arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เถรคาถา

๑. มหากัสสปเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๘/๒๑ ในเถรคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เถรคาถาย จตฺตาฬีสนิปาโต

เถรคาถา จัตตาฬีสนิบาต

๑. มหากัสสปเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระมหากัสสปเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา มหากัสสปเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ น คเณน ปุรกฺขโต จเร วิมโน โหติ สมาธิ ทุลฺลโภ

นานาชนสงฺคโห ทุกฺโข อิติ ทิสฺวาน คณํ น โรจเย ฯ

น กุลานิ อุปพฺพเช มุนิ วิมโน โหติ สมาธิ ทุลฺลโภ

โส อุสฺสุโก รสานุคิทฺโธ อตฺถํ ริญฺจติ โย สุขาธิวาโห ๑ ฯ

ปงฺโกติ หิ นํ อเวทยุํ ยายํ วนฺทนปูชนา กุเลสุ

สุขุมํ สลฺลํ ทุรจฺจยํ ๒ สกฺกาโร กาปุริเสน ทุชฺชโห ฯ

เสนาสนมฺหา โอรุยฺห นครํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ฯ

ภุญฺชนฺตํ ปุริสํ กุฏฺฐึ สกฺกจฺจนฺตํ อุปฏฺฐหึ ฯ

โส เม ๓ ปกฺเกน หตฺเถน อาโลปํ อุปนามยิ

อาโลปํ ปกฺขิปนฺตสฺส องฺคุลี เจตฺถ ๔ ฉิชฺชติ ๕ ฯ

กุฑฺฑมูลญฺจ นิสฺสาย อาโลปนฺตํ อภุญฺชิสํ

ภุญฺชมาเน จ ภุตฺเต วา เชคุจฺฉํ เม น วิชฺชติ ฯ

อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ อาหาโร ปูติมุตฺตญฺจ โอสถํ ๖

