arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๖. รุรุมิคจริยา เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖ (Royal Thai)16/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก รุรุมิคจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 74, pp. 299–314

Page 299

๖. รุรุมิคจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาเนื้อ

[๑๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาเนื้อ

ชื่อรุรุ มีขนสีเหลืองคล้ายหลอมทองคำ ประ-

กอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง เราเข้าไปอาศัยอยู่

ณ ประเทศน่ารื่นรมย์ เป็นรมณียสถาน สงัด

เงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจ ใกล้

ฝั่งคงคา ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึง

โดดลงในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วย

โดดว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เขาถูกกระแส

น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืน ตลอดวัน

ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน

ท่ามกลางคงคา เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำ

ครวญขอความช่วยเหลือแล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่ง

คงคา ได้ถามว่า ท่านเป็นใคร เขาอันเราถาม

แล้ว ได้แจ้งเหตุของตนในกาลนั้นว่า เราเป็น

ผู้ถูกเจ้าหนี้ทำให้สะดุ้งกลัว จึงแล่นมายังมหา-

นทีนี้ เราทำความกรุณาแก่เขา สละชีวิตของเรา

Page 300

ว่ายน้ำไปนำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม เรา

รู้กาลว่า เขาหายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วได้

กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อ

หนึ่ง คือท่านอย่าบอกเราแก่ใคร ๆ เขาไปยัง

พระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม จึงกราบทูล

เพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระราชาเข้ามา

ยังที่อยู่ของเรา เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่าง

แด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว

ทรงสอดลูกศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่า เราจักฆ่า

คนลามกผู้ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ เรา

ตามรักษาคนประทุษร้ายมิตรนั้น ได้มอบตน

ของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราชา ขอได้ทรงโปรด

งดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทจะกระทำ

ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ เราตาม

รักษาศีลของเรา ไม่ใช่เราตามรักษาชีวิตของเราเพราะในกาลนั้น เราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง ฉะนี้แล.

จบ รุรุมิคจริยาที่ ๖

Page 301

อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้ . บทว่าสุตฺตกนกสนฺนิโภ คือมีขนสีเหลียงคล้ายหลอมทองคำใส่เข้าไปในไฟ โดยปราศจากสีดำตลอดตัว. บทว่า มิคราชา รุรุ นาม คือมีชื่อโดยสัญชาติว่ารุรุมิคราชโดยเชื้อชาติว่า รุรุ อธิบายว่า เป็นราชาแห่งเนื้อทั้งหลาย. บทว่าปรมสีลสมาหิโต คือตั้งมั่นอยู่ในศีลอันอุดม พึงทราบเนื้อความในบทนี้อย่างนี้ว่าศีลบริสุทธิ์และมีจิตตั้งมั่น หรือมีจิตตั้งมั่นโดยชอบในศีลอันบริสุทธิ์.

ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเนื้อชื่อว่า รุรุ ผิวในร่างกายของเนื้อนั้นมีสีเหมือนแผ่นทองคำที่เผาแล้วขัดเป็นอย่างดี เท้าทั้ง ๔ ดุจฉาบด้วยครั้ง หางดุจหางจามรี เขามีสีเหมือนพวงเงิน ตาดุจก้อนแก้วมณีที่ขัดดีแล้ว ปากดุจลูกคลีหนังหุ้มผ้ากัมพลสีแดงสอดตั้งไว้. เนื้อนั้นละความคลุกคลีประสงค์จะอยู่อย่างสงบ จึงทิ้งบริวารอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ในป่าใหญ่สะพรั่งด้วยดอกไม้บานปนต้นสาละน่ารื่นรมย์ใกล้แม่น้ำคงคา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์

เป็นรมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์

เป็นที่ยินดีแห่งใจใกล้ฝั่งคงคา.

