จูฬวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 314–333 (Royal Thai)2/5 in สุตตนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สุตฺตนิปาเต ทุติโย จูฬวคฺโค
ปฐมํ รตนสุตฺตํ
สุตตนิบาต จูฬวรรคที่ ๒
รตนสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค รตนสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑ ยานีธภูตานิ สมาคตานิ
ภุมฺมานิ วา ยานิ ว อนฺตลิกฺเข
สพฺเพว ภูตา สุมนา ภวนฺตุ
อโถปิ สกฺกจฺจ สุณนฺตุ ภาสิตํ
ตสฺมา หิ ภูตา นิสาเมถ สพฺเพ
เมตฺตํ กโรถ มานุสิยา ปชาย ฯ
ทิวา จ รตฺโต จ หรนฺติ เย พลึ
ตสฺมา หิ เน รกฺขถ อปฺปมตฺตา ฯ
ยํ กิญฺจิ วิตฺตํ อิธ วา หุรํ วา
สคฺเคสุ วา ยํ รตนํ ปณีตํ
น โน สมํ อตฺถิ ตถาคเตน(
อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ขยํ วิราคํ อมตํ ปณีตํ
ยทชฺฌคา สกฺยมุนี สมาหิโต
น เตน ธมฺเมน สมตฺถิ กิญฺจิ
อิทมฺปิ ธมฺเม รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ยมฺพุทฺธเสฏฺโฐ ๑ ปริวณฺณยี สุจึ
สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหุ
สมาธินา เตน สโม น วิชฺชติ
อิทมฺปิ ธมฺเม รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
เย ปุคฺคลา อฏฺฐสตํ ปสฏฺฐา
จตฺตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนฺติ
เต ทกฺขิเณยฺยา สุคตสฺส สาวกา8
เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
เย สุปฺปยุตฺตา มนสา ทเฬฺหน
นิกฺกามิโน โคตมสาสนมฺหิ
เต ปตฺติปตฺตา อมตํ วิคยฺห
ลทฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ยถินฺทขีโล ปฐวึ สิโต สิยา
จตุพฺภิ วาเตภิ อสมฺปกมฺปิโย
ตถูปมํ สปฺปุริสํ วทามิ
โย อริยสจฺจานิ อเวจฺจ ปสฺสติ
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
เย อริยสจฺจานิ วิภาวยนฺติ
คมฺภีรปญฺเญน สุเทสิตานิ
กิญฺจาปิ เต โหนฺติ ภุสปฺปมตฺตา
น เต ภวํ อฏฺฐมมาทิยนฺติ
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย
ตยสฺสุ ธมฺมา ชหิตา ภวนฺติ
สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉิตญฺจ
สีลพฺพตํ วาปิ ยทตฺถิ กิญฺจิ
จตูหปาเยหิ จ วิปฺปมุตฺโต
ฉ ๑ จาภิฐานานิ อภพฺโพ ๒ กาตุํ
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
กิญฺจาปิ โส กมฺมํ ๑ กโรติ ปาปกํ
กาเยน วาจายุท เจตสา วา
อภพฺโพ โส ตสฺส ปฏิจฺฉทาย
อภพฺพตา ทิฏฺฐปทสฺส วุตฺตา
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค
คิมฺหานมาเส ปฐมสฺมึ คิมฺเห
ตถูปมํ ธมฺมวรํ อเทสยิ
นิพฺพานคามึ ปรมํ หิตาย
อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
วโร วรญฺญู วรโท วราหโร
อนุตฺตโร ธมฺมวรํ อเทสยิ
อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ขีณํ ปุราณํ นวํ นตฺถิ สมฺภวํ
วิรตฺตจิตฺตายติเก ๒ ภวสฺมึ
เต ขีณพีชา อวิรุฬฺหิฉนฺทา
นิพฺพนฺติ ธีรา ยถายมฺปทีโป ๑
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ยานีธ ภูตานิ สมาคตานิ
ภุมฺมานิ วา ยานิ ว อนฺตลิกฺเข
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
พุทฺธํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ยานีธ ภูตานิ สมาคตานิ
ภุมฺมานิ วา ยานิ ว อนฺตลิกฺเข
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
ธมฺมํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ ฯ
ยานีธ ภูตานิ สมาคตานิ
ภุมฺมานิ วา ยานิ ว อนฺตลิกฺเข
ตถาคตํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
สงฺฆํ นมสฺสาม สุวตฺถิ โหตุ ฯ
รตนสุตฺตํ ปฐมํ ฯ
______________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ทุติยํ อามคนฺธสุตฺตํ
๑ ม. ยํ ... ฯ
๑ ม. ฉจฺจาภิฐานานิ ฯ ๒ ม. อภพฺพ กาตุํ ฯ
๑ ม. กมฺม ฯ ๒ โป. ยุ. วิรตฺตจิตฺตา อายติเก ฯ
๑ ม. ยถายํ ฯ
ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้ว ในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใดประชุมกันแล้ว ในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดี และขอจงฟังภาษิตโดยเคารพ ดูกรภูตทั้งปวง เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอจงแผ่เมตตาจิตในหมู่มนุษย์ มนุษย์เหล่าใดนำพลีกรรมไปทั้งกลางคืนกลางวัน เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท รักษามนุษย์เหล่านั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้พระศากยมุนีผู้มีพระหฤทัยดำรงมั่น
ได้บรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลสเป็นที่สำรอกกิเลส เป็นอมฤตธรรมอันประณีตธรรมชาติอะไรๆ อันสมควรด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มีธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีตด้วยสัจจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิใด ว่าเป็นธรรมอันสะอาดบัณฑิตทั้งหลายกล่าวสมาธิใด ว่าให้ผลในลำดับสมาธิอื่นเสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี ธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่สัตว์เหล่านี้ บุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรแก่ทักษิณาทาน เป็นสาวกของพระสุคต ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมากสังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคดมประกอบด้วยดีแล้ว(ด้วยกายประโยคและวจีประโยคอันบริสุทธิ์) มีใจมั่นคงเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย (ในกายและชีวิต) พระอริยบุคคลเหล่านั้น บรรลุอรหัตผลที่ควรบรรลุหยั่งลงสู่อมตนิพพานได้ซึ่งความดับกิเลส โดยเปล่าเสวยผลอยู่ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีตด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ เสาเขื่อนที่ฝังลงดินไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้งสี่ทิศ ฉันใด ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลายเราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษ ผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรมมีอุปมาฉันนั้น สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต
ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งพระอริยบุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริงถึงกระนั้นท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ สักกายทิฐิและวิจิกิจฉาหรือแม้สีลัพพตปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้นอันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็น(นิพพาน) ทีเดียว
อนึ่งพระอริยบุคคลเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อทำอภิฐานทั้ง ๖ (คืออนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด)สังฆรัตนะแม้นี้ เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลนั้น ยังทำบาปกรรมด้วยกายด้วยวาจา หรือด้วยใจก็จริง ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ควรเพื่อจะปกปิดบาปกรรมอันนั้น ความที่บุคคลผู้มีธรรมเครื่องนิพพานอันตนเห็นแล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อปกปิดบาปกรรมนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานแล้วในเดือนต้นในคิมหันตฤดู ฉันใดพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐยิ่ง
เป็นเครื่องให้ถึงนิพพาน เพื่อประโยชน์เกื้อกูล มีอุปมาฉันนั้น พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงทราบธรรมอันประเสริฐ ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ ไม่มีผู้ยิ่งไปกว่า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีตด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ พระอริยบุคคลเหล่าใด ผู้มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป มีกรรมเก่าสิ้นแล้วไม่มีกรรมใหม่เครื่องสมภพ พระอริยบุคคลเหล่านั้นมีพืชอันสิ้นแล้ว มีความพอใจไม่งอกงามแล้ว เป็นนักปราชญ์ย่อมนิพพาน เหมือนประทีปอันดับไปฉะนั้น
สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใด ประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมอันไปแล้วอย่างนั้น อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ภูตเหล่าใดประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดาเหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์ผู้ไปแล้วอย่างนั้น ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ ฯ
จบรัตนสูตรที่ ๑
อามคันธสูตรที่ ๒
ติสสดาบสทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยคาถาความว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๒ สามากจิงฺคุลกจีนกานิ ๑ จ
ปตฺตปฺผลํ มูลปฺผลํ ควิปฺผลํ
ธมฺเมน ลทฺธํ สตมสฺสมานา
น กามกามา อลิกํ ภณนฺติ ฯ
ยทสฺสมาโน สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ
ปเรหิ ทินฺนํ ปยตํ ปณีตํ
สาลีนมนฺนํ ปริภุญฺชมาโน
โส ภุญฺชสี ๒ กสฺสป อามคนฺธํ ฯ
น อามคนฺโธ มม กปฺปตีติ
อิจฺเจว ตฺวํ ภาสติ พฺรหฺมพนฺธุ
สาลีนมนฺนํ ปริภุญฺชมาโน
สกุนฺตมํเสหิ สุสงฺขเตหิ ฯ
ปุจฺฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ
กถํปกาโร ตว อามคนฺโธ
ปาณาติปาโต วธเฉทพนฺธนํ
เถยฺยํ มุสาวาโท นิกตี วญฺจนานิ จ
อชฺเฌนกุตฺตํ ๓ ปรทารเสวนา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย อิธ กาเมสุ อสญฺญตา ชนา
รเสสุ คิทฺธา ๑ อสุจีกมิสฺสตา ๒
นตฺถีกทิฏฺฐี ๓ วิสมา ทุรนฺนยา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย ลูขสา ทารุณ ๔ ปิฏฺฐิมํสิกา
