arnon.worldSign in

อัฏฐกวรรค

Text layerBuddha’s wordsItems 408–423 (Royal Thai)4/5 in สุตตนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

สุตฺตนิปาเต จตุตฺโถ อฏฺฐกวคฺโค ๑

ปฐมํ กามสุตฺตํ

สุตตนิบาต อัฏฐกวรรคที่ ๔

กามสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กามสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑ กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ

อทฺธา ปีติมโน โหติ ลทฺธา มจฺโจ ยทิจฺฉติ ฯ

ตสฺส เจ กามยานสฺส ๒ ฉนฺทชาตสฺส ชนฺตุโน

เต กามา ปริหายนฺติ สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ ฯ

โย กาเม ปริวชฺเชติ สปฺปสฺเสว ปทา สิโร

โสมํ ๓ วิสตฺติกํ โลเก สโต สมติวตฺตติ ฯ

เขตฺตํ วตฺถุํ หิรญฺญญฺจ ๔ ควาสฺสํ ๕ ทาสโปริสํ

ถิโย พนฺธู ปุถู ๖ กาเม โย นโร อนุคิชฺฌติ ๗

อพลา นํ ๘ พลียนฺติ มทฺทนฺเต นํ ปริสฺสยา

ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ นาวํ ภินฺนมิโวทกํ ฯ

ตสฺมา ชนฺตุ สทา สโต กามานิ ปริวชฺชเย

เต ปหาย ตเร โอฆํ นาวํ สิตฺวาว ๙ ปารคูติ ฯ

กามสุตฺตํ ปฐมํ ฯ

_______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ทุติยํ คุหฏฺฐกสุตฺตํ

๑ อฏฺฐกวคฺคิโกติปิ ฯ ๒ กามยมานสฺสาติปิ ฯ ๓ โส อิมํ ฯ ๔ ม. ยุ. หิรญฺญํ วา ฯ

๕ ม. ควสฺสํ ฯ ๖ ม. ยุ. ปุถ ฯ ๗ โป. อภิสชฺชติ ฯ ๘ ยุ. อพลาว นํ ฯ

๙ ยุ. สิญฺจิตฺวา ฯ

Royal Thai

ถ้าว่าวัตถุกามจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่ไซร้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้มีใจเอิบอิ่มแน่แท้ถ้าเมื่อสัตว์นั้นปรารถนาอยู่เกิดความอยากได้แล้ว กามเหล่านั้นย่อมเสื่อมไปไซร้ สัตว์นั้นย่อมยับเหมือนถูกลูกศรแทง ฉะนั้น ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย เหมือนอย่างบุคคลเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหาในโลกนี้ได้ นรชนใดย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือนา ที่ดิน เงินโค ม้า ทาสกรรมกร เหล่าสตรีและพวกพ้อง กิเลสทั้งหลายอันมีกำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีนรชนนั้นได้ อันตรายทั้งหลายก็ย่อมย่ำยีนรชนนั้น แต่นั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกอันตรายครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสีย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้แล้วพึงข้ามโอฆะได้เหมือนบุรุษวิดเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น ฯ

จบกามสูตรที่ ๑

คุหัฏฐกสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค คุหัฏฐกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๒ สตฺโต คุหายํ พหุนาภิฉนฺโน

ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมึ ปคาโฬฺห

ทูเร วิเวกา หิ ตถาวิโธ โส

กามา หิ โลเก น หิ สุปฺปหายา ฯ

อิจฺฉานิทานา ภวสาตพนฺธา ๑

เต ทุปฺปมุญฺจา น หิ อญฺญโมกฺขา

ปจฺฉา ปุเร วาปิ อเปกฺขมานา

อิเมว กาเม ปุริเมว ชปฺปํ ฯ

กาเมสุ คิทฺธา ปสุตา ปมูฬฺหา

อวทานิยา เต วิสเม นิวิฏฺฐา

ทุกฺขูปนีตา ปริเทวยนฺติ

กึสู ภวิสฺสาม อิโต จุตาเส ฯ

ตสฺมา หิ สิกฺเขถ อิเธว ชนฺตุ

ยํ กิญฺจิ ชญฺญา วิสมนฺติ โลเก

น ตสฺส เหตุ วิสมํ จเรยฺย

อปฺปญฺหิ ตํ ชีวิตมาหุ ธีรา ฯ

ปสฺสามิ โลเก ปริผนฺทมานํ

ปชํ อิมํ ตณฺหคตํ ภเวสุ

หีนา นรา มจฺจุมุเข ลปนฺติ

อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ

มมายิเต ปสฺสถ ผนฺทมาเน

มจฺเฉว อปฺโปทเก ขีณโสเต

เอตมฺปิ ทิสฺวา อมโม จเรยฺย

ภเวสุ อาสตฺติมกุพฺพมาโน ฯ8

อุโภสุ อนฺเตสุ วิเนยฺย ฉนฺทํ

ผสฺสํ ปริญฺญาย อนานุคิทฺโธ

ยทตฺตครหี ตทกุพฺพมาโน

น ลิมฺปตี ทิฏฺฐสุเตสุ ธีโร ฯ

สญฺญํ ปริญฺญา ๑ วิตเรยฺย โอฆํ

ปริคฺคเหสุ มุนิ โนปลิตฺโต

อพฺพูฬฺหสลฺโล จรมปฺปมตฺโต

นาสึสติ ๒ โลกมิมํ ปรญฺจาติ ฯ

คุหฏฺฐกสุตฺตํ ทุติยํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ตติยํ ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ

๑ โป. ม. ยุ. พทฺธา ฯ ๒ ม. อปฺปญฺหิทํ ฯ

๑ โป. ปริญฺญาย ตเรยฺย ฯ ๒ ม. นาสีสติ ฯ

Royal Thai

นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว ดำรงอยู่ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น หยั่งลงในกามคุณเครื่องทำจิตให้ลุ่มหลงนรชนผู้เห็นปานนั้นแล เป็นผู้ไกลจากวิเวก เพราะว่ากามคุณทั้งหลายในโลก ไม่ใช่ละได้โดยง่ายเลย กามคุณทั้งหลายมีความปรารถนาเป็นเหตุ เนื่องด้วยความยินดีในภพ เปลื้องออกได้โดยยาก คนอื่นจะเปลื้องออกให้ไม่ได้เลย นรชนทั้งหลายมุ่งหวังกามในอนาคตบ้างในอดีตบ้าง คร่ำครวญถึงกามเหล่านี้ที่เคยมีแล้วบ้าง อันตนเปลื้องเองได้ยาก และคนอื่นก็เปลื้องให้ไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นยินดี ขวนขวายลุ่มหลงอยู่ในกามทั้งหลาย ไม่เชื่อถือถ้อยคำของบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น

ตั้งอยู่แล้วในธรรมอันไม่สงบ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว ย่อมรำพันอยู่ว่า เราจุติจากโลกนี้แล้ว จักเป็นอย่างไรหนอ เพราะเหตุนั้นแลสัตว์พึงศึกษาไตรสิกขาในศาสนานี้แหละ พึงรู้ว่าสิ่งอะไรๆ ในโลกไม่เป็นความสงบ ไม่พึงประพฤติความไม่สงบเพราะเหตุแห่งสิ่งนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นว่าเป็นของน้อยนักเราเห็นหมู่สัตว์นี้ ผู้เป็นไปในอำนาจความอยากในภพทั้งหลาย กำลังดิ้นรนอยู่ในโลกนรชนทั้งหลายผู้เลวทรามย่อมบ่นเพ้ออยู่ในปากมัจจุราช นรชนเหล่านั้น ยังไม่ปราศจากความอยากในภพและมิใช่ภพทั้งหลายเลย ท่านทั้งหลายจงดูชนทั้งหลายผู้ถือว่าสิ่งนั้นๆ เป็นของเรา กำลังดิ้นรนอยู่เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อยมีกระแสขาดสิ้นแล้วดิ้นรนอยู่

ฉะนั้นนรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่พึงประพฤติเป็นคนถือว่าสิ่งนั้นๆเป็นของเรา ไม่กระทำความติดข้องอยู่ในภพทั้งหลาย พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ (มีผัสสะและเหตุเกิดแห่งสัมผัสสะเป็นต้น)กำหนดรู้ผัสสะแล้วไม่กำหนัดตามในธรรมทั้งปวงมีรูปเป็นต้น ติเตียนตนเองเพราะข้อใด อย่าทำข้อนั้น เป็นนักปราชญ์ไม่ติดอยู่ในรูปที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ฟังเป็นต้น กำหนดรู้สัญญาแล้วพึงข้ามโอฆะ เป็นมุนีไม่ติดอยู่ในอารมณ์ที่ควรหวงแหน ถอนลูกศรคือ กิเลสออกเสียไม่ประมาทเที่ยวไปอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้และโลกหน้า ฉะนี้แล ฯ

จบคุหัฏฐกสูตรที่ ๒

ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ทุฏฐัฏฐกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๓ วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก

อโถปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ

วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ

ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ฯ

สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย

ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ

สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ๑

ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย ฯ

โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ

อนานุปุฏฺโฐ จ ๒ ปเรส ปาวา

อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ

โย อาตุมานํ สยเมว ปาวา ฯ

สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต

อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน

ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ

ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ

ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา

ปุรกฺขตา สนฺติ ๓ อวีวทาตา

ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ

ตํ นิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจ สนฺตึ ฯ

ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ

ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ

นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ ฯ

โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก

ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ๓

มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน

ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โส ฯ

อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ

อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย

อตฺตํ ๑ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ

อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพนฺติ ๒ ฯ

ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ ตติยํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส จตุตฺถํ สุทฺธฏฺฐกสุตฺตํ

๑ โป. ปกฺรุพฺพมาโน ฯ ๒ ม. ว ปเรส ปาว ฯ ๓ โป. สนฺติมวีวทาตา ฯ

Royal Thai

เดียรถีย์บางพวก มีใจประทุษร้าย ย่อมติเตียนโดยแท้แม้อนึ่ง พวกชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ปลงใจเชื่อจริง ก็ติเตียน แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงการติเตียนที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีย่อมไม่มีหลักตอคือ ราคะ โทสะและโมหะ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้ถูกความพอใจครอบงำแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจ จะพึงล่วงทิฐิของตนได้อย่างไรเล่า บุคคลกระทำทิฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนเองรู้อย่างใดก็พึงกล่าวอย่างนั้น ผู้ใดไม่ถูกเขาถามเลย กล่าวอวดอ้างศีลและวัตรของตนแก่ผู้อื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม ผู้ใดกล่าวอวดตนด้วยตนเองผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการอวดของผู้นั้นว่า

ผู้นี้ไม่มีอริยธรรมส่วนภิกษุผู้สงบ มีตนดับแล้ว ไม่กล่าวอวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่า มีอริยธรรม ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหนๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการไม่กล่าวอวดของภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้มีอริยธรรม ธรรมคือ ทิฐิอันปัจจัยกำหนดปรุงแต่งแวดล้อม ไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ มีคติวิเศษเป็นต้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัยทิฐินั้นอันละเอียด อาศัยความกำเริบนรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดหมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วยทิฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชนย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม

ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฐิเหล่านั้น ก็บุคคลผู้มีปัญญาไม่มีทิฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพและมิใช่ภพ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละมายาและมานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษในในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร บุคคลผู้มีปัญญานั้นไม่มีตัณหาและทิฐิ ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฐิ ย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิว่าผู้กำหนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไรด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นเลย เพราะพระขีณาสพนั้น ละทิฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพนี้ ฉะนี้แล ฯ

จบทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓

สุทธัฏฐกสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สุทธัฏฐกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๔ ปสฺสามิ สุทฺธํ ปรมํ อโรคํ