เสนาสนํ รุกฺขมูลํ ปํสุกูลญฺจ จีวรํ

ยสฺเสเต อภิสมฺภุตฺวา ส เว จาตุทฺทิโส นโร ฯ

ยตฺถ เอเก วิหญฺญนฺติ อารุหนฺตา ๗ สิลุจฺจยํ

ตตฺถ ๘ พุทฺธสฺส ทายาโท สมฺปชาโน ปติสฺสโต

อิทฺธิพเลนุปตฺถทฺโธ กสฺสโป อภิรูหติ ฯ

ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เสลมารุยฺห กสฺสโป

ฌายติ อนุปาทาโน ปหีนภยเภรโว ฯ

ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เสลมารุยฺห กสฺสโป

ฌายติ อนุปาทาโน ฑยฺหมาเนสุ นิพฺพุโต ฯ

ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เสลมารุยฺห กสฺสโป

ฌายติ อนุปาทาโน กตกิจฺโจ อนาสโว ฯ

กเรริมาลาวิตตา ภูมิภาคา มโนรมา

กุญฺชราภิรุทา รมฺมา เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ

นีลพฺภวณฺณา รุจิรา วาริสีตา สุจินฺธรา

อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ8

นีลพฺภกูฏสทิสา กูฏาคารวรูปมา

วารณาภิรุทา รมฺมา เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ

อภิวุฏฺฐา รมฺมตลา นคา อิสิภิ ๑ เสวิตา

อพฺภุนฺนทิตา สิขีภิ ๒ เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ

อลํ ฌายิตุกามสฺส ปหิตตฺตสฺส เม สโต

อลํ เม อตฺถกามสฺส ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน

อลํ เม ผาสุกามสฺส ปหิตตฺตสฺส สิกฺขโต ๓

อลํ เม โยคกามสฺส ปหิตตฺตสฺส ตาทิโน ฯ

อุมฺมาปุปฺเผน สมานา คคนาวพฺภฉาทิตา

นานาทิชคณากิณฺณา เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ

อนากิณฺณา คหฏฺเฐหิ มิคสงฺฆนิเสวิตา

นานาทิชคณากิณฺณา เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ

อจฺโฉทิกา ปุถุสิลา โคนงฺคุลมิคายุตา

อมฺพุเสวาลสญฺฉนฺนา เต เสลา รมยนฺติ มํ ฯ

น ปญฺจงฺคิเกน ตุริเยน รติ เม โหติ ตาทิสี

ยถา เอกคฺคจิตฺตสฺส สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต ฯ

กมฺมํ พหุกํ น การเย ปริวชฺเชยฺย ชนํ น อุยฺยเม

โส อุสฺสุโก รสานุคิทฺโธ อตฺถํ ริญฺจติ โย สุขาธิวาโห ๑ ฯ

กมฺมํ พหุกํ น การเย ปริวชฺเชยฺย อนตฺถเมตํ ๒

กิจฺฉติ กาโย กิลมติ ทุกฺขิโต โส สมถํ น วินฺทติ ฯ

โอฏฺฐปหตมตฺเตน อตฺตานํปิ น ปสฺสติ

ปตฺถทฺธติ ๓ จรติ อหํ เสยฺโยติ มญฺญติ ฯ

อเสยฺโย เสยฺยสมานํ พาโล มญฺญติ อตฺตานํ

น ตํ วิญฺญู ปสํสนฺติ ปตฺถทฺธมนสํ นรํ ฯ

โย จ เสยฺโยหมสฺมีติ นาหํ เสยฺโยติ วา ปุน ๔

หีโนหํ สทิโส วาติ วิธาสุ น วิกมฺปติ ฯ

ปญฺญวนฺตํ ตถาวาทึ สีเลสุ สุสมาหิตํ

เจโตสมถมนุยุตฺตํ ตํ เว ๕ วิญฺญู ปสํสเร ฯ

ยสฺส สพฺรหฺมจารีสุ คารโว นูปลพฺภติ

อารกา โหติ สทฺธมฺมา นภโส ปุถุวี ๑ ยถา ฯ

เยสญฺจ หิริโอตฺตปฺปํ สทา สมฺมา อุปฏฺฐิตํ

วิรูฬฺหพฺรหฺมจริยา [๒] เตสํ ขีณา ปุนพฺภวา ฯ

อุทฺธโต จปโล ภิกฺขุ ปํสุกูเลน ปารุโต

กปิว สีหจมฺเมน น โส เตนุปโสภติ ฯ

อนุทฺธโต อจปโล นิปโก สํวุตินฺทฺริโย

โสภติ ปํสุกูเลน สีโหว คิริคพฺภเร ฯ

เอเต สมฺพหุลา เทวา อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน

ทส เทวสหสฺสานิ สพฺเพ เต พฺรหฺมกายิกา

ธมฺมเสนาปตึ ธีรํ ๓ มหาฌายึ สมาหิตํ

สารีปุตฺตํ นมสฺสนฺตา ติฏฺฐนฺติ ๔ ปญฺชลีกตา

นโม เต ปริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม

ยสฺส เต นาภิชานาม ยํปิ นิสฺสาย ฌายติ ฯ

อจฺเฉรํ วต พุทฺธานํ คมฺภีโร โคจโร สโก

เย มยํ นาภิชานาม พาลเวธี ๕ สมาคตา ฯ

ตํ ตถา เทวกาเยหิ ปูชิตํ ปูชนารหํ

สารีปุตฺตํ ตทา ทิสฺวา กปฺปินสฺส สิตํ อหู ๖ ฯ

ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐปยิตฺวา มหามุนึ

ธุตคุเณ วิสิฏฺโฐหํ สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ

โอหิโต ครุโก ภาโร ภวเนตฺติ สมูหตา ๑ ฯ

น จีวเร น สยเน โภชเน นุปลิปฺปติ

โคตโม อนปฺปเมยฺโย มุฬาลิปุปฺผํ ๒ วิมลํว

อมฺพุนา นิกฺขมฺมนินฺโน ติภวาภินิสฺสโฏ ฯ

สติปฏฺฐานคีโว โส สทฺธาหตฺโถ มหามุนิ

ปญฺญาสีโส มหาญาณี สทา จรติ นิพฺพุโตติ ฯ

มหากสฺสโป เถโร ฯ

อุทฺทานํ

จตฺตาฬีสนิปาตมฺหิ มหากสฺสปสวฺหโย

เอโกว เถโร คาถาโย จตฺตาฬีส ทุเวปิ จาติ ฯ

จตฺตาฬีสนิปาโต สมตฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. สุขาวโห ฯ ๒ ยุ. ทุรุพฺพหํ ฯ ๓ ยุ. ตํ ฯ ๔ ยุ. เปตฺถ ฯ

