arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · วีสตินิบาต

๑๐. ปาราสริยเถรคาถา เล่ม ๒๖

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๙๔ (Royal Thai)10/10 in วีสตินิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๑๐. ปาราสริยเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระปาราสริยเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ปาราสริยเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 53 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

Pali (Siam Rath)

๑๐ สมณสฺส อหู จินฺตา ปุปฺผิตมฺหิ มหาวเน

เอกคฺคสฺส นิสินฺนสฺส ปวิวิตฺตสฺส ฌายิโน ฯ

อญฺญถา โลกนาถมฺหิ ติฏฺฐนฺเต ปุริสุตฺตเม

อิริยํ อาสิ ภิกฺขูนํ อญฺญถา ทานิ ทิสฺสเต ฯ

สีตวาตปริตฺตานํ หิริโกปีนฉาทนํ

มตฺตฏฺฐิยํ อภุญฺชึสุ สนฺตุฏฺฐา อิตรีตเร ฯ

ปณีตํ ยทิ วา ลูขํ อปฺปํ วา ยทิ วา พหุํ

ยาปนตฺถํ อภุญฺชึสุ อคิทฺธา นาธิมุจฺฉิตา ฯ

ชีวิตานํ ปริกฺขาเร เภสชฺเช อถ ปจฺจเย

น พาฬฺหํ อุสฺสุกา อาสุํ ยถา เต อาสวกฺขเย ฯ

อรญฺเญ รุกฺขมูเลสุ กนฺทราสุ คุหาสุ จ

วิเวกมนุพฺรูหนฺตา วิหึสุ ๑ ตปฺปรายนา ฯ

นีจนิวิฏฺฐา ๑ สุภรา มุทู อตฺถทฺธมานสา

อพฺยาเสกา อมุขรา อตฺถจินฺตาวสานุคา ฯ

ตโต ปาสาทิกํ อาสิ คตํ ภุตฺตํ นิเสวิตํ

สินิทฺธา เตลธาราว อโหสิ อิริยาปโถ ฯ

สพฺพาสวปริกฺขีณา มหาฌายี มหาหิตา

นิพฺพุตา ทานิ เต เถรา ปริตฺตา ทานิ ตาทิสา ฯ

กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปญฺญาย จ ปริกฺขยา

สพฺพาการวรูเปตํ ลุชฺชเต ชินสาสนํ ฯ

ปาปกานญฺจ ธมฺมานํ กิเลสานญฺจ โย อุตุ

อุปฏฺฐิตา วิเวกาย เย จ สทฺธมฺมเสสกา ฯ

เต กิเลสา ปวฑฺฒนฺตา อาวิสนฺติ พหุํ ชนํ

กีฬนฺติ มญฺเญ พาเลหิ อุมฺมตฺเตหิว รกฺขสา ฯ

กิเลเสหาภิภูตา เต เตน เตน วิธาวิตา

นรา กิเลสวตฺถูสุ สยํคาเหว ๒ โฆสิเต ฯ

ปริจฺจชิตฺวา สทฺธมฺมํ อญฺญมญฺเญหิ ภณฺฑเร

ทิฏฺฐิคตานิ อเนฺวนฺตา อิทํ เสยฺโยติ มญฺญเร ฯ

ธนญฺจ ปุตฺตภริยญฺจ ฉฑฺฑยิตฺวาน นิคฺคตา๗

กฏจฺฉุภิกฺขเหตูปิ อกิจฺจานิ นิเสวเร ฯ

อุทราวเทหกํ ภุตฺวา สยนฺตุตฺตานเสยฺยกา

กถํ วตฺเตนฺติ ๓ ปฏิพุทฺธา ยา กถา สตฺถุครหิตา ฯ

สพฺพการุกสิปฺปานิ จิตฺตํ กตฺวาน ๑ สิกฺขเร

อวูปสนฺตา อชฺฌตฺตํ สามญฺญตฺโถติ อจฺฉติ ฯ

มตฺติกํ เตลจุณฺณญฺจ อุทกาสนโภชนํ

คิหีนํ อุปนาเมนฺติ อากงฺขนฺตา พหุตฺตรํ ฯ

ทนฺตโปณํ กปิฏฺฐญฺจ ปุปฺผขาทนิยานิ จ

ปิณฺฑปาเต จ สมฺปนฺเน อมฺเพ อามลกานิ จ

เภสชฺเชสุ ยถา เวชฺชา กิจฺจากิจฺเจ ยถา คิหี

คณิกาว วิภูสายํ อิสฺสเร ขตฺติยา ยถา

เนกติกา วญฺจนิกา กูฏสกฺขี อวาฏุกา ๒

พหูหิ ปริกปฺเปหิ อามิสํ ปริภุญฺชเร ฯ

เลสกปฺเป ปริยาเย ปริกปฺเปนุธาวิตา

ชีวิกตฺถา อุปาเยน สงฺกฑฺฒนฺติ พหุํ ธนํ ฯ

อุปฏฺฐเปนฺติ ปุริสํ กมฺมโต โน จ ธมฺมโต

ธมฺมํ ปเรสํ เทเสนฺติ ลาภโต โน จ อตฺถโต ฯ

สงฺฆลาภสฺส ภณฺฑนฺติ สงฺฆโต ปริพาหิรา

ปรลาโภปชีวนฺตา อหิริกาว น ลชฺชเร ฯ

นานุยุตฺตา ตถา เอเก มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา

สมฺภาวนํเยวิจฺฉนฺติ ลาภสกฺการมุจฺฉิตา ฯ

เอวํ นานปฺปยาตมฺหิ น ทานิ สุกรํ ตถา

อผุสิตํ วา ผุสิตุํ ผุสิตํ วานุรกฺขิตุํ ฯ

ยถา กณฺฏกฏฺฐานมฺหิ จเรยฺย อนุปาหโน

สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน เอวํ คาเม มุนี จเร ฯ

สริตฺวา ปุพฺพเก โยคี เตสํ วตฺตมนุสฺสรํ

กิญฺจาปิ ปจฺฉิโม กาโล ผุเสยฺย อมตํปทํ ฯ

อิทํ วตฺวา สาลวเน สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย

พฺราหฺมโณ ปรินิพฺพายิ อิสิ ขีณปุนพฺภโวติ ฯ

ปาราสริโย ๑ เถโร ฯ

อุทฺทานํ

อธิมุตฺโต ปาราสริโย ๑ เตลุกานิ ๒ รฏฺฐปาโล

มาลุงฺกฺยเสโล จ ภทฺทิโย องฺคุลิ ทิพฺพจกฺขุโก ฯ

ปาราสริโย ๑ จ ทเสเต วีสมฺหิ สุปริกิตฺติตา ๓

คาถาโย เทฺว สตา โหนฺติ ปญฺจตาฬีสอุตฺตรินฺติ ฯ

วีสตินิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ

๑ โป. ม. วิหํสุ ฯ

๑ ม. นีจา นิวิฏฺฐา ฯ ๒ ม. สสงฺคาเมว ฯ

๓ โป. กถํ วฑฺเฒนฺติ ฯ ยุ. กถา วเทนฺติ ฯ

๑ ม. จิตฺตึ กตฺวาน ฯ ยุ. จิตฺติกตฺวาน ฯ ๒ ม. อปาฏุกา ฯ

Royal Thai

พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ มีจิตแน่วแน่เป็นอารมณ์อันเดียวผู้สงบระงับ ชอบสงัด เจริญฌานอยู่ในป่าใหญ่ ฤดูดอกไม้ผลิ ได้มีความคิดว่า ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นนาถะของโลกยังทรงพระชนมชีพอยู่ ความประพฤติของภิกษุทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง คือภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล ก็เพียงเพื่อจะป้องกันความหนาวอันเกิดแต่ลม และปกปิดความละอายเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนขบฉันอาหารประณีตก็ตาม เศร้าหมองก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตามก็เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น

ไม่ติดไม่พัวพันเลย ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน (แม้จะถูกความเจ็บไข้ครอบงำ) ไม่ขวนขวายหาเภสัชปัจจัยอันเป็นบริการแก่ชีวิต เหมือนการขวนขวายในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นขวนขวายพอกพูนวิเวก มุ่งแต่เรื่องวิเวกอยู่ในป่า โคนไม้ ซอกเขาและถ้ำเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนเป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น เลี้ยงง่าย อ่อนโยน มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ปราศจากสติ ปากไม่ร้าย เปลี่ยนแปลงความคิดอันเป็นประโยชน์ของตนแลผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง การบริโภคปัจจัยการส้องเสพโคจร และมีอิริยาบถ ละมุนละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใสเหมือนปากไม่ร้าย

เปลี่ยนแปลงตามความคิดอันเป็นประโยชน์ของตนและผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง การบริโภคปัจจัย การส้องเสพโคจร และมีอิริยาบถละมุนละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใส เหมือนสายน้ำมันเหลวไหลออกจากปากภาชนะไม่ขาดสาย ฉะนั้น บัดนี้ ท่านเหล่านั้น สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว มักเจริญฌานเป็นอันมาก ประกอบแล้วด้วยฌานใหญ่เป็นพระเถระผู้คงที่พากันนิพพานไปเสียหมดแล้ว บัดนี้ท่านเช่นนั้นเหลืออยู่น้อยเต็มที เพราะความสิ้นไปแห่งกุศลธรรมและปัญญา คำสั่งสอนของพระชินสีห์ อันประกอบแล้วด้วยอาการอันประเสริฐทุกอย่าง จะสิ้นไปในเวลาที่ควรจะทำให้ธรรมทั้งหลายอันลามกและกิเลสทั้งหลายสงบไป