ทิฏฺเฐน สํสุทฺธิ นรสฺส โหติ

เอวาภิชานํ ๑ ปรมนฺติ ญตฺวา

สุทฺธานุปสฺสีปิ ปจฺเจติ ญาณํ ฯ

ทิฏฺเฐน เจ สุทฺธิ นรสฺส โหติ

ญาเณน วา โส ปชหาติ ทุกฺขํ

อญฺเญน โส สุชฺฌติ โสปธีโก

ทิฏฺฐี หิ นํ ปาว ตถา วทานํ ฯ

น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห

ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา

ปุญฺเญ จ ปาเป จ อนูปลิตฺโต

อตฺตญฺชโห น อิธ ๒ ปกุพฺพมาโน ฯ

ปุริมํ ปหาย อปรํ สิตาเส

เอชานุคา เต น ตรนฺติ สงฺคํ

เต อุคฺคหายนฺติ นิรสฺสชนฺติ

กปีว สาขํ ปมุขํ ๓ คหาย ฯ

สยํ สมาทาย วตานิ ชนฺตุ

อุจฺจาวจํ คจฺฉติ สญฺญตตฺโต

วิทฺวา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ

น อุจฺจาวจํ คจฺฉติ ภูริปญฺโญ ฯ

ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต

ยํ กิญฺจิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา

ตเมว ทสฺสึ วิวฏํ จรนฺตํ

เกนีธ โลกสฺมึ วิกปฺปเยยฺย ฯ

น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ

อจฺจนฺตสุทฺธีติ น เต วทนฺติ

อาทานคนฺถํ คธิตํ วิสชฺช

อาสํ น กุพฺพนฺติ กุหิญฺจิ โลเก ฯ

สีมาติโค พฺราหฺมโณ ตสฺส นตฺถิ

ญตฺวา ว ทิสฺวา ว สมุคฺคหีตํ

น ราคราคี น วิราครตฺโต,

ตสฺสีธ นตฺถี ปรมุคฺคหีตนฺติ ฯ

สุทฺธฏฺฐกสุตฺตํ จตุตฺถํ ฯ

๑ ม. อตฺตา นิรตฺตา ฯ ๒ ยุ. สพฺพาติ ฯ โป. สพฺพญฺจาติ ฯ

๑ ยุ. เอตาภิชานํ ฯ ๒ ม. ยุ. นยิธ ฯ ๓ โป. ปมุจฺจุคฺคหาย ฯ ม. ปมุญฺจํ

คาหายํ ฯ ยุ. ปมุญฺจํ ฯ

Royal Thai

คนพาลผู้ประกอบด้วยทิฐิ สำคัญเอาเองว่าเราได้เห็นบุคคลผู้บริสุทธิ์เป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่หาโรคมิได้ ความหมดจดด้วยดีย่อมมีได้แก่นรชนด้วยการเห็น เมื่อคนพาลนั้นสำคัญเอาเองอย่างนี้ รู้ว่า ความเห็นนั้นเป็นความเห็นยิ่ง แม้เป็นผู้เห็นบุคคลผู้บริสุทธิ์เนืองๆ ก็ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นมรรคญาณ ถ้าว่าความบริสุทธิ์ย่อมมีได้แก่นรชนด้วยการเห็นหรือนรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยมรรค อันไม่บริสุทธิ์อย่างอื่นจากอริยมรรค นรชนผู้เป็นอย่างนี้ย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้เลยก็คนมีทิฐิ ย่อมกล่าวยกย่องความเห็นนั้นของคนผู้กล่าวอย่างนั้น พราหมณ์ไม่กล่าวความบริสุทธิ์โดยมิจฉาทิฐิญาณอย่างอื่นจากอริยมรรคญาณ

ที่เกิดขึ้นในเพราะรูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ฟัง ศีล พรต และในเพราะอารมณ์ที่ได้ทราบพราหมณ์นั้นไม่ติดอยู่ในบุญและบาป ละความเห็นว่าเป็นตนเสียได้ ไม่กระทำในบุญและบาปนี้ ชนผู้ประกอบด้วยทิฐิเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์โดยทางมรรคอย่างอื่นเหล่านั้น ละศาสดาเบื้องต้นเสีย อาศัยศาสดาอื่น อันตัณหาครอบงำย่อมข้ามธรรมเป็นเครื่องข้องไม่ได้ ชื่อว่าถือเอาธรรมนั้นด้วย สละธรรมนั้นด้วย เปรียบเหมือนวานรจับและปล่อยกิ่งไม้ที่ตรงหน้าเสียเพื่อจับกิ่งอื่น ฉะนั้นสัตว์ผู้ข้องอยู่ในกามสัญญา สมาทานวัตรเองแล้ว ไปเลือกหาศาสดาดีและเลว ส่วนพระขีณาสพผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดินผู้มีความรู้แจ้งตรัสรู้ธรรมด้วยเวทคือมรรคญาณ

ย่อมไม่ไปเลือกหาศาสดาดีและเลวพระขีณาสพนั้นครอบงำมารและเสนาในธรรมทั้งปวง คืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง หรือได้ทราบ ใครๆ จะพึงกำหนดพระขีณาสพผู้บริสุทธิ์ ผู้เห็นความบริสุทธิ์ เป็นผู้มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว ผู้เที่ยวไปอยู่ ด้วยการกำหนดด้วยตัณหาและทิฐิอะไรในโลกนี้ พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหาหรือด้วยทิฐิย่อมไม่กระทำตัณหาและทิฐิไว้ในเบื้องหน้า พระขีณาสพเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า ความบริสุทธิ์ล่วงส่วนด้วยอกิริยาทิฐิและสัสสตทิฐิท่านสละกิเลสเครื่องยึดมั่นและเครื่องร้อยรัดอันเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้แล้วย่อมไม่กระทำความหวังในโลกไหนๆ พราหมณ์ผู้ล่วงแดนกิเลสได้ไม่มีความยึดถือวัตถุหรืออารมณ์อะไร เพราะได้รู้หรือเพราะได้เห็นเป็นผู้ไม่มีความยินดีด้วยราคะ เป็นผู้ปราศจากราคะไม่กำหนัดแล้วพราหมณ์นั้น ไม่มีความยึดถือวัตถุและอารมณ์อะไรๆ ว่าสิ่งนี้เป็นของยิ่งในโลกนี้ ฉะนี้แล ฯ

จบสุทธัฏฐกสูตรที่ ๔

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

ปญฺจมํ ปรมฏฺฐกสุตฺตํ

ปรมัฏฐกสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปรมัฏฐกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน

ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเก

หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห

ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ฯ

ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ

ทิฏฺเฐ สุเต สีลพฺพเต ๑ มุเต วา

ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหาย

นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญํ ฯ

ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺติ

ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญํ

ตสฺมา หิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา

สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺย ฯ

ทิฏฺฐิมฺปิ โลกสฺมึ น กปฺปเยยฺย

ญาเณน วา สีลวเตน วาปิ

สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺย

หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปิ ๒ ฯ

อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโน

ญาเณปิ โส นิสฺสยํ โน กโรติ

ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารี

ทิฏฺฐิมฺปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจิ ฯ

ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ

ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา

นิเวสนา ยสฺส ๓ น สนฺติ เกจิ

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ

ตสฺสีธ ทิฏฺเฐ ว สุเต มุเต วา

ปกปฺปิตา นตฺถิ อนูปิ สญฺญา

ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานํ

เกนีธ โลกสฺมึ วิกปฺปเยยฺย ฯ

น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ

ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส

น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโย

ปารํ คโต น ปจฺเจติ ตาทีติ ฯ

ปรมฏฺฐกสุตฺตํ ปญฺจมํ ฯ

___________________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ฉฏฺฐํ ชราสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. สีลวเต ฯ ๒ โป. จาปิ ฯ ๓ ม. ยุ. ตสฺส ฯ

Royal Thai

บุคคลในโลกยึดถือในทิฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นอย่างยิ่งย่อมกระทำศาสดาเป็นต้นของตนให้เป็นผู้ประเสริฐ กล่าวผู้อื่นนอกจากศาสดาเป็นต้นของตนนั้นว่า เลวทั้งหมด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงไม่ล่วงพ้นความวิวาทไปได้ บุคคลนั้นเห็นอานิสงส์อันใดในตนกล่าวคือ ทิฐิที่เกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้คือ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง ศีล พรตหรืออารมณ์ที่ได้ทราบ บุคคลนั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฐิของตนนั้นแลว่าประเสริฐที่สุด เห็นศาสดาอื่นทั้งหมดโดยความเป็นคนเลวอนึ่งบุคคลผู้อาศัยศาสดาของตนแล้ว เห็นศาสดาอื่นเป็นคนเลว เพราะความเห็นอันใด ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวความเห็นนั้นว่า เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด

เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงยึดมั่นรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟังอารมณ์ที่ได้ทราบ หรือศีลและพรต แม้ทิฐิก็ไม่พึงกำหนดด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลและพรตในโลก ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่า เป็นผู้เสมอเขา ไม่พึงสำคัญว่า เป็นผู้เลวกว่าเขา หรือว่าเป็นผู้วิเศษกว่าเขาภิกษุนั้นละความเห็นว่าเป็นตนได้แล้ว ไม่ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่กระทำนิสัย(ตัณหานิสัยและทิฐินิสัย) แม้ในญาณ ไม่เป็นผู้แล่นไปเข้าพวกในสัตว์ทั้งหลายผู้แตกต่างกันด้วยอำนาจทิฐิต่างๆ ย่อมไม่กลับมาแม้สู่ทิฐิอะไรๆ พราหมณ์ในโลกนี้ไม่มีตัณหาในส่วนสุดทั้ง ๒ มีผัสสะเป็นต้นเพื่อความเกิดบ่อยๆ ในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่มีความยึดมั่นอะไรๆไม่มีสัญญาอันปัจจัยกำหนดแล้วแม้แต่น้อย

ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟังหรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ ในโลกนี้ เพราะได้ตัดสินธรรมที่ตนยึดถือแล้วในธรรมทั้งหลาย ใครๆ จะพึงกำหนดพราหมณ์นั้นผู้ไม่ถือมั่นทิฐิ ด้วยการกำหนดด้วยตัณหาหรือด้วยการกำหนดด้วยทิฐิอะไรๆ ในโลกนี้ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหาหรือทิฐิ ย่อมไม่กระทำตัณหาและทิฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฐิทั้งหลายพราหมณ์เหล่านั้นก็มิได้ปกปิดไว้ พราหมณ์ผู้อันใครๆ จะพึงนำไปด้วยศีลและพรตไม่ได้ ถึงฝั่ง คือ นิพพานแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่กลับมาหากิเลสทั้งหลายอีก ฉะนั้นแล ฯ

จบปรมัฏฐกสูตรที่ ๕

ชราสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ชราสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๖ อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ

สเจปิ ๑ อติจฺจ ชีวติ อถ โข โส ชรสาปิ มิยฺยติ ฯ

โสจนฺติ ชนา มมายิเต น หิ สนฺติ นิจฺจา ปริคฺคหา

วินาภาวสนฺตเมวิทํ อิติ ทิสฺวา นาคารมาวเส ฯ

มรเณนปิ ตํ ปหิยฺยติ ยํ ปุริโส มมยิทนฺติ มญฺญติ

เอตมฺปิ ๒ วิทิตฺวา ปณฺฑิโต น มมตฺตาย นเมถ มามโก ฯ

สุปิเนน ยถาปิ สงฺคตํ ปฏิพุทฺโธ ปุริโส น ปสฺสติ

เอวมฺปิ ปิยายิตํ ชนํ เปตํ กาลกตํ น ปสฺสติ ฯ

ทิฏฺฐาปิ สุตาปิ เต ชนา เยสํ นามมิทํ ปวุจฺจติ

นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ เปตสฺส ชนฺตุโน ฯ

โสกปริเทวมจฺฉรํ น ชหนฺติ คิทฺธา มมายิเต

ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโน ฯ

ปฏิลีนจรสฺส ภิกฺขุโน ภชมานสฺส วิวิตฺตมาสนํ

สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย ฯ

สพฺพตฺถ มุนี อนิสฺสิโต น ปิยํ กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ

ตสฺมึ ปริเทวมจฺฉรํ ปณฺเณ วาริ ยถา น ลิมฺปติ ฯ

อุทกพินฺทุ ยถาปิ โปกฺขเร ปทุเม วาริ ยถา น ลิมฺปติ

เอวํ มุนีโน ปลิมฺปติ ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา ฯ

โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุเตสุ วา

นาญฺเญน วิสุทฺธิมิจฺฉติ น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชตีติ ฯ

ชราสุตฺตํ ฉฏฺฐมํ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. โย เจปิ ฯ ๒ เอวมฺปีติปิ ฯ

