น เราจักไม่ประกอบจิตไว้ในธรรมอันลามก จักไม่ยอมให้จิตตกลงไปสู่ข่ายแห่งกามอันเกิดในร่างกาย เจ้าถูกเรากักขังไว้แล้ว จักไปตามชอบใจไม่ได้ เหมือนช้างได้ช่องประตู ฉะนั้น ดูกรจิตผู้ชั่วช้า บัดนี้เจ้าจักขืนยินดีในธรรมอันลามกเที่ยวไปเนืองๆ ดังก่อนมิได้ นายควาญช้างมีกำลังแข็งแรง ย่อมบังคับช้างที่จับได้ใหม่ ยังไม่ได้ฝึก ให้อยู่ในอำนาจด้วยขอ ฉันใด เราจักบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจ ฉันนั้น นายสารถีผู้ฉลาดในการฝึกม้าให้ดี เป็นผู้ประเสริฐ ย่อมฝึกม้าให้รอบรู้ได้ฉันใด เราจักฝึกเจ้าให้ตั้งอยู่ในพละ ๕ ฉันนั้น จักผูกเจ้าไว้ด้วยสติจักฝึกจักบังคับเจ้าให้ทำธุระด้วยความเพียร เจ้าจักไม่ได้ไปไกลจาก
อารมณ์ภายในนี้ละนะจิต.
๑๐. ยสทัตตเถรคาถา
สุภาษิตตำหนิคนปัญญาทราม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ยสทัตตเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๐ อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ
อารกา โหติ สทฺธมฺมา นภโส ปฐวี ยถา ฯ
อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ
ปริหายติ สทฺธมฺมา กาฬปกฺเขว จนฺทิมา ฯ
อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ
ปริสุสฺสติ สทฺธมฺเม มจฺโฉ อปฺโปทเก ยถา ฯ
อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ
น วิรูหติ สทฺธมฺเม เขตฺเต พีชํว ปูติกํ ฯ
โย จ คุตฺเตน ๑ จิตฺเตน สุณาติ ชินสาสนํ
เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ สจฺฉิกตฺวา อกุปฺปตํ
ปปฺปุยฺย ปรมํ สนฺตึ ปรินิพฺพาติ อนาสโวติ ฯ
ยสทตฺโต เถโร ฯ
คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเป็นผู้ไกลจากสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเสื่อมจากสัทธรรมเหมือนพระจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเหี่ยวแห้งในสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำน้อย ฉะนั้น คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมไม่งอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นา ฉะนั้นส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ผู้นั้นทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันไม่กำเริบ พึงได้บรรลุความสงบอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน.
๑๑. โสณกุฏิกัณณเถรคาถา
สุภาษิตแสดงความภูมิใจในการเป็นพุทธสาวก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต โสณกุฏิกัณณเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๑ อุปสมฺปทา จ เม ลทฺธา วิมุตฺโต จมฺหิ อนาสโว
โส จ เม ภควา ทิฏฺโฐ วิหาเร จ สหาวสึ ฯ
พหุเทว รตฺตึ ภควา อพฺโภกาเสตินามยิ
วิหารกุสโล สตฺถา วิหารํ ปาวิสี ตทา ฯ
สนฺถริตฺวาน สงฺฆาฏึ เสยฺยํ กปฺเปสิ โคตโม
สีโห เสลคุหายํว ปหีนภยเภรโว ฯ
ตโต กลฺยาณวากฺกรโณ สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก
โสโณ อภาสิ สทฺธมฺมํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สมฺมุขา ฯ
ปญฺจกฺขนฺเธ ปริญฺญาย ภาสยิตฺวาน ๑ อญฺชสํ
ปปฺปุยฺย ปรมํ สนฺตึ ปรินิพฺพายิสฺสตฺยนาสโวติ ๒ ฯ
โส โณ กุฏิกณฺโณ เถโร ฯ
๑ ม. ยุ. ตุฏฺเฐน ฯ
เราได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส ไม่มีอาสวะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาค และได้อยู่ร่วมกับพระองค์ในวิหารเดียวกัน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่แจ้งตลอดราตรีเป็นอันมากทีเดียว พระศาสดาผู้ฉลาดในธรรมเป็นเครื่องอยู่ ได้เสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร เมื่อนั้นพระโคดมทรงลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว สำเร็จสีหไสยา ทรงละความขลาดกลัวเสียแล้ว เหมือนราชสีห์อยู่ในถ้ำภูเขา ลำดับนั้น ท่านโสณะผู้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กล่าววาจาไพเราะ ได้ภาษิตสัทธรรมในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ท่านโสณะกำหนดรู้เบญจขันธ์แล้ว อบรมอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ พึงได้บรรลุความสงบ
อย่างยิ่ง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน.
