arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · จูฬวรรค

๑๒. วังคีสสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๒๙–๓๓๐ (Royal Thai)12/14 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

วังคีสสูตรที่ ๑๒

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค วังคีสสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต วงฺคีสสฺส อุปชฺฌาโย นิโคฺรธกปฺโป นาม เถโร อคฺคาฬเว เจติเย อจิรปรินิพฺพุโต โหติ ฯ อถ โข อายสฺมโต วงฺคีสสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ปรินิพฺพุโต นุ โข เม อุปชฺฌาโย อุทาหุ โน ปรินิพฺพุโตติ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา วงฺคีโส ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ปรินิพฺพุโต นุ โข เม อุปชฺฌาโย อุทาหุ โน ปรินิพฺพุโตติ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ จีวรํ กตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ

Royal Thai

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ ใกล้เมืองอาฬวีก็สมัยนั้นแลพระเถระชื่อนิโครธกัปปะเป็นอุปัชฌายะ ของท่านพระวังคีสะปรินิพพานแล้วไม่นานที่อัคคาฬวเจดีย์ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌายะของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ปรินิพพาน ครั้นเวลาเย็น ท่านพระวังคีสะออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌายะของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ได้ปรินิพพาน ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

Pali (Siam Rath)

ปุจฺฉาม สตฺถารํ อโนมปญฺญํ

ทิฏฺเฐว ธมฺเม โย วิจิกิจฺฉานํ

เฉตฺตา อคฺคาฬเว กาลมกาสิ ภิกฺขุ

ญาโต ยสสฺสี อภินิพฺพุตตฺโต ฯ

นิโคฺรธกปฺโป อิติ ตสฺส นามํ

ตยา กตํ ภควา พฺราหฺมณสฺส

โส ตํ นมสฺสํ อจรึ มุตฺยเปกฺโข

อารทฺธวิริโย ทฬฺหธมฺมทสฺสี ฯ

ตํ สาวกํ สกฺก มยมฺปิ สพฺเพ

อญฺญาตุมิจฺฉาม สมนฺตจกฺขุ

สมวฏฺฐิตา โน สวนาย โสตา

ตุวํ โน สตฺถา ตฺวมนุตฺตโรสิ ฯ

ฉินฺเทว โน วิจิกิจฺฉํ พฺรูหิ เมตํ

ปรินิพฺพุตํ เวทย ภูริปญฺญ

มชฺเฌ จ ๑ โน ภาส สมนฺตจกฺขุ

สกฺโกว เทวานํ สหสฺสเนตฺโต ฯ

เย เกจิ คนฺถา อิธ โมหมคฺคา

อญฺญาณปกฺขา วิจิกิจฺฉฐานา

ตถาคตํ ปตฺวา น เต ภวนฺติ

จกฺขุํ หิ เอตํ ปรมํ นรานํ ฯ

โน เจ หิ ชาตุ ปุริโส กิเลเส

วาโต ยถา อพฺภฆนํ วิหาเน

ตโมวสฺส นิวุโต สพฺพโลโก

น โชติมนฺโตปิ นรา ตเปยฺยุํ ฯ

ธีรา จ ปชฺโชตกรา ภวนฺติ

ตํ ตํ อหํ ธีร ตเถว มญฺเญ

วิปสฺสินํ ชานมุปาคมมฺห

ปริสาสุ โน อาวิกโรหิ กปฺปํ ฯ

ขิปฺปํ คิรํ เอรย วคฺคุ วคฺคุํ

หํสาว ๑ ปคฺคยฺห สณึ ๒ นิกุชฺช ๓

พินฺทุสฺสเรน สุวิกปฺปิเตน

สพฺเพว เต อุชฺชุคตา สุโณม ฯ

ปหีนชาติมรณํ อเสสํ

นิคฺคยฺห โธนํ วเทสฺสามิ ธมฺมํ

น กามกาโร หิ ปุถุชฺชนานํ