Royal Thai

ชีวิตนี้น้อยนัก สัตว์ย่อมตายแม้ภายใน ๑๐๐ ปี ถ้าแม้สัตว์เป็นอยู่เกิน(๑๐๐ ปี) ไปไซร้ สัตว์นั้นก็ย่อมตายแม้เพราะชราโดยแท้แล ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศก เพราะสิ่งที่ตนยึดถือว่าเป็นของเรา สิ่งที่เคยหวงแหนเป็นของเที่ยงไม่มีเลยบุคคลเห็นว่า สิ่งนี้มีความเป็นไปต่างๆมีอยู่ ดังนี้แล้วไม่พึงอยู่ครองเรือน บุรุษย่อมสำคัญสิ่งใดว่า สิ่งนี้เป็นของเราจำต้องละสิ่งนั้นไปแม้เพราะความตาย บัณฑิตผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ทราบข้อนี้แล้ว ไม่พึงน้อมไปในความเป็นผู้ถือว่าสิ่งนั้นๆ เป็นของเรา บุคคลผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมไม่เห็นอารมณ์อันประจวบด้วยความฝัน แม้ฉันใด บุคคลย่อมไม่เห็นบุคคลผู้ที่ตนรักทำกาละล่วงไปแล้ว

แม้ฉันนั้นบุคคลย่อมกล่าวขวัญกันถึงชื่อนี้ของคนทั้งหลายผู้อันตนได้เห็นแล้วบ้าง ได้ฟังแล้วบ้าง ชื่อเท่านั้นที่ควรกล่าวขวัญถึงของบุคคลผู้ล่วงไปแล้ว จักยังคงเหลืออยู่ ชนทั้งหลายผู้ยินดีแล้วในสิ่งที่ตนถือว่าเป็นของเรา ย่อมละความโศกความร่ำไรและความตระหนี่ไม่ได้ เพราะเหตุนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นนิพพานเป็นแดนเกษม ละอารมณ์ที่เคยหวงแหนได้เที่ยวไปแล้ว บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพ อันต่างด้วยนรกเป็นต้น ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น ผู้เสพที่นั่งอันสงัด ว่าเป็นการสมควร มุนีไม่อาศัยแล้วในอายตนะทั้งปวง ย่อมไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รักทั้งไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่เกลียดชัง ย่อมไม่ติดความร่ำไรและความตระหนี่ในสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักและเป็นที่เกลียดชังนั้น เปรียบเหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบไม้ ฉะนั้น หยาดน้ำย่อมไม่ติดอยู่บนใบบัว น้ำย่อมไม่ติดอยู่ที่ใบปทุม ฉันใดมุนีย่อมไม่ติดในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟังหรืออารมณ์ที่ได้ทราบ ฉันนั้น ผู้มีปัญญาย่อมไม่สำคัญด้วยรูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ฟัง หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ ย่อมไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วย(มรรคอย่างอื่น) ทางอื่น ผู้มีปัญญานั้น ย่อมไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้ายฉะนี้แล ฯ

จบชราสูตรที่ ๖

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

สตฺตมํ ติสฺสเมตฺเตยฺยสุตฺตํ

ติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗

ท่านพระติสสเมตเตยยะทูลถามปัญหาว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ติสสเมตเตยยสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๗ เมถุนมนุยุตฺตสฺส (อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย) ๑

วิฆาตํ พฺรูหิ มาริส

สุตฺวาน ตว สาสนํ วิเวเก สิกฺขิสฺสามเส ฯ

เมถุนมนุยุตฺตสฺส (เมตฺเตยฺยาติ ภควา)

มุสฺสเต วาปิ สาสนํ

มิจฺฉา จ ปฏิปชฺชติ เอตํ ตสฺมึ อนาริยํ ฯ

เอโก ปุพฺเพ จริตฺวาน เมถุนํ โย นิเสวติ

ยานํ ภนฺตํว ตํ โลเก หีนมาหุ ปุถุชฺชนํ ฯ

ยโส กิตฺตี จ ยา ปุพฺเพ หายเต วาปิ ตสฺส สา

เอตมฺปิ ทิสฺวา สิกฺเขถ เมถุนํ วิปฺปหาตเว ฯ

สงฺกปฺเปหิ ปเรโต โส ๑ กปโณ วิย ฌายติ

สุตฺวา ปเรสํ นิคฺโฆสํ มงฺกุ โหติ ตถาวิโธ ฯ

อถ สตฺถานิ กุรุเต ปรวาเทหิ โจทิโต

เอส ขฺวสฺส มหาเคโธ โมสวชฺชํ ปคาหติ ฯ

ปณฺฑิโตติ สมญฺญาโต เอกจริยํ อธิฏฺฐิโต

อถาปิ เมถุเน ยุตฺโต มนฺโทว ปริกิสฺสติ ฯ

เอตมาทีนวํ ญตฺวา มุนิ ปุพฺพาปเร อิธ

เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา น นิเสเวถ เมถุนํ ฯ

วิเวกญฺเญว สิกฺเขถ เอตทริยานมุตฺตมํ

เตน เสฏฺโฐ น มญฺเญถ ส เว นิพฺพานสนฺติเก ฯ

ริตฺตสฺส มุนิโน จรโต กาเมสุ อนเปกฺขิโน

โอฆติณฺณสฺส ปิหยนฺติ กาเมสุ คธิตา ปชาติ ฯ

ติสฺสเมตฺเตยฺยสุตฺตํ สตฺตมํ ฯ

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส อฏฺฐมํ ปสูรสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. ติสฺโส เมตฺเตยฺโย ฯ

๑ ยุ. โย ฯ

Royal Thai

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์จงตรัสบอกความคับแค้นแห่งบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมเนืองๆ เถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สดับคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว จักศึกษาในวิเวก ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรเมตเตยยะ

ความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมมีอยู่ บุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรม ย่อมลืมแม้คำสั่งสอน และย่อมปฏิบัติผิด นี้เป็นกิจไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น บุคคลใดประพฤติอยู่ผู้เดียวในกาลก่อนแล้วเสพเมถุนธรรม (ในภายหลัง)บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นคนมีกิเลสมากในโลกเหมือนยวดยานที่แล่นไปใกล้เหว ฉะนั้นยศและเกียรติคุณในกาลก่อนของบุคคลนั้น ย่อมเสื่อม บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว ควรศึกษาไตรสิกขาเพื่อละเมถุนธรรม ผู้ใดไม่ละเมถุนธรรมผู้นั้นถูกความดำริครอบงำแล้ว ซบเซาอยู่เหมือนคนกำพร้า ฉะนั้นผู้นั้นฟังเสียงอันระบือไปของชนเหล่าอื่นแล้ว เป็นผู้เก้อเขินเช่นนั้นอนึ่ง ผู้ใดอันวาทะของบุคคลอื่นตักเตือนแล้ว ยังกระทำกายทุจริต

เป็นต้น ผู้นี้ แหละพึงเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่ ย่อมถือเอาโทษแห่ง

มุสาวาทบุคคลอันผู้อื่นรู้กันดีแล้วว่าเป็นบัณฑิต อธิษฐานการเที่ยวไปผู้เดียว แม้ในภายหลังประกอบในเมถุนธรรม ย่อมมัวหมองเหมือนคนงมงาย ฉะนั้น มุนีในศาสนานี้รู้โทษในเบื้องต้นและเบื้องปลายนี้แล้วควรกระทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นคงไม่ควรเสพเมถุนธรรม ควรศึกษาวิเวกเท่านั้น การประพฤติวิเวกนี้ เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มุนีไม่ควรสำคัญตนว่าเป็นผู้ประเสริฐด้วยวิเวกนั้น มุนีนั้นแลย่อมอยู่ใกล้นิพพาน หมู่สัตว์ผู้ยินดีแล้วในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้สงัดแล้วเที่ยวไปอยู่ ผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้งหลาย ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ฉะนี้แล ฯ

จบติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗

ปสูรสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปสูรสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๘ อิเธว สุทฺธี อิติ วาทยนฺติ

นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ

ยํ นิสฺสิตา ตตฺถ สุภํ วทานา

ปจฺเจกสจฺเจสุ ปุถู นิวิฏฺฐา ฯ

เต วาทกามา ปริสํ วิคยฺห

พาลํ ทหนฺตี มิถุ อญฺญมญฺญํ

วทนฺติ เต อญฺญสิตา กโถชฺชํ

ปสํสกามา กุสลา วทานา ฯ

ยุตฺโต กถายํ ปริสาย มชฺเฌ

ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ

อปาหตสฺมึ ปน มงฺกุ โหติ

นินฺทาย โส กุปฺปติ รนฺธเมสี ฯ

ยมสฺส วาทํ ปริหีนมาหุ

อปาหตํ ปญฺหวิมํสกาเส

ปริเทวติ โสจติ หีนวาโท

อุปจฺจคา มนฺติ อนุตฺถุนาติ ฯ

เอเต วิวาทา สมเณสุ ชาตา

เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ โหติ

เอตมฺปิ ทิสฺวา วิรเม กโถชฺชํ

น หญฺญทตฺถตฺถิ ปสํสลาภา ฯ

ปสํสิโต วา ปน ตตฺถ โหติ

อกฺขาย วาทํ ปริสาย มชฺเฌ

โส หสฺสตี อุณฺณมติจฺจ ๑ เตน

ปปฺปุยฺย ตํ อตฺถ ยถา มโน อหุ ๒ ฯ

ยา อุณฺณตี สาสฺส วิฆาตภูมิ

มานาติมานํ วทเต ปเนโส

เอตมฺปิ ทิสฺวา วิรเม กโถชฺชํ ๓

น เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ

สูโร ยถา ราชขาทาย ปุฏฺโฐ

อภิคชฺชเมติ ปฏิสูรมิจฺฉํ

เยเนว โส เตน ปเลหิ สูร ๔

ปุพฺเพว นตฺถี ยทิทํ ยุธาย ฯ

เย ทิฏฺฐิมุคฺคยฺห วิวาทยนฺติ

อิทเมว สจฺจนฺติ จ วาทยนฺติ ๕

เต ตฺวํ วทสฺสุ น หิ เตธ อตฺถิ

วาทมฺหิ ชาเต ปฏิเสนิกตฺตา ฯ

วิเสนิกตฺวา ปน เย จรนฺติ

ทิฏฺฐีหิ ทิฏฺฐึ อวิรุชฺฌมานา

เตสุ ตฺวํ กึ ลเภโถ ปสูร

เยสีธ นตฺถี ปรมุคฺคหีตํ ฯ

อถ ตฺวํ ปวิตกฺกมาคมา

มนสา ทิฏฺฐิคตานิ จินฺตยนฺโต

โธเนน ยุคํ สมาคมา

น หิ ตฺวํ สกฺขสิ สมฺปยาตเวติ ฯ

ปสูรสุตฺตํ อฏฺฐมํ ฯ

_______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส นวมํ มาคนฺทิยสุตฺตํ

๑ ม. อุณฺณมตี จ ฯ ๒ โป. มโนหุ ฯ ๓ โป. ม. ยุ. เอตํ ปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ ฯ

๔ โป. สูรํ ฯ ๕ โป. สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ ฯ

Royal Thai

สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฐิ ย่อมกล่าวว่า

ความบริสุทธิ์ว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก กล่าวความดีงามในศาสดาของตนเป็นต้นที่ตนอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่าง (มีคำว่าโลกเที่ยงเป็นต้น) สมณพราหมณ์เจ้าทิฐิ ๒ พวกนั้น ประสงค์จะกล่าวโต้ตอบกัน เข้าไปสู่บริษัทแล้ว ย่อมโต้เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลาสมณพราหมณ์เหล่านั้นต้องการแต่ความสรรเสริญ เป็นผู้มีความสำคัญว่าเราทั้งหลายเป็นคนฉลาดอาศัยศาสดาของกันและกันเป็นต้นแล้ว ย่อมกล่าวคำทะเลาะกัน บุคคลปรารถนาแต่ความสรรเสริญ ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท กระทบกระเทียบกันในท่ามกลางบริษัท แต่กลับเป็นผู้เก้อเขินในเพราะวาทะอันผู้ตัดสินปัญหาไม่ทำให้เลื่อมใส

บุคคลนั้นเป็นผู้แสวงหาโทษ ย่อมโกรธเพราะความนินทา ผู้พิจารณาปัญหาทั้งหลายกล่าววาทะใดของบุคคลนั้นอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้น บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมแล้วนั้น ย่อมคร่ำครวญเศร้าโศก ทอดถอนใจว่า ท่านผู้นี้กล่าวสูงเกินเราไป ความวิวาทเหล่านี้เกิดแล้วในพวกสมณะ ความกระทบกระทั่งกันย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้ บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงเว้นความทะเลาะกันเสีย ความสรรเสริญและลาภย่อมไม่มีเป็นอย่างอื่นไปเลย ก็หรือบุคคลนั้นกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท เป็นผู้อันบุคคลสรรเสริญแล้วในเพราะทิฐินั้น ย่อมรื่นเริงใจสูงขึ้นเพราะต้องการชัยชนะและมานะนั้นได้ถึงความต้องการชัยชนะนั้นสมใจนึก