มิตฺตทฺทุโน นิกฺกรุณาติมานิโน
อทานสีลา น จ เทนฺติ กสฺสจิ
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
โกโธ มโท ถมฺโภ ปจฺจุฏฺฐาปนา ๕ จ
มายา อุสฺสุยา ๖ ภสฺสสมุสฺสโย จ
มานาติมาโน จ อสพฺภิ สนฺถโว
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย ปาปสีลา อิณฆา จ สูจกา ๗
โวหารกูฏา อิธ ปาฏิรูปิกา
นราธมา เยธ กโรนฺติ กิพฺพิสํ
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เย อิธ ปาเณสุ อสญฺญตา ชนา
ปเรสมาทาย วิเหสมุยฺยุตา
ทุสฺสีลลุทฺธา ผรุสา อนาทรา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
เอเตสุ คิทฺธา วิรุทฺธาติปาติโน
นิจฺจุยฺยุตา เปจฺจ ตมํ วชนฺติ เย
ปตนฺติ สตฺตา นิรยํ อวํสิรา
เอสามคนฺโธ น หิ มํสโภชนํ ฯ
น มจฺฉมํสํ ๑ นานาสกตฺตํ
น นคฺคิยํ (น ๒ มุณฺฑิยํ ชฏา ๓ ชลฺลํ
ขราชินานิ) นาคฺคิหุตสฺสุปเสวนา ๔
เย วาปิ โลเก อมรา พหู ตปา
มนฺตาหุตี ยญฺญมุตูปเสวนา
โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺขํ ฯ
โย ๕ เตสุ คุตฺโต วิทิตินฺทฺริโย จเร
ธมฺเม ฐิโต อชฺชวมทฺทเว รโต
สงฺคาติโค สพฺพทุกฺขปฺปหีโน
น ลิมฺปติ ทิฏฺฐสุเตสุ ธีโร ฯ
อิจฺเจตมตฺถํ ภควา ปุนปฺปุนํ
อกฺขาสิ นํ เวทยิ มนฺตปารคู
จิตฺราหิ คาถาหิ มุนิปฺปกาสยิ ๖
นิรามคนฺโธ อสิโต ทุรนฺนโย ฯ
สุตฺวาน พุทฺธสฺส สุภาสิตํ ปทํ
นิรามคนฺธํ สพฺพทุกฺขปฺปนุทํ ๑
นีจมโน วนฺทิ ตถาคตสฺส
ตตฺเถว ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถาติ ฯ
อามคนฺธสุตฺตํ ทุติยํ ฯ
_____________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ตติยํ หิริสุตฺตํ
๑ ม. ... จิงฺคูลก ... ฯ ยุ. สามากฑิงฺคลกจีนากานิ จ ฯ ๒ ยุ. ภุญฺชตี ฯ
๓ ยุ. อชฺเชน กุชฺชํ ฯ
๑ โป. เคธา ฯ ๒ โป. อสุจิภาวมิสฺสิตา ฯ ม. อสุจิภาวมสฺสิตา ฯ
ยุ. อสุจีกมิสฺสิตา ฯ ๓ ม. นตฺถิกทิฏฺฐี ฯ ยุ. นตฺถิกทิฏฺฐิ ฯ
๔ โป. ม. ยุ. ทารุณา ฯ ๕ โป. ม. ปจฺจุปฏฺฐาปนา ฯ ๖ โป. ยุ. อุสฺสุยฺยา ฯ
ม. อุสูยา ฯ ๗ โป. ม. ยุ. อิณฆาตสุจกา ฯ
๑ ม. น มจฺฉมํสานมนาสกตฺตํ ๒ ยุ. นสทฺโท นตฺถิ ๓ โป. น มุณฺฑิยํ ชฏา น
ชลฺลา ฯ ๔ โป. ... อคฺคิหุตสฺสุปเสวนา ฯ ยุ. ขราชินานิวา นาคฺคิหุตสฺสุปเสวนาว
ยา ฯ ๕ ยุ. โส ฯ ๖ ม. มุนี ฯ
สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบไม้ เหง้ามันและผลไม้ที่ได้แล้วโดยธรรม หาปรารถนากามกล่าวคำเหลาะแหละไม่ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่ผู้อื่นทำสำเร็จดีแล้ว ตบแต่งไว้ถวายอย่างประณีต เมื่อเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับเนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่ากลิ่นดิบของพระองค์มีประการอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีในรสทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็นว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลพึงแนะนำได้โดยยากนี้ ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตรไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆแก่ใครๆนี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น
เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลยความโกรธ ความมัวเมา ความเป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายาฤษยา ความยกตนความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัตบุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติลามก กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคนเทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวนผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคายไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย
สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วในสัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็นนิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย การไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคนประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้นการเกล้าชฎา ความเป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บการบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไปด้วยความปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอันมากในโลก มนต์และการเซ่นสรวง ยัญและการซ่องเสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพ้นความสงสัยให้หมดจดได้ ผู้ใด คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหกเหล่านั้น รู้แจ้งอินทรีย์แล้ว ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความเป็นคนตรงและอ่อนโยนล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมดผู้นั้นเป็นนักปราชญ์ไม่ติดอยู่ในธรรมที่เห็นแล้ว และฟังแล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความข้อนี้บ่อยๆ ด้วยประการฉะนี้ ติสสดาบสผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ได้ทราบความข้อนั้นแล้วพระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนี ทรงประกาศด้วยพระคาถาทั้งหลาย อันวิจิตรว่า บุคคลผู้ที่ไม่มีกลิ่นดิบ ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ตามรู้ได้ยาก ติสสดาบสฟังบทสุภาษิตซึ่งไม่มีกลิ่นดิบ อันเป็นเครื่องบรรเทาเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวงของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้มีใจนอบน้อมถวายบังคมพระบาทของตถาคตได้ทูลขอบรรพชาที่อาสนะนั่นแล ฯ
จบอามคันธสูตรที่ ๒
หิริสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค หิริสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๓ หิรินฺตรนฺตํ วิชิคุจฺฉมานํ
สขาหมสฺมิ ๒ อิติ ภาสมานํ
สยฺหานิ กมฺมานิ อนาทิยนฺตํ
เนโส มมนฺติ อิติ นํ วิชญฺญา ฯ
อนนฺวยํ ปิยํ วาจํ โย มิตฺเตสุ ปกุพฺพติ
อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
น โส มิตฺโต โย สทา อปฺปมตฺโต
เภทาสงฺกี รนฺธเมวานุปสฺสี
ยสฺมึ จ เสติ อุรสีว ปุตฺโต
ส เว มิตฺโต โย ปเรหิ อเภชฺโช ๓ ฯ
ปามุชฺชกรณํ ฐานํ ปสํสาวหนํ สุขํ
ผลานิสํโส ภาเวติ วหนฺโต โปริสํ ธุรํ ฯ
ปวิเวกรสํ ปิตฺวา รสํ อุปสมสฺส จ
นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ธมฺมปีติรสํ ปิวนฺติ ฯ
หิริสุตฺตํ ตติยํ ฯ
______________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส จตุตฺถํ มงฺคลสุตฺตํ
๑ ม. ยุ. สพฺพทุกฺขปฺปนูทนํ ฯ ๒ โป. ตวาหมสฺมิ ฯ ม. ตวาหมสฺมิ ฯ
๓ โป. อภชฺโช ฯ
บุคคลผู้ไม่มีหิริ เกลียดหิริ กล่าวอยู่ว่าเราเป็นเพื่อนของท่าน ไม่เอื้อเฟื้อการงานแห่งมิตรของตน พึงรู้ว่า นั่นไม่ใช่มิตรของเรา มิตรใดพูดวาจาน่ารัก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ในมิตรทั้งหลาย บัณฑิตย่อมกำหนดรู้ผู้นั้นว่าไม่ทำตามคำพูด มิตรใดหวังความแตกกัน ไม่ประมาทคอยหาความผิดเท่านั้น มิตรนั้นไม่ควรเสพ ส่วนมิตรที่วางใจได้ เหมือนบุตรที่เกิดแต่อก ซึ่งผู้อื่นกล่าวเหตุตั้งร้อยอย่างพันอย่างก็ให้แตกกันไม่ได้ มิตรนั้นแลควรเสพความเพียร อันเป็นเหตุกระทำความปราโมทย์นำความสรรเสริญมาให้ นำสุขมาให้ ผลานิสงส์อันนำธุระสมควรแก่บุรุษไปอยู่ ย่อมเจริญ บุคคลดื่มรสแห่งความอิ่มเอิบในธรรม ดื่มรสอันเกิดแต่ความสงัดกิเลสและรสแห่งความสงบแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวายไม่มีบาป ฯ
จบหิริสูตรที่ ๓
มงคลสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค มงคลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๔ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เทวดาตนหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมีอันงดงามยิ่ง ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
พหูเทวา มนุสฺสา จ มงฺคลานิ อจินฺตยุํ
อากงฺขมานา โสตฺถานํ พฺรูหิ มงฺคลมุตฺตมํ ฯ
อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
ปูชา จ ปูชนียานํ ๑ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ๒ ฯ
ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา
อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
พาหุสจฺจญฺจ สิปฺปญฺจ วินโย จ สุสิกฺขิโต
สุภาสิตา จ ยา วาจา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ ปุตฺตทารสฺส สงฺคโห
อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
ทานญฺจ ธมฺมจริยา จ ญาตกานญฺจ สงฺคโห
อนวชฺชานิ กมฺมานิ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
อารตี วิรติ ปาปา มชฺชปานา จ สญฺญโม
อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฺฐี ๑ จ กตญฺญุตา
กาเลน ธมฺมสฺสวนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
ขนฺตี จ โสวจสฺสตา สมณานญฺจ ทสฺสนํ
กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
ตโป จ พฺรหฺมจริยญฺจ ๒ อริยสจฺจานทสฺสนํ
นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ
อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ฯ
เอตาทิสานิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา
สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมนฺติ ฯ
มงฺคลสุตฺตํ จตุตฺถํ ฯฬ
______________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ปญฺจมํ สูจิโลมสุตฺตํ
๑ ม. ปูชเนยฺยานํ ฯ ๒ ม. เอตํ ... ฯ
๑ ม. สนฺตุฏฺฐิ ฯ ๒ ยุ. พฺรหฺมจริยา จ ฯ
เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดีได้พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์ได้โปรดตรัสอุดมมงคล ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาษิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคลการบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล การงดเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑การฟังธรรมโดยกาล
๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความอดทน ๑ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล ความเพียร ๑พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวไม่เศร้าโศกปราศจากธุลี เป็นจิตเกษม นี้เป็นอุดมมงคล เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่าย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถานนี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ
จบมงคลสูตรที่ ๔
สูจิโลมสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สูจิโลมสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๕ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา คยายํ วิหรติ ฏงฺกิตมญฺเจ สูจิโลมยกฺขสฺส ๑ ภวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน ขโร จ ยกฺโข สูจิโลโม จ ยกฺโข ภควโต อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ฯ อถ โข ขโร ยกฺโข สูจิโลมํ ยกฺขํ เอตทโวจ เอโส สมโณติ ฯ เนโส สมโณ สมณโก เอโส ยาว ๒ อหํ ปชานามิ ยทิ วา [๓] สมโณ ยทิ วา [๔] สมณโกติ ฯ อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต กายํ อุปนาเมสิ ฯ อถ โข ภควา กายํ อปนาเมสิ ฯ อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ ภายสิ มํ สมณาติ ฯ น ขฺวาหนฺตํ อาวุโส ภายามิ อปิ จ [๕] เต สมฺผสฺโส ปาปโกติ ฯ ปญฺหนฺตํ สมณ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ เม น พฺยากาสิ จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ หทยํ วา เต ผาเลสฺสามิ ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิปิสฺสามีติ ฯํ น ขฺวาหนฺตํ อาวุโส ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย โย เม จิตฺตํ วา ขิเปยฺย หทยํ วา ผาเลยฺย ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิเปยฺย อปิ จ ตฺวํ อาวุโส ปุจฺฉ ยทากงฺขสีติ ฯ อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บน (แท่นหิน) เตียงมีแม่แคร่ในที่อยู่ของสูจิโลมยักษ์ ใกล้ (เท่า) บ้านคยา ก็สมัยนั้นแล ขรยักษ์และสูจิโลมยักษ์เดินผ่านไปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น ขรยักษ์ได้กล่าวกะสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะ สูจิโลมยักษ์ได้กล่าวกะขรยักษ์ว่า นั่นไม่ใช่สมณะนั่นเป็นสมณะเทียม เราทราบชัดว่าสมณะหรือสมณะเทียมเพียงไรลำดับนั้นสูจิโลมยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วน้อมกายของตนเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงเบนกาย (ของสูจิโลมยักษ์) ออกไปสูจิโลมยักษ์ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านกลัวข้าพเจ้าหรือสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราไม่กลัวท่านดอกผู้มีอายุ แต่สัมผัสของท่านลามก ฯ
สู. ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่พยากรณ์ไซร้ข้าพเจ้าจักควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้งเสียหรือจักฉีกหทัยของท่านเสีย หรือจักจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปในแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ฯ
พ. เราไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ผู้ซึ่งจะควักดวงจิตของเราออกโยนทิ้ง หรือจะฉีกหทัยของเราเสีย หรือจะจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปในแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ผู้มีอายุ ก็แลท่านปรารถนาจะถามปัญหาข้อใด ก็จงถามเถิด ฯ
ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
ราโค จ โทโส จ กุโตนิทานา
อรตี รตี โลมหํโส กุโตชา
กุโต สมุฏฺฐาย มโน วิตกฺกา
กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชนฺติ ๑ ฯ
ราโค จ โทโส จ อิโตนิทานา
อรตี รตี โลมหํโส อิโตชา
อิโต สมุฏฺฐาย มโน วิตกฺกา
กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชนฺติ ๒ ฯ
เสฺนหชา อตฺตสมฺภูตา นิโคฺรธสฺเสว ขนฺธชา
ปุถู วิสตฺตา กาเมสุ มาลุวาว วิตตา วเน ฯ
เย นํ ปชานนฺติ ยโตนิทานํ
เต นํ วิโนเทนฺติ สุโณหิ ยกฺข
ตถุตฺตรํ ๓ โอฆมิมํ ตรนฺติ
อติณฺณปุพฺพํ อปุนพฺภวายาติ ฯ
สูจิโลมสุตฺตํ ปญฺจมํ ฯ
__________________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ฉฏฺฐํ ธมฺมจริยสุตฺตํ
๑ ม. ยุ. สูจิโลมสฺส ยกฺขสฺส ฯ ๒ ม. ยาวาหํ ฯ ยุ. ยาว ชานามิ ฯ
๓ ๔ ม. ยุ. โส ฯ ๕ ยุ. โข ฯ
ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุเกิด ความไม่ยินดี ความยินดี ขนลุกขนพองเกิดแต่อะไร วิตกทั้งหลายเกิดแต่อะไรแล้วจึงปล่อยลงไปหาใจที่เป็นกุศล เหมือนพวกเด็กน้อยเอาด้ายผูกตีนกาแล้วปล่อยลงไป ฉะนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
ราคะและโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุเกิด ความไม่ยินดี ความยินดี ขนลุกขนพอง เกิดแต่อัตภาพนี้ วิตกทั้งหลายเกิดแต่อัตภาพนี้แล้วปล่อยลงไปหาใจที่เป็นกุศล เหมือนพวกเด็กน้อยเอาด้ายผูกตีนกาแล้วปล่อยลงไป ฉะนั้นกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดแต่ความเยื่อใย เกิดในตน เหมือนย่านไทรเกิดแต่ต้นไทร ฉะนั้น กิเลสเป็นอันมาก ซ่านไปแล้วในกามทั้งหลาย เหมือนเถาย่านทรายรึงรัดไปแล้วในป่าสัตว์เหล่าใด ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่กิเลสนั้นว่ามีกิเลสใดเป็นเหตุสัตว์เหล่านั้นย่อมบรรเทาซึ่งหมู่กิเลสนั้นได้ ท่านจงฟังเถิดยักษ์ สัตว์เหล่าใดย่อมบรรเทาซึ่งหมู่กิเลสได้ สัตว์เหล่านั้นย่อมข้ามพ้นซึ่งโอฆะอันข้ามได้โดยยาก ที่ยังไม่เคยข้ามแล้วเพื่อความไม่เกิดอีก ฯ
จบสูจิโลมสูตรที่ ๕
ธรรมจริยสูตรที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมจริยสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๖ ธมฺมจริยํ พฺรหฺมจริยํ เอตทาหุ วสุตฺตมํ
ปพฺพชิโตปิ เจ โหติ อคารสฺมา ๔ อนคาริยํ ฯ
โส เจ มุขรชาติโก วิเหสาภิรโต มิโค ๕
ชีวิตํ ตสฺส ปาปิโย รชํ วฑฺเฒติ อตฺตโน ฯ
กลหาภิรโต ภิกฺขุ โมหธมฺเมน อาวุโต ๑
อกฺขาตมฺปิ น ชานาติ ธมฺมํ พุทฺเธน เทสิตํ ฯ
วิเหสํ ภาวิตตฺตานํ อวิชฺชาย ปุรกฺขโต
สงฺกิเลสํ น ชานาติ มคฺคํ นิรยคามินํ
วินิปาตํ สมาปนฺโน คพฺภา คพฺภํ ตมา ตมํ
ส เว ตาทิสโก ภิกฺขุ เปจฺจ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ
คูธกูโป ๒ ยถา อสฺส สมฺปุณฺโณ คณวสฺสิโก
โย จ เอวรูโป อสฺส ทุพฺพิโสโธ หิ สงฺคโณ ฯ
ยํ เอวรูปํ ชานาถ ภิกฺขโว เคหนิสฺสิตํ
ปาปิจฺฉํ ปาปสงฺกปฺปํ ปาปอาจารโคจรํ ฯ
สพฺเพ สมคฺคา หุตฺวาน อภินิพฺพิชฺชิยาถ ๓ นํ
กรณฺฑํ ๔ ว นิทฺธมถ กสมฺพพ อวกสฺสถ ๕
ตโต ปลาเส ๖ วาเหถ อสฺสมเณ สมณมานิเน ฯ
นิทฺธมิตฺวาน ปาปิจฺเฉ ปาปอาจารโคจเร
สุทฺธา สุทฺเธหิ สํวาสํ กปฺปยโวฺห ปติสฺสตา ๗
ตโต สมคฺคา นิปกา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถาติ ฯ
ธมฺมจริยสุตฺตํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑-๒ ยุ. วงฺก ... ฯ ๓ โป. ตทุตฺตรํ ฯ ม. ยุ. เต ทุตฺตรํ ๔ ม. อคารา ฯ
๕ ม. ยุ. มโค ฯ
๑ ยุ. อาวโฏ ฯ ๒ ม. ยุ. คูถกูโป ฯ ๓ ม. อภินิพฺพชฺชิยาถ ฯ ยุ. อภินิพฺพิชฺชยาถ ฯ
๔ โป. การณฺฑํว ฯ ม. ยุ. การณฺฑวํ ฯ ๕ ม. ยุ. อปกสฺสถ ฯ ๖ ม. ยุ ปลาเป ฯ
๗ โป. ปติสฺสวา ฯ
พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวความประพฤติทั้งที่เป็นโลกิยและโลกุตระทั้งสองนี้ คือ ความประพฤติธรรม พรหมจรรย์ว่าเป็น (แก้วอันสูงสุด) ธรรมเครื่องอยู่อันสูงสุด ถึงแม้บุคคลออกบวชเป็นบรรพชิตถ้าบุคคลนั้นเป็นชาติปากกล้ายินดีแล้วในความเบียดเบียนดุจเนื้อไซร้ความเป็นอยู่ของบุคคลนั้นเลวทราม ย่อมยังกิเลสธุลีมีราคะเป็นต้นของตนให้เจริญ ภิกษุผู้ยินดีแล้วในความทะเลาะ ถูกธรรมคือโมหะหุ้มห่อแล้ว ย่อมไม่รู้ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว แม้อันเหล่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักบอกแล้ว ภิกษุผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ทำตนที่อบรมแล้วให้ลำบากอยู่ ย่อมไม่รู้ความเศร้าหมอง ย่อมไม่รู้ทางอันให้ถึงนรก
เมื่อไม่รู้ก็เข้าถึงวินิบาต เข้าถึงครรภ์จากครรภ์ เข้าถึงที่มืดจากที่มืด ภิกษุผู้เช่นนั้นแล ละไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความทุกข์ก็บุคคลใดผู้มีการงานเศร้าหมองเห็นปานนี้ตลอดกาลนาน พึงเป็นผู้เต็มแล้วด้วยบาป เหมือนหลุมคูถที่เต็มอยู่นานปี พึงเป็นหลุมเต็มด้วยคูถฉะนั้น บุคคลนั้นเป็นผู้มีกิเลสเครื่องยียวนหมดจดได้โดยยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงรู้จักบุคคลผู้อาศัยเรือน ผู้มีความปรารถนาลามก ผู้มีความดำริลามก ผู้มีอาจาระและโคจรลามกเห็นปานนี้เธอทั้งปวงพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเว้นบุคคลนั้นเสีย จงกำจัดบุคคลผู้เป็นเพียงดังแกลบ จงคร่าบุคคลผู้เป็นเพียงดังหยากเยื่อออกเสียแต่นั้นจงขับบุคคลลีบผู้ไม่ใช่สมณะแต่มีความสำคัญว่าเป็นสมณะไปเสีย ครั้นกำจัดบุคคลผู้มีความปรารถนาลามก มีอาจาระและโคจรลามกออกไปแล้ว เธอทั้งหลายผู้บริสุทธิ์แล้ว มีความเคารพกันและกันจงสำเร็จการอยู่ร่วมด้วยบุคคลผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย แต่นั้น เธอทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน มีปัญญาเครื่องรักษาตน จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ
จบธรรมจริยสูตรที่ ๖
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส
สตฺตมํ พฺราหฺมณธมฺมิกสุตฺตํ
พราหมณธรรมิกสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค พราหมณธรรมิกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข สมฺพหุลา โกสลกา พฺราหฺมณมหาสาลา ชิณฺณา วุฑฺฒา มหลฺลกา อทฺธคตา วโย อนุปฺปตฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต พฺราหฺมณมหาสาลา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สนฺทิสฺสนฺติ นุ โข โภ โคตม เอตรหิ พฺราหฺมณา โปราณานํ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณธมฺเมติ ฯ น โข พฺราหฺมณา สนฺทิสฺสนฺติ เอตรหิ พฺราหฺมณา โปราณานํ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณธมฺเมติ ฯ สาธุ โน ภวํ [๑] โคตโม โปราณานํ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณธมฺมํ ภาสตุ สเจ โภโต โคตมสฺส อครูติ ฯ เตน หิ พฺราหฺมณา สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข เต พฺราหฺมณมหาสาลา ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลชาวแคว้นโกศลเป็นอันมากผู้แก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บัดนี้ พวกพราหมณ์ย่อมปรากฏในพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่าหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย บัดนี้ พวกพราหมณ์หาปรากฏในพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่าไม่ ฯ
พ. ขอประทานพระวโรกาส ขอท่านพระโคดมโปรดตรัสพราหมณธรรมของพวกพราหมณ์เก่า แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ถ้าท่านพระโคดมไม่มีความหนักพระทัย ฯ
ภ. ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงตั้งใจ จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ฯ
พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถาประพันธ์นี้ว่า
อิสโย ปุพฺพกา อาสุํ สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน
ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา อตฺตทตฺถมจาริสุํ
น ปสู พฺราหฺมณานาสุํ น หิรญฺญํ น ธานิยํ
สชฺฌายธนธญฺญาสุํ พฺรหฺมํ นิธึ อปาลยุํ ๒
ยํ เนสํ ปกตํ อาสิ ทฺวารภตฺตํ อุปฏฺฐิตํ
สทฺธาปกตเมสานํ ทาตเว ตทมญฺญิสุํ ฯ
นานารตฺเตหิ วตฺเถหิ สยเนหาวสเถหิ จ
ผีตา ชนปทา รฏฺฐา เต นมสฺสึสุ พฺราหฺมเณ ฯ
อวชฺฌา พฺราหฺมณา อาสุํ อเชยฺยา ธมฺมรกฺขิตา
น เน โกจิ นิวาเรสิ กุลทฺวาเรสุ สพฺพโส ฯ
อฏฺฐจตฺตาฬีสํ วสฺสานิ (โกมาร) พฺรหฺมจริยํ จรึสุ เต
วิชฺชาจรณปริเยฏฺฐึ ๑ อจรุํ พฺราหฺมณา ปุเร ฯ
น พฺราหฺมณา อญฺญมคมม นปิ ภริยํ กิณึสุ เต
สมฺปิเยเนว สํวาสํ สงฺคนฺตฺวา สมโรจยุํ ฯ
อญฺญตฺร ตมฺหา สมยา อุตุเวรมณิมฺปติ ๒
อนฺตรา เมถุนํ ธมฺมํ นาสฺสุ คจฺฉนฺติ พฺราหฺมณา ฯ
พฺรหฺมจริยญฺจ สีลญฺจ อชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
โสรจฺจํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจาปิ อวณฺณยุํ ฯ
โย เนสํ ปรโม อาสิ พฺรหฺมา ทฬฺหปรกฺกโม
ส วาปิ เมถุนํ ธมฺมํ สุปินนฺเตน ๓ นาคมา ฯ
ตสฺส วตฺตมนุสิกฺขนฺตา อิเธเก วิญฺญุชาติกา
พฺรหฺมจริยญฺจ สีลญฺจ ขนฺติญฺจาปิ อวณฺณยุํ ฯ
ตณฺฑุลํ สยนํ วตฺถํ สปฺปิเตลญฺจ ยาจิย
ธมฺเมน สโมธาเนตฺวา ๔ ตโต ยญฺญมกปฺปยุํ
อุปฏฺฐิตสฺมึ ยญฺญสฺมึ นาสฺสุ คาโว หนึสุ เต ฯ
ยถา มาตา ปิตา ภาตา อญฺเญ วาปิ จ ญาตกา
คาโว โน ปรมา มิตฺตา ยาสุ ชายนฺติ โอสถา ฯ
อนฺนทา พลทา เจตา วณฺณทา สุขทา ตถา
เอตมตฺถวสํ ญตฺวา นาสฺสุ คาโว หนึสุ เต ฯ
สุขุมาลา มหากายา วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน-
พฺราหฺมณา เสหิ ธมฺเมหิ กิจฺจากิจฺเจสุ อุสฺสุกา๓
ยาย ๑ โลเก อวตฺตึสุ สุขเมธิตฺถยมฺปชา ฯ
เตสํ อาสิ วิปลฺลาโส ทิสฺวาน อณุโต อณณ
ราชิโน จ วิยาการํ นาริโย จ สมลงฺกตา
รเถ จาชญฺญสํยุตฺเต สุกเต จิตฺรสิพฺพเน
นิเวสเน นิเวเส จ วิภตฺเต ภาคโส มิเต
โคมณฺฑลปริพฺยุฬฺหํ ๒ นาริวรคณายุตํ
อุฬารํ มานุสํ โภคํ อภิชฺฌายึสุ พฺราหฺมณา ฯ
เต ตตฺถ มนฺเต คนฺเถตฺวา โอกฺกากํ ตทุปาคมม
ปหูตธนธญฺโญสิ
(ยชสฺสุ พหุ เต วิตฺตํ) ยชสฺสุ พหุ เต ธนํ ฯ
ตโต จ ราชา สญฺญตฺโต พฺราหฺมเณหิ รเถสโภ
อสฺสเมธํ ปุริสเมธํ (สมฺมาปาสํ) วาชเปยฺยํ นิรคฺคฬํ ฯ
เอเต ยาเค ยชิตฺวาน พฺราหฺมณานํ อทา ธนํ
คาโว สยนญฺจ วตฺถญฺจ นาริโย จ สมลงฺกตา
รเถ จาชญฺญสํยุตฺเต สุกเต จิตฺรสิพฺพเน ๑
นิเวสนานิ รมฺมานิ สุวิภตฺตานิ สพฺพโส ๒
นานาธญฺญสฺส ปูเรตฺวา พฺราหฺมณานํ อทา ธนํ ฯ
เต จ ตตฺถ ธนํ ลทฺธา สนฺนิธึ สมโรจยุํ
เตสํ อิจฺฉาวติณฺณานํ ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒถ
เต ตตฺถ มนฺเต คนฺเถตฺวา โอกฺกากํ ปุนมุปาคมม ฯ
ยถา อาโป จ ปฐวี จ หิรญฺญํ ธนธานิยํ
เอวํ คาโว มนุสฺสานํ ปริกฺขาโร โส หิ ปาณินํ
ยชสฺสุ พหุ เต วิตฺตํ ยชสฺสุ พหุ เต ธนํ ฯ
ตโต จ ราชา สญฺญตฺโต พฺราหฺมเณหิ รเถสโภ
เนกา สตสหสฺสิโย คาโว ยญฺเญ อฆาตยิ ฯ
น ปาทา น วิสาเณน นาสฺสุ หึสนฺติ เกนจิ
คาโว เอฬกสมานา โสรตา กุมฺภทูหนา
ตา วิสาเณ คเหตฺวาน ราชา สตฺเถน ฆาตยิ ฯ
ตโต จ เทวา ปิตโร อินฺโท อสุรรกฺขสา
อธมฺโม อิติ ปกฺกนฺทุํ ยํ สตฺตํ นิปตี คเว ฯ
ตโย โรคา ปุเร อาสุํ อิจฺฉา อนสนญฺชรา
ปสูนญฺจ สมารมฺภา อฏฺฐานวุติมาคมม ฯ
เอโส อธมฺโม ทณฺฑานํ โอกฺกนฺโต ปุรโณ ๑ อหุ ๒
อทูสิกาโย ๓ หญฺญนฺติ ธมฺมา ธํสนฺติ ยาชกา ฯ
เอวเมโส อนุธมฺโม โปราโณ วิญฺญุครหิโต
ยตฺถ เอทิสกํ ปสฺสติ ยชกํ ๔ ครหตี ชโน ฯ
เอวํ ธมฺเม วิยาปนฺเน วิภินฺนา สุทฺทเวสฺสิกา
ปุถู วิภินฺนา ขตฺติยา ปตึ ภริยา ๕ อวมญฺญถ ฯ
ขตฺติยา พฺรหฺมพนฺธู จ เย จญฺเญ โคตฺตรกฺขิตา
ชาติวาทํ นิรงฺกตฺวา กามานํ วสมุปาคมุนฺติ ๖ ฯ
๑ โป. โส ฯ ๒ โป. พฺรหฺมนิธิมปาลยุํ ฯ ม. ยุ. พฺรหฺมํ นิธิมปาลยุํ ฯ
๑ ยุ. ... ปริยิฏฺฐึ ฯ ๒ โป. อุตุเวรมณีปติ ๓ โป. ม. สุปินนฺเตปิ
๔ ยุ. สมุทาเนตฺวา ฯ
๑ โป. ม. ยาว ฯ ๒ ยุ. ปริพฺพูฬฺหํ ฯ
๑ ม. สพฺพตฺถ จิตฺตสิพฺพเนติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. ภาคโส ฯ
ฤาษีทั้งหลายมีในครั้งก่อน สำรวมตน มีตบะละเบญจกามคุณแล้วได้ประพฤติประโยชน์ของตนๆ พวกพราหมณ์แต่เก่าก่อนไม่มีสัตว์เลี้ยงไม่มีเงิน ไม่มีสิ่งของต่างๆพราหมณ์เหล่านั้น มีทรัพย์และข้าวเปลือกอันเป็นส่วนแห่งการสาธยายมนต์ ได้รักษาขุมทรัพย์อันประเสริฐไว้ภัตที่ประตูเรือนทายกทั้งหลาย เริ่มทำตั้งไว้แล้วเพื่อพราหมณ์เหล่านั้นทายกทั้งหลายได้สำคัญภัตนั้นว่า เป็นของที่ตนควรให้แก่พราหมณ์เหล่านั้น ผู้แสวงหาภัตที่เริ่มทำไว้แล้วด้วยศรัทธา ชาวชนบท ชาวแว่นแคว้น ผู้มั่งคั่งด้วยผ้าที่ย้อมด้วยสีต่างๆ และด้วยที่นอนและที่อยู่ ได้นอบน้อมพราหมณ์เหล่านั้น พราหมณ์ทั้งหลายผู้อันธรรมรักษาแล้ว
ใครๆ ไม่พึงฆ่า ไม่พึงชนะ ใครๆ ไม่ห้ามพราหมณ์เหล่านั้น ที่ประตูแห่งสกุลทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง พราหมณ์เหล่านั้นประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นเด็กมาตลอดเวลาสี่สิบแปดปี ได้เที่ยวไปแสวงหาวิชชาและจรณะในกาลก่อน พราหมณ์เหล่านั้นไม่ไปหาหญิงอื่น ทั้งไม่ซื้อภรรยา อยู่ร่วมกันเพราะความรัก ชอบใจเสมอกันเท่านั้น พราหมณ์ผู้เป็นสามี ย่อมไม่ร่วมกับภรรยาผู้เว้นจากฤดูนอกจากสมัยที่ควรจะร่วมพราหมณ์ย่อมไม่ร่วมเมถุนธรรมในระหว่างโดยแท้ พราหมณ์ทั้งหลายสรรเสริญพรหมจรรย์ ศีล ความเป็นผู้ซื่อตรงความอ่อนโยน ตบะความสงบเสงี่ยม และความไม่เบียดเบียน และแม้ความอดทน พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม ผู้มีความบากบั่นมั่นคงเป็นผู้สูงสุดกว่าพราหมณ์เหล่านั้น
และพราหมณ์นั้นย่อมไม่เสพเมถุนธรรมโดยที่สุดความฝัน พราหมณ์บางพวก ผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้รู้แจ้งในโลกนี้ศึกษาตามวัตรของพราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหมนั้นอยู่ ได้สรรเสริญพรหมจรรย์ศีลและแม้ขันติ พราหมณ์ทั้งหลายขอข้าวสารที่นอน ผ้าเนยใสและน้ำมัน แล้วรวบรวมไว้โดยธรรม ได้กระทำยัญคือทานแต่วัตถุ มีข้าวสารเป็นต้นที่เขาให้แล้วนั้น ในยัญที่ตนตั้งไว้พราหมณ์เหล่านั้นไม่ฆ่าแม่โคเลย มารดา บิดา พี่น้องชายหรือญาติเหล่าอื่น มิตรผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ฆ่าแม่โค ซึ่งเป็นที่เกิดแห่งปัญจโครสอันเป็นยา ฉันใด แม่โคเหล่านี้ให้ข้าว ให้กำลัง ให้วรรณะ และให้ความสุข พราหมณ์เหล่านั้นทราบอำนาจประโยชน์นี้แล้ว
จึงไม่ฆ่าแม่โคเลย ฉันนั้นพราหมณ์ทั้งหลายผู้ละเอียดอ่อน มีร่างกายใหญ่มีวรรณะมียศ ขวนขวายในกิจน้อยใหญ่ โดยธรรมของตน ได้ประพฤติแล้วด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นเหตุให้หมู่สัตว์นี้ถึงความสุขในโลกความวิปลาสได้มีแก่พราหมณ์เหล่านั้น เพราะได้เห็นกามสุขอัน (ลามก)น้อย ที่เกิดขึ้นจากกามคุณอันเป็นของ (ลามก) น้อย พราหมณ์ทั้งหลายได้ปรารถนาเพ่งเล็งสมบัติของพระราชา เหล่านารีที่ประดับดีแล้วรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ที่สร้างตกแต่งไว้เป็นอย่างดีมีการขลิบอันวิจิตร พื้นที่เรือน เรือนที่สร้างกั้นเป็นห้องๆและโภคสมบัติซึ่งเป็นของมนุษย์อันโอฬาร เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงโค ประกอบไปด้วยหมู่นารีผู้ประเสริฐ พราหมณ์เหล่านั้นผูกมนต์ในที่นั้นแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชในกาลนั้นกราบทูลว่า
