arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวงศ์

๒๔. กัสสปพุทธวงศ์ เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๕ (Royal Thai)25/28 in พุทธวงศ์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ กัสสปพุทธวงศ์ (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 73 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 73, pp. 667–687

Page 667

๒๔. วงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔

ว่าด้วยพระประวัติของพระกัสสปพุทธเจ้า

[๒๕] ต่อมาจากสมัยของ พระโกนาคมนพุทธ-เจ้า ก็มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ผู้สูงสุด

แห่งสัตว์สองเท้า จอมทัพธรรม ผู้ทำพระรัศมี.

เรือนของตระกูล มีข้าวนำโภชนะมาก ก็สลัด

ทิ้งแล้ว ให้ทานแก่พวกยาจก ยังใจให้เต็มแล้วทำลายเครื่องผูกพันดังคอก เหมือนโคอุสภะพังคอกฉะนั้นก็บรรลุพระสัมโพธิญาณสูงสุด.

เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศ

พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ.

ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกในเทวโลก ๔ เดือนอภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ตัวหนึ่งหมื่นโกฏิ.

ครั้งทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ประกาศพระสัพ-

พัญญุตญาณ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าพันโกฏิ.

พระชินพุทธเจ้าประทับนั่ง ณ สภา ชื่อ สุธรรมาณ ดาวดึงส์เทวโลกทรงประกาศพระอภิธรรม ทรงยังเทวดาสามพันโกฏิให้ตรัสรู้.

อีกครั้งหนึ่ง ทรงแสดงธรรมโปรดนรเทวยักษ์

อภิสมัยของสัตว์เหล่านั้น นับจำนวนไม่ถ้วน.

Page 668

พระผู้เป็นเทพแห่งเทพพระองค์นั้น ทรงมีสัน-

นิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบคงที่ ครั้งเดียว.

ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมพระภิกษุสาวก

สองหมื่น ผู้เป็นพระขีณาสพล่วงภพ เสมอกันด้วยหิริ

และศีล.

ครั้งนั้น เราเป็นมาณพ ปรากฏชื่อว่า โชติปาละ

ผู้คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท ถึงฝั่งในลัทธิธรรมของตน ในลักษณศาสตร์ และ อิติหาสศาสตร์ฉลาดรู้พื้นดินและอากาศ สำเร็จวิชาอย่างสมบูรณ์.

อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ชื่อว่า

ฆฏิการะ ผู้น่าเคารพ น่ายำเกรง อันพระองค์ทรงแนะนำในอริยผลที่ ๓ [อนาคามีผล]

ท่านฆฏิการอุบาสกพาเราเข้าเฝ้าพระกัสสปชิน-พุทธเจ้า เราฟังธรรมแล้วก็บวชในสำนักของพระองค์.

เราเป็นผู้ปรารภความเพียร ฉลาดในข้อวัตรน้อยใหญ่ไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าในคุณข้อไหนๆ ยังคำสั่งสอน

ของพระชินพุทธเจ้าให้บริบูรณ์อยู่.

เราเล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ พุทธวจนะตลอด

ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้งามแล้ว.

Page 669

พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงเห็นความอัศ-

จรรย์ของเรา ก็ทรงพยากรณ์ว่า ในภัทรกัปนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.

พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.

พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเสด็จเข้าไปยังแม่น้ำ

เนรัญชรา.

พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม

ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัดแต่งไว้ เข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์.

แต่นั้น พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงทำประทัก-

ษิณโพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิ-พฤกษ์ชื่อต้นอัสสัตถะ.

ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนางมายา

พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมี

พระนามว่า โคตมะ.

จักมีพระอัครสาวกชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ-

อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง

พระชินเจ้าผู้นี้.

Page 670

จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อ พระเขมา และพระอุบล-วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเรียกว่าต้นอัสสัตถะ.

จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะ

อาฬวกะ อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตาและอุตตราพระโคตมะผู้มีพระยศ จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.

มนุษย์แลเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ

พระผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่แล้ว ก็ปลาบ

ปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.

หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวดา พากันโห่ร้องปรบมือ

หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่าผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.

มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง

หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.

พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า

พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.

เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ก็ยิ่งเลื่อม

ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.

Page 671

เราท่องเที่ยวไปอย่างนี้ เว้นเด็ดขาดจากการ

อนาจารเราทำแต่กิจกรรมที่ทำได้ยาก ก็เพราะเหตุอยากได้พระโพธิญาณอย่างเดียว.

