arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เถรคาถา

๑. ตาลปุฏเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๙/๒๑ ในเถรคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เถรคาถาย ปญฺญาสนิปาโต

เถรคาถา ปัญญาสนิบาต

๑. ตาลปุฏเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระตาลปุฏเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ตาลปุฏเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ กทา นุหํ ปพฺพตกนฺทราสุ

เอกากิโย อทฺทุติโย วิหสฺสํ

อนิจฺจโต สพฺพภวํ วิปสฺสํ

ตํ เม อิทนฺตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุหํ ภินฺนปฏนฺธโร มุนิ

กาสาววตฺโถ อมโม นิราสโย ๑

ราคญฺจ โทสญฺจ ตเถว โมหํ

หิตฺวา ๒ สุขี ปวนคโต วิหสฺสํ ฯ

กทา อนิจฺจํ วธโรคนิทฺธํ ๓

กายํ อิมํ มจฺจุราชสฺส ๔ ปทูตํ

วิปสฺสมาโน วีตภโย วิหสฺสํ

เอโก วเน ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุหํ ภยชนนึ ทุกฺขาวหํ

ตณฺหาลตํ พหุวิธานุวตฺตนึ

ปญฺญามยํ ติขิณมสึ คเหตฺวา

เฉตฺวา วเส ตมฺปิ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุ ปญฺญามยมุคฺคเตชํ

สตฺถํ อิสีนํ อหมาทยิตฺวา ๕

มารํ สเสนํ สหสา ภญฺชิสฺสํ

สีหาสเน ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุหํ สพฺภิ สมาคเมสุ

ทิฏฺโฐ ภเว ธมฺมครูหิ ตาทิหิ

ยถาวทสฺสีหิ ชิตินฺทฺริเยหิ

ปธานิโย ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุ มํ ตนฺทิขุทาปิปาสา

วาตาตปา กีฏสิรึสปา วา

นิพาธยิสฺสนฺติ ๑ น ตํ คิริพฺพเช

อตฺตตฺถิยํ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุ โข ยํ วิทิตํ มเหสินา

จตฺตาริ สจฺจานิ สุทุทฺทสานิ

สมาหิตตฺโต สติมา อคจฺฉํ

ปญฺญาย ตํ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุ รูเป อมิเต จ สทฺเท

คนฺเธ รเส ผุสิตพฺเพ จ ธมฺเม

อาทิตฺตโตหํ สมเถหิ ยุตฺโต

ปญฺญาย ทกฺขํ ตทิทํ กทา เม ฯ

กทา นุหํ ทุพฺพจเนน วุตฺโต

ตโตนิมิตฺตํ วิมโน น เหสฺสํ

อโถ ปสฏฺโฐปิ ตโตนิมิตฺตํ

ตุฏฺโฐ น เหสฺสํ ตทิทํ กทา เม ฯ

กทา นุ กฏฺเฐ จ ติเณ ลตา จ

ขนฺเธ อิเมหํ อมิเต จ ธมฺเม

อชฺฌติกาเนว จ พาหิรานิ จ

สมํ ตุเลยฺยํ ตทิทํ กทา เม ฯ

กทา นุ มํ ปาวุสกาลเมโฆ

นเวน โตเยน สจีวรํ วเน

อิสิปฺปยาตมฺหิ ปเถ วชนฺตํ

โอวสฺสเต ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา มยูรสฺส สิขณฺฑิโน วเน

ทิชสฺส สุตฺวา คิริคพฺภเร รุตํ

ปจฺจุฏฺฐหิตฺวา อมตสฺส ปตฺติยา

สญฺจินฺตเย ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุ คงฺคํ ยมุนํ สรสฺสตึ

ปาตาลขิตฺตํ วฬวามุขญฺจ

อสชฺชมาโน ปตเรยฺยมิทฺธิยา

วิภึสนํ ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา นุ นาโคว สงฺคามจารี