การยกตนของบุคคลนั้น เป็นพื้นแห่งความกระทบกัน และบุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงการถือตัวและการดูหมิ่นผู้อื่น บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงเว้นความทะเลาะกันเสีย ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการทะเลาะกันนั้น บุคคลผู้เจ้าทิฐิปรารถนาพบบุคคลเจ้าทิฐิผู้เป็นปฏิปักษ์กัน ย่อมคำราม เปรียบเหมือนทหารผู้กล้าหาญซึ่งพระราชาทรงเลี้ยงแล้วด้วยราชขาทนียาหาร ปรารถนาพบทหารผู้เป็นปฏิปักษ์กัน ย่อมคำราม ฉะนั้นดูกรท่านผู้องอาจ บุคคลเจ้าทิฐิเป็นปฏิปักษ์ของท่านนั้น มีอยู่ณ ที่ใด ท่านจงไป ณ ที่นั้นเถิด กิเลสชาติเพื่อการรบนี้ไม่มีในกาลก่อนเลย (กิเลสชาตินั้นเราผู้ตถาคตละเสียแล้วณ ควงแห่งไม้โพธินั้นแล)

สมณพราหมณ์เหล่าใดถือรั้นทิฐิแล้วย่อมวิวาทกันและย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงท่านผู้กระทำความเป็นข้าศึกในวาทะ (ถ้อยคำ) ที่เกิดขึ้นจงกล่าวทุ่มเถียงกะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเถิด พราหมณ์เหล่านั้นไม่มีในที่นี้เลย ส่วนพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย กำจัดเสนา คือกิเลสให้พินาศแล้ว ไม่กระทำความเห็นให้ผิดไปจากความเห็น เที่ยวไปอยู่ ดูกรปสุระ ท่านจะได้สู้รบโต้ตอบอะไร ในพระอรหันต์ผู้ไม่มีความยึดถือว่าสิ่งนี้ประเสริฐในโลกนี้ ถ้าท่านคิดถึงทิฐิทั้งหลายอยู่ด้วยใจ ถึงความตรึกไปต่างๆ ถือเอาความเป็นคู่แข่งขันกับพระพุทธะผู้กำจัดกิเลสได้แล้วไซร้ ท่านจะสามารถเพื่อถือเอาความเป็นคู่แข่งขันให้สำเร็จไม่ได้เลย ฯ

จบปสูรสูตรที่ ๘

มาคันทิยสูตรที่ ๙

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๙ ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ ๑

นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ

กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ

ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ

เอตาทิสญฺเจ รตนํ น อิจฺฉสิ

นารึ นรินฺเทหิ พหูหิ ปตฺถิตํ

ทิฏฺฐีคตํ สีลวตํ นุ ชีวิตํ

ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ฯ

อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา)

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ

ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย

อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทฺทสํ ฯ

วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย)

เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย

อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ

กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา)

สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห

อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา

อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน

เอเต จ นิสชฺช อนุคฺคหาย

สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ

โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย)

สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห

อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา

อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน

มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ

ทิฏฺฐิยา จ เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ

ทิฏฺฐิญฺจ ๑ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา)

สมุคฺคหีเตสุ สโมหมาคา

อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ

ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ

สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน

โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน

ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน

สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ

สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย

มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน

ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ ๑ นตฺถิ

ส เกน วาทํ ปฏิสํยุเชยฺย ฯ

โอกมฺปหาย อนิเกตสารี

คาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ

กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน

กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ฯ

เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก

น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค

เอลมฺพุชํ ๒ กณฺฏกวาริชํ ๓ ยถา

ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ๔

เอวํ มุนี สนฺติวาโท อคิทฺโธ

กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ

น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ๑

ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส

น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย

อนูปนีโต ส ๒ นิเวสเนสุ ฯ

สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา

ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา

สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ

เต ฆฏฺฏมานา ๓ วิจรนฺติ โลเกติ ฯ

มาคนฺทิยสุตฺตํ นวมํ ฯ

_______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ทสมํ ปุราเภทสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. ราคญฺจ ฯ

๑ ม. ทิฏฺฐญฺจ ฯ

๑ ยุ. จาปิ ฯ ๒ ม. ชลมฺพุชํ ฯ ๓ ม. ยุ. กณฺฏกํ วาริชํ ฯ ๔ โป. อนูปลิตฺตํ ฯ

Royal Thai

ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนางตัณหานางอรดีและนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรมอย่างไรจักมีเพราะได้เห็นสรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วยมูตรและคูถเล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้นแม้ด้วยเท้า ฯ

มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า

ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้วเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็นจอมนระเป็นอันมากทรงปรารถนากันแล้วไซร้ พระองค์ตรัสทิฐิ ศีล พรต ชีวิตและการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไรหนอ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ

กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่าเรากล่าวทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เราและเราเห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือทิฐิอะไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบ ณ ภายใน ฯ

มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า

ทิฐิเหล่าใด ที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฐิเหล่านั้นเลย ตรัสเนื้อความนี้ได้ว่าความสงบ ณ ภายใน เนื้อความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ

เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งด้วยศีลและพรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็นจากการฟัง จากการรู้จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรมเป็นไปในฝ่ายดำมีทิฐิเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนาภพ ฯ

มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า

ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ทั้งศีลและพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรตข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่งงงวย ทีเดียวด้วยว่า ชนบางพวกยังเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ

ก็ท่านอาศัยการเห็นถามอยู่บ่อยๆ ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อยแต่ความสงบ ณภายในที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลงผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะหรือด้วยทิฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขาวิเศษกว่าเขาหรือเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฐินั้น ผู้ใดไม่หวั่นไหวในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้เป็นต้น ผู้นั้นย่อมไม่มีการวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้นชื่อว่าเป็นพราหมณ์จะพึงกล่าวอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงหรือจะพึงวิวาทเพราะมานะหรือทิฐิอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ

อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขาหรือว่าไม่เสมอเขาย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใครๆมุนีละอาลัยได้แล้ว ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำความสนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย ไม่ทำอัตภาพให้เกิดต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคนบุคคลผู้ประเสริฐสงัดแล้วจากธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่าใดพึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงถือเอาธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่านั้นขึ้นกล่าว มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก เหมือนดอกปทุม มีก้านเป็นหนามเกิดในน้ำโคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น บุคคลผู้ถึงเวทคือมรรค ๔ เป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฐิ บุคคลนั้นไม่กลับมาสู่มานะด้วยการทราบ อันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ทราบแล้วเป็นต้น บุคคลนั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยตัณหามานะ และทิฐินั้น บุคคลนั้นแม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้าไปไม่ได้แล้วในนิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฐิ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่าใดยึดถือกามสัญญาและทิฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันเที่ยวไปอยู่ในโลก ฯ

จบมาคันทิยสูตรที่ ๙

ปุราเภทสูตรที่ ๑๐

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๐ กถํทสฺสี กถํสีโล อุปสนฺโตติ วุจฺจติ

ตมฺเม โคตม ปพฺรูหิ ปุจฺฉิโต อุตฺตมํ นรํ ฯ

วีตตโณฺห ปุรา เภทา (ติ ภควา) ปุพฺพมนฺตมนิสฺสิโต

เวมชฺเฌ นุปสงฺเขยฺโย ตสฺส นตฺถิ ปุเรกฺขตํ ฯ

อกฺโกธโน อสนฺตาสี อวิกตฺถี อกุกฺกุจฺโจ ๔

มนฺตาภาณี อนุทฺธโต ส เว วาจายโต มุนิ ฯ

นิราสตฺตี อนาคเต อตีตํ นานุโสจติ

วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ ทิฏฺฐีสุ จ น นิยฺยติ

ปฏิลีโน อกุหโก อปิหาลุ อมจฺฉรี

อปฺปคพฺโภ อเชคุจฺโฉ เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต

สาติเยสุ อนสฺสาวี อติมาเน จ โน ยุโต|

สโณฺห จ ปฏิภาณวา น สทฺโธ น วิรชฺชติ

ลาภกมฺยา น สิกฺขติ อลาเภ จ น กุปฺปติ

อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ ๑ นานุคิชฺฌติ

อุเปกฺขโก สทา สโต น โลเก มญฺญเต สมํ

น วิเสสี น นีเจยฺโย ตสฺส โน สนฺติ อุสฺสทา ฯ

ยสฺส นิสฺสยตา ๒ นตฺถิ ญตฺวา ธมฺมํ อนิสฺสิโต

ภวาย วิภวาย วา ตณฺหา ยสฺส น วิชฺชติ

ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโตติ กาเมสุ อนเปกฺขินํ

คนฺถา ตสฺส น วิชฺชนฺติ อตาริ ๓ โส วิสตฺติกํ ฯ

น ตสฺส ปุตฺตา ปสโว เขตฺตํ วตฺถุญฺจ วิชฺชติ

อตฺตํ วาปิ นิรตฺตํ วา ๔ น ตสฺมึ อุปลพฺภติ ฯ

เยน นํ วชฺชุํ ปุถุชฺชนา อโถ สมณพฺราหฺมณา

ตํ ตสฺส อปุรกฺขตํ ตสฺมา วาเทสุ เนชติ ๕ ฯ

วีตเคโธ อมจฺฉรี น อุสฺเสสุ วทเต มุนิ

น สเมสุ น โอเมสุ กปฺปํ เนติ อกปฺปิโย ฯ

ยสฺส โลเก สกํ นตฺถิ อสตา จ น โสจติ

ธมฺเมสุ จ น คจฺฉติ ส เว สนฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ

๑ ทิฏฺฐิยายโก น ... ฯ ๒ โป. ยุ. โส ฯ ๓ ม. ยุ. ฆฏฺฏยนฺตา ฯ

๔ ม. ยุ. อกฺกุกุโจ

๑ ยุ. รเส จ ฯ ๒ ม. นิสฺสยนา ฯ ๓ โป. ม. อตรี ฯ ๔ ม. อตฺตา วาปิ นิรตฺตา ฯ

๕ โป. นิญฺชติ ฯ

Royal Thai

บุคคลผู้มีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร บัณฑิตจึงกล่าวว่าเป็นผู้สงบท่านพระโคดมพระองค์ผู้อันข้าพระองค์ถามแล้วขอจงตรัสบอกนระผู้สูงสุดแก่ข้าพเจ้าเถิด

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ฯ

ผู้ใดปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระแตก เป็นผู้ไม่อาศัย (กาลอันเป็นอดีตอนาคต) เบื้องต้นและเบื้องปลาย อันใครๆ จะพึงนับว่า เป็นผู้ยินดีแล้วใน (กาลอันเป็นปัจจุบัน) ท่ามกลางไม่ได้ ความมุ่งหวังของผู้นั้นย่อมไม่มี เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบ ผู้ใดไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนองพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแล เป็นมุนีผู้สำรวมแล้วด้วยวาจา ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในสิ่งที่ยังไม่มาถึง ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เป็นผู้มีปรกติเห็นความสงัดในผัสสะ อันใครๆ จะนำไปในทิฐิทั้งหลายไม่ได้เลย ผู้ใดปราศจากกิเลส ไม่หลอกลวง มีปรกติไม่ทะเยอะทะยานไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่เกลียดชังไม่ประกอบในคำส่อเสียด เว้นจากความเชยชมในกามคุณอันเป็นวัตถุน่ายินดี ทั้งไม่ประกอบในการดูหมิ่น เป็นผู้ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณไม่เชื่อต่อใครๆ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ศึกษา เพราะใคร่ลาภ ไม่โกรธเคืองในเพราะความไม่มีลาภ และเป็นผู้ไม่พิโรธ ไม่ยินดีในรสด้วยตัณหา เป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตัวว่าเสมอเขา ว่าวิเศษกว่าเขา ว่าเลวกว่าเขาในโลก กิเลสอันฟูขึ้นทั้งหลาย ของผู้นั้น ย่อมไม่มี ฯ