๕ ยุ. ฉิชฺชถ ฯ ๖ ยุ. โอสธํ ฯ ๗ ยุ. อารุหนฺโต ฯ ๘ ยุ. ตสฺส ฯ

๑ ม. ยุ. อิสีภิ ฯ ๒ ม. ยุ. สิขีหิ ฯ ๓ ม. ยุ. ภิกฺขโต ฯ

๑ ม. สุขาวโห ฯ ๒ ม. ยุ. อนตฺถเนยฺยเมตํ ฯ ๓ ม. ยุ. ปตฺถทฺธคีโว ฯ

๔ ม. ปน ฯ ๕ ม. ยุ. ตญฺเจ ฯ

๑ ม. ยุ. ปุถวี ฯ ๒ ม. เต ฯ ๓ ม. วีรํ ฯ ๔ ยุ. ติฏฺฐนฺตี ฯ ๕ ม. วาลเวธิ ฯ

๖ ม. อหุ ฯ

ฉบับหลวง

ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่ เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก การสงเคราะห์ชนต่างๆ เป็นความลำบากดังนี้ จึงไม่ชอบใจหมู่คณะ นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มักติดรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ นักปราชญ์ได้กล่าวการกราบไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลาย ว่าเป็นเปือกตมและเป็นลูกศรที่ละเอียดถอนได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากยิ่ง เราลงจากเสนาสนะแล้วก็เข้าไปบิณฑบาตยังนคร

เราได้เข้าไปหาบุรุษโรคเรื้อน ผู้กำลังบริโภคอาหารด้วยความอ่อนน้อม บุรุษโรคเรื้อนนั้น ได้น้อมเข้าซึ่งคำข้าวด้วยมือโรคเรื้อน เมื่อเขาใส่คำข้าวลง นิ้วมือของเขาก็ขาดตกลงในบาตรของเรานี้ เราอาศัยชายคาเรือน ฉันข้าวนั้นอยู่ ในเวลาที่กำลังฉันและฉันเสร็จแล้ว เรามิได้มีความเกลียดชังเลยภิกษุใดไม่ดูหมิ่นปัจจัยทั้งสี่ คือ อาหารบิณฑบาตที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ ๑บังสุกุลจีวร ๑ เสนาสนะคือโคนไม้ ๑ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ ภิกษุนั้นแล สามารถจะอยู่ในจาตุรทิศได้ในเวลาแก่ ภิกษุบางพวกเมื่อขึ้นเขาย่อมลำบาก แต่พระมหากัสสปะผู้เป็นทายาสของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ แม้ในเวลาแก่เป็นผู้แข็งแรงด้วยกำลังแห่งฤทธิ์

ย่อมขึ้นไปได้ตามสบาย พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน ละความหวาดกลัวภัยได้แล้วกลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทานเมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ เป็นผู้ดับไฟได้แล้ว กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้หมดอุปทานทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌานอยู่ ภูมิภาคอันประกอบด้วยระเบียบแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย น่ารื่นรมย์ใจกึกก้องด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อมทำให้เรายินดี ภูเขามีสีเขียวดุจเมฆงดงาม มีธารน้ำเย็นใสสะอาด ดารดาษไปด้วยหญ้ามีสี เหมือนแมลงทับทิมทอง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์

ภูเขาอันสูงตระหง่านแทบจดเมฆเขียวชะอุ่ม เปรียบปานดังปราสาท กึกก้องด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์นัก ย่อมยังเราให้ยินดี ภูเขาที่ฝนตกรดแล้ว มีพื้นน่ารื่นรมย์ เป็นที่อาศัยของเหล่าฤาษี เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูงย่อมยังเราให้รื่นรมย์ สถานที่เหล่านั้นเหมาะสำหรับเราผู้ยินดีในการเพ่งฌาน มีใจเด็ดเดี่ยว มีสติ เหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ประโยชน์ รักษาตนดีแล้ว ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เหมาะสำหรับเราผู้ปรารถนาความผาสุกมีใจเด็ดเดี่ยว เหมาะสำหรับเราผู้ปรารถนา ประกอบความเพียร มีใจแน่วแน่ ศึกษาอยู่ ภูเขาที่มีสีดังดอกผักตบ ปกคลุมด้วยหมู่เมฆบนท้องฟ้า เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นกต่างๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์

ภูเขาอันไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน มีแต่หมู่เนื้ออาศัย ดารดาษด้วยหมู่นกต่างๆย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาที่มีน้ำใสสะอาด มีแผ่นหินเป็นแท่งทึบเกลื่อนกล่นด้วยค่างและมฤคชาติ ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ ย่อมไม่มีความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ภิกษุไม่พึงทำการงานให้มากนักพึงเว้นคนผู้มิใช่กัลยาณมิตรเสีย ไม่ควรขวนขวายในลาภผล ท่านผู้ปฏิบัติเช่นนั้น ย่อมจะต้องขวนขวายและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ ภิกษุไม่พึงทำการงานให้มากนักพึงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย เมื่อภิกษุขวนขวายในการงานมากก็จะต้องเยียวยาร่างกายลำบาก

ผู้มีร่างกายลำบากนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความสงบใจ ภิกษุไม่รู้สึกตนด้วยเหตุสักว่าการท่องบ่นพุทธวจนะ ย่อมท่องเที่ยวชูคอ สำคัญตนประเสริฐกว่าผู้อื่น ผู้ใดบิณฑบาตไม่ประเสริฐ เป็นพาล แต่สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขาเสมอเขานักปราชญ์ทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้มีใจกระด้างเลย ผู้ใดไม่หวั่นไหวเพราะมานะ ๓ อย่าง คือ ว่าเราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ๑เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญผู้นั้นแหละว่า เป็นผู้มีปัญญา มีวาจาจริง ตั้งมั่นดีแล้วในศีลทั้งหลาย และว่าประกอบด้วยความสงบใจ ภิกษุใดไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระสัทธรรม

เหมือนฟ้ากับดิน ฉะนั้นภิกษุเหล่าใดเข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้ชอบทุกเมื่อ มีพรหมจรรย์อันงอกงาม ภิกษุเหล่านั้นมีภพใหม่สิ้นแล้ว ภิกษุผู้ยังมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอกถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ภิกษุนั้นย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือนกับวานรคลุมด้วยหนังราชสีห์ ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญา เครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ ย่อมงดงามเพราะผ้าบังสุกุล ดังราชสีห์ในถ้ำ ฉะนั้น เทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีเกียรติยศเป็นอันมากประมาณหมื่นและพรหมทั้งปวง ได้พากันมายืนประนมอัญชลี นอบน้อมท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้มีฌานใหญ่ มีใจตั้งมั่นเปล่งวาจาว่า ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่ท่าน

ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบน้อมแด่ท่าน ท่านย่อมเข้าฌานอยู่ เพราะอาศัยอารมณ์ใด ข้าพเจ้าทั้งหลาย ย่อมรู้ไม่ถึงอารมณ์เหล่านั้นของท่านน่าอัศจรรย์จริงหนอ วิสัยของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ลึกซึ้งยิ่งนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ นับว่าเป็นผู้เฉียบแหลม ดุจนายขมังธนูก็ยังรู้ไม่ถึง ความยิ้มแย้มได้ปรากฏมีแด่ท่านพระกัปปินเถระ เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตร ผู้ควรแก่สักการะบูชา อันหมู่ทวยเทพบูชาอยู่เช่นนั้น ในเวลานั้น ตลอดทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้นแต่สมเด็จพระมหามุนีองค์เดียวเท่านั้น เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในทางธุดงคคุณ ไม่มีใครเทียบเท่าเลย เราเป็นผู้คุ้นเคยกับพระบรมศาสดา เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว พระสมณโคดมผู้ทรงพระคุณหาปริมาณมิได้ มีพระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ ทรงสลัดภพทั้ง ๓ ออกได้แล้ว ย่อมไม่ทรงติดอยู่ด้วยจีวรบิณฑบาตและเสนาสนะ เปรียบเหมือนบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นจอมนักปราชญ์ มีสติปัฏฐานเป็นพระศอมีศรัทธาเป็นพระอรหัตถ์ มีปัญญาเป็นพระเศียร ทรงพระปรีชามาก

ทรงดับเสียแล้วซึ่งกิเลสแลกองทุกข์ตลอดกาลทุกเมื่อ.

_________________

ในจัตตาฬีสนิบาตนี้ มีพระมหากัสสปเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิต

คาถาไว้ ๔๐ คาถา.

จัตตาฬีสนิบาตจบบริบูรณ์.

จบ ๑. มหากัสสปเถรคาถา