พระนคร ชื่อว่าพาราณสี มีกษัตริย์พระนามว่า

พระเจ้ากีกิ ตระกูลของพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นตระกูลใหญ่ อยู่ในพระนครนั้น.

พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า พรหมทัตตะ พระชนนีเป็นพราหมณีชื่อว่าธนวดี.

พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่สองพันปี มีปรา-

สาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่าหังสะ ยสะ และ สิริจันทะมีนางบำเรอสี่หมื่นปีแปดพันนางมีพระนางสุนันทาเป็น

ประมุข มีพระราชบุตรพระนามว่า วิชิตเสนะ.

พระผู้สูงสุดในบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ ออก

อภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน.

พระมหาวีระกัสสปะ ผู้นำโลก สูงสุดในนรชนอันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระ-

ธรรมจักร ณ มิคทายวัน.

พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-อัครสาวก ชื่อว่าพระติสสะ และพระภารทวาชะพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระสัพพมิตตะ.

มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระอนุลา และพระอุรุ

เวลา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นเรียกว่าต้นนิโครธ.

Page 672

มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่าสุมังคละและฆฏิการะ มี

อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่าวิชิตเสนา และภัททา.

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๒๐ ศอก เหมือน

สายฟ้าแลบในอากาศ เหมือนดวงจันทร์ทรงกลด.

พระองค์ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระชนมายุสอง

หมื่นปี พระองค์มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.

พระองค์ ทรงสร้างสระธรรม ประทานศีลเป็น

เครื่องลูบไล้ ทรงนุ่งผ้าธรรม แจกจ่ายพวงมาลัยธรรม.

ทรงตั้งธรรมอันใสสะอาดเป็นกระจกแก่มหาชน

คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ปรารถนาพระนิพพานก็จักดูเครื่องประดับของเรา.

ประทานศีลเป็นเสื้อ ฌานเป็นเกราะหนัง ห่ม

ธรรมเป็นหนัง [เสือ] ประทานเกราะสวมอันสูงสุด.

ประทานสติเป็นโล่ ญาณเป็นหอกคมกริบ

ประทานธรรมเป็นพระขรรค์อย่างดี ศีลเป็นเครื่อง*ย่ำยีศัตรู.

ประทานวิชชา ๓ เป็นเครื่องประดับ ผล ๔ เป็น

มาลัยคล้องคอ ประทานอภิญญา ๖ เป็นอาภรณ์ ธรรมเป็นดอกไม้ประดับ.

๑. อ. สีลสํสคฺคฆทฺทนํ ศีลเป็นเครื่องย่ำยีความคลุกคลี

Page 673

พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานพระสัทธรรม

เป็นเศวตฉัตรไว้ป้องกันบาป ทรงเนรมิตดอกไม้คือทางอันไม่มีภัย แล้วก็ดับขันธปรินิพพาน.

นั่นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณหา

ประมาณมิได้ อันใครเข้าเฝ้าได้ยาก.

นั่นคือพระธรรมรัตนะ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตรัสไว้ดีแล้ว ควรเรียกให้มาดู.

นั่นคือพระสังฆรัตนะ ผู้ปฏิบัติดียอดเยี่ยมทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.

พระชินศาสดา มหากัสสปพุทธเจ้า ดับขันธ-ปรินิพพาน ณ พระวิหารเสตัพยาราม ชินสถูปของพระองค์ ณ พระวิหารนั้น สูงหนึ่งโยชน์.

จบวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔

Page 674

พรรณนาวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔

ภายหลังต่อมาจากสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคามนะ เมื่อพระศาสนาของพระองค์อันตรธานแล้ว สัตว์ที่มีอายุสามหมื่นปี ก็เสื่อมลดลงโดยลำดับจนถึงมีอายุสิบปี แล้วเจริญอีก จนมีอายุนับไม่ถ้วน แล้วก็เสื่อมลดลงอีกโดยลำดับเมื่อสัตว์เกิดมามีอายุสองหมื่นปี พระศาสดาพระนามว่ากัสสปะ ผู้ปกครองมนุษย์เป็นอันมาก ก็อุบัติขึ้นในโลก. พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย แล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่าธนวดี ผู้มีคุณไพบูลย์ ของพราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะ กรุงพาราณสีถ้วนกำหนดทศมาส ก็ตลอดออกจากครรภ์ชนนี ณ อิสิปตนะมิคทายวัน แต่ญาติทรงหลายตั้งพระนามของพระองค์โดยโคตรว่า กัสสปกุมาร พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่สองพันปี. มีปราสาท ๓ หลังชื่อว่าหังสวา ยสวา และสิรินันทะปรากฏมีนางบำเรอสี่หมื่นแปดพันนาง มีนางสุนันทาพราหมณี เกิดแล้ว