ตัณหานิสสัยและทิฐินิสสัยของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นรู้ธรรมแล้วเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ความทะยานอยากเพื่อความมีหรือเพื่อความไม่มี ของผู้ใดไม่มี เรากล่าวผู้นั้นผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้งหลายว่าเป็นผู้สงบ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว บุตร ธิดา สัตว์เลี้ยง ไร่นาและที่ดินของผู้ใดไม่มี แม้ความเห็นว่าเป็นตัวตนก็ดี ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตนก็ดี อันใครๆ ย่อมไม่ได้ในผู้นั้น ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์จะพึงกล่าวกะผู้นั้น (ว่าผู้ยินดีแล้วหรือผู้ประทุษร้ายแล้ว) โดยโทษมีราคะเป็นต้นใดโทษมีราคะเป็นต้นนั้นไม่ใช่เป็นความมุ่งหวังของผู้นั้นเพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะถ้อยคำทั้งหลาย มุนีผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี ไม่มีความตระหนี่ย่อมไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐกว่า ผู้เสมอกัน หรือผู้เลวกว่า ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาแลทิฐิ) ย่อมไม่มาสู่กัปปะผู้ใดไม่มีความหวงแหนว่าของตนในโลก ไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ ฯ

จบปุราเภทสูตรที่ ๑๐

ปุราเภทสุตฺตํ ทสมํ

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

เอกาทสมํ กลหวิวาทสุตฺตํ

กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๑ กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา

ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ

มานาติมานา สหเปสุณา จ

กุโต ปหูตา เต ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ

ปิยปฺปหูตา กลหา วิวาทา

ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ

มานาติมานา สหเปสุณา จ

มจฺเฉรยุตฺตา กลหา วิวาทา

วิวาทชาเตสุ จ เปสุณานิ ฯ

ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา

เย วาปิ ๑ โลภา วิจรนฺติ โลเก

อาสา จ นิฏฺฐา จ กุโตนิทานา

เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ฯ

ฉนฺทานิทานานิ ปิยานิ โลเก

เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ โลเก

อาสา จ นิฏฺฐา จ อิโตนิทานา

เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ฯ

ฉนฺโท นุ โลกสฺมึ กุโตนิทาโน

วินิจฺฉยา วาปิ กุโต ปหูตา

โกโธ โมสวชฺชญฺจ กถงฺกถา จ

เย วาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา ฯ

สาตํ อสาตนฺติ ยมาหุ โลเก

ตมูปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท

รูเปสุ ทิสฺวา วิภวํ ภวญฺจ

วินิจฺฉยํ กุรุเต ๑ ชนฺตุ โลเก ฯ

โกโธ โมสวชฺชญฺจ กถงฺกถา จ

เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต

กถงฺกถี ญาณปถาย สิกฺเข

ญตฺวา ปวุตฺตา สมเณน ธมฺมา ฯ

สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา

กิสฺมึ อสนฺเต น ภวนฺติ เหเต

วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ

เอตมฺเม ปพฺรูหิ ยโตนิทานํ ฯ

ผสฺสนิทานํ สาตํ อสาตํ

ผสฺเส อสนฺเต น ภวนฺติ เหเต

วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ

เอตนฺเต ปพฺรูมิ อิโตนิทานํ ฯ

ผสฺโส นุ โลกสฺมึ กุโตนิทาโน

ปริคฺคหา วาปิ กุโต ปหูตา

กสฺมึ อสนฺเต น มมตฺตมตฺถิ

กสฺมึ วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา ฯ

นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ ผสฺโส

อิจฺฉานิทานานิ ปริคฺคหานิ

อิจฺฉาย ๑ อสนฺตฺยา น มมตฺตมตฺถิ

รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา ฯ

กถํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ

สุขํ ทุกฺขํ วาปิ กถํ วิโภติ

เอตมฺเม ปพฺรูหิ ยถา วิโภติ

ตํ ชานิยาม อิติ ๒ เม มโน อหุ ฯ

น สญฺญสญฺญี น วิสญฺญสญฺญี

โนปิ อสญฺญี น วิภูตสญฺญี

เอวํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ

สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา ฯ

ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยิ โน

อญฺญนฺตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ

เอตฺตาวตคฺคํ โน ๓ วทนฺติ เหเก

ยกฺขสฺส สุทฺธึ อิธ ปณฺฑิตาเส

อุทาหุ อญฺญมฺปิ วทนฺติ เอตฺโต ฯ

เอตฺตาวตคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก

ยกฺขสฺส สุทฺธึ อิธ ปณฺฑิตาเส

เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ

อนุปาทิเสเส กุสลา วทานา ฯ

เอเต จ ญตฺวา อุปนิสฺสิตาติ

ญตฺวา มุนี นิสฺสเย โส วิมํสี

ญตฺวา วิมุตฺโต น วิวาทเมติ

ภวาภวาย น สเมติ ธีโรติ ฯ

กลหวิวาทสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ทฺวาทสมํ จูฬวิยูหสุตฺตํ

๑ โป. ม. สพฺพตฺถ วาเรสุ จาปิ ฯ

๑ ม. กุพฺพติ ฯ

๑ ยุ. อิจฺฉา น สนฺตฺยา ฯ ๒ ม. ชานิยามาติ ฯ ๓ ม. นุ ฯ

Royal Thai

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำส่อเสียด เกิดจากอะไร ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านั้นเกิดจากอะไร ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความที่ข้าพระองค์ถามนั้นเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำส่อเสียด เกิดจากของที่รัก ความทะเลาะ ความวิวาทประกอบเข้าแล้วด้วยความตระหนี่ก็เมื่อความวิวาทเกิดแล้วคำส่อเสียดย่อมเกิด ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามต่อไปว่า

ความรักในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้นมีความโลภ เที่ยวไปในโลก ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุ ความหวังและความสำเร็จของนรชนซึ่งมีในสัมปรายภพมีอะไรเป็นเหตุ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความรักในโลกมีความพอใจเป็นเหตุ แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มีความโลภเที่ยวไปในโลก ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีความพอใจเป็นเหตุ ความหวังและความสำเร็จของนรชน ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีความพอใจนี้เป็นเหตุ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความพอใจในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ แม้การวินิจฉัย คือตัณหาและทิฐิก็ดี ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความสงสัยก็ดี ที่พระสมณะตรัสแล้ว เกิดจากอะไร ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวสุขเวทนาและทุกขเวทนาใดว่า เป็นความยินดีและความไม่ยินดีในโลก ความพอใจย่อมเกิดเพราะอาศัยสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้น สัตว์ในโลก เห็นความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลายแล้ว ย่อมกระทำการวินิจฉัย ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความสงสัยธรรมแม้เหล่านี้ เมื่อความยินดีและความไม่ยินดีทั้งสองอย่างนั่นแหละมีอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ บุคคลผู้มีความสงัดพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความยินดีและความไม่ยินดี มีอะไรเป็นเหตุ เมื่อธรรมอะไรไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้น (แห่งความยินดีและความไม่ยินดี) นี้ว่า มีสิ่งใดเป็นเหตุแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความยินดี ความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นเหตุ เมื่อผัสสะไม่มีธรรมเหล่านี้จึงไม่มี เราขอบอกอรรถ คือ ทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้นนี้ ว่ามีผัสสะนี้เป็นเหตุแก่ท่าน ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ผัสสะในโลกเล่า มีอะไรเป็นเหตุ อนึ่ง ความหวงแหนเกิดจากอะไรเมื่อธรรมอะไรไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี เมื่อธรรมอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ผัสสะอาศัยนามและรูปจึงเกิดขึ้น ความหวงแหนมีความปรารถนาเป็นเหตุ เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี อนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดีอย่างไรจึงไม่มี ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอาการที่รูปและสุขทุกข์นี้ไม่มีแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์มีใจดำริว่า เราควรรู้ความข้อนั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็มิใช่ เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ รูปจึงไม่มี เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีสัญญาเป็นเหตุ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ข้าพระองค์ได้ถามความข้อใดกะพระองค์ พระองค์ก็ได้ทรงแสดงความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอถามความข้ออื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นเถิดก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตพวกหนึ่งในโลกนี้ ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่ารูปสมาบัตินี้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ก็สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง พวกหนึ่ง (มีความถือตัวว่า)เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่า เป็นความบริสุทธิ์ของสัตว์แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่งเป็นผู้มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน ย่อมโต้เถียงสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงเหล่านั้นแหละ ส่วนท่านผู้เป็นมุนี รู้บุคคลเจ้าทิฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฐิและอุจเฉททิฐิ ท่านผู้เป็นมุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พิจารณารู้ผู้อาศัยทิฐิทั้งหลายแล้ว รู้ธรรมโดยลักษณะมีความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เป็นต้น หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร ย่อมไม่มาเพื่อความเกิดบ่อยๆ ฯ

จบกลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค จูฬวิยูหสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๒ สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา

วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ

โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ

อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ฯ

เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ

พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ

สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ

สพฺเพว หีเม กุสลา วทานา ฯ

ปรสฺส เจ ธมฺมมนานุชานํ

พาโล มโค ๑ โหติ นิหีนปญฺโญ

สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา

สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ

สนฺทิฏฺฐิยา เว ปน วีวทาตา ๒

สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา

น เตสํ โกจิ นิหีนปญฺโญ ๓

ทิฏฺฐีหิ เตสมฺปิ ตถา สมตฺตา ฯ

น วาหเมตํ ตถิวนฺติ ๔ พฺรูมิ

ยมาหุ พาโล ๕ มิถุ อญฺญมญฺญํ

สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ

ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺติ ฯ

ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก

ตมาหุ อญฺเญปิ ๖ ตุจฺฉํ มุสาติ

เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ๗

กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ

เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ

ยสฺมึ ปชาโน วิวเท ปชานํ

นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ

ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ

กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ฯ

ปวาทิยาเส กุสลา วทานา

สจฺจานิ สุตานิ พหูนิ นานา

อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ

น เหว สจฺจานิ พหูนิ นานา

อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก

ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา

สจฺจํ มุสาติ ทฺวยธมฺมมาหุ ฯ

ทิฏฺเฐ สุเต สีลพฺพเต มุเต วา

เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี

วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน

พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ฯ

เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ

เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห

สยมตฺตนา โส กุสโล วทาโน

อญฺญํ วิมาเนติ ตเทว ปาวา ฯ

อติสารทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต

มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี

สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต

ทิฏฺฐีหิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตา ฯ

ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน

ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ

อถ เจ สยํ เวทคู โหติ ธีโร

น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถิ ฯ

อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ

อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต ๑

เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ

สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตา ๒ ฯ

อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ

นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ

เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา

สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานา ฯ

สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน

กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย

สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย

ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมํ ฯ

วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย

อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ

หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ

น เมธคํ กุรุเต ชนฺตุ โลเกติ ฯ

จูฬวิยูหสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส เตรสมํ มหาวิยูหสุตฺตํ

๑ ม. พาโลมโก ฯ ๒ โป. เจว น เจวทาตา ฯ ม. เจว น วีวทาตา ฯ

๓ ม. ยุ. ปริหีนปญฺโญ ฯ ๔ ม. ยุ. ตถิยนฺติ ฯ ๕ ม. ยุ. พาลา ฯ

๖ ม. ยุ. อญฺเญ จ ฯ ๗ ยุ. วิวาทิยนฺติ ฯ

๑ ยุ. สุทฺธิมเกวลี โน ฯ ๒ โป. สนฺทิฏฺฐิราเคน ติตฺถฺยาภิรตฺตา ฯ ยุ. เตภิรตฺตา ฯ

Royal Thai

สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิแล้วปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่าผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่นทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นคนพาลเป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้นก็จะไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้เหล่านั้นล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง(สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่าเป็นผู้เขลา ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆกัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้วก็วิวาทกันเพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กันจะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลยก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลาด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐินั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่งและมัวเมาเพราะมานะมีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า

เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้วอย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทรามด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็นผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไปชนเหล่านั้นผิดพลาดและไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจดเดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่าเดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตนเดียรถีย์ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าวความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่

เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมากเชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตนจะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่าเดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียวเดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็นต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละการวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาทในโลกฉะนี้แล ฯ

จบจูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒

มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มหาวิยูหสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๓ เย เกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา

อิทเมว สจฺจนฺติ วิวาทยนฺติ

สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ

อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ

อปฺปญฺหิ เอตํ น อลํ สมาย

ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ

เอตมฺปิ ทิสฺวาน วิวาทเยถ

เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภูมึ ฯ

ยา กาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา

สพฺพา ว เอตา น อุเปติ วิทฺวา

อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย

ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ

สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ

วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส

อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ

ภวูปนีตา กุสลา วทานา ฯ

สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ

ปเวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา

ปชปฺปตี ๑ ปตฺถยตี จ สุทฺธึ

สตฺถา ว หีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ

สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ

ธมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ

สุทฺธี อสุทฺธีติ อปตฺถยาโน

วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ

ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา

อถ วาปิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา

อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ

อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ

ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ

ปเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ

จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ

ส เกน เวเธยฺย กุหิญฺจิ ชปฺเป ๒ ฯ

ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก

ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ

สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ

สพฺเพว หีเม กุสลา วทานา ฯ

สกญฺหิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ

อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ

เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ

สกํ สกํ สมฺมติมาหุ ๑ สจฺจํ ฯ

ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน

น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส

ปุถูหิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ

นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํ วทานา ฯ

สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว

ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ

สพฺเพ ปวาทา ๒ ตถิวา ภเวยฺยุํ

สุทฺธีหิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ

น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ

ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต

น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ

ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ

ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ

อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน

อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ

ปสฺสํ นโร ทกฺขติ ๑ นามรูปํ

ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิ เจว

กามํ พาหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา

น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ

นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย

ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน

ยนฺนิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน

สุทฺธึวโท ๒ ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ

น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ

น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ

ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา

อุเปกฺขติ อุคฺคหณนฺติมญฺเญ ฯ

วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก

วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี

สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส

อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติมญฺเญ ฯ

ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ

น ฉนฺทคู นาปิ นิวิสฺสวาโท

ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร

น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ

ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต

ยํ กิญฺจิ ทิฏฺฐํ ว ๑ สุตํ มุตํ วา

สมฺปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต

น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ ฯ

มหาวิยูหสุตฺตํ เตรสมํ

_______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส จุทฺทสมํ ตุวฏกสุตฺตํ

๑ โป. ปชมฺปติ ฯ ๒ โป. กุหึ ปชปฺเป ฯ

๑ โป. ยุ. สมฺมุติมาหุ ฯ ๒ โป. สพฺเพว วาทา ฯ

๑ ยุ. ทกฺขิติ ฯ ๒ โป. สุทฺธิวโท ฯ

Royal Thai

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งถือมั่นอยู่ในทิฐิ ย่อมโต้เถียงวิวาทกันว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง บุคคลทั้งหมดนั้น ย่อมนำความนินทามาเนืองๆ หรือย่อมได้ความสรรเสริญในที่นั้นบ้าง ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลเหล่านั้นบางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผลคือความสรรเสริญนั้นน้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบ เราย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทกัน ๒ประการ คือ ความนินทาและความสรรเสริญ บัณฑิตเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทแม้นี้แล้วเห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาท ว่าเป็นธรรมเกษม ไม่พึงวิวาทกัน ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ทิฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก บัณฑิตผู้รู้แจ้งย่อมไม่เข้าไปใกล้ทิฐิทั้งปวงนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้น เป็นผู้ไม่เข้าไปใกล้จะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร จึงจะไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรมอุดม จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม ชนเหล่านั้นสมาทานวัตรแล้วตั้งมั่นอยู่ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายควรศึกษาความบริสุทธิ์ของศาสดานั้นในทิฐินี้เท่านั้น ชนเหล่านั้นอันภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังกรรมให้ผิดไปแล้วก็ไม่หวั่นไหว ยังคร่ำครวญและปรารถนาความบริสุทธิ์อยู่เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจากพวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น อนึ่ง อริยสาวกละศีล พรต ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้ แล้วไม่ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือมั่นทิฐิแล้วพึงเที่ยวไป ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย อาศัยทิฐินั้นหรือความเกลียดบาปแม้อนึ่งอาศัยรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ฟังแล้ว หรืออารมณ์ที่ได้ทราบแล้วเป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฐิยังไม่ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว ย่อมทอดถอนถึงความบริสุทธิ์ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ก็ความดิ้นรนทั้งหลาย ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาความหวั่นไหวมีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว การจุติและการอุบัติในภพนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหวจะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหนๆ เพราะเหตุอะไร ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใดว่า เป็นธรรมอย่างยิ่งส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นกล่าวธรรมนั้นแหละว่า เป็นธรรมเลวทราม วาทะของสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนี้ วาทะอย่างไหนจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้แล เป็นผู้กล่าวอวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรมของตนนั่นแหละ ว่าเป็นธรรมบริบูรณ์แต่กลับกล่าวธรรมของผู้อื่น ว่าเป็นธรรมเลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างยึดถือทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกันสมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวทิฐิของตนๆ ว่า เป็นของจริง ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ถ้าว่าบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะการติเตียนของบุคคลอื่นไซร้ ใครๆจะไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่าสมณพราหมณ์เป็นอันมากย่อมกล่าวธรรมของบุคคลอื่นโดยความเป็นธรรมเลวทราม ในธรรมของตน กล่าวว่าเป็นธรรมมั่นคง ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนินของตนอย่างใด การบูชาธรรมของตนของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้น หากว่าวาทะทั้งปวงจะพึงเป็นของแท้ไซร้ ความบริสุทธิ์ของสมณพราหมณ์ผู้มีถ้อยคำต่างๆ กันเหล่านั้นก็จะเป็นผลเฉพาะตนๆ เท่านั้น ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์ การวินิจฉัยในธรรมคือทิฐิทั้งหลายว่าข้อนี้แหละจริง ดังนี้แล้ว ยึดถือไว้ ไม่มีแก่พราหมณ์เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงล่วงความวิวาทเสียได้ พราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐเลย ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

เดียรถีย์บางพวกกล่าวอยู่ว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นนี้ เป็นอย่างนั้นแล ดังนี้ จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฐิถ้าว่าเดียรถีย์ได้เห็นแล้วไซร้ประโยชน์อะไรเล่าด้วยความเห็นนั้นแก่ตน เพราะว่าเดียรถีย์ทั้งหลายก้าวล่วงอริยมรรคเสียแล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป และครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่วถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง และโดยความเป็นสุข นรชนนั้น จะเห็นนามรูปมากหรือน้อยโดยความเป็นของเที่ยงและเป็นสุขก็จริง ถึงกระนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นนั้นเลย ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ชนผู้ทำทิฐิที่ตนกำหนดไว้ในเบื้องหน้า มีปรกติกล่าวตามความมั่นใจไม่ใช่เป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงจะแนะนำได้ง่ายเลย ผู้นั้นอาศัยครูคนใดแล้วก็เป็นผู้กล่าวความดีงามในครูคนนั้น ผู้นั้นเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์ได้เห็นความถ่องแท้ในทิฐิของตน ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พราหมณ์รู้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือ ตัณหาและทิฐิไม่แล่นไปด้วยทิฐิ และไม่มีตัณหาทิฐิเครื่องผูกพันด้วยญาณ อนึ่งพราหมณ์นั้น ได้รู้สมบัติ คือ ทิฐิทั้งหลายเป็นอันมากแล้ววางเฉยชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือทิฐิเหล่านั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

มุนีในโลกนี้ สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว เมื่อผู้อื่นเกิดวิวาทกันก็ไม่แล่นไปเข้าพวกเขา มุนีนั้นเป็นผู้สงบเมื่อผู้อื่นไม่สงบ ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ท่านไม่มีการยึดถือชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

มุนีละอาสวะเบื้องต้น (คือส่วนที่ล่วงแล้ว) เสีย ไม่ทำอาสวะใหม่(คือส่วนที่เป็นปัจจุบัน) ไม่เป็นผู้ลำเอียงเพราะความพอใจ อนึ่ง มุนีนั้นจะเป็นผู้ยึดมั่นกล่าวก็หาไม่ มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ หลุดพ้นแล้วจากทิฐิทั้งหลาย ไม่ติเตียนตน ไม่ติดอยู่ในโลก ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

มุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง คืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว หรือได้ทราบแล้ว ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา ฉะนี้แล ฯ

จบมหาวิยูหสูตรที่ ๑๓

ตุวฏกสูตรที่ ๑๔

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๔ ปุจฺฉามิ ตํ อาทิจฺจพนฺธธ

วิเวกํ สนฺติปทญฺจ มเหสึ

กถํ ทิสฺวา นิพฺพาติ ภิกฺขุ

อนุปาทิยาโน โลกสฺมึ กิญฺจิ ฯ

มูลํ ปปญฺจสงฺขายา (ติ ภควา)

มนฺตา อสฺมีติ สพฺพมุปรุทฺเธ

ยา กาจิ ตณฺหา อชฺฌตฺตํ

ตาสํ วินยา สทา สโต สิกฺเข ฯ

ยํ กิญฺจิ ธมฺมํ อภิชญฺญา ๒

อชฺฌตฺตํ อถ วาปิ พหิทฺธา

น เตน ถามํ กุพฺเพถ ๓

น หิ สา นิพฺพุติ สตํ วุตฺตา

เสยฺโย น เตน มญฺเญยฺย

นีเจยฺโย อถ วาปิ สริกฺโข

ปุฏฺโฐ อเนกรูเปหิ

นาตุมานํ วิกปฺปยํ ติฏฺเฐ ฯ

อชฺฌตฺตเมว อุปสเม

น อญฺญโต ๑ ภิกฺขุ สนฺติเมเสยฺย

อชฺฌตฺตํ อุปสนฺตสฺส

นตฺถิ อตฺตา กุโต นิรตฺตํ วา ๒ ฯ

มชฺเฌ ยถา สมุทฺทสฺส

อูมิ โน ชายติ ฐิโต โหติ

เอวํ ฐิโต อเนชสฺส

อุสฺสทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย กุหิญฺจิ ฯ

อกิตฺตยิ วิวฏจกฺขุ

สกฺขิธมฺมํ ปริสฺสยวินยํ

ปฏิปทญฺจ วเทหิ ภทฺทนฺเต

ปาฏิโมกฺขํ อถ วาปิ สมาธึ ฯ

จกฺขูหิ เนว โลลสฺส

คามกถาย อาวรเย โสตํ

รเส จ นานุคิชฺเฌยฺย

น จ มมาเยถ กิญฺจิ โลกสฺมึ ฯ

ผสฺเสน ยทา ผุฏฺฐสฺส

ปริเทวํ ภิกฺขุ น กเรยฺย

กุหิญฺจิ ภวญฺจ นาภิชปฺเปยฺย

เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺย ฯ

อนฺนานมโถ ปานานํ

ขาทนียานํ อโถปิ วตฺถานํ

ลทฺธา น สนฺนิธึ กยิรา

น จ ปริตฺตเส ตานิ อลภมาโน ฯ

ฌายี น ปาทโลลสฺส

วิรเม กุกฺกุจฺจา นปฺปมชฺเชยฺย

อถ วา อาสเนสุ สยเนสุ!