ใบบทเหล่านั้น บทว่า รมฺเม ปเทเส คือในอรัญญประเทศน่ารื่นรมย์ เพราะประกอบด้วยภูมิภาคสีขาวปนทราย เช่นกับพ่นแก้วมุกดา

Page 302

ด้วยพื้นป่าอันมีหญ้าเขียวสดงอกขึ้นอย่างสนิท ด้วยพื้นสิลาวิจิตด้วยสีต่าง ๆดุจปูไว้อย่างสวยงาม และด้วยสระมีน้ำใสสะอาดดุจกองแก้วมณี และเพราะปกคลุมด้วยติณชาติ สัมผัสอ่อนนุ่มโดยมากสีแดงคล้ายสีแมลงค่อมทองบทว่า รมมณีเย คือเป็นรมณียสถาน ทำให้เกิดความยินดีแก่ชนผู้เข้าไปณ ที่นั้น เพราะงดงามด้วยป่าหนาทึบ มีกิ่งก้านสาขาปกคลุมล้วนแล้วไปด้วยดอกไม้ ผลไม้และหน่อไม้ หมู่นกนานาชนิดส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ รุ่งเรืองไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์และป่าหลายอย่างโดยมาก ก็มีมะม่วงต้นสาละไพรสณฑ์ประดับ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ในรุรุมิคราชชาดกว่า :-

ในไพรสณฑ์นั้น มีมะม่วง และดอก

สาละบาน ดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง. ณ

ที่นี้ มิคราชนั้นอาศัยอยู่.

บทว่า วิวิตฺเต คือว่างเปล่าจากคนอยู่. บทว่า อมนุสฺสเก คือปราศจากมนุษย์ เพราะไม่มีมนุษย์สัญจรใบมา ณ ที่นั้น. บทว่า มโนรเมชื่อว่า มโนรเม เพราะเป็นที่ยินดีแห่งใจโดยเฉพาะของผู้ต้องการความสงบด้วยคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า อถ ในบทว่า อถ อุปริคงฺคาย นี้ เป็นนิบาตลงในอธิการะคือเหตุเกิดขึ้น ท่านแสดงไว้ว่า ด้วยเหตุนั้นเมื่อเราอยู่อย่างนั้นในที่นั้นจึงเกิดเหตุนี้ขึ้น. บทว่า อุปริคงฺคาย คือบนกระแสแม่น้ำคงคา. บทว่าธนิเกหิ ปริปีฬิโต คือบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวง ไม่สามารถใช้หนี้ได้.

Page 303

มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไม่ให้บุตรของตนเล่าเรียนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่า บุตรนี้เรียนศิลปะจักลำบาก.

บุตรเศรษฐีไม่รู้อะไร ๆ นอกจากขับร้อง ประโคมดนตรี ฟ้อนรำ เคี้ยวกินและบริโภค. เมื่อบุตรเจริญวัยมารดาบิดาก็หาภรรยาที่สมควรให้มอบทรัพย์ให้กลัวถึงแก่กรรม. บุตรเศรษฐีห้อมล้อมด้วยนักเลงหญิงนักเลงสุราทำลายทรัพย์ทั้งหมดด้วยอบายมุขต่าง ๆ กู้หนี้ยืมสินในที่นั้น ๆ ไม่สามารถจะใช้หนี้ได้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา. เกิดมาด้วยอัตภาพนั้น แม้อย่างนี้ก็เหมือนเป็นอย่างอื่น. ตายเสียดีกว่า จึงบอกเจ้าหนี้ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอาใบกู้หนี้มา. เรามีทรัพย์อันเป็นของตระกูลฝังไว้ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. เราจักให้ทรัพย์นั้นแก่พวกท่าน. เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไปกับเขา.

บุตรเศรษฐีทำเป็นบอกที่ฝังทรัพย์ว่า ทรัพย์ฝังไว้ตรงนี้ ๆ. คิดว่า ด้วยอาการอย่างนี้เราจักพ้นหนี้ จึงหนีไปโดดน้ำ. บุตรเศรษฐีนั้นลอยไปตามกระแสน้ำอันเชี่ยว ร้องขอความช่วยเหลือ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ครั้งนั้นบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลง

ในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิด

ว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เราถูกกระแส

น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืนตลอดวัน

ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน

ท่ามกลางคงคา ดังนี้.

