arnon.worldเข้าสู่ระบบ

จตุกกนิบาต

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๓–๓๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๒๑ ในเถรคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เถรคาถาย จตุกฺกนิปาโต

เถรคาถา จตุกกนิบาต

ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจตุกกนิบาต

๑. นาคสมาลเถรคาถา

สุภาษิตชี้โทษแห่งบ่วงมัจจุราช

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต นาคสมาลเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ อลงฺกตา สุวสนา มาลินี จนฺทนุสฺสทา

มชฺเฌ มหาปเถ นารี ตุริเย นจฺจติ นฏฺฏกี ฯ

ปิณฺฑิกาย ปวิฏฺโฐหํ คจฺฉนฺโต นํ อุทิกฺขิสํ

อลงฺกตํ สุวสนํ มจฺจุปาสํว โอฑฺฑิตํ ฯ

ตโต เม มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ

อาทีนโว ปาตุรหุ นิพฺพิทา สมติฏฺฐถ ๑ ฯ

ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

นาคสมาโล เถโร ฯ

๑ ยุ. สมติฏฺฐติ ฯ

ฉบับหลวง

เราเดินเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร ได้เห็นหญิงฟ้อนรำคนหนึ่ง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์ นุ่งห่มผ้าสวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่ามกลางพระนคร เป็นดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะฉะนั้นการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึงบังเกิดขึ้นแก่เรา อาทีนวโทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้นจิตของเราก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศเราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.

๒. ภคุเถรคาถา

สุภาษิตสอนให้มีโยนิโสมนสิการ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ภคุเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๒ อหํ มิทฺเธน ปกโต วิหารา อุปนิกฺขมึ

จงฺกมํ อภิรูหนฺโต ตตฺเถว ปปตึ ฉมา ฯ

คตฺตานิ ปริมชฺชิตฺวา ปุน ปารุยฺห จงฺกมํ

จงฺกมึ จงฺกเม ๑ โสหํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ฯ

ตโต เม มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ

อาทีนโว ปาตุรหุ นิพฺพิทา สมติฏฺฐถ ฯ

ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

ภคุ เถโร ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพระองค์ถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ได้ออกไปจากวิหารขึ้นสู่ที่จงกรม ล้มลงที่แผ่นดิน ณ ที่ใกล้บันได จงกรมนั้นนั่นเองข้าพระองค์ลูบเนื้อลูบตัวแล้วขึ้นสู่ที่จงกรมอีก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วในภายใน เดินจงกรมอยู่ แต่นั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ได้บังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ อาทีนวโทษปรากฏแก่ข้าพระองค์ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้น จิตของข้าพระองค์ก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ ข้าพระองค์ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนา

เสร็จแล้ว.

๓. สภิยเถรคาถา

สุภาษิตชี้โทษการทะเลาะวิวาท

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต สภิยเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมามฺหเส ๒

เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ

ยทา จ อวิชานนฺตา อิริยนฺตฺยมรา วิย ๓

วิชานนฺติ จ เย ธมฺมํ อาตุเรสุ อนาตุรา ฯ

ยงฺกิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ สงฺกิลิฏฺฐญฺจ ยํ วตํ

สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ น ตํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

ยสฺส สพฺรหฺมจารีสุ คารโว นูปลพฺภติ

อารกา โหติ สทฺธมฺมา นภํ ปฐวิยา ยถาติ ฯ

สภิโย เถโร ฯ

๑ ม. ยุ. จงฺกเม จงฺกมึ ฯ ๒ ม. ยุ. ยมามเส ฯ ๓ ยุ. วิยา ฯ

ฉบับหลวง

พวกอื่นเว้นบัณฑิตย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราที่ทะเลาะวิวาทกันนี้ จะพากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ พวกใดมารู้ชัดในท่ามกลางสงฆ์นั้นว่าพวกเราพากันไปสู่ที่ใกล้มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท ย่อมระงับไปได้จากสำนักของพวกนั้นเมื่อใด เขาไม่รู้ธรรมอันเป็นอุบายระงับการทะเลาะวิวาทตามความเป็นจริง ประพฤติอยู่ดุจไม่แก่ไม่ตาย เมื่อนั้น ความทะเลาะวิวาทก็ไม่สงบลงได้ ก็ชนเหล่าใดมารู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง เมื่อสัตว์ทั้งหลายพากันเร่าร้อนอยู่ ชนเหล่านั้น ย่อมไม่เร่าร้อนความทะเลาะวิวาทของพวกเขา ย่อมระงับไปได้โดยส่วนเดียว การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรอันเศร้าหมอง และพรหมจรรย์อันบุคคลพึงระลึกด้วยความสงสัย กรรม ๓ อย่างนั้น ย่อมไม่มีผลมากผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่าง

ไกลจากสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดิน ฉะนั้น.

๔. นันทกเถรคาถา

สุภาษิตชี้โทษแห่งบ่วงมาร

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต นันทกเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๔ ธิรตฺถุ ปูเร ทุคฺคนฺเธ มารปกฺเข อวสฺสุเต

นว โสตานิ เต กาเย ยานิ สนฺทนฺติ สพฺพทา ฯ

มา ปุราณํ อมญฺญิตฺโถ มาสาเทสิ ตถาคเต

สคฺเคปิ เต น รชฺชนฺติ กิมงฺคํ ปน มานุเส ฯ

เย จ โข พาลา ทุมฺเมธา ทุมฺมนฺตี โมหปารุตา

ตาทิสา ตตฺถ รชฺชนฺติ มารขิตฺตสฺมิ พนฺธเน ฯ

เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา

ตาที ตตฺถ น รชฺชนฺติ ฉินฺนสุตฺตา อพนฺธนาติ ฯ

นนฺทโก เถโร ฯ

ฉบับหลวง

เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่านอย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเล้าโลมอริยสาวกผู้บรรลุอริยสัจธรรมให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลส เพราะอริยสาวกของพระตถาคตเหล่านั้น ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณอันเป็นของมนุษย์เล่า ก็ชนเหล่าใดแลเป็นคนพาลมีปัญญาทราม มีความคิดชั่ว ถูกโมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้นจึงจะกำหนัดยินดีในเครื่องผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคลายราคะ โทสะและอวิชชาได้แล้ว ชนเหล่านั้นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้ายคือตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน

บ่วงมารนั้น.

๕. ชัมพุกเถรคาถา

สุภาษิตชี้โทษการประพฤติทรมานตน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ชัมพุกเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๕ ปญฺจปญฺญาส วสฺสานิ รโชชลฺลมธารยึ

ภุญฺชนฺโต มาสิกภตฺตํ เกสมสฺสุํ อโลจยึ ฯ

เอกปาเทน อฏฺฐาสึ อาสนํ ปริวชฺชยึ

สุกฺขคูถานิ จ ขาทึ อุทฺเทสญฺจ น สาทิยึ ฯ

เอตาทิสํ กริตฺวาน พหุํ ทุคฺคติคามินํ

วุยฺหมาโน มโหเฆน พุทฺธํ สรณมาคมํ ฯ

สรณคมนํ ปสฺส ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

ชมฺพุโก เถโร ฯ

ฉบับหลวง

เราเอาธุลีและฝุ่นทาตัวอยู่ ๕๕ ปี บริโภคอาหารเดือนละครั้ง ถอนผมและหนวด ยืนอยู่ด้วยเท้าข้างเดียว งดเว้นการนั่ง กินคูถแห้ง ไม่ยินดีอาหารที่เขาเชื้อเชิญ เราได้ทำบาปกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติเป็นอันมากเช่นนั้น ถูกโอฆะใหญ่พัดไปอยู่ ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งขอท่านจงดูสรณคมน์และความที่ธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ วิชชา ๓ เราได้

บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.