พระองค์มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย ขอเชิญพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระราชทรัพย์เครื่องปลื้มใจของพระองค์มีมาก ลำดับนั้นแล พราหมณ์ทั้งหลายยังพระราชาผู้ประเสริฐ ให้ทรงยินยอมบูชายัญอัสสเมธะ ปุริสเมธะ(สัมมาปาสะ) วาชเปยยะ นิรัคคฬะพระราชาทรงบูชายัญเหล่านี้แล้วได้พระราชาทานทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้งหลาย คือ แม่โค ที่นอน ผ้าเหล่านารีที่ประดับดีแล้ว รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ที่สร้างตกแต่งไว้เป็นอย่างดี มีการขลิบอันวิจิตร รับสั่งให้เอาธัญชาติต่างๆบรรจุเรือนที่น่ารื่นรมย์ อันกั้นไว้เป็นห้องๆ จนเต็มทุกห้องแล้วได้พระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์ทั้งหลาย ก็พราหมณ์เหล่านั้นได้ทรัพย์ในที่นั้นแล้วชอบใจการสั่งสมเสมอตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่พราหมณ์เหล่านั้น
ผู้มีความปรารถนาอันหยั่งลงแล้ว พราหมณ์เหล่านั้นผูกมนต์ในที่นั้นแล้ว ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าโอกกากราชอีก กราบทูลว่า แม่โคทั้งหลายเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สำหรับรับใช้ในสรรพกิจของมนุษย์เหมือนน้ำ แผ่นดินเงิน ทรัพย์ และข้าวเหนียว ฉะนั้นเพราะว่าน้ำเป็นต้นนั้นเป็นเครื่องใช้ของสัตว์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงบูชายัญเถิด ราชสมบัติของพระองค์มีมาก ขอเชิญพระองค์ทรงบูชายัญเถิด พระราชทรัพย์ของพระองค์มีมาก
ลำดับนั้นแล พราหมณ์ทั้งหลายยังพระราชาผู้ประเสริฐให้ทรงยินยอมบูชายัญแล้ว ในการบูชายัญ พระราชาทรงรับสั่งให้ฆ่าแม่โคหลายแสนตัว แม่โคทั้งหลายเสมอด้วยแพะสงบเสงี่ยม ถูกเขารีดนมด้วยหม้อ ย่อมไม่เบียดเบียนด้วยเท้าด้วยเขาด้วยอวัยวะอะไรๆ โดยแท้ พระราชารับสั่งให้จับแม่โคเหล่านั้นที่เขาแล้วให้ฆ่าด้วยศาตรา ลำดับนั้นเทวดา พระอินทร์ พระพรหมอสูรและผีเสื้อน้ำ ต่างเปล่งวาจาว่า มนุษย์ไม่มีธรรม แล่นไปเพราะศาตราตกลงที่แม่โคโรคสามชนิด คือ ความปรารถนา ๑อนสนัญชรา ๑(ความแก่หง่อม) ๑ ความปรารภสัตว์ของเลี้ยง ๑ได้มีในกาลก่อน ได้แพร่โรคออกเป็น ๙๘ ชนิด บรรดาอาชญาทั้งหลายอธรรมนี้เป็นของเก่า
เป็นไปแล้ว แม่โคทั้งหลายผู้ไม่ประทุษร้ายย่อมถูกฆ่า คนผู้บูชายัญทั้งหลายย่อมเสื่อมจากธรรม ธรรมอันเลวทรามนี้เป็นของเก่า วิญญูชนติเตียนแล้วอย่างนี้ วิญญูชนเห็นธรรมอันเลวทรามเช่นนี้ในที่ใด ย่อมติเตียนคนผู้บูชายัญในที่นั้นเมื่อธรรมของพราหมณ์เก่าฉิบหายแล้วอย่างนี้ศูทรและแพศย์แตกกันแล้ว กษัตริย์เป็นอันมากแตกกันแล้ว ภรรยาดูหมิ่นสามี กษัตริย์พราหมณ์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม แพศย์และศูทรเหล่าอื่น ผู้อันโคตรรักษาแล้วทำวาทะว่าชาติให้ฉิบหายแล้ว ได้ตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลาย ฯ
เอวํ วุตฺเต เต พฺราหฺมณมหาสาลา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอเต มยํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉาม ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสเก โน ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณงฺคเตติ ฯ
พฺราหฺมณธมฺมิกสุตฺตํ สตฺตมํ ฯ
______________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส อฏฺฐมํ นาวาสุตฺตํ
๑ ม. ปุราโณ ฯ ๒ โป. ยุ. อหู ฯ ๓ โป. อทูสิกา เย ฯ ๔ โป. ยาชกํ ฯ ม. ยุ. อาชกํ ฯ
๕ ม. ปตึ ภริยาวมญฺญถ ฯ ๖ โป. กามานํ วสมาคมม ฯ ม. วสมนฺวคุนฺติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้นได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของคว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้นข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์เหล่านี้ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
จบพราหมณธรรมิกสูตรที่ ๗
นาวาสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค นาวาสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๘ ยสฺมา หิ ธมฺมํ ปุริโส วิชญฺญา
อินฺทํว นํ เทวตา ปูชเยยฺย
โส ปูชิโต ตสฺมึ ปสนฺนจิตฺโต
พหุสฺสุโต ปาตุกโรติ ธมฺมํ ฯ
ตทฏฺฐิกตฺวาน นิสมฺม ธีโร
ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชมาโน
วิญฺญู วิภาวี นิปุโณ จ โหติ
โย ตาทิสํ ภชติ อปฺปมตฺโต ฯ
ขุทฺทญฺจ พาลํ อุปเสวมาโน
อนาคตตฺถญฺจ อุสุยฺยกญฺจ
อิเธว ธมฺมํ อวิภาวยิตฺวา
อวิติณฺณกงฺโข มรณํ อุเปติ ฯ
ยถา นโร อาปคํ โอตริตฺวา
มโหทกํ สลิลํ สีฆโสตํ
โส วุยฺหมาโน อนุโสตคามี(
กึ โส ปเร สกฺขติ ตารเยตุํ ฯ
ตเถว ธมฺมํ อวิภาวยิตฺวา
พหุสฺสุตานํ อนิสามยตฺถํ
สยํ อชานํ อวิติณฺณกงฺโข
กึ โส ปเร สกฺขติ นิชฺฌเปตุํ ฯ
ยถาปิ นาวํ ทฬฺหมารุหิตฺวา
ปิเยนริตฺเตน สมงฺคิภูโต
โส ตารเย ตตฺถ พหูปิ อญฺเญ
ตตฺรูปยญฺญู กุสโล มติมา ๑
เอวมฺปิ โย เวทคุ ภาวิตตฺโต
พหุสฺสุโต โหติ อเวธธมฺโม
โส โข ปเร นิชฺฌปเย ปชานํ
โสตาวธาโนปนิสูปปนฺเน ฯ
ตสฺมา หเว สปฺปุริสํ ภเชถ
เมธาวินญฺเจว พหุสฺสุตญฺจ
อญฺญาย อตฺถํ ปฏิปชฺชมาโน
วิญฺญาตธมฺโม ส ๒ สุขํ ลเภถาติ ฯ
นาวาสุตฺตํ อฏฺฐมํ
_________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส นวมํ กึสีลสุตฺตํ
ก็บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากบุคคลใด พึงบูชาบุคคลนั้น เหมือนเทวดาบูชาพระอินทร์ ฉะนั้น บุคคลนั้นเป็นพหูสูต ผู้อันเตวาสิกบูชาแล้วมีจิตเลื่อมใสอันเตวาสิกนั้น ย่อมชี้แจงธรรมให้แจ่มแจ้ง บุรุษผู้มีปัญญา ไม่ประมาทคบบุคคลผู้เป็นพหูสูตเช่นนั้น กระทำธรรมนั้นให้มีประโยชน์ใคร่ครวญแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง แสดงธรรมแก่ผู้อื่นและเป็นผู้ละเอียด อันเตวาสิกซ่องเสพอาจารย์ผู้ประกอบด้วยธรรมน้อย เป็นคนเขลา ผู้ยังไม่บรรลุประโยชน์และฤษยา ไม่ยังธรรมให้แจ่มแจ้งในศาสนานี้เทียว ยังข้ามความสงสัยไม่ได้ ย่อมเข้าถึงความตาย บุคคลไม่ยังธรรมให้แจ่มแจ้งแล้ว ไม่ใคร่ครวญเนื้อความในสำนัก
แห่งบุคคลผู้เป็นพหูสูตทั้งหลายไม่รู้ด้วยตนเอง ยังข้ามความสงสัยไม่ได้ จะสามารถให้ผู้อื่นเพ่งพินิจได้อย่างไรเหมือนคนข้ามแม่น้ำที่มีน้ำมากมีกระแสไหลเชี่ยว ถูกน้ำพัดลอยไปตามกระแสน้ำ จะสามารถช่วยให้ผู้อื่นข้ามได้อย่างไร ฉะนั้น ผู้ใดขึ้นสู่เรือที่มั่นคง มีพายุและถ่อพร้อมมูล ผู้นั้นรู้อุบายในเรือนั้นเป็นผู้ฉลาดมีสติ พึงช่วยผู้อื่นแม้จำนวนมากในเรือนั้นให้ข้ามได้ แม้ฉันใดผู้ใดไปด้วยมรรคญาณทั้ง ๔ อบรมตนแล้ว เป็นพหูสูต ไม่มีความหวั่นไหวเป็นธรรมดา ผู้นั้นแลรู้ชัดอยู่ พึงยังผู้อื่นผู้ตั้งใจสดับและสมบูรณ์ด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัยให้เพ่งพินิจได้ ฉันนั้น เพราะเหตุนั้นแลบุคคลควรคบสัปบุรุษผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต บุคคลผู้คบบุคคลเช่นนั้น รู้ชัดเนื้อความแล้ว ปฏิบัติอยู่ รู้แจ้งธรรมแล้ว พึงได้ความสุข ฯ
จบนาวาสูตรที่ ๘
กึสีลสูตรที่ ๙
ท่านพระสารีบุตรทูลถามด้วยคาถาว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค กึสีลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๙ กึสีโล กึสมาจาโร กานิ กมฺมานิ พฺรูหยํ
นโร สมฺมานิวิฏฺฐสฺส อุตฺตมตฺถญฺจ ปาปุเณ ฯ
วุฑฺฒาปจายี อนุสุยฺยโก สิยา
กาลญฺญุ จสฺส คุรุนํ ๑ ทสฺสนาย
ธมฺมึ กถํ เอรยิตํ ขณญฺญู
สุเณยฺย สกฺกจฺจ สุภาสิตานิ ฯ
กาเลน คจฺเฉ คุรุนํ ๑ สกาสํ(
ถมฺภํ นิรงฺกตฺวา นิวาตวุตฺตี
อตฺถํ ธมฺมํ สํยมํ ๒ พฺรหฺมจริยํ
อนุสฺสเร เจว สมฺมาจเร ๓ จ ฯ
ธมฺมาราโม ธมฺมรโต
ธมฺเม ฐิโต ธมฺมวินิจฺฉยญฺญู
เนวาจเร ธมฺมสนฺโทสวาทํ
ตจฺเฉหิ นีเยถ สุภาสิเตหิ ฯ
หสฺสํ จ ๔ ชปฺปํ ปริเทวํ ปโทสํ
มายากตํ กูหนํ ๕ คิทฺธิมานํ
สารมฺภกกฺกสฺสกสาวมุจฺฉํ ๖
หิตฺวา จเร วีตมโท ฐิตตฺโต ฯ
วิญฺญาตสารานิ สุภาสิตานิ
สุตญฺจ วิญฺญาต สมาธิสารํ
น ตสฺส ปญฺญา จ สุตญฺจ วฑฺฒติ
โย สาหโส โหติ นโร ปมตฺโต ฯ
ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต รตา
อนุตฺตรา เต วจสา มนสา กมฺมุนา จ
เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺฐิตา
สุตสฺส ปญฺญาย จ สารมชฺฌคูติ ฯ
กึสีลสุตฺตํ นวมํ ฯ
_____________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ทสมํ อุฏฺฐานสุตฺตํ
๑ ม. ยุ. มุตีมา ฯ ๒ ยุ. โส ฯ
๑ ม. ครูนํ ฯ ยุ. ครุนํ ฯ ๒ ยุ. สญฺญมํ ฯ ๓ ม. ยุ. สมาจเร ฯ ๔ ม. ยุ.
จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๕ ม. ยุ. กุหนํ ฯ ๖ ม. สารมฺภํ กกฺกสํ กสาวญฺจ มุจฺฉํ ฯ
นรชนพึงมีปรกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร พึงพอกพูนกรรมเป็นไฉน จึงจะเป็นผู้ดำรงอยู่โดยชอบ และพึงบรรลุถึงประโยชน์อันสูงสุดได้ พระเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
นรชนพึงเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญ ไม่ริษยาและเมื่อไปหาครูก็พึงรู้จักกาล พึงรู้จักขณะ ฟังธรรมีกถาที่ครูกล่าวแล้ว พึงฟังสุภาษิตโดยเคารพ พึงไปหาครูผู้นั่งอยู่ในเสนาสนะของตนตามกาลทำมานะดุจเสาให้พินาศพึงประพฤติอ่อนน้อม พึงระลึกถึงเนื้อความแห่งภาษิต ธรรมคือบาลี ศีล พรหมจรรย์ และพึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อด้วยดี นรชนมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรมตั้งอยู่ในธรรม รู้จักวินิจฉัยธรรม ไม่พึงประพฤติถ้อยคำที่ประทุษร้ายธรรมเลย พึงให้กาลสิ้นไปด้วยภาษิตที่แท้ นรชนละความรื่นเริงการพูดกระซิบ ความร่ำไร ความประทุษร้าย ความหลอกลวงที่ทำด้วยมารยา ความยินดี ความถือตัวความแข่งดี
