arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · จูฬวรรค

๒. อามคันธสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๑๕ (Royal Thai)2/14 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 550–554

Page 550

๒. อามคันธสูตร

เหมือนประทีปดับไป พระสังฆรัตนะนี้เท่านั้นเป็น รัตนะที่ประณีต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

[๒๓๙] ขอเชิญเหล่าภุมมเทพที่ประชุมกันบนภาคพื้นนี้ก็ดี เหล่าเทพที่ประชุมกันในอากาศก็ดี ขอพวกเราพร้อมกันนมัสการพระตถาคตพุทธเจ้าผู้ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้[๒๔๐] ขอเชิญเหล่าภุมมเทพที่ประชุมกันบนภาคพื้นนี้ก็ดี เหล่าเทพที่ประชุมกันในอากาศก็ดี ขอพวกเราพร้อมกันนมัสการพระธรรมอันบุคคลถึงแล้วอย่างนั้น ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้[๒๔๑] ขอเชิญเหล่าภุมมเทพที่ประชุมกันบนภาคพื้นนี้ก็ดี เหล่าเทพที่ประชุมกันในอากาศก็ดี ขอพวกเราพร้อมกันนมัสการพระสงฆ์ผู้ถึงแล้วอย่างนั้น ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

๒. อามคันธสูตร

ว่าด้วยสิ่งมีกลิ่นคาวและไม่คาว

{๓๑๕} [๒๔๒] (ติสสดาบสทูลถามพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า) สัตบุรุษทั้งหลายผู้รับประทานข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบไม้ เผือกมัน และผลไม้ที่ได้มาโดยชอบธรรม ถึงจะปรารถนากามอยู่ก็ไม่พูดจาเหลาะแหละ

Page 551

[๒๔๓] ข้าแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่ผู้อื่นปรุงเป็นพิเศษเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตบแต่งอย่างประณีตถวาย เมื่อเสวยข้าวสาลีที่เขาหุงสุกแล้ว ก็ชื่อว่าเสวยสิ่งมีกลิ่นคาว (อามคันธะ)

[๒๔๔] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ‘สิ่งมีกลิ่นคาวไม่สมควรแก่เรา’ แต่ยังเสวยข้าวสาลีที่เขาหุงสุกแล้วกับเนื้อนกที่เขาปรุงเป็นพิเศษ ข้าแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กับพระองค์ สิ่งมีกลิ่นคาวของพระองค์หมายถึงอะไร[๒๔๕] (พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า)

การฆ่าสัตว์ ๑ การทุบตี ๑ การตัด ๑ การจองจำ ๑ การลักขโมย ๑ การพูดเท็จ ๑ การทำให้ผิดหวัง ๑ การหลอกลวง ๑ การศึกษาตำราที่ไม่มีประโยชน์ ๑ การซ่องเสพภรรยาคนอื่น ๑ สิ่งนี้ต่างหากที่ชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาว โภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่[๒๔๖] ในโลกนี้ คนที่ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ติดอยู่ในรสทั้งหลาย คละเคล้าอยู่ด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานไม่มีผลจริง มีการกระทำไม่สม่ำเสมอ ใคร ๆ แนะนำได้ยาก สิ่งนี้ต่างหากชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาวโภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่[๒๔๗] ผู้ที่ทรมานตนให้มอมแมม ๑ หยาบช้า ๑ หน้าไหว้หลังหลอก ๑ ชอบประทุษร้ายมิตร ๑ ไม่มีความกรุณา ๑

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สิ่งมีกลิ่นคาว ในคำของดาบสนี้หมายถึงเนื้อสัตว์หรืออาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๐)
Page 552

๒. อามคันธสูตร

ถือตัวจัด ๑ ไม่ชอบเสียสละ ๑ ไม่เคยให้อะไรแก่ใครเลย ๑ สิ่งนี้ต่างหากชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาว โภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่

[๒๔๘] ความโกรธ ๑ ความมัวเมา ๑ ความหัวดื้อ ๑ การตั้งตนไว้ผิด ๑ ความเจ้าเล่ห์ ๑ ความอิจฉาริษยา ๑ การยกตนข่มท่าน ๑ การถือตัว ๑ การเหยียดหยามผู้อื่น ๑ การสมาคมกับพวกอสัตบุรุษ ๑ สิ่งนี้ต่างหากชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาว โภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่[๒๔๙] ในโลกนี้ ผู้ที่ชอบประพฤติชั่ว ๑ กู้หนี้มาแล้วฆ่าเจ้าหนี้เสีย ๑ พูดจาเสียดสีเจ้าหนี้ ๑ เป็นคนชอบปลอมแปลง ๑ กระทำกรรมที่หยาบช้า ๑ สิ่งนี้ต่างหากชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาว โภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่[๒๕๐] ในโลกนี้ ผู้ที่ชอบฆ่าสัตว์ ๑ ชวนกันเบียดเบียนผู้อื่น ๑ เป็นผู้ทุศีล ๑ เป็นคนร้ายกาจ ๑ เป็นคนหยาบคาย ๑ เป็นคนไม่เอื้อเฟื้อ ๑ สิ่งนี้ต่างหากชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาวโภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่[๒๕๑] ผู้ที่ติดใจ โกรธเคืองและหลงอยู่ในสัตว์เหล่านั้น ประกอบในอกุศลกรรมเป็นประจำ ตายไปแล้วย่อมไปสู่ที่มืดมน และหัวทิ่มลงไปยังอเวจีมหานรก สิ่งนี้ต่างหากชื่อว่าสิ่งมีกลิ่นคาว โภชนาหารหาใช่สิ่งมีกลิ่นคาวไม่[๒๕๒] การไม่รับประทานปลาและเนื้อ ๑การเป็นนักบวชเปลือยกาย ๑ การเป็นนักบวชศีรษะโล้น ๑ การเป็น

