พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก
๘. สีวีราชจริยา เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๘ (Royal Thai)8/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อฏฺฐมํ สิวิราชจริยํ
สีวีราชจริยาที่ ๘
ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสีวีราช
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สีวีราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
อริฏฺฐสวฺหเย นคเร สิวิ นามาสิ ขตฺติโย
นิสชฺช ปาสาทวเร เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ฯ
ยงฺกิญฺจิ มานุสํ ทานํ อทินฺนํ เม น วิชฺชติ
โยปิ ยาเจยฺย มํ จกฺขุํ ทเทยฺยํ อวิกมฺปิโต ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย สกฺโก เทวานมิสฺสโร
นิสินฺโน เทวปริสาย อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
นิสชฺช ปาสาทวเร สิวิ ราชา มหิทฺธิโก
จินฺเตนฺโต วิวิธํ ทานํ อเทยฺยํ โส น ปสฺสติ ฯ
ตถนฺนุ วิตถนฺเนตํ หนฺท วีมํสยามิ ตํ
มุหุตฺตํ อาคเมยฺยาถ ยาว ชานามิ ตํ มนํ ฯ
ปเวธมาโน ปลิตสิโร วลิคตฺโต ชราตุโร
อนฺธวณฺโณ จ หุตฺวาน ราชานํ อุปสงฺกมิ ฯ
โส ตทา ปคฺคเหตฺวาน วามํ ทกฺขิณพาหุญฺจ
สิรสฺมึ อญฺชลึ กตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ
ยาจามิ ตํ มหาราช ธมฺมิก รฏฺฐวฑฺฒน ๑
ตว ทานรตา กิตฺติ อุคฺคตา เทวมานุเส ฯ
อุโภปิ เนตฺตา นยนา อนฺธอุปหตา ๒ มม
เอกํ เม นยนํ เทหิ ตฺวํปิ เอเกน ยาปย ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส
กตญฺชลี เวทชาโต อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ
อิทานาหํ จินฺตยิตฺวาน ปาสาทโต อิธาคโต
ตฺวํ มม จิตฺตมญฺญาย เนตฺตํ ยาจิตุมาคโต ฯ
อโหเม มานสํ สิทฺธํ สงฺกปฺโป เม ๓ ปริปูริโต
อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ อชฺช ทสฺสามิ ยาจเก ฯ
เอหิ สิวก อุฏฺเฐหิ มา ทนฺธยิ มา ปเวธยิ
อุโภปิ นยนํ เทหิ อุปฺปาเฏตฺวา วณิพฺพเก ๔ ฯ
ตโต โส โจทิโต มยฺหํ สิวโก วจนงฺกโร
อุทฺธริตฺวาน ปาทาสิ ตาลมิญฺชํว ยาจเก ฯ
ททมานสฺส เทนฺตสฺส ทินฺนทานสฺส เม สโต
จิตฺตสฺส อญฺญถา นตฺถิ โพธิยาเยว การณา ฯ
น เม เทสฺสา อุโภ จกฺขุ อตฺตาปิ ๑ เม น เทสฺสิโย
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา จกฺขุํ อทาสหนฺติ ฯ
สิวิราชจริยํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. ยญฺญวาฏโต ฯ ยุ. ยญฺญวาฏโก ฯ ๒ ยุ. ทกฺขิเณยฺยํ ฯ ๓ ยุ. ยตฺถาหรติ
ภณฺฑกํ ฯ ๓ ม. ยุ. สกภุตฺตาปิ ฯ
๑ ยุ. รฏฺฐวฑฺฒนํ ฯ ๒ ม. ยุ. อนฺธา อุปหตา มม ฯ ๓ ม. ยุ. เมสทฺโทนตฺถิ ฯ
๓ ยุ. นยเน ฯ ๔ ยุ. ติพฺพก ฯ
ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสีวี อยู่ในพระนครอันมีนามว่าอริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอจักษุกะเรา เราก็พึงให้ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพบริษัทได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าพระเจ้าสีวีผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทอันประเสริฐ
พระองค์ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ให้ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดูท่านทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น้ำใจของพระเจ้าสีรีเท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะหงอก หนังหย่อน กระสับกระส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชาในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้น ประคองพระพาหาเบื้องซ้ายขวาประนมกรอัญชลีเหนือเศียรได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชาผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์เกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดาและมนุษย์หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์บอดเสียแล้ว ขอจงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง
เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้ว มาขอนัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้วความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้ แก่ยาจก มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้าอย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างออกให้แก่วณิพกนี้เดี๋ยวนี้ หมอสิวิกะนั้นเราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควักนัยน์ตาทั้งสองออกให้แก่ยาจกทันที เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดีให้แล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หามิได้ แม้ตนเราก็มิได้เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้ให้จักษุ ฉะนี้แล.
จบสีวีราชจริยาที่ ๘
End of ๘. สีวีราชจริยา