เมื่อบุตรชื่อ วิชิตเสนะ ของ นางสุนันทาพราหมณี เกิดแล้วพระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ เกิดความสังเวชสลดใจ เมื่อระหว่างที่พระองค์ทรงดำริเท่านั้น ปราสาทก็หมุนเหมือนจักรแห่งแป้นทำภาชนะดิน ลอยขึ้นสู่ท้องนภากาศ อันคนหลายร้อยแวดล้อมแล้ว ดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารท ที่เป็นกลุ่มทำความงามอย่างยิ่งอันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว ลอยไปประหนึ่งประดับท้องนภากาศ ประหนึ่งประกาศบุญญานุภาพ ประหนึ่งดึงดูดดวงตาดวงใจของชนประหนึ่งทำยอดไม้ทั้งหลายให้งามยิ่ง เอาต้นโพธิ์พฤกษ์ชื่อนิโครธต้นไทรไว้ตรงกลางแล้วลงตั้งเหนือพื้นดิน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทรงยืนที่แผ่นดิน ทรงถือเอาผ้าธงชัยแห่งพระอรหัตที่เทวดาถวาย ทรงผนวชแล้ว

Page 675

นางบำเรอของพระองค์ก็ลงจากปราสาท เดินทางไปครึ่งคาวุต พร้อมด้วยบริวารจึงพากันนั่งกระทำให้เป็นดุจค่ายพักของกองทัพ. แต่นั้น คนที่มาด้วยก็พากันบวชหมด เว้นนางบำเรอ.

ได้ยินว่า พระมหาบุรุษ อันชนเหล่านั้นแวดล้อมแล้วทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส ที่นางสุนันทาพราหมณีถวายแล้ว ทรงพักกลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็น ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียว ชื่อ โสมะ ถวาย จึงเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนิโครธทรงลาดหญ้ากว้างยาว ๑๕ ศอก ประทับนั่งเหนือสันถัตนั้น บรรลุพระอภิสัม-โพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํขยมชฺฌคา ดังนี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของภิกษุหนึ่งโกฏิ ซึ่งบวชกับพระองค์ เสด็จไปทางอากาศ ลงที่อิสิปตนะมิคทายวัน กรุงพาราณสี อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อิสิปตนะมิคทายวันนั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า

ต่อมาจากสมัยของพระโกนาคมนพุทธเจ้า ก็มี

พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ผู้สูงสุดแห่งสัตว์

สองเท้า ผู้เป็นราชาแห่งธรรม ผู้ทำพระรัศมี.

เรือนแห่งสกุล มีข้าวน้ำโภชนะ เป็นอันมาก

พระองค์ก็สละเสียแล้ว ทรงให้ทานแก่ยาจกทั้งหลาย

ยังใจให้เต็มแล้ว ทำลายเครื่องผูก ดุจโคอุสภะพังคอก

ฉะนั้น ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.

Page 676

เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงประกาศ

พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่น

โกฏิ.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺฉฑฺฑิตํ ได้แก่ อันเขาละแล้ว ทิ้งแล้ว เสียสละแล้ว. บทว่า กุลมูลํ ความว่า เรือนแห่งสกุล มีกองโภคะนับไม่ถ้วน มีกองทรัพย์หลายพันโกฏิ มีโภคะเสมือนภพท้าวสหัสสนัยน์ ที่สละได้แสนยาก ก็สละได้เหมือนอย่างหญ้า. บทว่า ยาจเก ได้แก่ ให้แก่ยาจกทั้งหลาย. บทว่า อาฬกํ ได้แก่ คอกโค. อธิบายว่า โคอุสภะพังคอกเสียแล้วก็ไปยังที่ปรารถนาได้ตามสบาย ฉันใด แม้พระมหาบุรุษทำลายเครื่องผูกคือเรือนเสียแล้ว ก็ทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น.

