พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · จูฬวรรค
๒. อามคันธสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๑๕ (Royal Thai)2/14 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อามคันธสูตรที่ ๒
ติสสดาบสทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยคาถาความว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๒ สามากจิงฺคุลกจีนกานิ ๑ จ
ปตฺตปฺผลํ มูลปฺผลํ ควิปฺผลํ
ธมฺเมน ลทฺธํ สตมสฺสมานา
น กามกามา อลิกํ ภณนฺติ ฯ
ยทสฺสมาโน สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ
ปเรหิ ทินฺนํ ปยตํ ปณีตํ
สาลีนมนฺนํ ปริภุญฺชมาโน
โส ภุญฺชสี ๒ กสฺสป อามคนฺธํ ฯ
น อามคนฺโธ มม กปฺปตีติ
อิจฺเจว ตฺวํ ภาสติ พฺรหฺมพนฺธุ
สาลีนมนฺนํ ปริภุญฺชมาโน
สกุนฺตมํเสหิ สุสงฺขเตหิ ฯ
ปุจฺฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ
กถํปกาโร ตว อามคนฺโธ
ปาณาติปาโต วธเฉทพนฺธนํ
เถยฺยํ มุสาวาโท นิกตี วญฺจนานิ จ
อชฺเฌนกุตฺตํ ๓ ปรทารเสวนา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย อิธ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา
รเสสุ คิทฺธา ๑ อสุจีกมิสฺสตา ๒
นตฺถีกทิฏฺฐี ๓ วิสมา ทุรนฺนยา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย ลูขสา ทารุณ ๔ ปิฏฺฐิมํสิกา
มิตฺตทฺทุโน นิกฺกรุณาติมานิโน
อทานสีลา น จ เทนฺติ กสฺสจิ
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
โกโธ มโท ถมฺโภ ปจฺจุฏฺฐาปนา ๕ จ
มายา อุสฺสุยา ๖ ภสฺสสมุสฺสโย จ
มานาติมาโน จ อสพฺภิ สนฺถโว
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย ปาปสีลา อิณฆา จ สูจกา ๗
โวหารกูฏา อิธ ปาฏิรูปิกา
นราธมา เยธ กโรนฺติ กิพฺพิสํ
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย อิธ ปาเณสุ อสญฺญตา ชนา
ปเรสมาทาย วิเหสมุยฺยุตา
ทุสฺสีลลุทฺธา ผรุสา อนาทรา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เอเตสุ คิทฺธา วิรุทฺธาติปาติโน
นิจฺจุยฺยุตา เปจฺจ ตมํ วชนฺติ เย
ปตนฺติ สตฺตา นิรยํ อวํสิรา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
น มจฺฉมํสํ ๑ นานาสกตฺตํ
น นคฺคิยํ (น ๒ มุณฺฑิยํ ชฏา ๓ ชลฺลํ
ขราชินานิ) นาคฺคิหุตสฺสุปเสวนา ๔
เย วาปิ โลเก อมรา พหู ตปา
มนฺตาหุตี ยญฺญมุตูปเสวนา
โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺขํ ฯ
โย ๕ เตสุ คุตฺโต วิทิตินฺทฺริโย จเร
ธมฺเม ฐิโต อชฺชวมทฺทเว รโต
สงฺคาติโค สพฺพทุกฺขปฺปหีโน
น ลิมฺปติ ทิฏฺฐสุเตสุ ธีโร ฯ
อิจฺเจตมตฺถํ ภควา ปุนปฺปุนํ
อกฺขาสิ นํ เวทยิ มนฺตปารคู
จิตฺราหิ คาถาหิ มุนิปฺปกาสยิ ๖
นิรามคนฺโธ อสิโต ทุรนฺนโย ฯ
สุตฺวาน พุทฺธสฺส สุภาสิตํ ปทํ
นิรามคนฺธํ สพฺพทุกฺขปฺปนุทํ ๑
นีจมโน วนฺทิ ตถาคตสฺส
ตตฺเถว ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถาติ ฯ
อามคนฺธสุตฺตํ ทุติยํ ฯ
_____________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ตติยํ หิริสุตฺตํ
๑ ม. ... จิงฺคูลก ... ฯ ยุ. สามากฑิงฺคลกจีนากานิ จ ฯ ๒ ยุ. ภุญฺชตี ฯ
๓ ยุ. อชฺเชน กุชฺชํ ฯ
๑ โป. เคธา ฯ ๒ โป. อสุจิภาวมิสฺสิตา ฯ ม. อสุจิภาวมสฺสิตา ฯ
ยุ. อสุจีกมิสฺสิตา ฯ ๓ ม. นตฺถิกทิฏฺฐี ฯ ยุ. นตฺถิกทิฏฺฐิ ฯ
๔ โป. ม. ยุ. ทารุณา ฯ ๕ โป. ม. ปจฺจุปฏฺฐาปนา ฯ ๖ โป. ยุ. อุสฺสุยฺยา ฯ
ม. อุสูยา ฯ ๗ โป. ม. ยุ. อิณฆาตสุจกา ฯ
๑ ม. น มจฺฉมํสานมนาสกตฺตํ ๒ ยุ. นสทฺโท นตฺถิ ๓ โป. น มุณฺฑิยํ ชฏา น
ชลฺลา ฯ ๔ โป. ... อคฺคิหุตสฺสุปเสวนา ฯ ยุ. ขราชินานิวา นาคฺคิหุตสฺสุปเสวนาว
ยา ฯ ๕ ยุ. โส ฯ ๖ ม. มุนี ฯ
สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบไม้ เหง้ามันและผลไม้ที่ได้แล้วโดยธรรม หาปรารถนากามกล่าวคำเหลาะแหละไม่ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่ผู้อื่นทำสำเร็จดีแล้ว ตบแต่งไว้ถวายอย่างประณีต เมื่อเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับเนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่ากลิ่นดิบของพระองค์มีประการอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรสทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยากนี้ ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตรไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆแก่ใครๆนี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น
เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลยความโกรธ ความมัวเมา ความเป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายาฤษยา ความยกตนความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัตบุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติลามก กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคนเทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวนผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคายไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วในสัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็นนิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย การไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคนประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้นการเกล้าชฎา ความเป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บการบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไปด้วยความปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอันมากในโลก มนต์และการเซ่นสรวง ยัญและการซ่องเสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพ้นความสงสัยให้หมดจดได้ ผู้ใด คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหกเหล่านั้น รู้แจ้งอินทรีย์แล้ว ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความเป็นคนตรงและอ่อนโยนล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมดผู้นั้นเป็นนักปราชญ์ไม่ติดอยู่ในธรรมที่เห็นแล้ว และฟังแล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความข้อนี้บ่อยๆ ด้วยประการฉะนี้ ติสสดาบสผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ได้ทราบความข้อนั้นแล้วพระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนี ทรงประกาศด้วยพระคาถาทั้งหลาย อันวิจิตรว่า บุคคลผู้ที่ไม่มีกลิ่นดิบ ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ตามรู้ได้ยาก ติสสดาบสฟังบทสุภาษิตซึ่งไม่มีกลิ่นดิบ อันเป็นเครื่องบรรเทาเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวงของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้มีใจนอบน้อมถวายบังคมพระบาทของตถาคตได้ทูลขอบรรพชาที่อาสนะนั่นแล ฯ
จบอามคันธสูตรที่ ๒
End of ๒. อามคันธสูตร