สงฺเขยฺยกาโร จ ตถาคตานํ ฯ

สมฺปนฺนเวยฺยากรณํ ตฺวยิทํ ๔

สมุชฺชปญฺญสฺส ๕ สมุคฺคหีตํ

อยมญฺชลี ปจฺฉิโม สุปฺปณามิโต

มา โมหยี ชานมโนมปญฺญ ฯ

ปโรวรํ อริยธมฺมํ วิทิตฺวา

มา โมหยี ชานมโนมวีร

วารึ ยถา ฆมฺมนิ ฆมฺมตตฺโต

วาจาภิกงฺขามิ สุตสฺส ๑ วสฺส ฯ

ยทตฺถิกํ ๒ พฺรหฺมจริยํ อจาริ ๓

กปฺปายโน กิญฺจิสฺส ๔ ตํ อโมฆํ

นิพฺพายิ โส อาทุ สอุปาทิเสโส ๕

ยถา วิมุตฺโต อหุ ตํ สุโณม ฯ

อจฺเฉจฺฉิ ตณฺหํ อิธ นามรูเป (ติ ภควา)

กณฺหสฺส โสตํ ทีฆรตฺตานุสยิตํ

อตาริ ชาตึ มรณํ อเสสํ

อิจฺจพฺรวี ภควา ปญฺจเสฏฺโฐ ฯ

เอส สุตฺวา ปสีทามิ วโจ เต อิสิสตฺตมู

อโมฆํ กิร เม ปุฏฺฐํ น มํ วญฺเจสิ พฺราหฺมโณ

ยถาวาที ตถาการี อหุ พุทฺธสฺส สาวโก

อจฺฉิทา มจฺจุโน ชาลํ ตํ ตํ มายาวิโน ทฬฺหํ ฯ

อทฺทส ภควา อาทึ ๖ อุปาทานสฺส กปฺปิโย

อจฺจคา วต กปฺปายโน มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรนฺติ ฯ

วงฺคีสสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ

_____________

๑ ม. นิโคฺรธกปฺปสุตฺตํ ฯ

๑ ยุ. ว ฯ

๑ ม. หํโสว ฯ ๒ ม. สณิกํ ฯ ๓ ม. ยุ. นิกูช ฯ ๔ ม. ตเวทํ ฯ ๕ ม. ยุ.

สมุชฺชุปญฺญสฺส ฯ

๑ ม. สุตํปวสฺส ฯ ๒ ยุ. ยทตฺถิยํ ฯ ๓ ม. อจรี ฯ ๔ ม. ยุ. กจฺจิสฺส ฯ

๕ ม. สปาทิเสโส ฯ ๖ ม. อาทิ ฯ

Royal Thai

ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทูลถามพระศาสดาผู้มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเห็นธรรมอันมั่นคงพระองค์ทรงขนานนามแห่งภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ตัดความสงสัย มีชื่อเสียง มียศ ผู้คุ้มครองตนได้ มุ่งวิมุติ ปรารภความเพียร กระทำกาละที่อัคคาฬวเจดีย์ที่ข้าพระองค์ได้ประพฤตินอบน้อมท่านอยู่ว่า นิโครธกัปปะ นิพพานแล้วข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ มีพระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งหมดย่อมปรารถนาเพื่อจะรู้พระสาวกนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายตั้งโสตไว้ชอบแล้วเพื่อจะฟัง พระองค์เป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงโปรดตรัสความสงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพระองค์เถิด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ผู้ปรินิพพานแล้ว อนึ่ง ขอพระองค์ตรัสในท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนอย่างท้าวสหัสสเนตร พระนามว่าสักกะย่อมตรัสในท่ามกลางแห่งเทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ เป็นทางแห่งโมหะ เป็นฝักฝ่ายแห่งความไม่รู้เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น มาถึงพระตถาคตผู้มีจักษุผู้ยิ่งกว่านระทั้งหลายแล้วย่อมไม่มี ก็ถ้าว่า พระผู้มีพระภาคผู้เป็นบุรุษจะไม่พึงกำจัดเหล่ากิเลสเสียโดยส่วนเดียว เหมือนลมไม่พึงกำจัดเมฆไซร้ สัตว์โลกทั้งหมดถูกความไม่รู้ปกคลุมแล้ว