ต่อมาอีก เมื่อพระศาสดาเสด็จจาริกไปในชนบท อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่นโกฏิ ครั้งพระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นประดู่ ใกล้ประตูสุนทรนคร ทรงแสดงธรรม อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าพันโกฏิต่อมาอีก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์แล้ว ประทับนั่ง ณ เทวสภาชื่อสุธัมมา ในภพดาวดึงส์ ซึ่งยากนักที่ข้าศึกของเทวดาจะครอบงำได้ เมื่อทรงแสดงอภิธรรม-ปิฏก ๗ คัมภีร์ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาทั้งหลาย ในหมื่นโลกธาตุ มีธนวดีชนนีของพระองค์เป็นประมุข ทรงยังเทวดาสามพันโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรมด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า

ครั้ง พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในโลก ๔ เดือน

อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่นโกฏิ.

Page 677

ครั้งทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ประกาศพระสัพ-

พัญญุตญาณ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาห้าพัน

โกฏิ.

พระชินพุทธเจ้า ประทับนั่ง ณ ธรรมสภา ชื่อ

สุธัมมา ณ เทวโลกอันน่ารื่นรมย์ [ดาวดึงส์] ทรง

ประกาศพระอภิธรรม ยังเทวดาสามพันโกฏิให้ตรัสรู้.

อีกครั้งทรงแสดงธรรมโปรดนรเทวยักษ์ อภิสมัย

ได้มีแก่สัตว์เหล่านั้น นับจำนวนไม่ได้เลย.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุมาสํ ก็คือ จาตุมาเส แปลว่า ๔เดือน หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า จรติ ก็คือ อจริ. แปลว่า ได้เสด็จจาริกไปแล้ว บทว่า ยมกํ วิกุพฺพนํ กตฺวา ได้แก่ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์. บทว่า ญาณธาตุํ ได้แก่ สภาพของพระสัพพัญญุตญาณ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สพฺพาณธาตุํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ปกิตฺตยิ ได้แก่ ทรงประกาศแก่มหาชน. บทว่า สุธมฺมา ความว่า สภาชื่อว่าสุธัมมามีอยู่ในภพดาวดึงส์ พระองค์ประทับนั่ง ณ สภานั้น. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระอภิธรรม.

เขาว่า ครั้งนั้น มียักษ์ชื่อว่า นรเทพ ผู้เป็นนรเทพผู้มีอานุภาพและผู้พิชิต ซึ่งมีศักดิ์ใหญ่และฤทธิ์มากเหมือนนรเทพยักษ์ที่กล่าวมาแล้วแต่หนหลัง.

นรเทพยักษ์นั้น แปลงตัวเหมือนพระราชาในนครหนึ่งในชมพูทวีป ทั้งรูปร่างทรวดทรงสุ้มเสียงท่วงที แล้วฆ่าพระราชาตัวจริงกินเสีย ปฏิบัติหน้าที่พระราชาพร้อมทั้งในราชสำนัก โปรดเสวยเนื้อไม่จำกัดจำนวน. เขาว่า นรเทวยักษ์นั้น

Page 678

เป็นนักเลงหญิงด้วย แต่คราใดสตรีพวกที่ฉลาดเฉลียว รู้จักเขาว่า ผู้นี้ไม่ใช่พระราชาของเรา นั่นอมนุษย์ผู้ฆ่าพระราชากินเสีย ครานั้น เขาทำเป็นละอายกินสตรีพวกนั้นหมด แล้วก็เดินทางไปนครอื่น. ด้วยประการดังนี้ นรเทว-ยักษ์นั้นกินมนุษย์แล้วก็มุ่งหน้าไปทางสุนทรนคร พวกมนุษย์ชาวนครเห็นเขาถูกมรณภัยคุกคามก็สะดุ้งกลัว พากันออกจากนครของตนหนีชมซานไป.

ครั้งนั้น พระกัสสปทศพล ทรงเห็นพวกมนุษย์พากันหนีไป ก็ประทับยืนประจันหน้านรเทวยักษ์นั้น นรเทวยักษ์ครั้นเห็นพระเทพแห่งเทพยืนประจันหน้า ก็แผดเสียงกัมปนาทดุดัน ร้ายกาจ แต่ไม่อาจให้พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าเกิดความกลัวได้ ก็ถึงพระองค์เป็นสรณะ แล้วทูลถามปัญหา เมื่อพระองค์ทรงวิสัชนาปัญหา ทรงฝึกเขา แสดงธรรม อภิสมัยก็ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาที่มาประชุมกัน เกินที่จะนับจำนวนได้ถ้วน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า นรเทวสฺส ยกฺขสฺส เป็นต้น. ในคาถานั้น บทว่า อปเร ธมฺมเทสเนได้แก่ ในการแสดงธรรมครั้งอื่นอีก. บทว่า เอเตสานํ ก็คือ เอเตสํ.

พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะพระองค์นั้น มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น. มีบุตรปุโรหิตในกรุงพาราณสี ชื่อว่า ติสสะ เขาเห็นลักษณะสมบัติในพระสรีระของ พระกัสสปโพธิสัตว์ ฟังบิดาพูด ก็คิดว่า ท่านผู้นี้จักออกมหาภิเนษกรมณ์เป็นพระพุทธเจ้า อย่างไม่ต้องสงสัย จำเราจักบวชในสำนักของพระองค์พ้นจากสังสารทุกข์ จึงไปยังป่าหิมพานต์ที่มีหมู่มุนีผู้บริสุทธิ์ บวชเป็นดาบส. เขามีดาบสสองหมื่นเป็นบริวาร. ต่อมาภายหลัง เขาทราบข่าวว่าพระกัสสปกุมาร ออกอภิเนษกรมณ์บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ จึงพร้อมด้วยบริวารมาบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะแล้วบรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในวันมาฆบูรณมีในสมาคมนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า

Page 679

พระผู้เป็นเทพแห่งเทพแม้พระองค์นั้น ทรงมี

สาวกสันนิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน

คงที่ ครั้งเดียว.

ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมภิกษุสาวกของผู้

เป็นพระขีณาสพ ล่วงอริยบุคคลระดับอื่น เสมอกัน

ด้วยหิริและศีล.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติกฺกนฺตภวนฺตานํ ได้แก่ ผู้เกินระดับปุถุชนและอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น คือเป็นพระขีณาสพหมดทั้งนั้น.

บทว่า หิริสีเลน ตาทีนํ ได้แก่ ผู้เสมอกันด้วยหิริและศีล.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นมาณพชื่อ โชติปาละ จบไตรเพทมีชื่อเสียงในการทำนายลักษณะพื้นดิน และลักษณะอากาศ เป็นสหายของฆฏิการะอุบาสก ช่างหม้อ. โชติปาลมาณพนั้น เข้าเฝ้าพระศาสดาพร้อมกับฆฏิการะอุบาสกนั้น ฟังธรรมกถาของพระองค์แล้วก็บวชในสำนักของพระองค์พระโพธิสัตว์นั้น ทรงปรารภความเพียร เล่าเรียนพระไตรปิฎกแล้ว ยังพระ-พุทธศาสนาให้งามด้วยการปฏิบัติข้อวัตรใหญ่น้อย พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า

ครั้งนั้น เราเป็นมาณพปรากฏชื่อว่า โชติปาละ

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท.

ถึงฝั่งในลัทธิธรรมของตน ในลักษณศาสตร์

และอิติหาสศาสตร์ ฉลาดในลักษณะพื้นดินและอากาศ

สำเร็จวิทยาอย่างสมบูรณ์.

Page 680

อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะชื่อว่าฆฏิการะ เป็นผู้น่าเคารพ น่ายำเกรง อันพระกัสสป-พุทธเจ้าทรงสั่งสอนในพระอริยผลที่ ๓ [อนาคามิผล].

ฆฏิการะอุบาสก พาเราเข้าไปเฝ้าพระกัสสปชิน-พุทธเจ้า เราฟังธรรมของพระองค์แล้วก็บวชในสำนักของพระองค์.

เราปรารภความเพียร ฉลาดในข้อวัตรใหญ่น้อยจึงไม่เสื่อมคลายในที่ไหนๆ ยังศาสนาของพระชิน-

พุทธเจ้าให้เต็มแล้ว.

เราเล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ อันเป็นพระพุทธ

ดำรัสตลอดหมด จึงยังพระศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้งาม.

พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงเห็นความ

อัศจรรย์ของเรา ก็ทรงพยากรณ์ว่า ในภัทรกัปนี้ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.

พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรมย์ ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.

เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อม

ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี

๑๐ ให้บริบูรณ์.

เราท่องเที่ยวอย่างนี้ เว้นขาดอนาจาร เราทำ

กิจกรรมที่ทำได้ยาก เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณอย่างเดียว.