ภิกษุเหล่าใดปรารถนาความเพียรเพื่อความสงัด ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีพระสัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติกิเลสเหล่านั้นเจริญงอกงามขึ้น ย่อมครอบงำคนพาลเป็นอันมากไว้ในอำนาจ ดังจะเล่นกับพวกคนพาล เหมือนปีศาจเข้าสิงคนทำให้เป็นบ้าเพ้อคลั่งอยู่ ฉะนั้น นรชนเหล่านั้นถูกกิเลสครอบงำ ท่องเที่ยวไปมาในสงสารเพราะกิเลสนั้นๆ ยึดถือในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นตัวตนเพราะกิเลสเป็นเหตุ พากันละทิ้งพระสัทธรรมเสียทำการทะเลาะซึ่งกันและกัน ยึดถือตามความเห็นของตน สำคัญว่าสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ นรชนทั้งหลายที่ละทิ้งทรัพย์สมบัติ บุตรและภรรยา ออกบวชแล้วพากันทำกรรมที่ไม่ควรทำ แม้เพราะเหตุแห่งภักษาหารเพียงทัพพีเดียว

ภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหารเต็มอิ่มแล้ว ถึงเวลานอนก็นอนหงาย ตื่นแล้วก็กล่าวแต่ถ้อยคำที่พระศาสดาทรงติเตียน ภิกษุผู้มีจิตไม่สงบในภายใน พากันเรียนทำแต่ศิลปะที่ไม่ควรทำ มีการประดับร่มเป็นต้น ย่อมไม่หวังประโยชน์ในทางบำเพ็ญสมณธรรมเสียเลย ภิกษุทั้งหลายผู้มุ่งแต่สิ่งของดีๆ ให้มาก จึงนำเอาดินเหนียวบ้าง น้ำมันบ้าง จุรณเจิมบ้าง น้ำบ้างที่นั่งที่นอนบ้าง อาหารบ้าง ไม้สีฟันบ้าง ผลมะขวิดบ้าง ดอกไม้บ้างของควรเคี้ยวบ้าง บิณฑบาตบ้าง ผลมะม่วงบ้าง ผลมะขามป้อมบ้างไปให้แก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพากันประกอบเภสัชเหมือนพวกหมอรักษาโรค ทำกิจน้อยใหญ่อย่างคฤหัสถ์ตบแต่งร่างกายเหมือนหญิงแพศยา

ประพฤติตนเหมือนกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ บริโภคอามิสด้วยอุบายเป็นอันมาก คือทำให้คนหลงเชื่อ หลอกลวง เป็นพยานโกงตามโรงศาลใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ อย่างนักเลง ภิกษุเหล่านั้น บริโภคอามิสด้วยการพูดเลียบเคียงเป็นอันมาก เที่ยวแส่หาปัจจัยโดยใช้อุบายต่างๆ ล่อลวงโดยปริยายเพียงเล็กน้อย รวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมากเพราะเหตุแห่งอาชีพ ย่อมยังบริษัทให้บำเรอตนเพราะเหตุแห่งการงาน แต่มิให้บำรุงโดยธรรม เที่ยวแสดงธรรมตามถิ่นต่างๆ เพราะเหตุแห่งลาภ มิใช่เพราะมุ่งประโยชน์ ภิกษุเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่งลาภสงฆ์ เป็นผู้เหินห่างจากอริยสงฆ์ เลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยลาภของผู้อื่นไม่มีหิริ

ไม่ละอาย จริงอย่างนั้น ภิกษุบางพวก ไม่ประพฤติตามสมณธรรมเสียเลย เป็นเพียงคนโล้น คลุมร่างไว้ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ปรารถนาแต่การสรรเสริญถ่ายเดียว มุ่งหวังแต่ลาภและสักการะเมื่อธรรมเป็นเครื่องทำลายมีประการต่างๆ เป็นไปอยู่อย่างนี้ การบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือการตามรักษาธรรมที่ได้บรรลุแล้ว ไม่ใช่ทำได้ง่าย เหมือนเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้านเหมือนกับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนามฉะนั้น พระโยคีเมื่อตามระลึกถึงวิปัสสนาที่ปรารภมาแล้วในกาลก่อนไม่ทอดทิ้งวัตรสำหรับภาวนาวิธีเหล่านั้นเสีย ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาสุดท้ายภายหลัง แต่ก็พึงบรรลุอมตบทได้ พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะมีอินทรีย์อันอบรมแล้ว เป็นพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว ครั้นกล่าววิธีปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ปรินิพพานใน

สาลวัน.

__________________

รวมพระเถระ

ในวีสตินิบาตนี้ พระเถระ ๑๐ รูปนี้ คือ พระอธิมุตตเถระ ๑ พระปาราสริยเถระ ๑ พระเตลุกานิเถระ ๑ พระรัฐบาลเถระ ๑ พระมาลุงกยปุตตเถระ ๑ พระเสลเถระ ๑ พระภัททิยกาลิโคธาปุตตเถระ ๑ พระองคุลิมาลเถระ ๑ พระอนุรุทธเถระ ๑ พระปารสริยเถระ ๑ ประกาศคาถาไว้ดี

เรียบร้อยแล้ว รวมคาถาได้ ๒๔๕ พระคาถา.

จบ วีสตินิบาต.

End of ๑๐. ปาราสริยเถรคาถา