Page 304

ในบทเหล่านั้น บทว่า ชีวามิ วา มรามิ วา ความว่าบุรุษนั้นตกลงไปในกระแสแม่น้ำนี้ คิดว่าเราจะเป็นหรือตายก็ตามที. อธิบายว่า เราจะมีชีวิตอยู่หรือตายในแม่น้ำนี้ก็ตามเถิด. แม้โดยประการทั้งสองอย่าง จะไม่มีการเบียดเบียนของเจ้าหนี้ ดังนี้. บทว่า มชฺเฌ คงฺคาย คจฺฉติ ลอยไปในท่ามกลางแม่น้ำ คือบุรุษนั้นลอยไปในแม่น้ำตลอดวันและคืน เพราะยังรักชีวิตอยู่ยังไม่ถึงที่ตาย จึงกลัวมรณภัย ร้องขอความช่วยเหลือ ลอยไปตามห้วงน้ำในท่ามกลางแม่น้ำ.

ครั้งนั้นพระมหาบุรุษ ได้ยินเสียงของบุรุษนั้นร้องขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืนได้ยินเป็นเสียงมนุษย์ คิดว่า เมื่อเรายังอยู่ในที่นี้ บุรุษอย่าตายเลย. เราจักช่วยชีวิตเขา จึงออกจากพุ่มไม้ที่นอนอยู่ไปยังฝั่งแม่น้ำ กล่าวว่า บุรุษผู้เจริญท่านอย่ากลัวเลย. เราจักช่วยชีวิตท่าน แล้วปลอบใจเดินฝ่ากระแสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังนำไปถึงฝั่ง แล้วพาไปที่อยู่ของตนบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ให้ผลไม้ ล่วงไป ๒-๓ วัน จึงกล่าวกะบุรุษนั้นว่า บุรุษผู้เจริญ เราจักพาท่านไปยังทางที่จะไปกรุงพาราณสีท่านอย่าบอกใคร ๆ. ณที่โน้นมีกวางทองอาศัยอยู่. บุรุษนั้นรับว่าจ้ะ ฉันจะไม่บอกใคร ๆ. พระมหา-สัตว์ให้เขาขี่หลังของตนหยั่งลงในทางที่จะไปกรุงพาราณสี แล้วก็กลับ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ขอ

ความช่วยเหลือไปขึ้นอยู่ที่ฝั่งคงคา ได้ถามว่า

Page 305

ท่านเป็นใคร เขาได้บอกถึงการกระทำของตน

ว่า ข้าพเจ้าถูกเจ้าหนี้ให้สะดุ้งกลัว จึงวิ่งมา

ยังมหานทีนี้. เราจึงช่วยเหลือเขาสละชีวิตของ

เรา ว่านน้ำไปนำเขามาให้เวลากลางคืนข้างแรม

เรารู้ว่าเขาหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ได้กล่าวกะ

เขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือ

ท่านอย่าบอกเราแก่ใคร ๆ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โกสิ ตฺวํ นโร ท่านเป็นใคร อธิบายว่าท่านลอยมาจากไหนจึงถึงที่นี้ได้. บทว่า อตฺตโน กรณํ คือการกระทำของตน.

บทว่า ธนิเกหิ ภีโต คือถูกเจ้าหนี้ทำให้หวาดสะดุ้ง. บทว่า ตสิโต คือหวาดเสียว. บทว่า ตสฺส กตฺวาน การุญฺํ จชิตฺวา มม ชีวิตํ คือเราช่วยเหลือเขาด้วยความสงสารมาก จึงสละชีวิตของเราแก่บุรุษนั้น. บทว่า ปวิสิตฺวานีหรึ ตสฺส คือลงแม่น้ำฝ่ากระแสน้ำไปตรง ๆ ให้เขาขึ้นหลังเราแล้วนำเขาออกไปจากที่นั้น. บทว่า ตสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ์.

บาลีว่า ตตฺถ ก็มี อธิบายว่า ในแม่น้ำนั้น. บทว่า อนฺธการมฺหิ รตฺติยาคือในราตรีข้างแรม.