Page 681

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมนฺตลิกฺขกุสโล ความว่า เป็นผู้ฉลาด ในวิชาสำรวจพื้นดิน วิชาดูลักษณะอากาศ วิชาดาราศาสตร์และวิชาโหราศาสตร์. บทว่า อุปฏฺฐโก แปลว่า ผู้บำรุง. บทว่าสปฺปติสฺโส ได้แก่ ผู้น่าเกรงขาม. บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ อันทรงแนะนำแล้ว หรือปรากฏแล้ว. บทว่า ตติเย ผเล เป็นนิมิตสัตตมี ความว่าอันทรงแนะนำแล้ว เพราะเหตุบรรลุอริยผลที่ ๓. บทว่า อาทาย ได้แก่พาเอา. บทว่า วตฺตาวตฺเตสุ ได้แก่ ในข้อวัตรน้อยและข้อวัตรใหญ่. บทว่าโกวิโท ได้แก่ ผู้ฉลาดในการยังข้อวัตรเหล่านั้นให้เต็ม. ด้วยบทว่า น กฺวจิปริหายามิ ทรงแสดงว่า เราไม่เสื่อมแม้ในที่ไหนๆ แม้แต่ในศีลหรือสมาธิสมาบัติเป็นต้นอย่างไหน ๆ ขึ้นชื่อว่า ความเสื่อมของเราในคุณทั้งปวง ไม่มีเลย. ปาฐะว่า น โกจิ ปริหายามิ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

คำว่า ยาวตา นั้น เป็นคำแสดงขั้นตอน. ความว่า มีประมาณเพียงไร. บทว่า พุทฺธภณิตํ ได้แก่ พระพุทธวจนะ. บทว่า โสภยึ ได้แก่ให้งามแล้ว ให้แจ่มแจ้งแล้ว. บทว่า มม อจฺฉริยํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ทรงเห็นสัมมาปฏิบัติของเรา ไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี. บทว่า สํสริตฺวา ได้แก่ ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ. บทว่าอนาจรํ ได้แก่ อนาจารที่ไม่พึงทำ ไม่ควรทำ.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะพระองค์นั้น ทรงมีนครเกิดชื่อว่าพาราณสีมีชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า พรหมทัตตะ มีชนนีเป็นพราหมณีชื่อว่า ธนวดีมีคู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระติสสะและพระภารทวาชะมีพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระสัพพมิตตะมีคู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระอนุฬาและอุรุเวฬาโพธิพฤกษ์

Page 682

ชื่อว่า นิโครธ ต้นไทร พระสรีระสูง ๒ ศอก พระชนมายุสองหมื่นปี ภริยาชื่อว่า สุนันทา บุตรชื่อ วิชิตเสนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือปราสาท.

ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า

มีนคร ชื่อว่าพาราณสี มีกษัตริย์พระนามว่า กิกีตระกูลของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลใหญ่ อยู่ในพระนครนั้น.

พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ มีชนกเป็นพราหมณ์ ชื่อว่าพรหมทัตตะ มีชนนีเป็นพราหมณ์ชื่อว่า ธนวดี.

พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-

อัครสาวก ชื่อว่าพระติสสะ และพระภารทวาชะ มีพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระสัพพมิตตะ.

มีอัครสาวกา ชื่อพระอนุฬา และ พระอุรุเวฬาโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่าต้นนิโครธ.

มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าสุมังคละ และ ฆฏิการะ มีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่าวิชิตเสนา และภัททา.

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๒๐ ศอก เหมือน

สายฟ้าอยู่กลางอากาศ เหมือนจันทร์เพ็ญทรงกลด.

พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์

นั้น มีพระชนมายุสองหมื่นปี พระองค์ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.

Page 683

ทรงสร้างสระคือธรรม ประทานเครื่องลูบไล้คือศีล ทรงนุ่งผ้าคือธรรม ทรงแจกมาลัยคือธรรม.

ทรงวางธรรมอันใสไร้มลทิน ต่างกระจก ไว้ในมหาชน บางพวกปรารถนาพระนิพพาน ก็จงดูเครื่องประดับของเรา.

ประทานเสื้อคือศีล ผูกสอดเกราะ คือฌาน ห่มหนังคือธรรม ประทานเกราะชั้นเยี่ยม.

ประทานสติเป็นโล่ ประทานธรรมเป็นพระ-

ขรรค์อย่างดี ศีลเป็นเครื่องย่ำยีการคลุกคลี.

ประทานวิชชา ๓ เป็นเครื่องประดับ ผลทั้ง ๓

เป็นมาลัยสวมศีรษะ ประทานอภิญญา ๖ เป็นอาภรณ์ธรรมเป็นดอกไม้เครื่องประดับ.

พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานพระสัทธรรม-

เป็นฉัตรขาว กั้นบาป เนรมิตดอกไม้ คือทางที่ไม่มีภัยแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน.

ก็นั่น คือพระสัมมาสัมพุทธะ ผู้มีพระคุณหา

ประมาณมิได้ อันใครเข้าเฝ้าได้ยาก นั่นคือพระธรรม.

รัตนะที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ควรเรียกให้มาดู.

นั่นคือพระสังฆรัตนะ ผู้ปฏิบัติดียอดเยี่ยม ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง ก็ว่างเปล่าแน่แท้.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชฺชุลฏฺฐีว ได้แก่ ดุจสายฟ้าแลบอันตั้งอยู่ โดยเป็นของทึบ. บทว่า จนฺโทว คหปูริโต ได้แก่ ดุจดวงจันทร์

Page 684

เพ็ญอันทรงกลดแล้ว. บทว่า ธมฺมตฬากํ มาปยิตฺวา ทรงสร้างสระคือพระปริยัติธรรม. บทว่า ธมฺมํ ทตฺวา วิเลปนํ ได้แก่ ประทานเครื่องลูบไล้ เพื่อประดับสันตติแห่งจิต กล่าวคือจตุปาริสุทธิศีล. บทว่า ธมฺม-ทุสฺสํ นิวาเสตฺวา ได้แก่ นุ่งผ้าคู่ กล่าวคือธรรม คือหิริ และโอตตัปปะ.

บทว่า ธมฺมมาลํ วิภชฺชิย ได้แก่ จำแนก คือเปิดพวงมาลัยดอกไม้คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.

บทว่า ธมฺมวิมลมาทาสํ ความว่า วางกระจก กล่าวคือโสดาปัตติ-มรรคอันไร้มลทิน คือกระจกธรรมใกล้ริมสระธรรมสำหรับมหาชน เพื่อกำหนดธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษที่เป็นกุศลและอกุศล. บทว่า มหาชเนแปลว่า แก่มหาชน. บทว่า เกจิ ก็คือ เยเกจิ. บทว่า นิพฺพานํ ปตฺเถนฺตาความว่า เที่ยวปรารถนาพระนิพพาน อันกระทำความย่อยยับแก่มลทินคืออกุศลทั้งมวล อันไม่ตาย ปัจจัยปรุงแต่งมิได้ ไม่มีทุกข์ สงบอย่างยิ่งมีอันไม่จุติเป็นรส ชนเหล่านั้นจงดูเครื่องประดับนี้ มีประการที่กล่าวแล้วอันเราแสดงแล้ว. ปาฐะว่า นิพฺพานมภิปตฺเถนฺตา ปสฺสนฺตุ มํ อลงฺกรํ ดังนี้ก็มีความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า อลงฺกรํ ท่านทำรัสสะ กล่าว.

บทว่า สีลกญฺจุกํ ทตฺวาน ได้แก่ ประทานเสื้อที่สำเร็จด้วยศีล ๕ศีล ๑๐ และจตุปาริสุทธิศีล. บทว่า ฌานกวจวมฺมิตํ ได้แก่ ผูกเครื่องผูกคือเกราะ คือจตุกกฌานและปัญจกฌาน. บทว่า ธมฺมจมฺมํ ปารุปิตฺวาได้แก่ ห่มหนึ่งคือธรรมที่นับได้ว่าสติสัมปชัญญะ. บทว่า ทตฺวา สนฺนา-หนุตฺตมํ ความว่า ประทานเครื่องผูกสอดคือวิริยะ ที่ประกอบด้วยองค์ ๔อันสูงสุด. บทว่า สติผลกํ ทตฺวาน ได้แก่ ประทานเครื่องป้องกันคือโล่คือสติปัฏฐาน ๔ เพื่อป้องกันโทษอริและบาปมีราคะเป็นต้น. บทว่า ติขิณํ

Page 685

าณกุนฺติมํ ได้แก่ หอกคือวิปัสสนาญาณอันคมกริบ คือหอกคมอย่างดีคือวิปัสสนาญาณ ที่สามารถแทงตลอดได้. หรือความว่า ทรงตั้งนักรบคือพระ-โยคาวจร ที่สามารถทำการกำจัดกองกำลังคือ กิเลสได้. บทว่า ธมฺมขคฺควรํทตฺวา ได้แก่ ประทานพระขรรค์อย่างดีคือมรรคปัญญา ที่มีคมอันลับด้วยกลีบอุบลคือความเพียร แก่พระโยควาจรนั้น. บทว่า สีลสํสคฺคมทฺทนํ ความว่าโลกุตรศีลอันเป็นอริยะ เพื่อย่ำยีการคลุกคลีด้วยกิเลสคือเพื่อฆ่ากิเลส.