๖. เสนกเถรคาถา

สุภาษิตสรรเสริญพระพุทธองค์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต เสนกเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๖ สฺวาคตํ วต เม อาสิ คยายํ คยผคฺคุยา

ยํ อทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ เทเสนฺตํ ธมฺมมุตฺตมํ

มหปฺปภํ คณาจริยํ อคฺคปฺปตฺตํ วินายกํ

สเทวกสฺส โลกสฺส ชินํ อตุลทสฺสนํ

มหานาคํ มหาวีรํ มหาชุติมนาสวํ

สพฺพาสวปริกฺขีณํ สตฺถารมกุโตภยํ ฯ

จิรสงฺกิลิฏฺฐํ วต มํ ทิฏฺฐิสนฺทานสนฺธิตํ ๑

วิโมจยิ โส ภควา สพฺพคนฺเถหิ เสนกนฺติ ฯ

เสนโก เถโร ฯ

ฉบับหลวง

การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองผู้แสดงธรรมอันสูงสุด มีพระรัศมีมาก เป็นพระคณาจารย์ ถึงความเป็นผู้เลิศ เป็นนายกวิเศษของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ชนะมารผู้มีการเห็นหาสิ่งจะเปรียบมิได้ มีอานุภาพมาก เป็นมหาวีรบุรุษผู้รุ่งเรืองใหญ่ ไม่มีอาสวะ สิ้นอาสวะทั้งปวง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ไม่มีภัยแต่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงปลดเปลื้องเราผู้มีนามว่าเสนกะ ผู้เศร้าหมองมาแล้วนาน มีสันดานประกอบด้วยมิจฉา

ทิฏฐิ จากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง.

๗. สัมภูตเถรคาถา

สุภาษิตชี้ลักษณะคนพาลและบัณฑิต

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต สัมภูตเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๗ โย ทนฺธกาเล ตรติ ตรณีเย จ ทนฺธเย

อโยนิโสสํวิธาเนน พาโล ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ

ตสฺสตฺถา ปริหายนฺติ กาฬปกฺเขว จนฺทิมา

อายสกฺยญฺจ ปปฺโปติ มิตฺเตหิ จ วิรุชฺฌติ ฯ

โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ ตรณีเย จ ตารเย

โยนิโสสํวิธาเนน สุขํ ปปฺโปติ ปณฺฑิโต ฯ

ตสฺสตฺถา ปริปูเรนฺติ สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา

ยโส กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ มิตฺเตหิ น วิรุชฺฌตีติ ฯ

สมฺภูโต เถโร ฯ

ฉบับหลวง

ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นพาล ย่อมประสบทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อมยศ และแตกจากมิตรทั้งหลาย ผู้ใดช้าในเวลาที่ควรช้า รีบด่วนในเวลาที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นบัณฑิตถึงความสุข เพราะได้จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศได้เกียรติคุณ และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย.

๘. ราหุลเถรคาถา

สุภาษิตแสดงคุณสมบัติ ๒ ประการ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ราหุลเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๘ อุภเยเนว สมฺปนฺโน ราหุลภทฺโทติ มํ วิทู

ยญฺจมฺหิ ปุตฺโต พุทฺธสฺส ยญฺจ ธมฺเมสุ จกฺขุมา ฯ

ยญฺจ เม อาสวา ขีณา ยญฺจ นตฺถิ ปุนพฺภโว

อรหา ทกฺขิเณยฺโยมฺหิ เตวิชฺโช อมตทฺทโส ฯ

กามนฺธา ชาลสญฺฉนฺนา ๑ ตณฺหาฉทนฉาทิตา

ปมตฺตพนฺธุนา พทฺธา มจฺฉาว กุมินามุเข ฯ

ตํ กามํ อหมุชฺฌิตฺวา เฉตฺวา มารสฺส พนฺธนํ

สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุโตติ ฯ

ราหุโล เถโร ฯ

๑ ยุ. ...สนฺทิตํ ฯ ม. ...พนฺธิตํ ฯ

ฉบับหลวง

ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติสมบัติ ๑ เพราะเราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เพราะอาสวะของเราสิ้นไปและภพใหม่ไม่มีต่อไป เราเป็นพระอรหันต์ เป็นพระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็นผู้เห็นอมตธรรม สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ถูกหลังคา คือตัณหาปกปิดแล้ว ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูก คือความประมาทเหมือนปลาในปากลอบ เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหา พร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความ

เยือกเย็นดับแล้ว.

