arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๕. มหิสราชจริยา เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕ (Royal Thai)15/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก มหิสราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 74, pp. 291–299

Page 291

๕. มหิสราชจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยากระบือ

[๑๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระบือ

เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ มีกายอ้วนพี มีกำลังมาก

ใหญ่โต ดูน่ากลัวพิลึก ประเทศไร ๆ ในป่า

ใหญ่นี้อันเป็นที่อยู่ของฝูงกระบือ มีอยู่ที่เงื้อม

เขาก็ดี ที่ซอกห้วยธารเขาก็ดี ที่โคนไม้ก็ดี

ที่ใกล้บึงก็ดี เราเที่ยวไปในที่นั้น ๆ เมื่อเรา

เที่ยวไปในป่าใหญ่ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ

เราจึงเข้าไปสู่ที่นั้น แล้วยืนพักอยู่และนอนอยู่

ครั้งนั้น ลิงป่าผู้ลามก หลุดหลิก ล่อกแล่ก

มา ณ ที่นั้น ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดเราที่คอ

ที่หน้าผาก ที่คิ้ว ย่อมเบียดเบียนเราวันหนึ่ง

ครั้งหนึ่ง วันที่ ๒ วันที่ ๓ แม้วันที่ ๔ ก็วัน

ละครั้ง เราจึงเป็นผู้อันลิงนั้นเบียดเบียนตลอด

กาลทั้งปวง เทวดาเห็นเราถูกลิงเบียดเบียน

ได้กล่าวกะเราดังนี้ว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้

ให้ฉิบทายตานโหงเสีย ด้วยเขาและกีบเถิด

Page 292

เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในครั้งนั้นแล้ว เราได้

ตอบเทวดานั้นว่าเหตุไร ท่านจะให้เราเปื้อน

ซากศพอันลามกไม่เจริญเล่า ถ้าเราฟังโกรธ

ต่อลิงนั้น เราก็ฟังเป็นผู้เลวกว่ามัน ศีลของ

เราก็จะฟังแตก และวิญญูชนทั้งหลายก็จะฟัง

ติเตียนเรา เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายด้วยความ

บริสุทธิ์ ยังประเสริฐ ว่าความเป็นอยู่ที่น่า

ละอายเสียอีก อย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่น

แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเล่า บุคคลผู้มีปัญญา

อดกลั้นคำดูหมิ่นในเพราะของคนเลว คน

ปานกลางและคนชั้นสูง ย่อมได้อย่างนี้ตามใจ

ปรารถนา ฉะนี้แล.

จบ มหิสราชจริยาที่ ๕

อรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕

พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่ามหึโส ปวนจารโก โยชนาแก้ว่าในกาลเมื่อเราเป็นกระบือป่าเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกาโย มีกายอ้วนพี คือมีกายเติบใหญ่ด้วยวัย

Page 293

สมบูรณ์และด้วยความอ้วนของอวัยวะน้อยใหญ่. บทว่า พลวา คือมีกำลังมาก สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง. บทว่า มหนฺโต คือมีร่างใหญ่. นัยว่ากายของพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นประมาณเท่าช้างหนุ่ม. บทว่า ภีมทสฺสโนดูน่ากลัวพิลึก คือดูน่ากลัวเพราะให้เกิดความกลัวแก่ผู้ไม่รู้จักศีล เพราะร่างใหญ่โตและเพราะเป็นกระบือป่า. บทว่า ปพฺภาเร คือที่เงื้อมเขามีหินย้อย. บทว่า ทกาสเย คือที่ใกล้บึง. บทว่า โทเตตถุ ฐานํ คือในป่าใหญ่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของกระบือป่า. บทว่า ตหึ ตหึ คือในป่านั้น ๆ.

บทว่า วิจรนฺโต คือเที่ยวไปเพื่อหาความผาสุกในการอยู่. บทว่า ฐานํอทฺทส ภทฺทกํ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ คือเมื่อเราเที่ยวไปอย่างนี้ได้เห็นสถานที่โคนไม้อันเป็นที่เจริญในป่าใหญ่นั้น เป็นความผาสุกของเรา. ครั้นเห็นแล้วเราจึงเข้าไปยังที่นั้น ยืนและนอน หาอาหารในตอนกลางวันแล้วไปยังโคนต้นไม้นั้น ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยการยืนและการนอน. ท่านแสดงไว้ดังนี้.

ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ บังเกิดในกำเนิดกระบือในหิมวันตประเทศ ครั้นเจริญวัย สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีร่างใหญ่ประมานเท่าช้างหนุ่มเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขา ป่าและห้วยเป็นต้นเห็นโคนต้นไม้ใหญ่น่าสบายต้นหนึ่ง หาอาหารแล้วก็มาอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นั้นในเวลากลางวัน. ครั้งนั้นมีลิงลามกตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ขึ้นหลังพระมหาสัตว์ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด จับเขาโหนตัว จับหางเล่น

Page 294

ห้อยโหน. พระโพธิสัตว์ไม่สนใจการทำอนาจารของลิงนั้น เพราะถึงพร้อมด้วย ขันติ เมตตาและความเอ็นดู. ลิงยิ่งกำเริบทำอย่างนั้นบ่อย ๆ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อเถตฺถ กปิ มาคนฺตฺวา คือลิงมา ณ ที่นั้น.