๑๒. โกสิยเถรคาถา
สุภาษิตยกย่องผู้เคารพครู
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต โกสิยเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๒ โย เว ครูนํ วจนญฺญุ ธีโร
วเส จ ตมฺหิ ชนเยถ เปมํ
โส ภตฺติมา นาม จ โหติ ปณฺฑิโต
ญตฺวา จ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ฯ
ยํ อาปทา อุปฺปติตา อุฬารา
นกฺขมฺภยนฺเต ปฏิสงฺขยนฺตํ
โส ถามวา นาม จ โหติ ปณฺฑิโต
ญตฺวา จ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ฯ
โย เว สมุทฺโทว ฐิโต อเนโช
คมฺภีรปญฺโญ นิปุณตฺถทสฺสี
อสํหาริโก ๓ นาม จ โหติ ปณฺฑิโต
ญตฺวา จ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ฯ
พหุสฺสุโต ธมฺมธโร จ โหติ
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
โส ตาทิโส นาม จ โหติ ปณฺฑิโต
ญตฺวา จ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ฯ
อตฺถญฺจ โย ชานาติ ภาสิตสฺส
อตฺถญฺจ ญตฺวาน ตถา กโรติ
อตฺถนฺตโร นาม ส โหติ ปณฺฑิโต
ญตฺวา จ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺสาติ ฯ
โกสิโย เถโร ฯ
อุทฺทานํ
ราชทตฺโต สุภูโต จ คิริมานนฺทสุมโน
วฑฺโฒ จ กสฺสโป เถโร คยากสฺสปวกฺกลิ
วิชิโต ยสทตฺโต จ โสโณ โกสิยสวฺหโย
สฏฺฐี จ ปญฺจคาถาโย เถรา จ เอตฺถ ทฺวาทสาติ ฯ
ปญฺจกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ
๑ ม. ยุ. ภาวยิตฺวาน ฯ ๒ ม. ยุ. ปรินิพฺพิสฺสตฺยนาสโว ฯ ๓ ยุ. อสํหาริโย ฯ
ผู้ใดเป็นธีรชน เป็นผู้รู้ถ้อยคำของครูทั้งหลาย อยู่ในโอวาทของครูนั้นและยังความเคารพให้เกิดในโอวาทของครูนั้น ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีภักดีและชื่อว่าเป็นบัณฑิตและพึงเป็นผู้วิเศษ เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย อันตรายอันร้ายแรงเกิดขึ้นแล้ว ไม่ครอบงำบุคคลใดผู้พิจารณาอยู่ บุคคลนั้น
ย่อมชื่อว่ามีกำลัง ชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดแลตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เหมือนมหาสมุทร มีปัญญาลึกซึ้งเห็นเหตุผลอันละเอียด ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดเป็นพหูสูตทรงธรรมและประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าผู้คงที่ เป็นบัณฑิตและพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดรู้เนื้อความแห่งสุภาษิต ครั้นรู้แล้วทำตามที่รู้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นบัณฑิต อยู่ในอำนาจเหตุผล
และพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย.
________________________________
พระเถระ ๑๒ รูป กล่าวคาถารูปละ ๕ คาถา รวมเป็น ๖๐ คาถา คือ
๑. พระราชทัตตเถระ ๒. พระสุภูตเถระ ๓. พระคิริมานนทเถระ
๔. พระสุมนเถระ ๕. พระวัฑฒเถระ ๖. พระนทีกัสสปเถระ
๗. พระคยากัสสปเถระ ๘. พระวักกลิเถระ ๙. พระวิชิตเถระ
๑๐. พระยสทัตตเถระ ๑๑. พระโสณกุฏิกัณณเถระ ๑๒. พระโกสิยเถระ.
จบ ปัญจกนิบาต
จบ ปัญจกนิบาต