อปฺปสทฺเทสุ ภิกฺขุ วิหเรยฺย ฯ

นิทฺทํ พหุลํ น กเรยฺย

ชาคริยํ ภเชยฺย อาตาปี

ตนฺทึ มายํ หสฺสํ ขิฑฺฑํ

เมถุนํ วิปฺปชเห สวิภูสํ ฯ

อาถพฺพณํ สุปินํ ลกฺขณํ

โน วิทเห อโถปิ นกฺขตฺตํ

วิรุตญฺจ คพฺภกรณํ

ติกิจฺฉํ มามโก น เสเวยฺย ฯ

นินฺทาย นปฺปเวเธยฺย

น อุณฺณเมยฺย ปสํสิโต ภิกฺขุ

โลภํ สห มจฺฉริเยน

โกธํ เปสุณิยญฺจ ปนุเทยฺย ฯ

กยวิกฺกเย น ติฏฺเฐยฺย

อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย กุหิญฺจิ

คาเม จ นาภิสชฺเชยฺย

ลาภกมฺยา ชนํ น ลปเยยฺย ฯ

น จ กตฺถิตา สิยา ภิกฺขุ

น จ วาจํ ปยุตฺตํ ภาเสยฺย

ปาคพฺภิยํ น สิกฺเขยฺย

กถํ วิคาหิกํ น กเถยฺย ฯ

โมสวชฺเช น นิยฺเยถ

สมฺปชาโน สฐานิ น กยิรา

อถ ชีวิเตน ปญฺญาย

สีลพฺพเตน นาญฺญมติมญฺเญ ฯ

สุตฺวา รุสิโต พหุํ วาจํ

สมณานํ วา ปุถุวจนานํ

ผรุเสน นปฺปฏิวชฺชา

น หิ สนฺโต ปฏิเสนิกโรนฺติ ฯ

เอตญฺจ ธมฺมมญฺญาย

วิจินํ ภิกฺขุ สทา สโต สิกฺเข

สนฺตีติ นิพฺพุตึ ญตฺวา

สาสเน โคตมสฺส นปฺปมชฺเชยฺย ฯ

อภิภู หิ โส อนภิภูโต

สกฺขิธมฺมํ อนีติหมทสฺสี

ตสฺมา หิ ตสฺส ภควโต สาสเน

อปฺปมตฺโต สทา นมสฺสมนุสิกฺเขติ ภควาติ ฯ

ตุวฏกสุตฺตํ จุทฺทสมํ ฯ

๑ โป. จ ฯ ๒ โป. ธมฺมมภิชญฺญา ฯ ๓ โป. กุรุพฺเพถ ฯ

๑ ยุ. นาญฺญโต ฯ ๒ โป. ว ฯ

Royal Thai

ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระทิตย์ ผู้สงัดและมีความสงบเป็นที่ตั้ง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ภิกษุเห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นธรรมอะไรๆ ในโลก ย่อมดับ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง อันเป็นรากเง่าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้าซึ่งเป็นไปอยู่ว่า เป็นเราด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบังเกิดขึ้น ณ ภายในภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อเพื่อปราบตัณหาเหล่านั้นภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายในหรือภายนอกไม่พึงกระทำความถือตัวด้วยธรรมนั้น สัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวความดับนั้นเลย ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขาเสมอเขาหรือเลวกว่าเขา ด้วยความถือตัวนั้นถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการ ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัยเป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากสกุลสูง ภิกษุพึงสงบระงับภายในเทียว ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่นความเห็นว่าตัวตน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้วณ ภายในอนึ่ง ความเห็นว่าไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าขาดสูญ จักมีแต่ที่ไหน คลื่นไม่เกิดที่ท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่หวั่นไหวในอิฐผลมีลาภเป็นต้น ฉันนั้นภิกษุไม่พึงกระทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหนๆ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุเปิดแล้ว ขอพระองค์ได้ตรัสบอกธรรมที่ทรงเห็นด้วยพระองค์เองอันนำเสียซึ่งอันตราย (ขอพระองค์จงมีความเจริญ)ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อปฏิบัติ และศีลเครื่องให้ผู้รักษาพ้นจากทุกข์หรือสมาธิเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย พึงปิดกั้นโสตเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน (ดิรัจฉานกถา) ไม่พึงกำหนัดยินดีในรสและไม่พึงถือสิ่งอะไรๆ ในโลกว่าเป็นของเรา เมื่อตนอันผัสสะถูกต้องแล้ว ในกาลใด ในกาลนั้นภิกษุไม่พึงกระทำความร่ำไร ไม่พึงปรารถนาภพในที่ไหนๆ และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว ภิกษุได้ข้าว น้ำ ของเคี้ยว หรือแม้ผ้าแล้ว ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้และเมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน พึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่พึงโลเลด้วยการเที่ยว พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาทอีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่งและที่นอนอันเงียบเสียง ไม่พึงนอนมาก พึงมีความเพียร เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่พึงละเสียให้เด็ดขาดซึ่งความเกียจคร้าน

ความล่อลวงความร่าเริง การเล่นเมถุนธรรมกับทั้งการประดับ ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา ไม่พึงประกอบอาถรรพ์ ตำราทำนายฝันทำนายลักษณะนักขัตฤกษ์ การทำนายเสียงสัตว์ร้อง การทำยาให้หญิงมีครรภ์ และการเยียวยารักษา ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวเพราะนินทา เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิม พึงบรรเทาความโลภ พร้อมทั้งความตระหนี่ความโกรธและคำส่อเสียดเสีย ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อการขายไม่พึงกระทำการกล่าวติเตียนในที่ไหนๆ และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้านไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจาประกอบปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนองไม่พึงกล่าวถ้อยคำเถียงกัน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึงนิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำความโอ้อวด

อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ปัญญา ศีลและพรต ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้วได้ฟังวาจามากของสมณะทั้งหลายหรือของชนผู้พูดมาก ไม่พึงโต้ตอบด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้าพิจารณาอยู่ รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ก็ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเอง ประจักษ์แก่ตนเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนืองๆ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทุกเมื่อเทอญ ฯ

จบตุวฏกสูตรที่ ๑๔

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

ปณฺณรสมํ อตฺตทณฺฑสุตฺตํ

อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๕ อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ชนํ ปสฺสถ เมธคํ

สํเวคํ กิตฺตยิสฺสามิ ยถา สํวิชิตํ มยา ฯ

ผนฺทมานํ ปชํ ทิสฺวา มจฺเฉ อปฺโปทเก ยถา

อญฺญมญฺเญหิ พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา มํ ภยมาสิวิ ฯ

สมนฺตมสาโร โลโก ทิสา สพฺพา สเมริตา

อิจฺฉํ ภวนมตฺตโน นาทฺทสาสึ อโนสิตํ

โอสาเน เตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรตี อหุ

อเถตฺถ สลฺลมทฺทกฺขึ ทุทฺทสํ หทยนิสฺสิตํ ฯ

เยน สลฺเลน โอติณฺโณ ทิสา สพฺพา วิธาวติ

ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ ฯ

ตตฺถ สิกฺขานุคียนฺติ ...............

(ยานิ โลเก คธิตานิ) น เตสุ ปสุโต สิยา

นิพฺพิชฺช สพฺพโส กาเม สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน ฯ

สจฺโจ สิยา อปฺปคพฺโภ อมาโย ริตฺตเปสุโณ

อกฺโกธโน โลภปาปกํ ๑ เววิจฺฉํ วิตเร มุนิ ฯ

นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ ปมาเทน น สํวเส

อติมาเน น ติฏฺเฐยฺย นิพฺพานมนโส นโร ฯ

โมสวชฺเชน นิยฺเยถ รูเป เสฺนหํ น กุพฺพเย

มานญฺจ ปริชาเนยฺย สาหสา วิรโต จเร ฯ

ปุราณํ นาภินนฺเทยฺย นเว ขนฺติมกุพฺพเย

หิยฺยมาเน น โสเจยฺย อากาสํ น สิโต สิยา ฯ

เคธํ พฺรูมิ มโหโฆติ อาชวํ พฺรูมิ ชปฺปนํ

อารมฺมณํ ปกปฺปนํ กามปงฺโก ทุรจฺจโย ฯ

สจฺจา อโวกฺกมฺม มุนิ ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ

สพฺพโส ปฏินิสฺสชฺช ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ ฯ

ส เว วิทฺวา ๒ ส เวทคู ญตฺวา ธมฺมํ อนิสฺสิโต

สมฺมา โส โลเก อิริยาโน น ปิเหตีธ กสฺสจิ ฯ

โยธ กาเม อจฺจุตฺตริ ๑ สงฺคํ โลเก ทุรจฺจยํ

น โส โสจติ นาชฺเฌติ ฉินฺนโสโต อพนฺธโน ฯ

ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ

มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสิ ฯ

สพฺพโส นามรูปสฺมึ ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ

อสตา จ น โสจติ ส เว โลเก น ชิยฺยติ ฯ

ยสฺส นตฺถิ อิทํ เมติ ปเรสํ จาปิ ๒ กิญฺจนํ

มมตฺตํ โส อสํวินฺทํ นตฺถิ เมติ น โสจติ ฯ

อนุฏฺฐุริ ๓ อนนุคิทฺโธ อเนโช สพฺพธิ สโม

ตมานิสํสํ ปพฺรูมิ ปุจฺฉิโต อวิกปฺปินํ ฯ

อเนชสฺส วิชานโต นตฺถิ กาจิ นิสงฺขติ ๔

วิรโต โส วิยารมฺภา เขมํ ปสฺสติ สพฺพธิ ฯ

น สเมสุ น โอเมสุ น อุสฺเสสุ วทเต มุนิ

สนฺโต โส วีตมจฺฉโร นาเทติ น นิรสฺสตีติ ภควาติ ฯ

อตฺตทณฺฑสุตฺตํ ปณฺณรสมํ ฯ

______________

๑ ยุ. โลภปาปํ ฯ ๒ โป. วิทฺธา ฯ

๑ โป. อจฺจตฺตริ ฯ ยุ. อจฺจตริ ฯ ๒ ยุ. วาปิ ฯ ๓ โป. อนุฏฺฐริ ฯ ยุ.

อนิฏฺฐุริ ฯ ๔ โป. กาจินิ สงฺขิติ ฯ

Royal Thai

ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคนผู้ทะเลาะกันเราจักแสดงความสลดใจตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ (ด้วยตัณหาและทิฐิ) เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อย ฉะนั้นภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน โลกโดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เราปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไรๆอันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว เราไม่ได้มีความยินดีเพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้วผู้ถึงความพินาศ อนึ่ง

เราได้เห็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นยากที่สัตว์จะเห็นได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อมแล่นไปยังทิศทั้งปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นนั้นออกได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะทั้งสี่ (อารมณ์ที่น่ายินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก) หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศิลป เพื่อให้ได้ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้นกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้วพึงศึกษานิพพานของตน มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนองไม่มีมายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ

พึงข้ามความโลภอันลามกและความตระหนี่เสีย นรชนพึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้านความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อมไปในนิพพาน ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสาไม่พึงกระทำความเสน่หาในรูปและพึงกำหนดรู้ความถือตัว พึงเว้นเสียจากความผลุนผลันแล้วเที่ยวไป ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วงมาแล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าไม่พึงเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา เรากล่าวความกำหนัดยินดีว่าเป็นโอฆะอันใหญ่หลวงกล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องกระซิบใจ ทำใจให้แล่นไปในอารมณ์ต่างๆ กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์แอบใจทำใจให้กำเริบ

เปือกตมคือกามยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ พราหมณ์ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบกคือ นิพพานมุนีนั้นแล สละคืนอายตนะทั้งหมดแล้วโดยประการทั้งปวง เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้เป็นผู้ถึงเวท รู้สังขตธรรมแล้วอันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยานต่ออะไรๆในโลกนี้ ผู้ใดข้ามกามทั้งหลาย และธรรมเป็นเครื่องข้องยากที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกนี้ได้แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาดแล้วไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็งท่านจงทำกิเลสชาติเครื่องกังวลในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลสชาติเครื่องกังวลในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบันไซร้

ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเราโดยประการทั้งปวง และไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี ผู้นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเราและว่า สิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่ประสบการยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นของเราอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี บุคคลใดย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหว จะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้น ดังนี้ว่าบุคคลนั้นไม่มีความขวนขวายไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหวเป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวงธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งอะไรๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหวผู้รู้แจ้ง ผู้นั้นเว้นแล้วจากการปรารภมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องตนในบุคคลผู้เสมอกันผู้ต่ำกว่า ผู้สูงกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ ไม่สละธรรมอะไรๆในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น ฯ

จบอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

โสฬสมํ สารีปุตฺตสุตฺตํ

สารีปุตตสูตรที่ ๑๖

(ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สารีปุตตสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๖ นเม ทิฏฺโฐ อิโต ปุพฺเพ (อิจฺจายสฺมา สารีปุตฺโต)

น สุโต อุท กสฺสจิ

เอวํ วคฺคุวโท สตฺถา ตุสิตา คณิมาคโต ฯ

สเทวกสฺส โลกสฺส ยถา ทิสฺสติ จกฺขุมา

สพฺพนฺตมํ วิโนเทตฺวา เอโกว รติมชฺฌคา ฯ

ตํ พุทฺธํ อสิตํ ตาทึ อกุหํ คณิมาคตํ

พหุนฺนมิธ พทฺธานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ

ภิกฺขุโน วิชิคุจฺฉโต ภชโต ริตฺตมาสนํ

รุกฺขมูลํ สุสานํ วา ปพฺพตานํ คุหาสุ วา

อุจฺจาวเจสุ สยเนสุ คีวนฺโต ตตฺถ เภรวา

เยหิ ภิกฺขุ น เวเธยฺย นิคฺโฆเส สยนาสเน ฯ

กตี ปริสฺสยา โลเก คจฺฉโต อคตํ ทิสํ

เย ภิกฺขุ อภิสมฺภเว ปนฺตมฺหิ สยนาสเน ฯ

กฺยาสฺส พฺยปถโย อสฺสุ กฺยสฺสสฺสุ อิธ โคจรา

กานิ สีลพฺพตานสฺส ๑ ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน

กํ โส สิกฺขํ สมาทาย เอโกทิ นิปโก สโต

กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ

วิชิคุจฺฉมานสฺส ยทิทํ ผาสุ (สารีปุตฺตาติ ภควา)