ม อักษรเป็นบทสนธิ. บทว่า ปาโป คือลามก. บทว่า อนริโย คือลิงนั้นเหลาะแหละด้วยความประพฤติ ในความเสื่อมและด้วยไม่ประพฤติในความเจริญ อธิบายว่ามีมารยาทเลว. บทว่า ลหุ คือ ล่อกแล่ก. บทว่าขนฺเธ คือที่ลำคอ. บทว่า มุตฺเตติ คือถ่ายปัสสาวะ. บทว่า โอหเนติ๑คือถ่ายอุจจาระ. บทว่า ตํ คือ มํ ได้แก่ เราผู้เป็นกระบือในครั้งนั้น.

บทว่า สกิมฺปิ ทวสํ คือ เบียดเบียนเราวันหนึ่งบ้างตลอดกาลทั้งปวงบ้าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทูเสติ มํ สพฺพกาลํเบียดเบียนเราตลอดกาลทั้งปวง. คือไม่เบียดเบียนเราเพียง ๒ วัน ๓ วัน๔ วัน ที่แท้เบียดเบียนเราด้วยการถ่ายปัสสาวะเป็นต้นแม้ตลอดกาลทั้งปวง.

ท่านแสดงไว้ว่า ลิงนั้นขึ้นหลังเราในเวลาที่จะถ่ายปัสสาวะเป็นต้นเท่านั้น.

บทว่า อุปทฺทุโต คือเบียดเบียน. อธิบายว่าเราถูกลิงนั้นเบียดเบียนด้วยการห้อยโหนเป็นต้นที่เขา ด้วยการเอาของสกปรกมีปัสสาวะเป็นต้นมา และด้วยรดน้ำปนเปือกตมและฝุ่นล้างหลายครั้งที่ปลายเขา และปลายหางเพื่อนำสิ่งสกปรกออก. บทว่า ยกฺโข คือเทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้น. บทว่ามํ อิทมพฺรวิ คือเทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า๑. ในอรรถกถาเป็น โอทเทติ.

Page 295

ท่านมหิสราชเพราะเหตุไรท่านจึงอดทนความดูแคลนของลิงชั่วนี้อยู่ได้ จึงได้กล่าวคำนี้กะเราว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้ให้ฉิบหายเสียด้วยเขาและกีบเถิด.

บทว่า เอวํ วุตฺเต ตทา ยกฺเข คือเมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในกาลนั้นแล้ว. บทว่า อหํ ตํ อิทมพฺรวึ คือเราได้กล่าวตอบกะเทวดานั้นผู้กล่าวอยู่. บทว่า กุณเปน คือด้วยซากศพเพราะเป็นสิ่งน่าเกลียดอย่างยิ่งของคนดีมีชาติสะอาดด้วยการไหลออกแห่งอสุจิ คือกิเลสและเพราะเป็นเช่นกับซากศพ ด้วยมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป. บทว่า ปาเปน คือ ลามกด้วยการฆ่าสัตว์. บทว่า อนริเยน ท่านแสดงไว้ว่า ท่านเทวดาเพราะเหตุไรท่านจึงดูแคลนเราด้วยสิ่งอันไม่เจริญ เพราะเป็นธรรมของตนเลวมีพรานเนื้อเป็นต้น ผู้ไม่เจริญไม่ใช่คนดี ถ้อยคำที่ท่านกล่าวชักชวนเราในความชั่วนั้นไม่สมควรเลย.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศโทษในธรรมอันลามกนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยทิหํ ดังนี้.

บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ท่านเทวดาผู้เจริญ ผิว่าเราโกรธลิงนั้น.

เราก็เลวกว่ามัน. เพราะลิงนั้นเป็นลิงพา เป็นลิงเลว ด้วยไม่ประพฤติธรรม. หากเราพึงประพฤติธรรมลามกอันมีกำลังกว่าลิงนั้น. เราก็จะพึงเป็นผู้ลามกกว่าลิงนั้นด้วยเหตุนั้นมิใช่หรือ. ข้อที่เรารู้โลกนี้โลกหน้าอย่างดียิ่ง แล้วดำรงอยู่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยส่วนเดียวเท่านั้น พึง

Page 296

ประพฤติธรรมลามกเห็นปานนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.