๙. จันทนเถรคาถา

สุภาษิตสอนให้เห็นโทษสังขาร

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต จันทนเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๙ ชาตรูเปน สญฺฉนฺนา ทาสีคณปุรกฺขตา

องฺเกน ปุตฺตมาทาย ภริยา มํ อุปาคมิ ฯ

ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตึ สกปุตฺตสฺส มาตรํ

อลงฺกตํ สุวสนํ มจฺจุปาสํว โอฑฺฑิตํ ฯ

ตโต เม มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ

อาทีนโว ปาตุรหุ นิพฺพิทา สมติฏฺฐถ ฯ

ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

จนฺทโน เถโร ฯ

ฉบับหลวง

ภรรยาผู้ปกคลุมด้วยเครื่องประดับล้วนแต่เป็นทอง ห้อมล้อมด้วยหมู่ทาสี อุ้มบุตรเข้ามาหาเรา ก็เวลาที่เราเห็นภรรยาผู้เป็นมารดาของบุตรของเรานั้นตบแต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าใหม่เดินมา เป็นดุจบ่วงมัจจุราชดักไว้ ความทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ก็เกิดขึ้นแก่เรา โทษแห่งสังขารทั้งหลายก็เกิดปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งมั่น ลำดับนั้นจิตของเราหลุดพ้นแล้วจากกิเลส ขอท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมดีเลิศ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.

๑๐. ธรรมิกเถรคาถา

สุภาษิตชี้ผลต่างระหว่างธรรมและอธรรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ธรรมิกเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๐ ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ

ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ

เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ

น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ฯ

น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน

อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคตึ ๑ ฯ

ตสฺมา หิ ธมฺเมสุ กเรยฺย ฉนฺทํ

อิติ โมทมาโน สุคเตน ตาทินา

ธมฺเม ฐิตา สุคตวรสฺส สาวกา

นิยฺยนฺติ ธีรา สรณวรคฺคคามิโน ฯ

วิปฺโผฏิโต คณฺฑมูโล ตณฺหาชาโล สมูหโต ฯ

โส ขีณสํสาโร น จตฺถิ กิญฺจนํ

จนฺโท ยถา โทสินาปุณฺณมาสิยาติ ๒ ฯ

ธมฺมิโก เถโร ฯ

๑ โป. ม. ชาลปจฺฉนฺนา ฯ

ฉบับหลวง

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรมย่อมมีวิบากไม่เสมอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำให้ถึงสุคติ เพราะฉะนั้นแหละ บุคคลเมื่อบรรเทิงอยู่ด้วยการให้โอวาทที่พระตถาคตผู้คงที่ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ ควรทำความพอใจในธรรมทั้งหลายเพราะสาวกทั้งหลายของพระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ตั้งอยู่แล้วในธรรม นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตนให้พ้นจากทุกข์ได้ ผู้ใดกำจัดรากเง่าแห่งหัวฝี ถอนข่าย คือ ตัณหาได้แล้วผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลอีกเหมือนพระจันทร์ใน

วันเพ็ญปราศจากโทษ ฉะนั้น.

๑๑. สัปปเถรคาถา

สุภาษิตชมธรรมชาติโดยธรรม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต สัปปเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๑ ยทา พลากา สุจิปณฺฑรจฺฉทา

