arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · จตุกกนิบาต

๑๐. ธรรมิกเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๒ ในจตุกกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ธรรมิกเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๔๒๗–๔๒๙

หน้า ๔๒๗

๙. จันทนเถรคาถา

สุภาษิตสอนให้เห็นโทษสังขาร

นัยว่า ท่านพระจันทนเถระ (เมื่อจะกล่าวถึงข้อปฏิบัติของตนเป็นการ พยากรณ์อรหัตตผล) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๔ คาถาอย่างนี้ว่า{๓๓๑}[๒๙๙] อดีตภรรยาผู้ปกคลุมด้วยเครื่องประดับทอง ห้อมล้อม ด้วยหมู่ทาสี อุ้มบุตรใส่สะเอวเข้ามาหาเรา

[๓๐๐] เพราะเราเห็นอดีตภรรยาผู้เป็นมารดาของบุตรของเรา ผู้ตกแต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าใหม่เดินมานั้นเป็นเหมือนบ่วง แห่งมัจจุราชที่เขาดักไว้[๓๐๑] แต่นั้น โยนิโสมนสิการจึงเกิดขึ้นแก่เรา โทษก็ปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น

[๓๐๒] ลำดับนั้น จิตของเราก็ได้หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอท่าน จงดูความที่ธรรมเป็นธรรมอันดี เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว

๑๐. ธัมมิกเถรคาถา

สุภาษิตชี้ผลต่างระหว่างธรรมและอธรรม

(พระศาสดาตรัสเรียกพระธัมมิกภิกษุมาแล้วตรัสรุกขธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะประทานพระโอวาทแก่ธัมมิกภิกษุ ได้ทรงภาษิตพระคาถาไว้ ๓ พระคาถาอย่างนี้ว่า)

หน้า ๔๒๘

{๓๓๒}[๓๐๓] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ใน ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

[๓๐๔] ธรรมและอธรรมทั้งสองมีวิบากเสมอกันหามิได้ อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำให้ถึงสุคติ

[๓๐๕] เพราะเหตุนั้นแล บุคคลผู้ยินดีด้วยพระสุคตเจ้าผู้คงที่ อย่างนี้พึงทำความพอใจในธรรมทั้งหลาย เพราะสาวกทั้งหลายของพระสุคตเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ ดำรงอยู่แล้วในธรรม เป็นนักปราชญ์ นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตนให้พ้นจากทุกข์ได้

(ท่านพระธัมมิกเถระส่งจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนาที่พระศาสดา ทรงแสดง พร้อมทั้งเจริญวิปัสสนาตามที่นั่งอยู่นั้นแหละบรรลุอรหัตตผลแล้ว เมื่อจะกราบทูลพระศาสดาให้ทรงทราบถืงคุณวิเศษที่ตนบรรลุ จึงพยากรณ์ อรหัตตผลเป็นคาถาว่า)[๓๐๖] ผู้ใดกำจัดรากเหง้าแห่งหัวฝี ถอนข่ายคือตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้สิ้นสงสารแล้วไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ กังวลอีก เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญปราศจากโทษคือ เมฆหมอกแล้วฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ธรรม ในพระพุทธคาถานี้ หมายถึงสุจริตธรรมทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ ส่วนอธรรม หมายถึงสิ่งที่ตรงข้ามกับธรรม ได้แก่ ทุจริต (ขุ.เถร.อ. ๒/๓๑)
  2. ๒รากเหง้าแห่งหัวฝี หมายถึงอวิชชา ความไม่รู้สภาพจริง จัดเป็นรากเหง้าแห่งหัวฝีคีออุปาทานขันธ์ ๕ (ขุ.เถร.อ. ๒/๓๓)
  3. ๓สิ้นสงสารแล้ว หมายถึงหมดการเวียนว่ายตายเกิดแล้วเพราะละอวิชชาและตัณหาได้เด็ดขาดแล้ว ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้กังวล หมายถึงไม่มีกิเลสคือราคะเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๓๓)
หน้า ๔๒๙

๑๑. สัปปกเถรคาถา

สูภาษิตชมธรรมชาติโดยธรรม

นัยว่า ท่านพระสัปปกเถระ (ยืนแสดงอาการที่จะจากไป เมื่อจะประกาศถึงความยินดียิ่งในวิเวกโดยยกการสรรเสริญสถานที่ที่ตนอยู่ขึ้นมา กล่าวอ้างแก่พวกญาติที่ขอร้องให้อยู่) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๔ คาถาอย่างนี้ว่า{๓๓๓}[๓๐๗] เมื่อใด เหล่านกยางซึ่งมีขนที่ขาวสะอาดถูกความกลัว เมฆดำคุกคามแล้ว ปรารถนาจะหลบซ่อน จึงบินไปหา ที่หลบซ่อน เมื่อนั้น แม่นํ้าอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี[๓๐๘] เมื่อใด เหล่านกยางซึ่งมีขนที่ขาวสะอาดถูกความกลัว เมฆดำคุกคามแล้ว ไม่เห็นที่พักอาศัย จึงแสวงหาที่พักอาศัย เมื่อนั้น แม่นํ้าอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี[๓๐๙] ต้นหว้าทั้งหลายที่สองข้างแห่งแม่นํ้าอชกรณีทำให้ฝั่งแม่นํ้า ข้างหลังถํ้าใหญ่ของเรางดงามได้ จะทำสัตว์อะไรให้ยินดี ในที่นั้นไม่ได้เล่า

[๓๑๐] กบทั้งหลายที่พ้นมาแล้วจากหมู่งูก็พากันส่งเสียงร้องระงม วันนี้เป็นเวลาที่อยู่ปราศจากแม่นํ้าที่ไหลจากภูเขาก็หามิได้ แม่นํ้าอชกรณีนี้เป็นแม่นํ้าปลอดภัย เป็นแม่นํ้าเกษมสำราญรื่นรมย์ดี

จบ ๑๐. ธรรมิกเถรคาถา