พึงเป็นโลกมืด เหมือนโลกที่ถูกเมฆปกคลุมแล้วเป็นโลกมืด ฉะนั้น นรชนทั้งหลายแม้มีความรุ่งเรือง จะไม่พึงเดือดร้อน ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นผู้กระทำความรุ่งเรือง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนักปราชญ์เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ย่อมสำคัญพระองค์ว่าเป็นนักปราชญ์ และว่าผู้กระทำความรุ่งเรือง เหมือนอย่างนั้นนั่นแล ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบอยู่ ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้เห็นแจ่มแจ้ง จึงเข้ามาเฝ้า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกทรงกระทำให้แจ่มแจ้งซึ่งภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในบริษัทเถิด

พระองค์ผู้มีพระดำรัสไพเราะ ขอจงตรัสถ้อยคำอันไพเราะเถิด ขอพระองค์จงค่อยเปล่งด้วยพระสุรเสียงอันพระองค์ทรงกำหนดดีแล้ว เหมือนหมู่หงส์ยกคอขึ้นแล้ว ค่อยๆเปล่งเสียงอันไพเราะ ฉะนั้นข้าพระองค์ทั้งหมดเป็นผู้ปฏิบัติตรง จะคอยฟังพระดำรัสอันไพเราะของพระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอนให้พระองค์ผู้ละชาติและมรณะได้แล้ว ทรงกำจัดบาปไม่มีส่วนเหลือให้ทรงแสดงธรรม การกระทำความใคร่หามีแก่ปุถุชนทั้งหลายไม่ ส่วนการกระทำความพิจารณาย่อมมีแก่พระตถาคตทั้งหลายไวยากรณ์อันสมบูรณ์นี้ เป็นของพระองค์ผู้มีพระปัญญาผุดขึ้นดี ทรงเรียนดีแล้วข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาไม่ทราม อัญชลีมีในภายหลังนี้ ข้าพระองค์ประฌมดีแล้วพระองค์ทรงทราบอยู่ซึ่งคติของภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีความเพียรไม่ทราม พระองค์ทรงรู้แจ้งอริยธรรมอันประเสริฐยิ่งทรงทราบอยู่ซึ่งไญยธรรมทั้งปวง อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลยข้าพระองค์หวังจะได้สดับพระดำรัสของพระองค์อยู่ เหมือนบุรุษผู้ร้อนแล้วเพราะความร้อนในฤดูร้อน หวังจะได้น้ำ ฉะนั้น ขอพระองค์จงยังสัททายตนะ คือ สุตะให้ตกเถิด ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะได้ประพฤติพรหมจรรย์ ตามความปรารถนา พรหมจรรย์อะไรๆ ของท่านไม่เปล่านิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุหรือ หรือว่าเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะขอฟังความข้อนั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า

ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้ ที่เป็นกระแสแห่งกัณหมารอันนอนเนื่องแล้วสิ้นกาลนาน เธอได้ข้ามพ้นชาติและมรณะไม่มีส่วนเหลือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐสุดด้วยอินทรีย์ ๕ เป็นต้น ได้ตรัสอย่างนี้ ฯ

ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์นี้ได้ฟังแล้ว ย่อมเลื่อมใสพระดำรัสของพระองค์ ได้ยินว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามถึงพรหมจรรย์อันไม่เปล่าพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ลวงข้าพระองค์ พระสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีปรกติกล่าวอย่างใด กระทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายอันมั่นคงนั้นๆของมัจจุราชผู้มีมายาขาดแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะผู้สมควร ได้เห็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานได้ล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยากแล้วหนอ ฯ

จบวังคีสสูตรที่ ๑๒

End of ๑๒. วังคีสสูตร