มีซิ. บทว่า สีลญฺจ เม ปภิชฺเชยฺย ศีลของเราก็จะพึงแตก คือ เราพึงทำความลามกเห็นปานนั้น. ศีลบารมีของเราจะพึงแตก. บทว่า วิญฺญู จครเหยฺยุ มํ คือ เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตจะพึงติเตียนเราได้ว่า พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย จงดูพระโพธิสัตว์นี้เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ได้ทำความชั่วเห็นปานนี้แล้ว.

บทว่า หีฬิตา ชีวิตา วาปิ. วา ศัพท์ เป็นอวธารณะ. อธิบายว่าตายด้วยความบริสุทธิ์ คือ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ยังประเสริฐ อุดมดีกว่ามีชีวิตอยู่ ถูกวิญญูชนทั้งหลายติฉินนินทาด้วยประการฉะนี้. บทว่า กฺยาหํชีวิตเหตูปิ, กาหามิ ปรเหฐนํ อย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่นแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเล่า คือ เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้เราจักทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น เอาชีวิตของเราเป็นเดิมพันได้อย่างไรเล่า อธิบายว่า ไม่มีเหตุในการทำความเบียดเบียนนี้.

กระบือกล่าวว่า ลิงนี้สำคัญสัตว์อื่นว่า เป็นเหมือนเราจักทำอนาจารอย่างนี้. แต่นั้นกระบือที่ดุจักฆ่าลิงที่ทำไปอย่างนั้นเสีย. การตายของลิงนี้ด้วยสัตว์อื่นจักเป็นอันพ้นจากทุกข์และจากการฆ่าสัตว์ของเรา.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

Page 297

ลิงนี้จะสำคัญสัตว์อันเป็นเหมือนเรา จัก

ทำอย่างนี้ แม้แก่สัตว์อื่นบ้าง. สัตว์เหล่านั้น

จัดฆ่าลงนั้นเสีย. ความตายของลิงนั้นจักเป็น

อันพ้นเราไปดังนี้.

ในบทเหล่านั้นบทว่า มเมวายํ ตัดบทเป็น มํ อิว อยํ. บทว่าอญฺเปิ คือ แม้แก่สัตว์เหล่าอื่น. บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวแล้ว

บทว่า หีนมชฺฌิมอุกฺกฏฺเฐ คือ เป็นนิมิตในเพราะของตนเลวคนปานกลางและคนชั้นสูง. บทว่า สทนฺโต อวมานิตํ คือ อดกลั้นคำดูหมิ่นเหยียดหยามที่คนเหล่านั้นมิได้จำแนกไว้เป็นไปแล้ว. บทว่า เอวํลภติ สปฺปญฺโญ คนมีปัญญามิได้ทำการจำแนกในคนเลวเป็นต้นอย่างนี้เข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ อดกลั้นความผิดนั้น เพิ่มพูนศีลบารมีเป็นต้น ย่อมได้คือแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ ตามใจปรารถนา คือตามต้องการ. ความปรารถนาของเขานั้นอยู่ไม่ไกลนัก ด้วยประการฉะนี้.

พระมหาสัตว์เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ จึงแสดงธรรมแก่เทวดา. กระบือนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน ก็ได้ไปที่อื่น. กระบือดุตัวอื่นได้ไปตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นเพราะเป็นที่อยู่สบาย. ลิงชั่วสำคัญว่ากระบือตัวนี้ก็คือกระบือตัวนั้นนั่นเองจึงขึ้นหลังกระบือดุนั้น แล้วได้ทำอนาจารในที่นั้นอย่างเดียวกัน. กระบือตัวนั้นจึงสลัดลิงให้ตกลงบนพื้นดินเอาเขาขวิดที่หัวใจ เอาเท้าเหยียบจนแหลกเหลวไป.

Page 298

มหิสราชในครั้งนั้น พระโลกนาถในครั้งนี้.

แม้ในมหิสราชสะจุริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระ-โพธิสัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่งพึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ในจริยานี้ ดุจในหัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยาจัมเปยยจริยา และนาคราชจริยา.

จบอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕

Page 299

๖. รุรุมิคจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาเนื้อ

[๑๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาเนื้อ

ชื่อรุรุ มีขนสีเหลืองคล้ายหลอมทองคำ ประ-

กอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง เราเข้าไปอาศัยอยู่

ณ ประเทศน่ารื่นรมย์ เป็นรมณียสถาน สงัด

เงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจ ใกล้

ฝั่งคงคา ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึง

โดดลงในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วย

โดดว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เขาถูกกระแส

น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืน ตลอดวัน

ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน

ท่ามกลางคงคา เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำ

ครวญขอความช่วยเหลือแล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่ง

คงคา ได้ถามว่า ท่านเป็นใคร เขาอันเราถาม

แล้ว ได้แจ้งเหตุของตนในกาลนั้นว่า เราเป็น

ผู้ถูกเจ้าหนี้ทำให้สะดุ้งกลัว จึงแล่นมายังมหา-

นทีนี้ เราทำความกรุณาแก่เขา สละชีวิตของเรา

End of ๕. มหิสราชจริยา