บทว่า อสฺสตฺถกาลมญฺญาย คือเรารู้กาลที่เขาหายเหน็ดเหนื่อยแล้วจึงให้ผลาผล ล่วงไป ๒ - ๓ วัน เขาปราศจากความลำบาก. บทว่า เอกํ

Page 306

ตํ วรํ ยาจามิ คือเราขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง. อธิบายว่า ท่านจงให้พรเราข้อหนึ่ง. หากถามว่า พรนั้นเป็นอย่างไร ? ตอบว่า ท่านจงอย่าบอกเราแก่ใคร ๆ คืออย่าบอกเราแก่พระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชา ว่ามีกวางทองอาศัยอยู่ ณ ที่โน้นดังนี้.

ลำดับนั้น ในวันที่บุรุษนั้นเข้าไปถึงกรุงพาราณสีนั่นเอง พระอัคร-มเหสี ได้ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์หม่อมฉันได้เห็นกวางทองแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันฝันจริง กวางทองจะมีแน่นอน เพราะฉะนั้นหม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมของกวางทอง. หากหม่อมฉันได้ฟังก็จักมีชีวิตอยู่หากไม่ได้ฟังหม่อมฉันก็จะไม่มีชีวิตอยู่ เพคะ. พระราชาทรงปลอบพระอัคร-มเหสี แล้วตรัสว่า หากกวางทองมีอยู่ในมนุษยโลก. เธอก็คงจักได้. แล้วรับสั่งเรียกหาพราหมณ์ ตรัสถามว่า ธรรมดากวางทองมีอยู่หรือทรงสดับว่ามีอยู่ จึงทรงเอาถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ใส่ไว้ในหีบทองคำยกขึ้นวางที่คอช้าง แล้วตีกล้องเที่ยวป่าวประกาศว่า ผู้ใดจักบอกกวางทองได้ เราจักให้ถุงทรัพย์นี้พร้อมด้วยช้างแก่ผู้นั้น. พระราชามีพระประสงค์จะให้แม้มากกว่านั้น จึงรับสั่งให้จารึกบ้านส่วยลงในแผ่นทองคำ แล้วประกาศไปทั่วพระนครว่า :-

เราให้บ้านส่วย และสตรีที่ตกแต่งแล้ว

อย่างสวยงามแก่ผู้บอกมฤคที่อุดากว่ามฤคทั้ง

หลายดังนี้.

Page 307

ลำดับนั้นเศรษฐีบุตรได้ฟังดังนั้นจึงไปหาราชบุรุษแล้วพูดว่า เราจักทูลมฤคเห็นปานนั้นแด่พระราชา ท่านทั้งหลายจงนำเราเข้าเฝ้าพระราชาเถิดพวกราชบุรุษนำเศรษฐีบุตรนั้นเข้าเฝ้าพระราชา แล้วทูลความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าได้เห็นจริงหรือ. เขาทูลว่า ขอเดชะจริงพระเจ้าข้า ขอจงมากับข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จักให้ทอดพระเนตรมฤคนั้น. พระราชาให้บุรุษนั้นเป็นผู้นำทางเสด็จไปถึงที่นั้นด้วยบริวารใหญ่ให้พวกราชบุรุษถืออาวุธล้อมสถานที่ที่บุรุษผู้ทำลายมิตรนั้น ชี้ให้ดูโดยรอบแล้วตรัสว่า พวกท่านจงทำเสียงให้ดัง

พระองค์เองประทับยืน ณ ข้างหนึ่งกับชนเล็กน้อย แม้บุรุษนั้นก็ได้ยืนอยู่ไม่ไกล. พระมหาสัตว์สดับเสียงก็รู้ว่าเป็นเสียงกองพลใหญ่. ภัยของเราคงจะเกิดจากบุรุษนั้นเป็นแน่ จึงลุกขึ้นมองดูหมู่ชนทั้งสิ้น ดำริว่า เราจักปลอดภัยในที่ที่พระราชาประทับอยู่ จึงเดินมุงหน้าเข้าไปหาพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นกวางทองนั้นเดินมา ทรงดำริว่า กวางทองนี้มีกำลังดุจคชสารคงจะมาทำร้ายเรา จึงทรงสอดลูกศรเล็งตรงไปยังพระโพธิสัตว์ด้วยทรงพระดำริว่า หากมฤคนี้กลัวหนีไป เราจะยิงทำให้ทุพลภาพแล้วจึงจับ. พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถาว่า :-

ข้าแต่มหาราชผู้ประเสริฐ ขอทรงโปรด

รอก่อนอย่าเพิ่งยิงข้าพระองค์เลย ใครบอกเรื่อง

นี้แด่พระองค์ว่า มีเนื้ออยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า.