กาฬสฺส เมฆสฺส ภเยน ตชฺชิตา๓

ปเลหิติ อาลยมาลเยสินี

ตทา นที อชกรณี รเมติ มํ ฯ

ยทา พลากา สุวิสุทฺธปณฺฑรา

กาฬสฺส เมฆสฺส ภเยน ตชฺชิตา

ปริเยสติ เลณมเลณทสฺสินี

ตทา นที อชกรณี รเมติ มํ ฯ

กนฺนุ ตตฺถ น รเมนฺติ ชมฺพุโย อุภโต ตหึ

โสเภนฺติ อาปคากูลํ มหาเลณสฺส ๓ ปจฺฉโต ฯ

ตามตมทสงฺฆสุปฺปหีนา

เภกา มนฺทวตี ปนาทยนฺติ ฯ

นาชฺช คิรินทีหิ วิปฺปวาสสมโย

เขมา อชกรณี สิวา สุรมฺมาติ ฯ

สปฺปโก เถโร ฯ

๑ ม. ยุ. สุคฺคตึ ฯ ๒ ม. ...สิยนฺติ ฯ ๓ ม. มม เลณสฺส ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อใด นกยางทั้งหลายมีขนอันขาวสะอาด ถูกความกลัวต่อเมฆคุกคามแล้ว ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรัง บินเข้าไปสู่รัง เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี เมื่อใดนกยางมีขนขาวสะอาดดี ถูกความกลัวต่อเมฆดำคุกคามแล้ว ไม่เห็นที่หลบลี้ จึงแสวงหาที่หลบลี้เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี ต้นหว้าทั้งหลายทั้งสองข้างแห่งแม่น้ำอชกรณี ทำฝั่งแม่น้ำข้างหลังแห่งถ้ำใหญ่ของเราให้งาม จะไม่ยังสัตว์อะไรให้ยินดีในที่นั้นได้เล่า กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พ้นดีแล้วจากหมู่แห่งงูมีพิษและงูไม่มีพิษ พากันร้องด้วยเสียงอันไพเราะ วันนี้เป็นสมัยที่อยู่ปราศจากภูเขาและแม่น้ำก็หามิได้ แม่น้ำอชกรณีนี้เป็นแม่น้ำ

ปลอดภัย เป็นแม่น้ำเกษมสำราญรื่นรมย์ดี.

๑๒. มุทิตเถรคาถา

สุภาษิตชี้ผลการทำจริง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต มุทิตเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๒ ปพฺพชึ ชีวิกตฺโถหํ ลทฺธาน อุปสมฺปทํ

ตโต สทฺธํ ปฏิลภึ ทฬฺหวิริโย ปรกฺกมึ ฯ

กามํ ภิชฺชตุยํ กาโย มํสเปสี วิสียรุํ

อุโภ ชนฺนุกสนฺธีหิ ชงฺฆาโย ปปตนฺตุ เม ฯ

นาสิสฺสํ น ปิวิสฺสามิ วิหารา จ น นิกฺขเม

นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ตณฺหาสลฺเล อนูหเต ฯ

ตสฺส เมวํ วิหรโต ปสฺส วิริยปรกฺกมํ

ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ

มุทิโต เถโร ฯ

อุทฺทานํ

นาคสมาโล ภคุ จ สภิโย นนฺทโกปิ จ

ชมฺพุโก เสนโก เถโร สมฺภูโต ราหุโลปิ จ

ภวติ จนฺทโน เถโร ทเสเต พุทฺธสาวกา ฯ

ธมฺมิโก สปฺปโก เถโร มุทิโต จาปิ เต ตโย

คาถาโย เทฺว จ ปญฺญาส เถรา สพฺเพปิ เตรสาติ ฯ

จตุกฺกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ

ฉบับหลวง

เรามีความต้องการเลี้ยงชีพ ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ภายหลังกลับได้ศรัทธา มีความเพียรบากบั่นมั่นคง โดยตั้งใจว่า ร่างกายของเรานี้จงแตกทำลายไป เนื้อหนังของเราพึงเหือดแห้งไป แข้งขาทั้งสองของเราจะหลุดจากที่ต่อแห่งเข่าทั้งสอง ตกลงไปที่พื้นดินก็ตามที เมื่อเรายังถอนลูกศรคือตัณหาไม่ได้ เราจักไม่กิน ไม่ดื่ม จักไม่ออกจากวิหาร และจักไม่เอนกายนอน ขอท่านจงดูความเพียรและความบากบั่นของเรา ผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธ

ศาสนาเสร็จแล้ว.

_______________________________________พระเถระที่กล่าวคาถาองค์ละ ๔ คาถา รวมเป็น ๕๒ คาถา รวมเป็นพระเถระ ๑๓องค์ คือ

๑. พระนาคสมาลเถระ ๒. พระภคุเถระ

๓. พระสภิยเถระ ๔. พระนันทกเถระ

๕. พระชัมพุกเถระ ๖. พระเสนกเถระ

๗. พระสัมภูตเถระ ๘. พระราหุลเถระ

๙. พระจันทนเถระ ๑๐. พระธรรมิกเถระ

๑๑. พระสัปปกเถระ ๑๒. พระมุทิตเถระ.

จบ จตุกกนิบาตที่ ๔.

จบ จตุกกนิบาต