ความหยาบคาย และความหมกมุ่นด้วยกิเลสดุจน้ำฝาด พึงเป็นผู้ปราศจากความมัวเมา ดำรงตนมั่นเที่ยวไป นรชนเช่นนั้น รู้แจ้งสุภาษิตที่เป็นสาระ รู้แจ้งสูตรและสมาธิที่เป็นสาระ ปัญญาและสุตะ ย่อมไม่เจริญแก่นรชนผู้เป็นคนผลุนผลัน เป็นคนประมาท ส่วนนรชนเหล่าใด ยินดีแล้วในธรรมที่พระอริยะเจ้าประกาศแล้ว นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ที่เหลือด้วยวาจา ด้วยใจและการงาน นรชนเหล่านั้นดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในขันติโสรัจจะ และสมาธิ ได้บรรลุถึงธรรมอันเป็นสาระแห่งสุตะและปัญญา ฯ
จบกึสีลสูตรที่ ๙
อุฏฐานสูตรที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อุฏฐานสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๐ อุฏฺฐหถ นิสีทถ โก อตฺโถ สุปิเตน โว
อาตุรานํ หิ กา นิทฺทา สลฺลวิทฺธาน รุปฺปตํ ฯ
อุฏฺฐหถ นิสีทถ ทฬฺหํ สิกฺขถ สนฺติยา
มา โว ปมตฺเต วิญฺญาย (มจฺจุราชา) อโมหยิตฺถ วสานุเค ฯ
ยาย เทวา มนุสฺสา จ สิตา ติฏฺฐนฺติ อตฺถิกา
ตรเถตํ วิสตฺติกํ ขโณ โว ๑ มา อุปจฺจคา
ขณาตีตา หิ โสจนฺติ นิรยมฺหิ สมปฺปิตา ฯ
ปมาโท รโช ปมาทา ๒ ปมาทานุปติโต รโช
อปฺปมาเทน วิชฺชาย อพฺพูเฬฺห ๓ สลฺลมตฺตโนติ ฯ
อุฏฺฐานสุตฺตํ ทสมํ ฯ
__________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส เอกาทสมํ ราหุลสุตฺตํ
๑ ม. ยุ. เว ฯ ๒ ม. ปมาโท ฯ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ ม. ยุ. อพฺพเห ฯ
เธอทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด จงนั่งเถิด เธอทั้งหลายจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความหลับ เพราะความหลับจะเป็นประโยชน์อะไรแก่เธอทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะโรค คือกิเลสมีประการต่างๆ ถูกลูกศร คือ ราคะเป็นต้นแทงแล้วย่อยยับอยู่ เธอทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด จงนั่งเถิดจงหมั่นศึกษาเพื่อสันติเถิด มัจจุราชอย่ารู้ว่าเธอทั้งหลายประมาทแล้วยังเธอทั้งหลายผู้ตกอยู่ในอำนาจให้ลุ่มหลงเลย เธอทั้งหลายจงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ผู้มีความต้องการอาศัยรูป เป็นต้น ดำรงอยู่ขณะอย่าได้ล่วงเธอทั้งหลายไปเสีย เพราะว่าผู้ล่วงขณะเสียแล้ว เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรกเศร้าโศกอยู่ ความประมาทเป็นดุจธุลี ตกต้องแล้วเพราะความมัวเมาในปฐมวัยนอกนี้ความประมาทเป็นดุจธุลี ตกต้องแล้วเพราะความมัวเมาในวัยเพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงถอนลูกศร คือกิเลสมีราคะเป็นต้นของตนเสีย ด้วยความไม่ประมาทและด้วยวิชชา ฯ
จบอุฏฐานสูตรที่ ๑๐
ราหุลสูตรที่ ๑๑
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ราหุลสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๑ กจฺจิ อภิณฺหสํวาสา นาวชานาสิ ปณฺฑิตํ
โอกฺกาธาโร ๑ มนุสฺสานํ กจฺจิ อปจิโต ตยา ฯ
นาหํ อภิณฺหสํวาสา อวชานามิ ปณฺฑิตํ
โอกฺกาธาโร ๒ มนุสฺสานํ นิจฺจํ อปจิโต มยา ฯ
ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา ปิยรูเป มโนรเม
สทฺธาย ฆรา นิกฺขมฺม ทุกฺขสฺสนฺตกโร ภว ฯ
มิตฺเต ภชสฺสุ กลฺยาเณ ปนฺตญฺจ ๓ สยนาสนํ
วิวิตฺตํ อปฺปนิคฺโฆสํ มตฺตญฺญู โหหิ โภชเน ฯ
จีวเร ปิณฺฑปาเต จ ปจฺจเย สยนาสเน
เอเตสุ ตณฺหมากาสิ ๔ มา โลกํ ปุนราคมิ
สํวุโต ปาติโมกฺขสฺมึ อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ
สตี กายคตา ตฺยตฺถุ นิพฺพิทาพหุโล ภว ฯ
นิมิตฺตํ ปริวชฺเชหิ สุภํ ราคูปสญฺหิตํ
อสุภาย จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ
อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ มานานุสยมุชฺชห
ตโต มานาภิสมยา อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ฯ
อิตฺถํ สุทํ ภควา อายสฺมนฺตํ ราหุลํ อิมาหิ คาถาหิ อภิณฺหํ โอวทตีติ ฯ
ราหุลสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ทฺวาทสมํ วงฺคีสสุตฺตํ ๑
๑-๒ ม. ยุ. อุกฺกาธาโร ฯ ๓ ปตฺถญฺจาติปิ ปาโฐ ฯ ๔ ตณฺหํ มากาสีติปิ ฯ
เธอย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆ แลหรือการทรงคบเพลิง เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย เธอนอบน้อมแล้วแลหรือ ฯ
พระราหุลกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ย่อมไม่ดูหมิ่นบัณฑิต เพราะการอยู่ร่วมกันเนืองๆการทรงคบเพลิงเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นอบน้อมแล้วเป็นนิตย์ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
เธอละกามคุณห้ามีรูปเป็นที่รัก เป็นที่รื่นรมย์ใจ ออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว จงกระทำที่สุดทุกข์เถิด เธอจงคบกัลยาณมิตร จงเสพที่นอนที่นั่งอันสงัดเงียบ ปราศจากเสียงกึกก้อง จงรู้จักประมาณในโภชนะเธออย่าได้กระทำความอยากในวัตถุเป็นที่เกิดตัณหาเหล่านี้ คือ จีวรบิณฑบาตที่นอน ที่นั่ง และปัจจัย เธออย่ากลับมาสู่โลกนี้อีกจงเป็นผู้สำรวมในปาฏิโมกข์และในอินทรีย์ ๕ จงมีสติไปแล้วในกายจงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย จงเว้นสุภนิมิต อันก่อให้เกิดความกำหนัด จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ให้ตั้งมั่นดีแล้วในอสุภภาวนาจงอบรมวิปัสนา จงละมานานุสัยแต่นั้นเธอจักเป็นผู้สงบ เพราะการละมานะเที่ยวไป ฯ
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสอนท่านพระราหุล ด้วยพระคาถาเหล่านี้เนืองๆด้วยประการฉะนี้แล ฯ
จบราหุลสูตรที่ ๑๑
วังคีสสูตรที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค วังคีสสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต วงฺคีสสฺส อุปชฺฌาโย นิโคฺรธกปฺโป นาม เถโร อคฺคาฬเว เจติเย อจิรปรินิพฺพุโต โหติ ฯ อถ โข อายสฺมโต วงฺคีสสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ปรินิพฺพุโต นุ โข เม อุปชฺฌาโย อุทาหุ โน ปรินิพฺพุโตติ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา วงฺคีโส ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ปรินิพฺพุโต นุ โข เม อุปชฺฌาโย อุทาหุ โน ปรินิพฺพุโตติ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ จีวรํ กตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ ใกล้เมืองอาฬวีก็สมัยนั้นแลพระเถระชื่อนิโครธกัปปะเป็นอุปัชฌายะ ของท่านพระวังคีสะปรินิพพานแล้วไม่นานที่อัคคาฬวเจดีย์ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌายะของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ปรินิพพาน ครั้นเวลาเย็น ท่านพระวังคีสะออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌายะของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ได้ปรินิพพาน ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
ปุจฺฉาม สตฺถารํ อโนมปญฺญํ
ทิฏฺเฐว ธมฺเม โย วิจิกิจฺฉานํ
เฉตฺตา อคฺคาฬเว กาลมกาสิ ภิกฺขุ
ญาโต ยสสฺสี อภินิพฺพุตตฺโต ฯ
นิโคฺรธกปฺโป อิติ ตสฺส นามํ
ตยา กตํ ภควา พฺราหฺมณสฺส
โส ตํ นมสฺสํ อจรึ มุตฺยเปกฺโข
อารทฺธวิริโย ทฬฺหธมฺมทสฺสี ฯ
ตํ สาวกํ สกฺก มยมฺปิ สพฺเพ
อญฺญาตุมิจฺฉาม สมนฺตจกฺขุ
สมวฏฺฐิตา โน สวนาย โสตา
ตุวํ โน สตฺถา ตฺวมนุตฺตโรสิ ฯ
ฉินฺเทว โน วิจิกิจฺฉํ พฺรูหิ เมตํ
ปรินิพฺพุตํ เวทย ภูริปญฺญ
มชฺเฌ จ ๑ โน ภาส สมนฺตจกฺขุ
สกฺโกว เทวานํ สหสฺสเนตฺโต ฯ
เย เกจิ คนฺถา อิธ โมหมคฺคา
อญฺญาณปกฺขา วิจิกิจฺฉฐานา
ตถาคตํ ปตฺวา น เต ภวนฺติ
จกฺขุํ หิ เอตํ ปรมํ นรานํ ฯ
โน เจ หิ ชาตุ ปุริโส กิเลเส
วาโต ยถา อพฺภฆนํ วิหาเน
ตโมวสฺส นิวุโต สพฺพโลโก
น โชติมนฺโตปิ นรา ตเปยฺยุํ ฯ
ธีรา จ ปชฺโชตกรา ภวนฺติ
ตํ ตํ อหํ ธีร ตเถว มญฺเญ
วิปสฺสินํ ชานมุปาคมมฺห
ปริสาสุ โน อาวิกโรหิ กปฺปํ ฯ
ขิปฺปํ คิรํ เอรย วคฺคุ วคฺคุํ
หํสาว ๑ ปคฺคยฺห สณึ ๒ นิกุชฺช ๓
พินฺทุสฺสเรน สุวิกปฺปิเตน
สพฺเพว เต อุชฺชุคตา สุโณม ฯ
ปหีนชาติมรณํ อเสสํ
นิคฺคยฺห โธนํ วเทสฺสามิ ธมฺมํ
น กามกาโร หิ ปุถุชฺชนานํ
สงฺเขยฺยกาโร จ ตถาคตานํ ฯ
สมฺปนฺนเวยฺยากรณํ ตฺวยิทํ ๔
สมุชฺชปญฺญสฺส ๕ สมุคฺคหีตํ
อยมญฺชลี ปจฺฉิโม สุปฺปณามิโต
มา โมหยี ชานมโนมปญฺญ ฯ
ปโรวรํ อริยธมฺมํ วิทิตฺวา
มา โมหยี ชานมโนมวีร
วารึ ยถา ฆมฺมนิ ฆมฺมตตฺโต
วาจาภิกงฺขามิ สุตสฺส ๑ วสฺส ฯ
ยทตฺถิกํ ๒ พฺรหฺมจริยํ อจาริ ๓
กปฺปายโน กิญฺจิสฺส ๔ ตํ อโมฆํ
นิพฺพายิ โส อาทุ สอุปาทิเสโส ๕
ยถา วิมุตฺโต อหุ ตํ สุโณม ฯ
อจฺเฉจฺฉิ ตณฺหํ อิธ นามรูเป (ติ ภควา)
กณฺหสฺส โสตํ ทีฆรตฺตานุสยิตํ
อตาริ ชาตึ มรณํ อเสสํ
อิจฺจพฺรวี ภควา ปญฺจเสฏฺโฐ ฯ
เอส สุตฺวา ปสีทามิ วโจ เต อิสิสตฺตมู
อโมฆํ กิร เม ปุฏฺฐํ น มํ วญฺเจสิ พฺราหฺมโณ
ยถาวาที ตถาการี อหุ พุทฺธสฺส สาวโก
อจฺฉิทา มจฺจุโน ชาลํ ตํ ตํ มายาวิโน ทฬฺหํ ฯ
อทฺทส ภควา อาทึ ๖ อุปาทานสฺส กปฺปิโย
อจฺจคา วต กปฺปายโน มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรนฺติ ฯ
วงฺคีสสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ
_____________
๑ ม. นิโคฺรธกปฺปสุตฺตํ ฯ
๑ ยุ. ว ฯ
๑ ม. หํโสว ฯ ๒ ม. สณิกํ ฯ ๓ ม. ยุ. นิกูช ฯ ๔ ม. ตเวทํ ฯ ๕ ม. ยุ.