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ที่มืดมน ในที่นี้หมายถึงโลกันตริกนรก หรือการไปเกิดในตระกูลต่ำเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๖)
Page 553

นักบวชเกล้าชฎา ๑ การบำเพ็ญพรตด้วยงดอาบนํ้า ๑ การเป็นนักบวชครองหนังเสือที่ยังมีเล็บติดอยู่ ๑ การบูชาไฟ ๑ การบำเพ็ญพรตด้วยการทรมานกายให้ลำบากเพราะปรารถนาเป็นเทพเจ้า ๑ การบำเพ็ญตบะหลายอย่างหลายวธี ๑ เวทมนต์คาถา ๑ การบวงสรวงเทพเจ้า ๑ การบูชายัญ ๑ การเซ่นสรวงเทพเจ้าตามฤดูกาล ๑ ทั้งหมดนี้ย่อมไม่สามารถช่วยสัตว์ที่ยังไม่พ้นความสงสัยให้บริสุทธิ์ได้[๒๕๓] ผู้ที่รู้แจ้งอินทรีย์ คุ้มครองอินทรีย์ทั้ง ๖ นั้น ดำรงอยู่ในอริยสัจจธรรม ยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยนข้ามพ้นเครื่องข้องได้แล้ว ละทุกข์ทั้งหมดได้สิ้นเชิงไม่ยึดมั่นในธรรมทั้งที่ได้เห็นและได้ฟังมาแล้ว ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์

[๒๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะได้ตรัสบอกความตามที่กล่าวมานี้เนือง ๆ ติสสดาบสผู้จบไตรเพทก็ทราบข้อความนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นจอมมุนีทรงประกาศพระคาถาอันไพเราะว่า ‘บุคคลผู้ไม่มีกลิ่นคาวปราศจากตัณหาทิฏฐิ เป็นผู้ที่ใคร ๆ ตามรู้ได้ยาก’

[๒๕๕] ติสสดาบสฟังบทสุภาษิตเรื่องสิ่งไม่มีกลิ่นคาวที่เป็นเหตุบรรเทาทุกข์ทั้งปวงของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมีใจอ่อนน้อม ถวายบังคมเบื้องพระยุคลบาทของพระตถาคตเจ้า ได้กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท ณ ที่นั้นนั้นเอง

Page 554

๓. หิริสูตร

๓. หิริสูตร

ว่าด้วยความละอายแก่ใจ

{๓๑๖} [๒๕๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาของพราหมณดาบสผู้หนึ่งว่า)

คนที่ไม่มีความละอายแก่ใจมักแสดงความรังเกียจ มักพูดว่าเราเป็นเพื่อนท่าน แต่ไม่เคยช่วยเหลือการงานของเพื่อนเลย พึงรู้เถิดว่าผู้นั้นไม่ใช่เพื่อนเรา

[๒๕๗] คนที่พูดจาไพเราะอ่อนหวาน แต่ไม่ช่วยเหลือเพื่อน อย่างที่พูด บัณฑิตเรียกว่าคนดีแต่พูด แต่ไม่ทำ

[๒๕๘] ผู้ใดไม่ยอมเผลอตัวเป็นนิจ มุ่งความแตกร้าว จ้องจับผิดท่าเดียว ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร แต่บุคคลนอนใจได้ในผู้ใด เหมือนบุตรนอนแนบอกมารดา และผู้ใด อันผู้อื่นยุให้แตกแยกไม่ได้ ผู้นั้นชื่อว่ามิตรแท้

[๒๕๙] กุลบุตรผู้หวังผลอานิสงส์ เมื่อนำพาธุระของลูกผู้ชายไปย่อมทำฐานะที่สร้างความยินดีปราโมทย์ นำสรรเสริญมาให้ นำสุขมาให้ ให้เจริญได้

[๒๖๐] บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวายเป็นผู้หมดบาป

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ฐานะ ในที่นี้หมายถึงเหตุ ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ความเพียร (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๕)
  2. ๒รสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ รสคือธรรมปีติ หมายถึงอรหัตผลซึ่งชื่อว่าวิเวกเพราะเกิดจากความสงัดกิเลส ชื่อว่าความสงบเพราะเกิดในที่สุดแห่งภาวะระงับกิเลสและเพราะมีความสงบอย่างยิ่งกล่าวคือพระนิพพานเป็นอารมณ์ ชื่อว่าธรรมปีติเพราะเกิดจากอริยธรรมหรือเพราะเป็นรสแห่งปีติที่เกิดขึ้นในธรรมกล่าวคือพระนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๕-๖๖)

End of ๒. อามคันธสูตร