Page 308

พระราชาทรงยับยั้งด้วยถ้อยคำอันไพเราะของมฤคนั้น ทรงลดคันศรประทับยืนด้วยความเคารพ. แม้พระโพธิสัตว์ก็เข้าไปหาพระราชา ได้ทำปฏิ-สันถารอย่างละมุนละม่อม. แม้มหาชนก็วางสรรพาวุธแวดล้อมพระราชา.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

เขาไปยังพระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม

จึงกราบทูลเพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระ-

ราชามายังที่อยู่ของเรา ดังนี้.

บทนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้. ผู้ใดประทุษร้ายมิตรเป็นบุรุษชั่ว เราสละชีวิตช่วยให้พ้นจากเป็นเหยื่อสัตว์ พาไปกรุงพาราณสีบอกเราแด่พระ-ราชา เพราะตนต้องการทรัพย์. ครั้นบอกแล้วบุรุษชั่วนั้น เป็นผู้นำทางเพื่อให้พระราชาจับเรา จึงพาพระราชามายังที่อยู่ของเรา

พระมหาสัตว์ ทูลถามพระราชาอีกด้วยเสียงอันไพเราะดุจสั่นกระดิ่งทองคำว่า ใครหนอทูลเรื่องนี้แด่พระองค์ว่า ณ ที่นี้มีมฤคที่อาศัยอยู่. ในขณะนั้นบุรุษชั่วนั้นหลีกไปหน่อยหนึ่ง แล้วยืนในที่พอฟังได้ยิน. พระราชาตรัสว่า บุรุษผู้นี้บอกท่านแก่เรา แล้วทรงชี้ไปที่บุรุษชั่วนั้น. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์กล่าวคาถาว่า :-

ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ไม่พูด

ความจริง ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า ส่วนคนบางพวก

ไม่ดีเลย.

Page 309

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเกิดความสังเวชตรัสคาถาว่า :-

ท่านรุรุมิคราช บรรดามฤค นก มนุษย์

ท่านติเตียนอะไร. มฤคได้ภัยใหญ่กะเราเพราะ

ฟังมนุษย์นั้นบอก.

ลำดับนั้นพระมหาบุรุษ เมื่อจะทูลว่า ข้าแต่มหาราชข้าพระองค์ไม่ติเตียนมฤค ไม่ติเตียนนก. แต่ข้าพระองค์ติเตียนมนุษย์จึงกล่าวว่า.

ข้าแต่ราชะข้าพระองค์ ช่วยยกบุรุษใดซึ่ง

ลอยอยู่ในน้ำที่มีน้ำมาก มีกระแสเชี่ยวขึ้นมา

ได้ ภัยมาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็น

ต้นเหตุ การสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์แท้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า นิปฺลวิตํ คือลอยน้ำ. บทว่า เอกจฺจิโยคือคนบางคนประทุษร้ายมิตรเป็นบุรุษชั่ว แม้ตกลงไปในน้ำเมื่อมีผู้ช่วยขึ้นมาได้ก็ไม่ประเสริฐเลย. เพราะไม้ยังใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง. แต่คนประ-ทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศ. เพราะฉะนั้น ไม้จึงดีกว่าคนประทุษร้ายมิตรนั้น. บทว่า มิคานํ คือพระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนรุรุมิคราชบรรดาเนื้อนกหรือมนุษย์ท่านติเตียนอะไร ? บทว่า ภยํ หิ มํ วินฺทตินปฺ-ปริปํ คือมฤคได้ภัยใหญ่กะเรา อธิบายว่า ทำดุจเป็นของตน.