สมุชฺชุปญฺญสฺส ฯ
๑ ม. สุตํปวสฺส ฯ ๒ ยุ. ยทตฺถิยํ ฯ ๓ ม. อจรี ฯ ๔ ม. ยุ. กจฺจิสฺส ฯ
๕ ม. สปาทิเสโส ฯ ๖ ม. อาทิ ฯ
ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทูลถามพระศาสดาผู้มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเห็นธรรมอันมั่นคงพระองค์ทรงขนานนามแห่งภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ตัดความสงสัย มีชื่อเสียง มียศ ผู้คุ้มครองตนได้ มุ่งวิมุติ ปรารภความเพียร กระทำกาละที่อัคคาฬวเจดีย์ที่ข้าพระองค์ได้ประพฤตินอบน้อมท่านอยู่ว่า นิโครธกัปปะ นิพพานแล้วข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ มีพระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งหมดย่อมปรารถนาเพื่อจะรู้พระสาวกนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายตั้งโสตไว้ชอบแล้วเพื่อจะฟัง พระองค์เป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงโปรดตรัสความสงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพระองค์เถิด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ผู้ปรินิพพานแล้ว อนึ่ง ขอพระองค์ตรัสในท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนอย่างท้าวสหัสสเนตร พระนามว่าสักกะย่อมตรัสในท่ามกลางแห่งเทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ เป็นทางแห่งโมหะ เป็นฝักฝ่ายแห่งความไม่รู้เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น มาถึงพระตถาคตผู้มีจักษุผู้ยิ่งกว่านระทั้งหลายแล้วย่อมไม่มี ก็ถ้าว่า พระผู้มีพระภาคผู้เป็นบุรุษจะไม่พึงกำจัดเหล่ากิเลสเสียโดยส่วนเดียว เหมือนลมไม่พึงกำจัดเมฆไซร้ สัตว์โลกทั้งหมดถูกความไม่รู้ปกคลุมแล้ว
พึงเป็นโลกมืด เหมือนโลกที่ถูกเมฆปกคลุมแล้วเป็นโลกมืด ฉะนั้น นรชนทั้งหลายแม้มีความรุ่งเรือง จะไม่พึงเดือดร้อน ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นผู้กระทำความรุ่งเรือง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนักปราชญ์เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ย่อมสำคัญพระองค์ว่าเป็นนักปราชญ์ และว่าผู้กระทำความรุ่งเรือง เหมือนอย่างนั้นนั่นแล ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบอยู่ ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้เห็นแจ่มแจ้ง จึงเข้ามาเฝ้า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกทรงกระทำให้แจ่มแจ้งซึ่งภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในบริษัทเถิด
พระองค์ผู้มีพระดำรัสไพเราะ ขอจงตรัสถ้อยคำอันไพเราะเถิด ขอพระองค์จงค่อยเปล่งด้วยพระสุรเสียงอันพระองค์ทรงกำหนดดีแล้ว เหมือนหมู่หงส์ยกคอขึ้นแล้ว ค่อยๆเปล่งเสียงอันไพเราะ ฉะนั้นข้าพระองค์ทั้งหมดเป็นผู้ปฏิบัติตรง จะคอยฟังพระดำรัสอันไพเราะของพระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอนให้พระองค์ผู้ละชาติและมรณะได้แล้ว ทรงกำจัดบาปไม่มีส่วนเหลือให้ทรงแสดงธรรม การกระทำความใคร่หามีแก่ปุถุชนทั้งหลายไม่ ส่วนการกระทำความพิจารณาย่อมมีแก่พระตถาคตทั้งหลายไวยากรณ์อันสมบูรณ์นี้ เป็นของพระองค์ผู้มีพระปัญญาผุดขึ้นดี ทรงเรียนดีแล้วข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาไม่ทราม อัญชลีมีในภายหลังนี้ ข้าพระองค์ประฌมดีแล้วพระองค์ทรงทราบอยู่ซึ่งคติของภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีความเพียรไม่ทราม พระองค์ทรงรู้แจ้งอริยธรรมอันประเสริฐยิ่งทรงทราบอยู่ซึ่งไญยธรรมทั้งปวง อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลยข้าพระองค์หวังจะได้สดับพระดำรัสของพระองค์อยู่ เหมือนบุรุษผู้ร้อนแล้วเพราะความร้อนในฤดูร้อน หวังจะได้น้ำ ฉะนั้น ขอพระองค์จงยังสัททายตนะ คือ สุตะให้ตกเถิด ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะได้ประพฤติพรหมจรรย์ ตามความปรารถนา พรหมจรรย์อะไรๆ ของท่านไม่เปล่านิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุหรือ หรือว่าเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะขอฟังความข้อนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้ ที่เป็นกระแสแห่งกัณหมารอันนอนเนื่องแล้วสิ้นกาลนาน เธอได้ข้ามพ้นชาติและมรณะไม่มีส่วนเหลือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐสุดด้วยอินทรีย์ ๕ เป็นต้น ได้ตรัสอย่างนี้ ฯ
ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์นี้ได้ฟังแล้ว ย่อมเลื่อมใสพระดำรัสของพระองค์ ได้ยินว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามถึงพรหมจรรย์อันไม่เปล่าพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ลวงข้าพระองค์ พระสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีปรกติกล่าวอย่างใด กระทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายอันมั่นคงนั้นๆของมัจจุราชผู้มีมายาขาดแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะผู้สมควร ได้เห็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานได้ล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยากแล้วหนอ ฯ
จบวังคีสสูตรที่ ๑๒
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส
เตรสมํ สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ
สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๓ ปุจฺฉามิ มุนึ ปหูตปญฺญํ
ติณฺณํ (ปารคตํ ๑-) ปรินิพฺพุตํ ฐิตตฺตํ
นิกฺขมฺม ฆรา ปนุชฺช กาเม
กถํ (ภิกฺขุ) สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
ยสฺส มงฺคลา สมูหตา (ติ ภควา)
อุปฺปาตา ๒ สุปินา จ ลกฺขณา จ
ส ๓ มงฺคลโทสวิปฺปหีโน
(ภิกฺขุ) สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
ราคํ วินเยถ มานุเสสุ
ทิพฺเพสุ กาเมสุ จาปิ ภิกฺขุ
อติกฺกมฺม ภวํ สเมจฺจ ธมฺมํ
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
วิปิฏฺฐิกตฺวา ๔ เปสุณานิ
โกธํ กทริยํ ชเหยฺย ภิกฺขุ
อนุโรธวิโรธวิปฺปหีโน
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
หิตฺวาน ปิยญฺจ ๑ อปฺปิยญฺจ
อนุปาทาย อนิสฺสิโต กุหิญฺจิ
สํโยชนิเยหิ วิปฺปมุตฺโต
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
น โส อุปธีสุ สารเมติ
อาทาเนสุ วิเนยฺย ฉนฺทราคํ
โส อนิสฺสิโต อนญฺญเนยฺโย
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
วจสา มนสา จ กมฺมุนา จ
อวิรุทฺโธ สมฺมา วิทิตฺวา ธมฺมํ
นิพฺพานปทาภิปตฺถยาโน
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
โย วนฺทติ มนฺติ น ๒ อุณฺณเมยฺย
อกุฏฺโฐปิ น สนฺธิเยถ ภิกฺขุ
ลทฺธา ปรโภชนํ น มชฺเช
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
โลภญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย
วิรโต เฉทนพนฺธนโต ๓ ภิกฺขุ
โส ติณฺณกถงฺกโถ วิสลฺโล
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
สารุปฺปมตฺตโน วิทิตฺวา
น ๑ จ ภิกฺขุ หึเสยฺย กญฺจิ โลเก
ยถาตถํ ๒ ธมฺมํ วิทิตฺวา
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
ยสฺสานุสยา น สนฺติ เกจิ
มูลา ๓ อกุสลา สมูหตา เส
โส นิราสโส ๔ อนาสสาโน
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
อาสวขีโณ ปหีนมาโน
สพฺพํ ราคปถํ อุปาติวตฺโต
ทนฺโต ปรินิพฺพุโต ฐิตตฺโต
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
สทฺโธ สุตวา นิยามทสฺสี
วคฺคคเตสุ น วคฺคสารี
ธีโร โลภํ โทสํ วิเนยฺย ปฏิฆํ
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
สํสุทฺธชิโน วิวฏจฺฉโท
ธมฺเมสุ วสี ปารคู อเนโช
สงฺขารนิโรธญาณกุสโล
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
อตีเตสุ อนาคเตสุ จาปิ
กปฺปาตีโต อติจฺจสุทฺธิปญฺโญ
สพฺพายตเนหิ วิปฺปมุตฺโต
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
อญฺญาย ปทํ สเมจฺจ ธมฺมํ
วิวฏํ ทิสฺวาน ปหานมาสวานํ
สพฺพูปธีนํ ปริกฺขยา โน ๑
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย ฯ
อทฺธา หิ ภควา ตเถว เอตํ
โย โส เอวํวิหาริ ทนฺโต ภิกฺขุ
สพฺพสํโยชนิเย วีติวตฺโต
สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺยาติ ฯ
สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ เตรสมํ ฯ
______________
สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส จุทฺทสมํ ธมฺมิกสุตฺตํ
๑ ม. ปารํ คตํ ฯ ๒ ยุ. อุปฺปาทา ฯ ๓ ม. โส ฯ ๔ ม. วิปิฏฺฐิกตฺวาน ฯ
โป. วิปิฏฺฐกริตฺวา ฯ
๑ โป. ปิยญฺเจว ฯ ๒ ม. นุณฺณเมยฺย ฯ ๓ ม. เฉทนพนฺธนา จ ฯ
๑ ม. โน ฯ ๒ ม. ยุ. ยถาตถิทํ ฯ ๓ ม. มูลา จ ฯ ๔ วณฺณนายํ นิราโส ฯ
ม. นิราโส อนาสิสาโน ฯ ยุ. นิราสโย อนาสสาโน ฯ
เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้วดำรงตนมั่นภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด ความฝันและลักษณะว่าเป็นมงคลขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้วพึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุพึงนำเสียซึ่งความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละความโกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุละสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้วไม่ถือมั่น อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจในความยึดถือทั้งหลาย
ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วอันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและการงานแล้ว รู้แจ้งแล้วซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือว่าเราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผูกโกรธได้โภชนะที่ผู้อื่นให้แล้วไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้นจากการตัดและการจองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้นความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศรพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุรู้แจ้งความปฏิบัติอันสมควรแก่ตน และรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่พึงเบียดเบียนสัตว์ไรๆ
ในโลก พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูลอะไรๆ ขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว ก้าวล่วงธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลสได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุผู้มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจทิฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฐิ ภิกษุนั้นเป็นนักปราชญ์กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และปฏิฆะ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมดจดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว มีความชำนาญในธรรมทั้งหลาย ถึงนิพพาน ไม่มีความหวั่นไหวฉลาดในญาณอันเป็นที่ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุล่วงความกำหนดว่าเราว่าของเรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีตทั้งที่เป็นอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล หลุดพ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลกภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลายตรัสรู้ธรรม เห็นการละอาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (นิพพาน) ไม่ข้องอยู่ในภพไหนๆเพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯ
พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุใดมีปรกติอยู่อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯจบสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
ธรรมิกสูตรที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมิกสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
๑๔ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ธมฺมิโก อุปาสโก ปญฺจหิ อุปาสกสเตหิ สทฺธึ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ธมฺมิโก อุปาสโก ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
๑ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ธรรมิกอุบาสกพร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
ปุจฺฉามิ ตํ โคตม ภูริปญฺญ
กถงฺกโร สาวโก สาธุ โหติ
โย วา อคารา อนคารเมติ
อคาริโน วา ปนุปาสกาเส ฯ
ตุวญฺหิ โลกสฺส สเทวกสฺส
คตึ ปชานาสิ ปรายนญฺจ
น ๑ ตตฺถิ ตุโลฺย นิปุณตฺถทสฺสี
ตุวญฺหิ พุทฺธํ ปวรํ วทนฺติ ฯ
สพฺพํ ตุวํ ญาณมเวจฺจ ธมฺมํ
ปกาเสสิ สตฺเต อนุกมฺปมาโน
วิวฏจฺฉโทสิ สมนฺตจกฺขุ
วิโรจสิ วิมโล สพฺพโลเก ฯ
อคจฺฉิ เต สนฺติเก นาคราชา
เอราวโณ นาม ชิโนติ สุตฺวา
โสปิ ตยา มนฺตยิตฺวาชฺฌคมา
สาธูติ สุตฺวาน ปตีตรูโป ฯ
ราชาปิ ตํ เวสฺสวโณ กุเวโร
