arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๑. อกิตติจริยา เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑ (Royal Thai)1/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก อกิตติจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 590–592

Page 590

พระบาลีสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. การบำเพ็ญทานบารมี

๑. อกิตติวรรค

๑. อกิตติจริยา

ว่าด้วยจริยาของอกิตติดาบส

{๑} [๑] ใน ๔ อสงไขยแสนกัป ความประพฤติอันใดมีอยู่ในระหว่างนี้ความประพฤติทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ[๒] เราจักเว้นความประพฤติในภพน้อยภพใหญ่ในกัปที่ล่วงแล้วเสียจักบอกความประพฤติในภัทรกัปนี้ จงฟังเรา

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จริยาปิฎก ปิฏกว่าด้วยจริยา หมายถึงคัมภีร์หรือพระปริยัติที่ประกาศอานุภาพแห่งพระจริยา ในอดีตชาติของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นคัมภีร์ว่าด้วยพุทธจริยาสั้น ๆ เกี่ยวกับการบำเพ็ญพระบารมีในอดีตชาติ ๓๕ ชาติ รวม ๓๕ เรื่อง แบ่งเป็น ๓ วรรค โดยวรรคที่ ๑ ประมวลพุทธจริยาเกี่ยวกับการบำเพ็ญทานบารมี ๑๐ เรื่อง วรรคที่ ๒ ประมวลพุทธจริยาเกี่ยวกับการบำเพ็ญศีลบารมีวรรคที่ ๓ ประมวลพุทธจริยาเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีอื่น ๆ อีก ๑๕ เรื่อง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรเถระเป็นต้น ณ นิโครธาราม มีรูปแบบเนื้อหาเป็นคาถาล้วน (ขุ.จริยา.อ. ๑-๓) จัดเป็นคัมภีร์ที่ ๑๕ อันเป็นคัมภีร์สุดท้ายของขุททกนิกาย และจัดรวมไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓
Page 591

[๓] เมื่อเราเป็นดาบสชื่ออกิตติ ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าใหญ่อันว่างเปล่า สงัดเงียบ ปราศจากเสียงอื้ออึง

[๔] ในกาลนั้น ด้วยเดชแห่งการประพฤติตบะของเรา องค์อมรินทร์ผู้ครองสวรรค์ชั้นไตรทิพย์(ดาวดึงส์)ทรงร้อนพระทัย จึงทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้ามาหาเราเพื่อภิกษา[๕] เราได้เห็นอินทพราหมณ์มายืนอยู่ใกล้ประตูบรรณศาลาของเรา จึงหยิบใบหมากเม่าที่เรานำมาจากป่า อันไม่มีนํ้ามัน ทั้งไม่เค็ม ยกให้ทั้งหมดพร้อมกับภาชนะ[๖] ครั้นได้ให้ใบหมากเม่าแก่อินทพราหมณ์นั้นแล้ว เราจึงคว่ำภาชนะละการแสวงหาใบหมากเม่าใหม่ เข้าไปยังบรรณศาลา

[๗] แม้ในวันที่ ๒ แม้ในวันที่ ๓ อินทพราหมณ์ก็เข้ามายังสำนักของเรา เราก็ไม่หวั่นไหว ไม่อาลัยในชีวิต ได้ให้หมดสิ้นเช่นวันก่อนเหมือนกัน[๘] ในสรีระของเราไม่มีความหมองศรีเพราะการอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย เรายับยั้งอยู่ตลอดวันนั้น ๆ ด้วยปีติสุขและความยีนดี

[๙] ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐ แม้เดือนหนึ่งสองเดือน เราก็ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ใจ พึงให้ทานอันอุดมได้

[๑๐] เมื่อให้ทานแก่อินทพราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศและลาภก็หามิได้ เราปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น จึงได้ประพฤติกรรมเหล่านั้น ฉะนี้แล

จบ อกิตติจริยาที่ ๑

Page 592

๒. สังขพราหมณจริยา

ว่าด้วยจริยาของสังขพราหมณ์

{๒} [๑๑] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่าสังขะ ต้องการจะข้ามมหาสมุทร จึงเข้าไปยังบ้านปัฏฎนะ[๑๒] ในกาลนั้น เราได้เห็นพระปัจเจกพุทธสยัมภูเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร เสด็จสวนทางมาตามทางกันดารบนพื้นดินที่แข็ง ซึ่งร้อนจัด[๑๓] ครั้นเราเห็นท่านเสด็จสวนทางมาจึงคิดถึงเรื่องนี้ว่า “บุญเขตนี้มาถึงเราผู้เป็นสัตว์ที่ต้องการบุญแล้ว

[๑๔] เปรียบเหมือนบุรุษชาวนาเห็นนาอันเป็นที่น่ายินดีมาก แล้วไม่ปลูกพืชลงในนานั้น เขาจะชื่อว่าเป็นผู้ต้องการข้าวเปลือกหาได้ไม่ ฉันใด[๑๕] เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นเขตบุญ อันประเสริฐสุดแล้ว ถ้าไม่ทำบุญ ก็ไม่ชื่อว่าผู้ต้องการบุญ[๑๖] เปรียบเหมือนอำมาตย์ต้องการจะให้ชนชาวเมืองของพระราชายินดี แต่ไม่ไห้ทรัพย์และข้าวเปลือกแก่เขา ก็ย่อมเสื่อมจากความยินดี ฉันใด[๑๗] เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นพระทักขิไณยบุคคลผู้ไพบูลย์แล้ว ถ้าไม่ให้ทานในพระทักขิไณยบุคคลนั้นก็จักเสื่อมจากบุญ”[๑๘] ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้วจึงถอดรองเท้า ไหว้เท้าของท่านแล้วได้ถวายร่มและรองเท้า

End of ๑. อกิตติจริยา