Page 310

บทว่า วาหเน คือห้วงน้ำสามารถพัดพาคนที่ตกลงไปแล้วๆ เล่า ๆได้. บทว่า มโหทเก สลิเล คือในน้ำอันมีน้ำมาก. แม้ด้วยบททั้งสองท่านแสดงถึงห้วงน้ำมีน้ำมาก. บทว่า ตโตนิทานํ คือมิคราชทูลพระราชาว่าข้าแต่มหาราช บุรุษใดที่พระองค์แสดงแก่ข้าพระบาท. บุรุษนั้นลอยไปในแม่น้ำร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืน ข้าพระองค์ช่วยยกเขาขึ้นจากแม่น้ำ. ภัยนี้มาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็นต้นเหตุ.

ชื่อว่าการสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์. พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้วทรงพิโรธบุรุษชั่วนั้น ทรงสอดลูกศรด้วยทรงดำริว่า เจ้านี้ไม่รู้จักคุณของผู้มีอุปการะมากถึงอย่างนี้. ทำให้เกิดลำบาก. เราจะยิงแล้วฆ่ามันเสีย. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่างแด่พระราชา

พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว ทรงสอดลูก

ศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่าเราจักฆ่าคนลามกผู้

ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา กรณํ คือทูลถึงการทำอุปการะทั้งหมดที่เราทำไว้แก่บุรุษนั้น. บทว่า ปกปฺปยิ คือสอดลูกศร. บทว่า มิตฺตทุพฺภึผู้ประทุษร้ายมิตร คือผู้มีปกติประทุษร้ายมิตรผู้มีอุปการะแก่ตน.

ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ ดำริว่า บุรุษพาลนี้อย่าได้พินาศไปเพราะอาศัยเราเลยจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชชื่อว่าการฆ่าคนพาลก็ดี บัณฑิตก็ดี

Page 311

วิญญูชนไม่สรรเสริญว่าเป็นคนดี. ที่แท้แล้ววิญญูชนติเตียนอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นขอพระองค์อย่าฆ่าบุรุษพาลนี้เลย. ปล่อยเขาไปตามความพอใจเถิดขอพระองค์อย่าทรงให้เขาเสื่อมเสีย จึงทรงพระราชทานสิ่งที่พระองค์ปฏิญญาไว้แก่เขาว่า จักพระราชทานเถิดพระเจ้าเข้า แล้วทูลต่อไปว่า อนึ่งข้าพระองค์จักนำสิ่งที่พระองค์ปรารถนา. ข้าพระองค์จะมอบตนแด่พระองค์.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจรัสไว้ว่า :-

เราตามรักษาคนผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นได้

มอบตนของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้

ทรงโปรดงดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะ

ทำตามพระราชประสงค์ของพระองค์.

ในบทเหล่านั้น บทว่า นิมฺมินึ คือเราตามรักษาบุรุษนั้น ผู้ประทุษ-ร้ายมิตรเป็นบุคคลชั่ว ได้มอบอัตภาพของเราถวายกะพระราชานั้น. อธิบายว่า เราได้มอบตนถวายแด่พระราชา แล้วยับยั้งความตายของเขาผู้ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชา. บทว่า ติฏฺฐเตโส เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน.

บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่ทำการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันของพระองค์ จึงตรัสคาถาสุดท้าย.

ความคาถาสุดท้ายนั้นมีดังต่อไปนี้ :-

Page 312

ในครั้งนั้นเมื่อพระราชามีพระประสงค์จะ

ฆ่าบุรุษผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นเพราะอาศัยเรา เรา

จึงสละตนแด่พระราชา ตามรักษาศีลของเรา

มิใช่ตามรักษาชีวิตของเรา. ข้อที่เราเป็นผู้มีศีล

มิได้คำนึงถึงชีวิตของตนก็เพราะเหตุแห่งสัม-

มาสัมโพธิญาณนั้นเอง.

