พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · วีสตินิบาต
๙. อนุรุทธเถรคาถา เล่ม ๒๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๓ (Royal Thai)9/10 in วีสตินิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๙. อนุรุทธเถรคาถา
คาถาสุภาษิตของพระอนุรุทธเถระ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต อนุรุทธเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๙ ปหาย มาตาปิตโร ภคินีญาติภาตโร
ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา อนุรุทฺโธว ฌายติ ฯ
สเมโต นจฺจคีเตหิ สมฺมตาฬปฺปโพธโน
น เตน สุทฺธิมชฺฌคมา มารสฺส วิสเย รโต ฯ
เอตญฺจ สมติกฺกมฺม รโต พุทฺธสฺส สาสเน
สพฺโพฆํ สมติกฺกมฺม อนุรุทฺโธว ฌายติ ฯ
รูปา สทฺทา รสา คนฺธา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา
เอเต จ สมติกฺกมฺม อนุรุทฺโธว ฌายติ ฯ
ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เอโก อทุติโย มุนิ
เอสติ ปํสุกูลานิ อนุรุทฺโธ อนาสโว ฯ
วิจินิ ๓ อคฺคหี โธวิ รชยี ธารยี มุนิ
ปํสุกูลานิ มติมา อนุรุทฺโธ อนาสโว ฯ
มหิจฺโฉ จ อสนฺตุฏฺโฐ สํสฏฺโฐ โย จ อุทฺธโต
ตสฺส ธมฺมา อิเม โหนฺติ ปาปกา สงฺกิเลสิกา ฯ
สโต จ โหติ อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ อวิฆาตวา
ปวิเวกรโต วิตฺโต นิจฺจมารทฺธวีริโย ฯ
ตสฺส ธมฺมา อิเม โหนฺติ กุสลา โพธิปกฺขิกา
อนาสโว จ โส โหติ อิติ วุตฺตํ มเหสินา ฯ
มม สงฺกปฺปมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร
มโนมเยน กาเยน อิทฺธิยา อุปสงฺกมิ ฯ
ยทา เม อหุ สงฺกปฺโป ตโต อุตฺตรึ ๑ เทสยิ
นิปฺปปญฺจรโต พุทฺโธ นิปฺปปญฺจมเทสยิ ฯ
ตสฺสาหํ ธมฺมมญฺญาย วิหาสึ สาสเน รโต
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ
ปญฺจปญฺญาส วสฺสานิ ยโต เนสชฺชิโก อหํ
ปญฺจวีสติ วสฺสานิ ยโต มิทฺธํ สมูหตํ ฯ
นาหุ อสฺสาสปสฺสาโส ฐิตจิตฺตสฺส ตาทิโน
อเนโช สนฺติมารพฺภ จกฺขุมา ปรินิพฺพุโต ฯ
อสลฺลีเนน จิตฺเตน เวทนํ อชฺฌวาสยิ
ปชฺโชตสฺเสว นิพฺพานํ วิโมกฺโข เจตโส อหุ ฯ
เอเต ปจฺฉิมกา ทานิ มุนิโน ผสฺสปญฺจมา
นาญฺเญ ธมฺมา ภวิสฺสนฺติ สมฺพุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฯ
นตฺถิ ทานิ ปุนาวาโส เทวกายสฺมึ ๑ ชาลินิ
วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ
ยสฺส มุหุตฺเตน สหสฺสธา
โลโก สํวิทิโต สพฺรหฺมกปฺโป
วสี อิทฺธิคุเณ จุตูปปาเต
กาเล ปสฺสติ เทวตา ส ภิกฺขุ ฯ
อนฺนภาโร ปุเร อาสึ ทลิทฺโท ฆาสหารโก
สมณํ ปฏิปาเทสึ อุปริฏฺฐํ ยสสฺสินํ ฯ
โสมฺหิ สกฺยกุเล ชาโต อนุรุทฺโธติ มํ วิทู
อุเปโต นจฺจคีเตหิ สมฺมตาฬปฺปโพธโน ฯ
อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ สตฺถารํ อกุโตภยํ
ตสฺมึ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ๊
ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร
ตาวตึเสสุ เทเวสุ อฏฺฐาสึ สกฺกชาติยา ฯ
สตฺตกฺขตฺตุํ มนุสฺสินฺโท อหํ รชฺชมการยึ
จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพุสณฺฑสฺส อิสฺสโร
อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน อนุสาสยึ ฯ
อิโต สตฺต อิโต สตฺต สํสารานิ จตุทฺทส
นิวาสมภิชานิสฺสํ เทวโลเก ฐิโต ตทา ฯ
ปญฺจงฺคิเก สมาธิมฺหิ สนฺเต เอโกทิภาวิเต
ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺธมฺหิ ทิพฺพจกฺขุํ วิสุชฺฌิ เม ฯ
จุตูปปาตํ ชานามิ สตฺตานํ อาคตึ คตึ
อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ ฌาเน ปญฺจงฺคิเก ฐิโต ฯ
ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ
วชฺชีนํ เวฬุวคาเม อหํ ชีวิตสงฺขยา
เหฏฺฐโต เวฬุคุมฺพสฺมึ นิพฺพายิสฺสํ อนาสโวติ ฯ
อนุรุทฺโธ เถโร ฯ
๑ ม. อหุ ฯ ๒ ยุ. วมิตฺวาน ฯ ๓ ม. วิจินี ฯ
๑ ม. ยุ. อุตฺตริ ฯ
๑ ม. ยุ. เทวกายสฺมิ ฯ
พระอนุรุทธะละพระชนกชนนี พระประยูรญาติ ละเบญจกามคุณได้แล้วเพ่งฌานอยู่ บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ก็ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการฟ้อนรำขับร้องนั้นได้ เพราะยังเป็นผู้ยินดีในกามคุณอันเป็นวิสัยแห่งมาร พระอนุรุทธะก้าวล่วงเบญจกามคุณนั้นเสียแล้ว ยินดีในพระพุทธศาสนาก้าวล่วงโอฆะทั้งปวงแล้ว เพ่งฌานอยู่ พระอนุรุทธะได้ก้าวล่วงกามคุณเหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจแล้วเพ่งฌานอยู่ พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ หาอาสวะมิได้ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง กลับจากบิณฑบาตแล้วเที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่
พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์มีปรีชา หาอาสวะมิได้ เที่ยวเลือกหาเอาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้มาแล้ว ก็มาซักย้อมเอาเองแล้วนุ่งห่ม บาปธรรมอันเศร้าหมอง เหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ ระคนด้วยหมู่ มีจิตฟุ้งซ่าน อนึ่ง ภิกษุใดเป็นผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคืองยินดีในวิเวก ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ กุศลธรรมซึ่งเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้เหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ตรัสสรรเสริญภิกษุนั้นว่า เป็นผู้หมดอาสวะ พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วยมโนมยิทธิทางกาย เมื่อใด ความดำริได้มีแก่เรา เมื่อนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทราบความดำริของเราแล้ว ได้เสด็จเข้ามาหาเราด้วยพระฤทธิ์แล้วทรงแสดงธรรมอันยิ่งแก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้าแก่เรา เรารู้ทั่วถึงพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระศาสนา ปฏิบัติตามคำพร่ำสอนอยู่ เราบรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว เราถือการไม่นอนเป็นวัตรมาเป็นเวลา ๕๕ ปี เรากำจัดความง่วงเหงาหาวนอนมาแล้วเป็นเวลา ๒๕ ปี ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลายถามเราว่า พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วหรือยัง
เราได้ตอบว่า ลมหายใจออกและหายใจเข้ามิได้มีแก่พระผู้มีพระภาค ผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น คงที่ แต่พระองค์ยังไม่ปรินิพพานก่อน พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ผู้ไม่มีตัณหาเป็นเครื่องทำใจให้หวั่นไหว ทรงทำนิพพานให้เป็นอารมณ์คือ เสด็จออกจากจตุตถฌาน แล้วจึงจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคทรงอดกลั้นเวทนา ด้วยพระหฤทัยอันเบิกบาน ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคผู้เป็นดวงประทีปของชาวโลกกับทั้งเทวโลก เสด็จดับขันธปรินิพพาน ความพ้นพิเศษแห่งพระหฤทัยได้มีขึ้นแล้ว บัดนี้ธรรมเหล่านี้อันมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของพระมหามุนีได้สิ้นสุดลงแล้ว ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว
จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป
ดูกรเทวดา บัดนี้ การอยู่อีกต่อไปด้วยอำนาจการอุบัติในเทพนิกาย ย่อมไม่มี ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่มิได้มี ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลก เทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลกอันมีประเภทตั้งพัน ได้ในเวลาครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คือ อิทธิฤทธิ์ และในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์ เมื่อก่อนเรามีนามว่าอันนภาระเป็นคนยากจน เที่ยวหารับจ้างเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะเรืองยศ เพราะบุญกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เราจึงได้มาเกิดในศากยตระกูลพระประยูรญาติขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยการฟ้อนรำและขับร้อง มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมา
เราได้เห็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีภัย แต่ที่ไหนๆ ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เราระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ เราได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์เทวราชอยู่ในดาวดึงส์เทพพิภพมาแล้ว เราได้ปราบปรามไพรีพ่ายแพ้แล้ว ขึ้นผ่านสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมมนุษย์นิกร ในชมพูทวีปมีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวงประชานิการโดยธรรมด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาตราใดๆ เราระลึกชาติหนหลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้ดังนี้ คือ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์๗ ชาติ รวมการท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน ในเมื่อสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นธรรมอันเอกปรากฏขึ้น ที่เราได้เพราะความสงบระงับกิเลส ทิพยจักษุของเราจึงบริสุทธิ์เราดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ รู้จุติและอุบัติ การมา การไป ความเป็นอย่างนี้และความเป็นอย่างอื่น ของสัตว์ทั้งหลาย เรามีความคุ้นเคยกับพระบรมศาสดามาแล้วเป็นอย่างดี เราได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภายใต้พุ่ม
กอไม้ไผ่ใกล้บ้านเวฬุวคามแห่งแคว้นวัชชี.
End of ๙. อนุรุทธเถรคาถา