ริตฺตาสนํ สยนํ เสวโต เจ

สมฺโพธิกามสฺส ยถานุธมฺมํ

ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ ฯ

ปญฺจนฺน ๑ ธีโร ภยานํ น ภาเย

ภิกฺขุ สโต ส ปริยนฺตจารี

ฑํสาธิปาตานํ สิรึสปานํ

มนุสฺสผสฺสานํ จตุปฺปทานํ

ปรธมฺมิกานมฺปิ น สนฺตเสยฺย

ทิสฺวาปิ เตสํ พหุเภรวานิ

อถาปรานิ อภิสมฺภเวยฺย

ปริสฺสยานิ กุสลานุเอสี ฯ

อาตงฺกผสฺเสน ขุทาย ผุฏฺโฐ

สีตํ อจฺจุณฺหํ อธิวาสเยยฺย

โส เตหิ ผุฏฺโฐ พหุธา อโนโก

วิริยํ ปรกฺกมฺม ทฬฺหํ กเรยฺย ฯ

เถยฺยํ น กเรยฺย น มุสา ภเณยฺย

เมตฺตาย ผสฺเส ตสถาวรานิ

ยทาวิลตฺตํ มนโส วิชญฺญา

กณฺหสฺส ปกฺโขติ วิโนทเยยฺย ฯ

โกธาติมานสฺส วสํ น คจฺเฉ

มูลมฺปิ เตสํ ปลิขญฺญ ติฏฺเฐ

อถปฺปิยํ วา ปน อปฺปิยํ วา

อทฺธา ภวนฺโต อภิสมฺภเวยฺย ฯ

ปญฺญํ ปุรกฺขตฺวา ๑ กลฺยาณปีติ

วิกฺขมฺภเย ตานิ ปริสฺสยานิ

อรตึ สเหถ สยนมฺหิ ปนฺเต

จตุโร สเหถ ปริเทวธมฺเม

กึสู อสิสฺสามิ กุวํ วา อสฺสิสฺสํ

ทุกฺขํ วต เสตฺถ ๒ กุวชฺชเสสฺสํ

เอเต วิตกฺเก ปริเทวเนยฺเย

วินเยถ เสกฺโข อนิเกตสารี ฯ

อนฺนญฺจ ลทฺธา วสนญฺจ กาเล

มตฺตํ โส ชญฺญา อิธ โตสนตฺถํ

โส เตสุ คุตฺโต ยตจาริ คาเม

รุสิโตปิ วาจํ ผรุสํ น วชฺชา ฯ

โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาทโลโล

ฌานานุยุตฺโต พหุชาครสฺส

อุเปกฺขมารพฺภ สมาหิตตฺโต

ตกฺกาสยํ กุกฺกุจฺจิยูปฉินฺเท ฯ

จุทิโต วจีภิ สติมาภินนฺเท

สพฺรหฺมจารีสุ ขิลํ ปภินฺเท

วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ

ชนวาทธมฺมาย น เจตเยยฺย ฯ

อถาปรํ ปญฺจ รชานิ โลเก

เยสํ สติมา วินยาย สิกฺเข

รูเปสุ สทฺเทสุ อโถ รเสสุ

คนฺเธสุ ผสฺเสสุ สเหถ ราคํ ฯ

เอเตสุ ธมฺเมสุ วิเนยฺย ฉนฺทํ

ภิกฺขุ สติมา สุวิมุตฺตจิตฺโต

กาเลน โส สมฺมาธมฺมํ ปริวีมํสมาโน

เอโกทิภูโต วิหเน ตมํ โสติ ภควาติ ฯ

สารีปุตฺตสุตฺตํ โสฬสมํ ฯ

อฏฺฐกวคฺโค จตุตฺโถ ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

กามคุหญฺจ ทุฏฺฐา จ สุทฺธญฺจ ปรมํ ชรา

เมตฺเตยฺโย จ ปสูโร จ มาคนฺที ปุรเภทนํ

กลหํ เทฺว จ พฺยูหานิ ปุนเรว ตุวฏฺฏกํ

อตฺตทณฺฑวรํ สุตฺตํ เตน สารีปุตฺเตน ๑ โสฬส

อิติ เอตานิ สุตฺตานิ สพฺพานฏฺฐกวคฺคิกาติ ฯ

๑ โป. ยุ. สีลพฺพานาสฺสุ ฯ

๑ โป. ยุ. ปญฺจนฺนํ ฯ

๑ โป. ปุรกฺขิตฺวา ฯ ๒ โป. ทุกฺขํ วสเยถ ฯ

๑ ยุ. เถรปเญฺหน โสฬส ฯ

Royal Thai

พระศาสดาผู้มีพระวาจาไพเราะอย่างนี้ เสด็จมาแต่ชั้นดุสิตสู่แผ่นดินข้าพระองค์ยังไม่ได้เห็นหรือไม่ได้ยินต่อใครๆ ในกาลก่อนแต่นี้เลยพระองค์ผู้มีพระจักษุ ย่อมปรากฏแก่มนุษย์ทั้งหลาย เหมือนปรากฏแก่โลกพร้อมด้วยเทวดา ฉะนั้นพระองค์ผู้เดียวบรรเทาความมืดได้ทั้งหมดทรงถึงความยินดีในเนกขัมมะ ศิษย์ทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์ผู้เป็นพุทธะ ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ไม่หลอกลวง เสด็จมาแล้วสู่แผ่นดิน ณ เมืองสังกัสสะนี้ ด้วยปัญหามีอยู่ เมื่อภิกษุเกลียดชังแต่ทุกข์มีชาติเป็นต้นอยู่ เสพที่นั่งอันสงัดคือ โคนไม้ ป่าช้า หรือที่นั่งอันสงัดในถ้ำแห่งภูเขา ในที่นอนอันเลวและประณีต ความขลาดกลัวซึ่งเป็นเหตุจะไม่ทำให้ภิกษุหวั่นไหว ในที่นอนและที่นั่งอันไม่มีเสียงกึกก้องนั้น มีประมาณเท่าไร อันตรายในโลกของภิกษุผู้จะไปยังทิศที่ไม่เคยไป ซึ่งภิกษุจะพึงครอบงำเสียในที่นอนและที่นั่งอันสงัด มีประมาณเท่าไร ภิกษุนั้นพึงมีถ้อยคำอย่างไรพึงมีโคจรในโลกนี้อย่างไร ภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว พึงมีศีลและวัตรอย่างไร สมาทานสิกขาอะไร จึงเป็นผู้มีจิตแน่วแน่ มีปัญญารักษาตนมีสติ พึงกำจัดมลทินของตน เหมือนนายช่างทองกำจัดมลทินของทองฉะนั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร

ถ้าว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญ และธรรมที่สมควรนี้ใดของภิกษุผู้เกลียดชังแต่ทุกข์มีชาติเป็นต้น ผู้ใคร่จะตรัสรู้เสพอยู่ซึ่งที่นั่งและที่นอนอันสงัดมีอยู่ไซร้ เราจะกล่าวธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญและธรรมที่สมควรนั่นตามที่รู้ แก่เธอภิกษุผู้เป็นปราชญ์ มีสติ ประพฤติอยู่ในเขตแดนของตนไม่พึงกลัวแต่ภัย ๕ อย่าง คือ เหลือบ ยุง สัตว์เสือกคลานผัสสะแห่งมนุษย์ (มีมนุษย์ผู้เป็นโจรเป็นต้น) สัตว์สี่เท้าภิกษุผู้แสวงหากุศลธรรมอยู่เนืองๆ ไม่พึงสะดุ้งแม้ต่อเหล่าชนผู้ประพฤติธรรมอื่นนอกจากสหธรรมิก แม้ได้เห็นเหตุการณ์อันนำมาซึ่งความขลาดเป็นอันมากของชนเหล่านั้น และอันตรายเหล่าอื่น ก็พึงครอบงำเสียได้

ภิกษุอันผัสสะแห่งโรคคือ ความหิว เย็นจัด ร้อนจัดถูกต้องแล้ว พึงอดกลั้นได้ภิกษุนั้นเป็นผู้อันโรคเหล่านั้นถูกต้องแล้วด้วยอาการต่างๆ ก็มิได้ทำโอกาสให้แก่อภิสังขารเป็นต้น พึงบากบั่นกระทำความเพียรให้มั่นคงไม่พึงกระทำการขโมย ไม่พึงกล่าวคำมุสาพึงแผ่เมตตาไปยังหมู่สัตว์ทั้งที่สะดุ้งและมั่นคง ในกาลใด พึงรู้เท่าความที่ใจเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ในกาลนั้น พึงบรรเทาเสียด้วยคิดว่า นี้เป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมดำ ไม่พึงลุอำนาจแห่งความโกรธและการดูหมิ่นผู้อื่นพึงขุดรากเง่าแห่งความโกรธและการดูหมิ่นผู้อื่นเหล่านั้นแล้วดำรงอยู่เมื่อจะครอบงำก็พึงครอบงำความรักหรือความไม่รักเสียโดยแท้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยปีติอันงาม

มุ่งบุญเป็นเบื้องหน้าพึงข่มอันตรายเหล่านั้นเสีย พึงครอบงำความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด พึงครอบงำธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรทั้ง ๔ อย่าง ผู้เป็นเสขะ ไม่มีความกังวลเที่ยวไปพึงปราบวิตกอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรเหล่านี้ว่าเราจักบริโภคอะไร หรือว่าเราจักบริโภคที่ไหน เมื่อคืนนี้เรานอนเป็นทุกข์นัก ค่ำวันนี้เราจักนอนที่ไหน ภิกษุนั้นได้ข้าวและที่อยู่ในกาลแล้วพึงรู้จักประมาณ (ในกาลรับและในกาลบริโภค) เพื่อความสันโดษในศาสนานี้ ภิกษุนั้นคุ้มครองแล้วในปัจจัยเหล่านั้น สำรวมระวังเที่ยวไปในบ้านถึงใครๆ ด่าว่าเสียดสีก็ไม่พึงกล่าววาจาหยาบ พึงเป็นผู้มีจักษุทอดลงและไม่พึงโลเลด้วยเท้า

พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌานเป็นผู้ตื่นอยู่โดยมาก ปรารภอุเบกขามีจิตตั้งมั่นดี พึงตัดเสียซึ่งธรรมเป็นที่อยู่แห่งวิตกและความคะนองภิกษุผู้อันอุปัชฌายะเป็นต้นตักเตือนแล้วด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติยินดีรับคำตักเตือนนั้น พึงทำลายตะปู คือความโกรธในสพรหมจารีทั้งหลายพึงเปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่ให้ล่วงเวลา ไม่พึงคิดในการกล่าวติเตียนผู้อื่น ต่อแต่นั้น พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อปราบธุลี ๕ อย่างในโลกครอบงำความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะครั้นปราบความพอใจในธรรมเหล่านี้ได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ มีจิตหลุดพ้นด้วยดี พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ โดยกาลอันสมควรมีจิตแน่วแน่พึงกำจัดความมืดเสียได้ ฉะนี้แล ฯ

จบสารีปุตตสูตรที่ ๑๖

จบอัฏฐกวรรคที่ ๔

____________

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กามสูตร ๒. คุหัฏฐกสูตร

๓. ทุฏฐัฏฐสูตร ๔. สุทธัฏฐกสูตร

๕. ปรมัฏฐกสูตร ๖. ชราสูตร

๗. ติสสเมตเตยยสูตร ๘. ปสูรสูตร

๙. มาคันทิยสูตร ๑๐. ปุราเภทสูตร

๑๑. กลหวิวาทสูตร ๑๒. จูฬวิยูหสูตร

๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๔. ตุวฏกสูตร

๑๕. อัตตทัณฑสูตร ๑๖. สารีปุตตสูตร

พระสูตรเหล่านี้ทั้งหมดมี ๘ วรรค ด้วยประการฉะนี้ ฯ

End of อัฏฐกวรรค