ลำดับนั้นพระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์สละชีวิตของตนยับยั้งความตายของบุรุษนั้น มีพระทัยยินดี ตรัสว่า ไปเถิดเจ้า เจ้าพ้นความตายจากมือของเราด้วยความช่วยเหลือของมิคราช แล้วพระราชทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตามปฏิญญา. พระราชาทรงอนุญาตพรตามความพอใจของพระโพธิสัตว์แล้วนำพระโพธิสัตว์เข้าสู่พระนคร รับสั่งให้ตกแต่งพระนครและประดับพระโพธิ-สัตว์ ให้พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเทวี. พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วยภาษามนุษย์ไพเราะ แด่พระราชาพระเทวี และแก่ราชบริษัทถวายโอวาทพระราชาด้วยทศพิธราชธรรม สั่งสอนมหาชนแล้วเข้าป่าแวดล้อมด้วยหมู่มฤคอยู่อย่างสบาย. แม้พระราชาก็ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

เศรษฐีบุตรในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. พระราชาคือพระ-อานนท์ รุรุมิคราชคือพระโลกนาถ.

Page 313

แม้ในรุรุมิตราชจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิ-สัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

อนึ่ง แม้ในจริยานี้ ก็พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ การละฝูงของมฤคราชผู้ไม่ปรารถนาเกี่ยวข้องกับชน เพราะยินดีในความสงบ. การได้ยินเพียงเศร้าโศกของบุรุษผู้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือซึ่งลอยอยู่ในแม่น้ำในเวลาเที่ยงคืน จึงลุกจากที่นอนไปยังฝังแม่น้ำ สละชีวิตของตนหยั่งลงไปในห้วงน้ำซึ่งไหลลงไปในแม่น้ำใหญ่ ฝ่ากระแสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตน พาไปถึงฝั่ง ปลอบโยน ให้ผลาผลเป็นต้นแล้วให้บรรเทาความเหน็ดเหนื่อย. การให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตนอีกครั้ง แล้วนำออกจากป่าไปส่งที่ทางหลวง. การเป็นผู้ไม่กลัวไปเผชิญหน้ากับพระราชาผู้สอดลูกศรประทับยืนจ้องด้วยหมายว่าจักยิง

แล้วทูลด้วยภาษามนุษย์ก่อนแล้วทำการต้อนรับอย่างละมุนละม่อม. การกล่าวธรรมกถากะพระราชา ซึ่งมีพระประสงค์จะฆ่าบุรุษชั่วผู้ทำลายมิตร แล้วสละชีวิตของตนอีก แล้วก็พ้นจากความตาย. การทูลให้พระราชาทรงประทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตามปฏิญญา. การที่เมื่อพระราชาทรงประทานพรแก่ตน จึงขอให้พระราชาทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์. การแสดงธรรมแก่มหาชน ซึ่งมีพระราชาและพระเทวีเป็นประมุข แล้วให้ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น.

การให้โอวาทแก่เนื้อทั้งหลายที่ได้รับอภัยแล้ว ห้ามกินข้าวกล้าของพวกมนุษย์. การทำหนังสือสัญญาของบุรุษนั้น ถาวรมาจนกระทั่งทุกวันนี้ด้วยประการฉะนี้.

จบ อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖

Page 314

๗. มาตังคจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของมาตังคชฏิล

[๑๗] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นชฏิล มี

ความเพียรอันแรงกล้า มีนามชื่อว่ามาตังคะ

เป็นผู้มีศีล มีจิตมั่นคงดี เราและพราหมณ์คน

หนึ่ง อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เราอยู่ข้างเหนือ

พราหมณ์อยู่ข้างใต้ พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง

ได้เห็นอาศรมของเราข้างเหนือน้ำ บริภาษเรา

ในที่นั้น แล้วแช่งให้เราศีรษะแตก ถ้าเราพึง

โกรธต่อพราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล

เราแลดูพราหมณีนั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้า

ได้ ครั้งนั้นพราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจประ-

ทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก คำ

แช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เราช่วย

เปลื้องเขาให้พ้นโดยควร เราตามรักษาศีลของ

เรา มิใช่เรารักษาชีวิตของเรา เพราะในกาล

นั้นเราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่น

เอง ฉะนี้แล.

จบ มาตังคจริยาที่ ๗

End of ๖. รุรุมิคจริยา