ปทาลเย กามคุเณสุ ฉนฺทํ

นิพฺพชฺชยํ สพฺพสุภํ นิมิตฺตํ

ฌาเน ยุตฺโต ๑ ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

กทา อิณฏฺโฏว ทลิทฺทโก นิธึ

อาราธยิตฺวา ธนิเกหิ ปีฬิโต

ตุฏฺโฐ ภวิสฺสํ อธิคมฺม สาสนํ

มเหสิโน ตนฺนุ กทา ภวิสฺสติ ฯ

พหูนิ วสฺสานิ ตยามฺหิ ยาจิโต

อคารวาเสน อลํ นุ เต อิทํ

ตํ ทานิ มํ ปพฺพชิตํ สมานํ

กึการณํ ๑ จิตฺต ตุวํ น ยุญฺชสิ ฯ

นนุ อหํ จิตฺต ตยามฺหิ ยาจิโต

คิริพฺพเช จิตฺรฉทา วิหงฺคมา

มหินฺทโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน

เต ตํ รมิสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ฯ

กุลมฺหิ มิตฺเต จ ปิเย จ ญาตเก

ขิฑฺฑารตึ กามคุณญฺจ โลเก

สพฺพํ ปหาย อิทมชฺฌุปาคโต

อโถปิ ตฺวํ จิตฺต น มยฺห ตุสฺสสิ ฯ

มเมว เอตํ น หิตํ ปเรสํ

สนฺนาหกาเล ปริเทวิเตน กึ

สพฺพํ อิทํ จลํ อิติ เปกฺขมาโน

อภินิกฺขมึ อมตํ ปทํ ชิคีสํ ฯ

สุวุตฺตวาที ๓ ทฺวิปทานมุตฺตโม

มหาภิสกฺโก นรทมฺมสารถิย

จิตฺตํ จลํ มกฺกฏสนฺนิภํ อิติ

อวีตราเคน สุทุนฺนิวาริยํ ฯ

กามาหิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา

อวิทฺทสู ยตฺถ สิตา ปุถุชฺชนา

เต ทุกฺขมิจฺฉนฺติ ปุนพฺภเวสิโน

จิตฺเตน นีตา นิรเย นิรงฺกตา ๑ ฯ

มยูรโกญฺจาภิรุทมฺหิ กานเน

ทีปีหิ พฺยคฺเฆหิ ปุรกฺขโต วสํ

กาเย อเปกฺขํ ชห มา ปธารย ๒

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

ภาเวหิ ฌานานิ จ อินฺทฺริยานิ จ

พลานิ โพชฺฌงฺคสมาธิภาวนา

ติสฺโส จ วิชฺชา ผุส พุทฺธสาสเน

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

ภาเวหิ มคฺคํ อมตสฺส ปตฺติยา

นิยฺยานิกํ สพฺพทุกฺขกฺขโยคธํ

อฏฺฐงฺคิกํ สพฺพกิเลสโสธนํ

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

ทุกฺขนฺติ ขนฺเธ ปฏิปสฺส โยนิโส

ยโต จ ทุกฺขํ สมุเทติ ตํ ชห

อิเธว ทุกฺขสฺส กโรหิ อนฺตํ

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

อนิจฺจํ ทุกฺขนฺติ วิปสฺส โยนิโส

สุญฺญํ อนตฺตาติ อฆํ วธนฺติ จ

มโนวิจาเร อุปรุนฺธ เจตโส

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

มุณฺโฑ วิรูโป อภิสาปมาคโต

กปาลหตฺโถว กุเลสุ ภิกฺขสฺสุ ๑

ยุญฺชสฺสุ สตฺถุ วจเน มเหสิโน

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

สุสํวุตตฺโต วิสิขนฺตรํ ๒ จรํ

กุเลสุ กาเมสุ อสงฺคมานโส

จนฺโท ยถา โทสินปุณฺณมาสิยา

