arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · ติงสนิบาต

๓. อานันทเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๓ ในติงสนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๓. อานันทเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระอานันทเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต อานันทเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ ปิสุเณน จ โกธเนน มจฺฉรินา จ วิภูตินนฺทินา

สขิตํ น กเรยฺย ปณฺฑิโต ปาโป กาปุริเสน สงฺคโม ฯ

สทฺเธน จ เปสเลน จ ปญฺญวตา พหุสฺสุเตน จ

สขิตํ หิ กเรยฺย ปณฺฑิโต ภทฺโท สปฺปุริเสหิ สงฺคโม ฯ

ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ

อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ฯ

พหุสฺสุโต จิตฺตกถี พุทฺธสฺส ปริจารโก

ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต เสยฺยํ กปฺเปติ โคตโม ฯ

ขีณาสโว วิสญฺญุตฺโต สงฺคาตีโต สุนิพฺพุโต

ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ ชาติมรณปารคู ฯ

ยสฺมึ ปติฏฺฐิตา ธมฺมา พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน

นิพฺพานคมเน มคฺเค โสยํ ติฏฺฐติ โคตโม ฯ

ทฺวาสีติ พุทฺธโต คณฺหิ ๑ เทฺวสหสฺสานิ ภิกฺขุโต

จตุราสีติสหสฺสานิ เย เม ธมฺมา ปวตฺติโน ฯ

อปฺปสฺสุโตยํ ๒ ปุริโส พลิวทฺโทว ชีรติ

มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ ปญฺญา ตสฺส น วฑฺฒติ ฯ

พหุสฺสุโต อปฺปสุตํ โย สุเตนาติมญฺญติ

อนฺโธ ปทีปธาโรว ตเถว ปฏิภาติ มํ ฯ

พหุสฺสุตํ อุปาเสยฺย สุตญฺจ น วินาสเย

ตํ มูลํ พฺรหฺมจริยสฺส ตสฺมา ธมฺมธโร สิยา ฯ

ปุพฺพาปรญฺญู อตฺถญฺญู นิรุตฺติปทโกวิโท

สุคฺคหีตญฺจ คณฺหาติ อตฺถญฺโจปปริกฺขติ ฯ

ขนฺตฺยา ฉนฺทิกโต โหติ อุสฺสหิตฺวา ตุเลติ ตํ

สมเย โส ปทหติ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ฯ

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ สปฺปญฺญํ พุทฺธสาวกํ

ธมฺมวิญฺญาณมากงฺขํ ตํ ภเชถ ตถาวิธํ ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โกสารกฺโข มเหสิโน

จกฺขุ สพฺพสฺส โลกสฺส ปูชเนยฺโย พหุสฺสุโต ฯ

ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ

ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ ฯ

กายมจฺเฉรครุโน หิยฺยมาเน อนุฏฺฐเห

สรีรสุขคิทฺธสฺส กุโต สมณผาสุตา ฯ

น ปกฺขนฺติ ทิสา สพฺพา ธมฺมา น ปฏิภนฺติ มํ ฯ

คเต กลฺยาณมิตฺตมฺหิ อนฺธการํว ขายติ ฯ

อพฺภตีตสหายสฺส อตีตคตสตฺถุโน

นตฺถิ เอตาทิสํ มิตฺตํ ยถา กายคตา สติ ฯ

เย ปุราณา อตีตา เต นเวหิ น สเมติ เม

สฺวชฺช เอโกว ฌายามิ วสฺสุเปโตว ปกฺขิมา ฯ

ทสฺสนาย อติกฺกนฺเต นานาเวรชฺชเก พหู

มา วารยิตฺถ โสตาโร ปสฺสนฺตุ สมโย มมํ ฯ

ทสฺสนาย อติกฺกนฺเต นานาเวรชฺชเก ปุถู ๒

กโรติ สตฺถา โอกาสํ น นิวาเรติ จกฺขุมา ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เสขภูตสฺส เม สโต

น กามสญฺญา อุปฺปชฺชิ ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เสขภูตสฺส เม สโต

น โทสสญฺญา อุปฺปชฺชิ ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหึ

เมตฺเตน กายกมฺเมน ฉายาว อนุปายินี ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหึ

เมตฺเตน วจีกมฺเมน ฉายาว อนุปายินี ฯ

ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ภควนฺตํ อุปฏฺฐหึ

เมตฺเตน มโนกมฺเมน ฉายาว อนุปายินี ฯ

พุทฺธสฺส จงฺกมนฺตสฺส ปิฏฺฐิโต อนุจงฺกมึ

ธมฺเม เทสิยมานมฺหิ ญาณํ เม อุทปชฺชถ ฯ

อหํ สกรณีโยมฺหิ เสโข อปฺปตฺตมานโส

สตฺถุ จ ปรินิพฺพานํ โย อมฺหํ อนุกมฺปโก ฯ

ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ

สพฺพาการวรูเปเต สมฺพุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โกสารกฺโข มเหสิโน

จกฺขุ สพฺพสฺส โลกสฺส อานนฺโท ปรินิพฺพุโต ฯ

พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โกสารกฺโข มเหสิโน

จกฺขุ สพฺพสฺส โลกสฺส อนฺธกาเร ตโมนุโท ฯ

คติมนฺโต สตีมนฺโต ธิติมนฺโต จ โย อิสิ

สทฺธมฺมาธารโก เถโร อานนฺโท รตนากโร ฯ

ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตาติ ฯ

อานนฺโท เถโร ฯ

อุทฺทานํ

ปุสฺโส อุปติสฺโส อานนฺโท ตโยติเม ปกิตฺติตา

คาถาโย ตตฺถ สงฺขาตา สตํ ปญฺจ จ อุตฺตรีติ ฯ

ตึสนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ

๑ โป. ม. มหามติ ฯ

๑ คณฺหินฺติปิ ทิสฺสติ ฯ ๒ โป. ม. อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส ฯ

๑ โป. ม. ปุถุ ฯ

ฉบับหลวง

บัณฑิต ไม่ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนที่ชอบส่อเสียด มักโกรธตระหนี่ และผู้ปรารถนาให้ผู้อื่นพินาศ เพราะการสมาคมกับคนชั่วเป็นความลามก แต่บัณฑิตควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนผู้มีศรัทธามีศีลน่ารัก มีปัญญา และเป็นคนได้สดับเล่าเรียนมามาก เพราะการสมาคมกับคนดี ย่อมมีแต่ความเจริญอย่างเดียว เชิญดูร่างกายอันมีกระดูก ๓๐๐ ท่อน ซึ่งมีเอ็นใหญ่น้อยผูกขึ้นเป็นโครงตั้งไว้ อันบุญกรรมตบแต่งให้วิจิตร มีแผลทั่วทุกแห่ง กระสับกระส่าย คนโง่เขลาพากันดำริเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น พระอานนทเถระผู้โคตมโคตรเป็นผู้ได้สดับมามาก มีถ้อยคำไพเราะ เป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าปรงภาระลงแล้ว

บรรลุอรหัต สำเร็จการนอน พระอานนทเถระสิ้นอาสวะแล้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเกาะเกี่ยวแล้ว ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว ดับสนิท ถึงฝั่งแห่งชาติและชรา ทรงไว้แต่ร่างกายอันมีในที่สุดธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคลนั้น คือ พระอานนทเถระผู้โคตมะ ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในมรรคเป็นทางไปสู่นิพพาน พระอานนทเถระได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ได้เรียนมาจากสำนักภิกษุมีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ จึงรวมเป็นที่คล่องปากขึ้นใจ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ คนที่เป็นชายมีการศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ย่อมแก่เปล่า เหมือนกับโคที่กำลังแต่เขาไม่ได้ใช้งาน

ฉะนั้น เนื้อย่อมเจริญแก่เขา ปัญญาไม่เจริญแก่เขา ผู้ใดเล่าเรียนมามาก ดูหมิ่นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อยด้วยการสดับ แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เล่าเรียนมาย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไป ฉะนั้น บุคคลควรเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่ศึกษามามาก แต่ไม่ควรทำสุตะที่ตนได้มาให้พินาศเพราะสุตะที่ตนได้มานั้น เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นจึงควรเป็นผู้ทรงธรรม บุคคลผู้รู้อักษรทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย รู้อรรถแห่งภาษิต ฉลาดในนิรุติและบท ย่อมเล่าเรียนธรรมให้เป็นการเล่าเรียนดีและพิจารณาเนื้อความ เป็นผู้กระทำความพอใจ ด้วยความอดทนพยายามพิจารณา ตั้งความเพียรในเวลาพยายาม มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน

บุคคลควรคบหาท่านผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หวังการรู้แจ้ง ธรรมเช่นนั้นเถิด บุคคลผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมแห่งพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ผู้ที่เป็นพหูสูตนั้นเป็นผู้อันมหาชนควรบูชา ภิกษุมีธรรมเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในธรรมค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมไปจากสัทธรรม เมื่อกายและชีวิตของตนเสื่อมไป ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย ติดอยู่ด้วยความสุขทางร่างกาย ไม่ขวานขวายบำเพ็ญเพียร ความผาสุกทางสมณะจักมีแต่ที่ไหน ทิศทั้งหมดไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าในเมื่อท่านธรรมเสนาบดีผู้เป็นกัลยาณมิตร นิพพานแล้ว โลกทั้งหมดนี้ปรากฏเหมือนความมืดมน กายคตาสติย่อมนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว ฉันใด กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว มีพระศาสดานิพพานไปแล้ว ฉันนั้น มิตรเก่าพากันล่วงลับไปแล้ว จิตของเราไม่สมาคมด้วยมิตรใหม่ วันนี้เราจะเพ่งฌาน

อยู่ผู้เดียว เหมือนกับนกที่อยู่ในรังในฤดูฝน ฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระอานนท์ด้วยพระคาถา ๑ พระคาถา ความว่า

เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมาก ที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเทศนาเลย เพราะประชุมชนเหล่านั้นเป็นผู้มุ่งจะฟังธรรม

จงเข้ามาหาเราได้ เวลานี้เป็นเวลาที่จะเห็นเรา.

พระอานนทเถระจึงกล่าวเป็นคาถาต่อไปว่า

พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงประทานโอกาสให้ประชุมชนที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเทศนา ไม่ทรงห้ามเมื่อเรายังเป็นพระเสข-บุคคลอยู่ ๒๕ ปี กามสัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดีเมื่อเรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เราได้อุปฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตากายกรรมเหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตาวจีกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตา มโนกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดำเนินไป เราก็ได้เดินตามไปเบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ฌานเกิดขึ้นแก่เรา เราเป็นผู้มีกิจที่จะต้องทำ ยังเป็นพระเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต พระศาสดาพระองค์ใดเป็นผู้ทรงอนุเคราะห์เรา พระศาสดาพระองค์นั้น ได้เสด็จปรินิพพานไปเสียก่อนแล้ว เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ถือความเป็นผู้ประเสริฐโดยอาการทั้งปวง เสด็จปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้น ได้เกิดมีความหวาดเสียวและได้เกิดขนพองสยองเกล้า.

พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะสรรเสริญพระอานนทเถระ ได้รจนาคาถา ๓ คาถา ความว่า

พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ปรินิพพานไปเสียแล้ว พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรมเป็นผู้รักษาคลังพระธรรม ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เป็นดวงตาของชาวโลกทั่วไป เป็นผู้กำจัดความมืดมนที่เป็นเหตุทำให้ดังคนตาบอดได้แล้ว พระอานนทเถระเป็นผู้มีคติ มีสติและฐิติ เป็นผู้แสวงคุณ เป็นผู้ทรงจำพระสัทธรรมไว้ได้ เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ.

พระอานนทเถระ ก่อนแต่นิพพานได้กล่าวคาถา ความว่า

เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา เราทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสด็จแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว.

__________________

พระเถระ ๓ รูปนี้ คือ พระปุสสเถระ ๑ พระสารีบุตรเถระ ๑ พระอานนทเถระ ๑ท่านนิพนธ์คาถาไว้ในติงสนิบาตนั้น รวม ๑๐๕ คาถา ฉะนั้นแล.

จบ ติงสนิบาต

จบ ๓. อานันทเถรคาถา