อุเปติ ธมฺมํ ปริปุจฺฉมาโน
ตสฺสาปิ ตฺวํ ปุจฺฉิโต พฺรวีสิ ๑
โส จาปิ สุตฺวาน ปตีตรูโป ฯ
เย เกจิเม ติตฺถิยา วาทสีลา
อาชีวกา วา ยทิ วา นิคนฺถา
ปญฺญาย ตํ นาติตรนฺติ สพฺเพ
ฐิโต วชนฺตํ วิย สีฆคามึ ฯ
เย เกจิเม พฺราหฺมณา วาทสีลา
วุฑฺฒา วาปิ ๒ พฺราหฺมณา สนฺติ เกจิ
สพฺเพ ตยี อตฺถพทฺธา ภวนฺติ
เย จาปิ ๓ อญฺเญ วาทิโน มญฺญมานา ฯ
อยญฺหิ ธมฺโม นิปุโณ สุโข จ
โยยํ ตยา ภควา สุปฺปวุตฺโต
ตเมว สพฺเพ ๔ มยํ สุสฺสุมานา ๕
ตํ โน วท ๖ ปุจฺฉิโต พุทฺธเสฏฺฐ ฯ
สพฺเพปิเม ภิกฺขโว สนฺนิสินฺนา
อุปาสกา จาปิ ตตฺเถว โสตุํ
สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํ
สุภาสิตํ วาสวสฺเสว เทวา ฯ
สุณาถ เม ภิกฺขโว สาวยามิ ๑ โว
ธมฺมํ ธุตํ ตญฺจ จราถ ๒ สพฺเพ
อิริยาปถํ ปพฺพชิตานุโลมิกํ
เสเวถ นํ อตฺถทสฺสี มติมา ๓ ฯ
โน เว วิกาเล วิจเรยฺย ภิกฺขุ
คาเม จ ปิณฺฑาย จเรยฺย กาเล
อกาลจารึ หิ สชนฺติ สงฺคา
ตสฺมา วิกาเล น จรนฺติ พุทฺธา ฯ
รูปา จ สทฺทา จ รสา จ คนฺธา
ผสฺสา จ เย สมฺมทยนฺติ สตฺเต
เอเตสุ ธมฺเมสุ วิเนยฺย ฉนฺทํ
กาเลน โส ปวิเส ปาตราสํ ฯ
ปิณฺฑํ จ ภิกฺขุ สมเยน ลทฺธา
เอโก ปฏิกฺกมฺม รโห นิสีเท
อชฺฌตฺตจินฺตี น มโน พหิทฺธา
นิจฺฉารเย สงฺคหิตตฺตภาโว ฯ
สเจปิ โส สลฺลเป สาวเกน
อญฺเญน วา เกนจิ ภิกฺขุนา วา
ธมฺมํ ปณีตํ ตมุทาหเรยฺย
น เปสุณํ โนปิ ปรูปวาทํ ฯ
วาทญฺหิ เอเก ปฏิเสนิยนฺติ
น เต ปสํสาม ปริตฺตปญฺเญ
ตโต ตโต เน ปสชนฺติ สงฺคา
จิตฺตญฺหิ เต ตตฺถ คเมนฺติ ทูเร ฯ
ปิณฺฑํ วิหารํ สยนาสนญฺจ
อาปญฺจ สงฺฆาฏิรชูปวาหนํ
สุตฺวาน ธมฺมํ สุคเตน เทสิตํ
สงฺขาย เสเว วรปญฺญสาวโก ฯ
ตสฺมา หิ ปิณฺเฑ สยนาสเน จ
อาเป จ สงฺฆาฏิรชูปวาหเน
เอเตสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต
ภิกฺขุ ยถา โปกฺขเร วาริพินฺทุ ฯ
คหฏฺฐวตฺตํ ปน โว วทามิ
ยถากโร สาวโก สาธุ โหติ
น เหส ลพฺภา สปริคฺคเหน
ผสฺเสตุ โย เกวโล ภิกฺขุธมฺโม ฯ
ปาณํ น หเน น จ ฆาตเยยฺย
น จานุชญฺญา หนตํ ปเรสํ
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
เย ถาวรา เย จ ตสา สนฺติ โลเก ฯ
ตโต อทินฺนํ ปริวชฺชเยยฺย
กิญฺจิ กฺวจิ สาวโก พุชฺฌมาโน
น หารเย หรตํ นานุชญฺญา
สพฺพํ อทินฺนํ ปริวชฺชเยยฺย ฯ
อพฺรหฺมจริยํ ปริวชฺชเยยฺย
องฺคารกาสุํ ชลิตํว วิญฺญู
อสมฺภุณนฺโต ปน พฺรหฺมจริยํ
ปรสฺส ทารํ นาติกฺกเมยฺย ฯ
สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา
เอกสฺส เจโก น มุสา ภเณยฺย
น ภาณเย ภณตํ นานุชญฺญา
สพฺพํ อภูตํ ปริวชฺชเยยฺย ฯ
มชฺชญฺจ ปาณํ น สมาจเรยฺย
ธมฺมํ อิทํ โรจเย โย คหฏฺโฐ
น ปายเย ปิวิตํ ๑ นานุชญฺญา
อุมฺมาทนนฺตํ อิติ นํ วิทิตฺวา ฯ
มทา หิ ปาปานิ กโรนฺติ พาลา
กาเรนฺติ จญฺเญปิ ชเน ปมตฺเต
เอตํ อปุญฺญายตนํ วิวชฺชเย
อุมฺมาทนํ โมหนํ พาลกนฺตํ ฯ
ปาณํ น หเน น จาทินฺนมาทิเย
มุสา น ภาเส น จ มชฺชโป สิยา
อพฺรหฺมจริยา วิรเมยฺย เมถุนา
รตฺตึ น ภุญฺเชยฺย วิกาลโภชนํ
มาลํ น ธาเร น จ คนฺธมาจเร
มญฺเจ ฉมายํ ว สเยถ สนฺถเต
เอตํ หิ อฏฺฐงฺคิกมาหุโปสถํ
พุทฺเธน ทุกฺขนฺตคุนา ปกาสิตํ ฯ
ตโต จ ปกฺขสฺสุปวสฺสุโปสถํ
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสิญฺจ อฏฺฐมึ
ปาฏิหาริกปกฺขญฺจ ปสนฺนมานโส
อฏฺฐงฺคุเปตํ สุสมตฺตรูปํ ฯ
ตโต จ ปาโต อุปวุฏฺฐุโปสโถ
อนฺเนน ปาเนน จ ภิกฺขุสงฺฆํ
ปสนฺนจิตฺโต อนุโมทมาโน
ยถารหํ สํวิภเชถ วิญฺญู ฯ
ธมฺเมน มาตาปิตโร ภเรยฺย
ปโยชเย ธมฺมิกํ โส วณิชฺชํ
เอตํ คิหีวตฺตยมปฺปมตฺโต
สยมฺปเภ นาม อุเปติ เทเวติ ฯ
ธมฺมิกสุตฺตํ จุทฺทสมํ ฯ
จูฬวคฺโค ทุติโย ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
รตนามคนฺโธ หิริ จ
มงฺคลํ สูจิโลเมน กปิโล พฺราหฺมโณปิ จ
นาวา กึสีลอุฏฺฐาโน ราหุโล ปุน วงฺคีโส
ปริพฺพาชนิโย ตถา ธมฺมิกญฺจ วิทุโน อหุ
จุฬวคฺคญฺหิ จุทฺทสาติ ฯ
๑ ม. น จตฺถิ ฯ โป. นตฺถิ ฯ
๑ ม. ยุ. พฺรูสิ ธีร ฯ ๒ ม. ยุ. จาปิ ฯ ๓ ยุ. วาปิ จญฺเญ ฯ ๔ ม. สพฺเพปิ ฯ
๕ ม. ยุ. สุสฺสูสมานา ฯ ๖ ยุ. ตวนฺโน ฯ
๑ โป. สาวิยามิโว ฯ ม. สาวยิสฺสามิ ฯ ๒ ยุ. ธราถ ฯ ๓ ม. ยุ. มุติมา ฯ
๑ ม. ปิวตํ ฯ ยุ. ปิปาตํ ฯ
ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอ ทูลถาม
พระองค์ อุบาสกผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี อุบาสกผู้ยังอยู่ครองเรือนอีกก็ดี บรรดาสาวกทั้งสองพวกนี้สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พระองค์เท่านั้นแล ทรงทราบชัดซึ่งคติและความสำเร็จของโลกพร้อมทั้งเทวโลก บุคคลผู้เห็นประโยชน์อันละเอียดเช่นกับพระองค์ย่อมไม่มี บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวพระองค์แล ว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงแทงตลอดไญยธรรมทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ ได้ทรงประกาศพระญาณและธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระจักษุรอบคอบ
พระองค์ผู้มีกิเลสดุจหลังคาที่เปิดแล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน ไพโรจน์อยู่ในโลกทั้งปวง พญาช้าง (เทพบุตร) ชื่อเอราวัณทราบว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชนะบาปธรรม ดังนี้แล้วได้ไปในสำนักของพระองค์ พญาช้างเอราวัณแม้นั้นทูลถามปัญหากะพระองค์ ได้สดับปัญหาแล้วซ้องสาธุการชื่นชมยินดี ได้บรรลุธรรมไปแล้ว แม้พระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรก็เข้าเฝ้าพระองค์ทูลไต่ถามธรรมอยู่
พระองค์อันพระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ทูลถามแล้วย่อมตรัสบอก ท้าวเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ได้สดับปัญหาแล้วทรงชื่นชมยินดี ได้เสด็จไปแล้ว พวกเดียรถีย์ก็ดี อาชีวกก็ดีนิครนถ์ก็ดี ผู้มีปรกติกระทำวาทะทั้งหมดนี้ย่อมไม่เกินพระองค์ด้วยปัญญา เหมือนบุคคลผู้หยุดอยู่ ไม่พึงเกินคนเดินเร็วซึ่งเดินอยู่ ฉะนั้น พวกพราหมณ์ก็ดี แม้พวกพราหมณ์ผู้เฒ่าก็ดีผู้มีปรกติกระทำวาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ และแม้ชนเหล่าอื่นสำคัญอยู่ว่า เราทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำวาทะ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้เนื่องด้วยประโยชน์ในพระองค์ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทั้งหมดกำลังคอยฟังด้วยดี ซึ่งธรรมที่ละเอียดและนำความสุขมาให้ อันพระองค์ตรัสดีแล้วนี้ ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์อันข้าพระองค์ทั้งหลายทูลถามแล้ว ได้โปรดตรัสบอกความข้อนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ภิกษุกับทั้งอุบาสกเหล่านี้แม้ทั้งหมดนั่งประชุมกันแล้วในที่นั้นแหละ เพื่อจะฟังขอจงตั้งใจฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีมลทินตรัสรู้แล้ว เหมือนเทวดาทั้งหลายตั้งใจฟังสุภาษิตของท้าววาสวะฉะนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาของบรรพชิตก่อน ตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายมาแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรา เราจะยังเธอทั้งหลายให้ฟังธรรมอันกำจัดกิเลส และเธอทั้งปวงจงประพฤติธรรมอันกำจัดกิเลสนั้นภิกษุผู้มีปัญญาความคิด ผู้เห็นประโยชน์ พึงเสพอิริยาบถอันสมควรแก่บรรพชิตนั้น ภิกษุไม่พึงเที่ยวไปในเวลาวิกาลเลย อนึ่งภิกษุพึงเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในบ้านในกาล ด้วยว่าธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลายย่อมข้องภิกษุผู้เที่ยวไปในกาลอันไม่สมควรไว้ เพราะเหตุนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล รูป เสียงกลิ่น รส และผัสสะ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา ภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วซึ่งความพอใจในธรรมเหล่านี้ พึงเข้าไปยังโอกาสที่จะพึงบริโภคอาหารในเวลาเช้าโดยกาล
อนึ่ง ภิกษุได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย พึงกลับไปนั่งในที่สงัดแต่ผู้เดียว ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว คิดถึงขันธสันดานในภายใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้นพึงเจรจากับสาวกอื่นหรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้ ภิกษุนั้นพึงกล่าวธรรมอันประณีต ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด ทั้งไม่พึงกล่าวคำติเตียนผู้อื่น ก็บุคคลบางพวกย่อมประถ้อยคำกันเราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย ความเกี่ยวข้องด้วยการวิวาท เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อมข้องบุคคลเหล่านั้นไว้ เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกลจากสมถะและวิปัสนา สาวกผู้มีปัญญาดี ฟังธรรมที่พระสุคตทรงแสดงแล้ว พิจารณาบิณฑบาต ที่อยู่ที่นอน
ที่นั่งน้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิแล้วพึงเสพ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้ คือ บิณฑบาต ที่นอนที่นั่งน้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดในใบบัว ฉะนั้นก็เราจะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอทั้งหลาย สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ จริงอยู่สาวกไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้องธรรมของภิกษุล้วนด้วยอาการที่มีความหวงแหน สาวกวางอาชญาในสัตว์ทุกหมู่เหล่า ทั้งผู้ที่มั่นคงทั้งผู้ที่ยังสะดุ้งในโลกแล้ว ไม่พึงฆ่าสัตว์เอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นฆ่าแต่นั้น สาวกรู้อยู่ พึงเว้นสิ่งที่เขาไม่ให้อะไรๆ ในที่ไหนๆไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก
ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นลัก พึงเว้นวัตถุที่เจ้าของเขาไม่ให้ทั้งหมด สาวกผู้รู้แจ้งพึงเว้นอพรหมจรรย์เหมือนบุคคลเว้นหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชน ฉะนั้นแต่เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่พึงก้าวล่วงภรรยาของผู้อื่นก็สาวกผู้อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในท่ามกลางบริษัทก็ดี ไม่พึงกล่าวเท็จแก่บุคคลผู้หนึ่ง ไม่พึงให้ผู้อื่นกล่าวคำเท็จ ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นกล่าวเท็จ พึงเว้นคำไม่เป็นจริงทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่พึงดื่มน้ำเมาพึงชอบใจธรรมนี้ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นดื่ม ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นดื่ม เพราะทราบชัดการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าเป็นที่สุด คนพาลทั้งหลายย่อมกระทำบาปเอง และใช้คนอื่นผู้ประมาทแล้วให้กระทำบาป เพราะความเมานั่นเอง สาวกพึงเว้นความเป็นบ้า ความหลงที่คนพาลใคร่แล้วอันเป็นบ่อเกิดแห่งบาปนี้ ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ไม่พึงพูดมุสา ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงเว้นจากเมถุนธรรมอันเป็นความประพฤติไม่ประเสริฐ ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลาวิกาลในราตรี ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และไม่พึงลูบไล้ของหอมพึงนอนบน
เตียงหรือบนพื้นดินที่เขาลาดแล้ว บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวอุโบสถอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล ว่าอันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ทรงประกาศไว้แล้ว แต่นั้นสาวกผู้มีใจเลื่อมใส พึงเข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ประการให้บริบูรณ์ดี ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำและ ๘ ค่ำแห่งปักข์ และตลอดปาฏิหาริกปักข์ แต่นั้นสาวกผู้รู้แจ้งเข้าจำอุโบสถอยู่แต่เช้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชื่นชมอยู่เนืองๆ พึงแจกจ่ายภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำตามควร พึงเลี้ยงมารดาและบิดาด้วยโภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบธรรม พึงประกอบการค้าขายอันชอบธรรมไม่ประมาท ประพฤติวัตรแห่งคฤหัสถ์นี้อยู่ ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดาชื่อว่าสยัมปภา ผู้มีรัศมีในตน ฯ
จบธรรมิกสูตรที่ ๑๔
จบจูฬวรรคที่ ๒
__________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. รัตนสูตร ๒. อามคันธสูตร
๓. หิริสูตร ๔. มงคลสูตร
๕. สูจิโลมสูตร ๖. ธรรมจริยสูตร
๗. พราหมณธรรมิกสูตร ๘. นาวาสูตร
๙. กึสีลสูตร ๑๐. อุฏฐานสูตร
๑๑. ราหุลสูตร ๑๒. วังคีสสูตร
๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร ๑๔. ธรรมิกสูตร ฯ
ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระสูตร ๑๔ สูตรว่าจูฬวรรคแล ฯ
End of จูฬวรรค