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

อารญฺญิโก โหติ จ ปิณฺฑปาติโก

โสสานิโก โหติ จ ปํสุกูลิโก

เนสชฺชิโก โหติ สทา ธุเต รโต

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ฯ

โรเปตฺวา รุกฺขานิ ยถา ผเลสี

มูเล ตรุํ เฉตฺตุ ตเมว อิจฺฉสิ

ตถูปมํ จิตฺต ๑ อิทํ กโรสิ

ยมฺมํ อนิจฺจมฺหิ จเล นิยุญฺชสิ ฯ

อรูป ทูรงฺคม เอกจาริ

น เต กริสฺสํ วจนํ อิทานิหํ

ทุกฺขา หิ กามา กฏุกา มหพฺภยาา

นิพฺพานเมวาภิมโน จริสฺสํ ฯ

นาหํ อลกฺขฺยา อหิรีกตาย วา

น จิตฺตเหตู น จ ทูรกนฺตนา

อาชีวเหตู จ อหํ น นิกฺขมึ

กโต จ เต จิตฺต ปฏิสฺสโว มยา ฯ

อปฺปิจฺฉตา สปฺปุริเสหิ วณฺณิตา

มกฺขปฺปหานํ วูปสโม ทุกฺขสฺส

อิติสฺสุ มํ จิตฺต ตทา นิยุญฺชสิ

อิทานิ ตฺวํ คจฺฉสิ ปุพฺพจิณฺณํ ฯ

ตณฺหํ ๒ วิรชฺชญฺจ ปิยาปิยญฺจ

สุภานิ รูปานิ สุขา จ เวทนา

มโนปิยา ๓ กามคุณา จ วนฺตา

วนฺเต อหํ อาวสิตุํ ๔ น อุสฺสเห ฯ

สพฺพตฺถ เต จิตฺต วโจ กตํ มยา

พหูสุ ชาติสุ น เมสิ โกปิโต

อชฺฌตฺตสมฺภโว กตญฺญุตาย เตฎ

ทุกฺเข จิรํ สํสริตํ ตยา กเต ฯ

ตฺวญฺเญว โน จิตฺต กโรสิ พฺราหฺมโณ

ตฺวํ ขตฺติโย ราชาทิสี กโรสิ

เวสฺสา จ สุทฺทา จ ภวาม เอกทา

เทวตฺตนํ วาปิ ตเวว วาหสา ฯ

ตเวว เหตู อสุรา ภวามเส

ตฺวํมูลกํ เนรยิกา ภวามเส

อโถ ติรจฺฉานคตาปิ เอกทา

เปตตฺตนํ วาปิ ตเวว วาหสา ฯ

น ๑ นูน ทุพฺภิสฺสสิ มํ ปุนปฺปุนํ

มุหุํ มุหุํ วารณิกํว ทุสฺสหํ ๒

อุมฺมตฺตเกเนว มยา ปโลภสิ(

กิญฺจาปิ เต จิตฺต วิราธิตํ มยา ฯ

อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ

เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ

ตทชฺชหํ นิคฺคหิสฺสามิ โยนิโส

หตฺถึ ปภินฺนํ วิย องฺกุสคฺคโห ฯ

สตฺถา จ เม โลกมิมํ อธิฏฺฐหิ

อนิจฺจโต อทฺธุวโต อสารโต

ปกฺขนฺท มํ จิตฺต ชินสฺส สาสเน

ตาเรหิ โอฆา มหตา สุทุตฺตรา ฯ

น เต อิทํ จิตฺต ยถาปุราณกํ

นาหํ อลํ ตุยฺห วเส นิวตฺติตุํ

มเหสิโน ปพฺพชิโตมฺหิ สาสเน

น มาทิสา โหนฺติ วินาสธาริโน ฯ

นคา สมุทฺทา สริตา วสุนฺธรา

ทิสา จตสฺโส วิทิสา อโธทิสา

สพฺเพ อนิจฺจา ติภวา อุปทฺทุตา

กุหึ คโต จิตฺต สุขํ รมิสฺสสิ ฯ

ธี ธี ปรํ ๑ กึ มม จิตฺต กาหสิ

น เต อลํ จิตฺต วสานุวตฺตโก

น ชาตุ ภสฺตํ อุภโตมุขํ ฉุเป

ธิรตฺถุ ปูรํ นวโสตสนฺทนึ ฯ

วราหเอเณยฺยวิคาฬฺหเสวิเต

ปพฺภารกูเฏ ปกเฏว ๒ สุนฺทเร