บทว่า เตวิชฺชาภูสนํ ทตฺวาน ได้แก่ ประทานเครื่องประดับสำเร็จด้วยวิชชา ๓. บทว่า อาเวฬํ จตุโร ผเล ได้แก่ ทำผล ถ ให้เป็นพวงมาลัยคล้องคอ. บทว่า ฉฬภิญฺญาภรณํ ได้แก่ ประทานอภิญญา ๖ เพื่อเป็นอาภรณ์ และเพื่อกระทำการประดับ. บทว่า ธมฺมปุปฺผปิลนฺธนํ ได้แก่ทำพวงมาลัยดอกไม้ กล่าวคือโลกุตรธรรม ๙. บทว่า สทฺธมฺมปุณฺฑรจฺ-ฉตฺตํ ทตฺวา ปาปนิวารณํ ได้แก่ ประทานเศวตฉัตรคือวิมุตติอันบริสุทธิ์สิ้นเชิง เป็นเครื่องกันแดดคืออกุศลทั้งปวง. บทว่า มาปยิตฺวาภยํ ปุปฺผํความว่า ทำดอกไม้คือมรรคมีองค์ ๘ ที่ให้ถึงเมืองที่ไม่มีภัย.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ดับขันธปรินิพพาน ณ เสตัพย-อุทยาน ใกล้เสตัพยนคร แคว้นกาสี เขาว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ไม่กระจัดกระจายแพร่หลายไป. มนุษย์ทั่วชมพูทวีป เมื่อสร้างใช้มโนสิลาหินอ่อนแทนดิน ใช้น้ำมันแทนน้ำ เพื่อก่อภายนอกเป็นแผ่นอิฐทองแต่ละแผ่นมีค่าเป็นโกฏิ วิจิตรด้วยรัตนะ เพื่อทำภายในให้เต็ม เป็นอิฐทองแต่ละแผ่นมีค่าครึ่งโกฏิ ช่วยกันสร้างเป็นสถูปสูงหนึ่งโยชน์.

Page 686

กสฺสโปปิ ภควา กตกิจฺโจ

สพฺพสตฺตหิตเมว กโรนฺโต

กาสิราชนคเร มิคทาเย

โลกนนฺทนกโร นิวสิ.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป เสด็จกิจแล้วทรง

ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์อย่างเดียวทรงทำความร่าเริงแก่โลก ประทับอยู่ประจำ ณ กรุงพาราณสีราชธานีแห่งแคว้นกาสีแล.

ในคาถาที่เหลือ ทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล.

จบพรรณนาวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้า

Page 687

วงศ์พระโคดมพุทธเจ้าที่ ๒๕

[๒๖] บัดนี้ เราเป็นพระสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า

โคตมะ เจริญวัยในศากยสกุล ตั้งความเพียรแล้วบรรลุพระโพธิญาณอันอุดม.

อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ประกาศพระ-

ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ ๑๘ โกฏิ.

เมื่อทรงแสดงธรรมต่อจากนั้น ในสมาคมแห่ง

มนุษย์และเทวดา อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็กล่าวไม่ได้ถึงจำนวนผู้บรรลุ.

บัดนี้ ในที่นี้นี่แล เราสั่งสอนราหุลโอรสของ

เรา อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็กล่าวไม่ได้ถึงจำนวนผู้บรรลุ.

สันนิบาตการประชุมสาวก ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่

ของเรา เป็นการประชุมภิกษุ ๑,๒๕๐ มีครั้งเดียว.

เราไร้มลทินรุ่งเรืองอยู่ ท่ามกลางสงฆ์ก็ให้ทุก

อย่างที่สาวกปรารถนา เหมือนแก้วจินดามณีให้ทุกอย่างที่ต้องการ.

อันความกรุณาสัตว์ทั้งหลาย เราประกาศสัจจะ

๔ แก่ผู้จำนงหวังมรรคผล ผู้ประสงค์ละความพอใจในภพ.

ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่น สองหมื่นอภิสมัยของสัตว์ไม่นับจำนวนด้วยหนึ่งคนหรือสองคน

End of ๒๔. กัสสปพุทธวงศ์