นวมฺพุนา ปาวุสสิตฺตกานเน

ตหึ คุหาเคหคโต รมิสฺสสิ ฯ

สุนีลคีวา สุสิขา สุเปขุณา

สุจิตฺตปตฺตจฺฉทนา วิหงฺคมา

สุมญฺชุโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน

เต ตํ รมิสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ฯ

วุฏฺฐมฺหิ เทเว จตุรงฺคุเล ติเณ

สมฺปุปฺผิเต เมฆนิภมฺหิ กานเน

นคนฺตเร วิฏปิสโม สยิสฺสํ

ตํ เม มุทุ โหหิติ ตูลสนฺนิภํ ฯ

ตถา ตุ กริสฺสามิ ๑ ยถาปิ อิสฺสโร

ยํ ลพฺภติ เตนปิ โหตุ เม อลํ

ตํ ตํ ๒ กริสฺสามิ ๑ ยถา อตนฺทิโต

พิฬารภสฺตํว ยถา สุมทฺทิตํ ฯ

ตถา ตุ กริสฺสามิ ๑ ยถาปิ อิสฺสโร

ยํ ลพฺภติ เตนปิ โหติ เม อลํ

วิริเยน ตํ มยฺห วสานยิสฺสํ

คชํว มตฺตํ กุสลงฺกุสคฺคโห ฯ

ตยา สุทนฺเตน อวตฺถิเตน ๓ หิ

หเยน โยคฺคาจริโยว อุชฺชุนา

ปโหมิ มคฺคํ ปฏิปชฺชิตุํ สิวํ

จิตฺตานุรกฺขีหิ สทา นิเสวิตํ ฯ

อารมฺมเณ ตํ พลสา นิพนฺธิสํ

นาคํว ถมฺภมฺหิ ทฬฺหาย รชฺชุยา

ตมฺเม สุคุตฺตํ สติยา สุภาวิตํ

อนิสฺสิตํ สพฺพภเวสุ เหหิสิ ฯ

ปญฺญาย เฉตฺวา วิปถานุสารินํ

โยเคน นิคฺคยฺห ปเถ นิเวสิย

ทิสฺวา สมุทยํ วิภวญฺจ สมฺภวํ

ทายาทโก เหหิสิ อคฺควาทิโน ฯ

จตุพฺพิปลฺลาสวสํ อธิฏฺฐิตํ

คามณฺฑลํว ปริเนสิ จิตฺต มํ

นนุ ๑ สญฺโญชนพนฺธนจฺฉิทํ

สํเสวเส การุณิกํ มหามุนึ ฯ

มิโค ยถา เสริ สุจิตฺตกานเน

รมฺมํ คิรึ ปาวิสิ อพฺภมาลินํ ๒

อนากุเล ตตฺถ นเค รมิสฺสสิ ๓

อสํสยํ จิตฺต ปราภวิสฺสสิ ฯ

เย ตุยฺห ฉนฺเทน วเสน วตฺติโน

นรา จ นารี จ อนุโภนฺติ ยํ สุขํ

อวิทฺทสู มารวสานุวตฺติโน

ภวาภินนฺที ตว จิตฺต เสวกาติ ฯ

ตาลปุโฏ เถโร ฯ

อุทฺทานํ

ปญฺญาสมฺหิ นิปาตมฺหิ เอโก ตาลปุโฏ สุจิ

คาถาโย ตตฺถ ปญฺญาส ปุน ปญฺจ จ อุตฺตรีติ ฯ

ปญฺญาสนิปาโต สมตฺโต ฯ

๑ ม. นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ ๒ ม. มุลาลปุปฺผํ ฯ

๑ ม. นิราโส ฯ ๒ ม. ยุ. หนฺตฺวา ฯ ๓ ยุ. วธโรคนีฬํ ฯ

๔ ยุ. มจฺจุชรายุปทฺทุตํ ฯ ๕ ยุ. สหสาทิยิตฺวา ฯ

๑ ม. น พาธยิสฺสนฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. ยุโต ฯ

๑ ม. กึการณา ฯ ๒ ม. น หิ ตฺวํ ฯ ๓ ม. สุยุตฺตวาที ฯ

๑ ม. นิรากตา ฯ ๒ ม. วิราธย ฯ

๑ ม. ยุ. ภิกฺขสุ ฯ ๒ ม. วิสิขนฺตเร ฯ

๑ ม. จิตฺตมิทํ ฯ ๒ ม. ตณฺหา อวิชฺชา ฯ ๓ ม. ยุ. มนาปิยา ฯ ๔ ยุ. อาคมิตุํ ฯ

๑ ม. นนุ ฯ นสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. ทสฺสยํ ฯ ยุ. ทสฺสหํ ฯ

๑ ม. ธิติปฺปรํ ฯ ๒ ม. ปพฺภารกุฏฺเฏ ปกเตว ฯ

๑ ม. ยุ. กสฺสามิ ฯ ๒ ม. น ตาหํ ฯ ๓ ยุ. อวฏฺฐิเตน ฯ

๑ นูนาติปิ ฯ ๒ ม. ปาวุสอพฺภมาลินึ ฯ ๓ ม. รมิสฺสํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ณภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอเมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความหวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะและโมหะได้แล้ว เที่ยวไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้อันเป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตายและความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ

เมื่อไรหนอ จักเราจึงได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คืออริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ คือ ตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิดวนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอเมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาตราอันสำเร็จด้วยปัญญา มีเดชานุภาพมากของฤาษี คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้วหักราญเสียซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์มีลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอนักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มีความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่มีปกติเห็นตามความเป็นจริง

มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียรความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้านความหิวกระหายลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลายจึงจักไม่เบียดเบียนเรา ตามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์ของเราความตรึกเช่นนี้ของเราสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มีจิตมั่นคง มีสติ ได้บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วยความสงบระงับ จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็นด้วยปัญญาความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราเมื่อถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่วหยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำชั่วหยาบนั้น อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จักไม่ยินดี เพราะถ้อยคำเช่นนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอเราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน กล่าวคือ เบญจขันธ์และรูปธรรมเหล่าอื่น ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง และสภาพภายนอก คือ ต้นไม้ หญ้า และและลดาชาติ ว่าเป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรดเราผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมัคคปฏิปทาที่นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น

ดำเนินไปแล้วด้วยน้ำใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอนแล้ว พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยงเพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปากน้ำใหญ่น่ากลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักงดเว้นความเห็นว่านิมิตงามทั้งปวงเสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำลายความพอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลายเสาตลุงและโซ่เหล็กแล้ว

เที่ยวไปในสงคราม ฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกามคุณ ได้บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้วเกิดความยินดีเปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูกเจ้าหนี้บีบคั้นแล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้เสร็จแล้ว พึงดีใจ ฉะนั้นความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ ดูกรจิต ท่านได้อ้อนวอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เราก็ได้บวชสมประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถะวิปัสสนามัวแต่เกียจคร้านอยู่เล่า

ดูกรจิต ท่านได้อ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่าฝูงนกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตามซอกเขา จักยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติและมิตรที่รักใคร่ในตระกูล สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลกได้หมดแล้ว ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว ดูกรจิต ส่วนท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสียเลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไรในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติหวั่นไหว ดังนี้ จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย

ผู้เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัสสุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยาก เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลายอันล้วนแต่เป็นของงดงาม มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวงหาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้ ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจงเป็นผู้แวดล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนกกะเรียน อีกทั้งเสือเหลืองและเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่านจงสละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความอาลัยเลย ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์เจริญ

ฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา จงบรรลุวิชชา ๒ ในพระพุทธศาสนา ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงเจริญอัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นทางนำสัตว์ออกจากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้างกิเลสทั้งปวง ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละเหตุอันก่อให้เกิดทุกข์ จงทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้เถิด ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณาเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า หาตัวตนมิได้ เป็นของวิบัติและว่าเป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารณ์เสียโดยแยบคายเถิด

ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผมและหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะมีรูปลักษณะอันแปลก ต้องถูกเขาสาบแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษาตามตระกูล จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เถิด ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวมระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตตามระหว่างตรอก อย่ามีใจเกี่ยวข้องในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญเว้นจากโทษฉะนั้น ดูกรจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีในธุดงคคุณทั้ง ๕ ถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการไม่นอนเป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม้ไว้แล้ว เก็บผลไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด

ดูกรจิต ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจงทำเราผู้นี้ให้เหมือนกับบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉะนั้นเถิด ดูกรจิตผู้หารูปมิได้ ไปได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้วเพราะว่ากามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่หลวงเราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวชเพราะหมดบุญ เพราะไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่งจิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติบ้านเมือง หรือเพราะเหตุแห่งอาชีพ ดูกรจิต ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจของเรามิใช่หรือ

ดูกรจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความสงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ ท่านกลับเป็นผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา ราคะ ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และเบญจกามคุณ อันเป็นของชอบใจที่เราคายเสียแล้วอีก ดูกรจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่านในภพทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติมาแล้วเพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมีอัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกองทุกข์มาช้านานแล้ว ดูกรจิต ท่านทำเราให้เป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่านบางคราวเราเป็นแพทย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจแห่งท่านเพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ

เราเป็นอสูร บางคราวเป็นสัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษร้ายเรามาบ่อยๆ มิใช่หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาลก่อนอีกละ แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือนกับคนคนบ้าได้ทำความผิดให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่างๆตามความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นไว้โดยอุบายอันชอบดังนายหัตถาจารย์ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยขอ ฉะนั้น พระศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่เป็นแก่นสาร ดูกรจิต ท่านจงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินสีห์ จงพาเราข้ามจากห้วงใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก

ดูกรจิต เรือนคืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือนกาลก่อนเสียแล้ว เพราะเราจักไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านอีกต่อไป เราได้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรงความพินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคาเป็นต้น แผ่นดินทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ ดูกรจิต ท่านจะไป ณที่ไหนเล่าจึงจะมีความสุขรื่นรมย์

ดูกรจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ท่านจักทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้วบุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีช่อง ๙ แห่ง เป็นที่ไหลออก น่าติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมภูเขาอันสวยงามตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือ หมูและกวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ๆ จักได้ความรื่นรมย์ใจ ณ ที่นั้น ฝูงนกยูงมีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำแพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่งสำเนียงก้องกังวาลไพเราะจับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้ เมื่อฝนตนหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างามแจ่มใสไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้แล้ว

นอนอยู่เหนือหญ้าระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี เราจักกระทำให้เหมือนผู้ใหญ่จะยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิตของตนให้ควรแก่การงาน ฉันใด เราจักกระทำจิต ฉันนั้น เหมือนบุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ ฉะนั้นเราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จักยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่อำนาจของเราด้วยความเพียรเหมือนนายหัตถาจารย์ผู้ฉลาด นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอ ฉะนั้นเราย่อมสามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่งเป็นทางอันบุคคลผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย ด้วยหทัยอันเที่ยงตรงที่ท่านฝึกฝนไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว เปรียบเหมือนนายหัตถาจารย์

สามารถจะดำเนินไปตามภูมิสถานที่ปลอดภัย ด้วยม้าที่ฝึกดีแล้ว ฉะนั้น เราจักผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือ กรรมฐานด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายหัตถาจรรย์ มัดช้างไว้ที่เสาตลุงด้วยเชือกอันมั่นคง ฉะนั้น จิตที่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้วด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นต้น ไม่อาศัยในภพทั้งปวง ท่านจงตัดทางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกด้วยความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจักได้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ

ดูกรจิตท่านได้นำเอาให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือนบุคคลจูงเด็กชาวบ้านวิ่งวนไป ฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วยพระมหากรุณา เป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยวไปในป่าอันงดงามตามลำพังใจ ฉันใด ดูกรจิต ท่านก็จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่น ด้วยผู้คนตามลำพังใจ ฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่านก็จักต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย ดูกรจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ ตามอำนาจของท่านแล้วเสวยความสุขใดอันอาศัยเบญจกามคุณหญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลา ตกอยู่ในอำนาจของมาร เป็นผู้เพลิดเพลินอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน.

จบ ตาลปุฏเถรคาถา

_____________________

พระตาลปุฏเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ในปัญญาสนิบาตนี้

รวมเป็นคาถา ๕๕ คาถา ฉะนี้แล.

ปัญญาสนิบาต จบบริบูรณ์.

จบ ๑. ตาลปุฏเถรคาถา